สุขภาพทางเพศ

สุขภาพทางเพศ คืออีกหนึ่งส่วนสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข Hello คุณหมอ จึงอยากนำเสนอเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ ทั้งการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ไปจนถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้ผู้อ่านได้มีสุขภาพทางเพศที่ดีมากยิ่งขึ้น

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพทางเพศ

HPV ในผู้หญิงตั้งครรภ์ ส่งผลกระทบต่อคุณแม่และลูกน้อยอย่างไร

HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นไวรัสที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกและภาวะผิดปกติอื่น ๆ ในระบบสืบพันธุ์ สตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HPV มักกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของตัวเองและทารกในครรภ์ โดยเฉพาะการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การคลอดก่อนกำหนด และการถ่ายทอดไวรัสสู่ทารกในระหว่างคลอด ผลกระทบของ HPV ต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ ผลกระทบต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ การเกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศ (Genital Warts) การติดเชื้อ HPV อาจกระตุ้นการเกิดหูดในบริเวณอวัยวะเพศ หูดเหล่านี้อาจโตขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและระบบไหลเวียนเลือด หากหูดมีขนาดใหญ่ อาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือขัดขวางการคลอดทางช่องคลอด การเปลี่ยนแปลงในปากมดลูก การติดเชื้อ HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง อาจทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูกได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ ความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร ในบางกรณี การติดเชื้อ HPV อาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะหากมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การติดเชื้อ HPV อาจกระตุ้นการอักเสบในระบบสืบพันธุ์ ซึ่งส่งผลต่อการคลอดก่อนกำหนด การคลอดก่อนกำหนดอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในระยะยาวสำหรับทารก เช่น การเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติ ผลกระทบต่อทารกในครรภ์และหลังคลอด การติดเชื้อในทารก แม้โอกาสที่ HPV จะส่งต่อถึงทารกในครรภ์มีน้อย แต่มีรายงานว่าการคลอดทางช่องคลอดในกรณีที่แม่มีหูดหรือการติดเชื้อ HPV […]

หมวดหมู่ สุขภาพทางเพศ เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพทางเพศ

สุขภาพทางเพศ

สาเหตุที่ประจําเดือนไม่มา เกิดจากอะไร

ปกติแล้วผู้หญิงจะมีประจำเดือนทุก ๆ 28 วัน บางคนอาจมาเร็วกว่าหรือช้ากว่านั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่าง ๆ เช่น การใช้ยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ ความเครียด การออกกำลังกายอย่างหนัก อาจเป็นสาเหตุที่ประจำเดือนไม่มาได้ ดังนั้น หากสังเกตพบว่ามีอาการประจำเดือนไม่มา ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดและทำการรักษาอย่างเหมาะสม [embed-health-tool-ovulation] สาเหตุที่ประจําเดือนไม่มา สาเหตุที่ประจำเดือนไม่มา อาจมีดังต่อไปนี้ การรับประทานยาคุมกำเนิด ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือหยุดรับประทานยาคุมได้ไม่นานอาจมีอาการประจำเดือนไม่มา เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย อาจต้องรอเวลาให้ร่างกายปรับระบบฮอร์โมนก่อนเพื่อให้การหลั่งของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนกลับมาเป็นปกติ และร่างกายมีการตกไข่ จึงจะทำให้ประจำเดือนกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง การตั้งครรภ์ ผนังมดลูกที่มีตัวอ่อนฝังอยู่จะไม่หลุดลอกออกมาขณะตั้งครรภ์ ทำให้ประจำเดือนไม่มาหากสังเกตว่าประจำเดือนขาดนานกว่า 2 เดือน ควรตรวจครรภ์ด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์ หรือตรวจที่โรงพยาบาล น้ำหนักตัวน้อยกว่าหรือมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ผู้ที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์อาจไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอที่จะกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนที่ทำให้ไข่ตก จนอาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือประจำเดือนขาด ส่วนผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนอาจส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีส่วนช่วยควบคุมระบบสืบพันธุ์ในปริมาณมากเกินไป หรือน้ำหนักตัวที่มากจะส่งผลกระทบต่อการตกไข่ จนทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนได้ ความเครียด อาจเปลี่ยนแปลงการทำงานของไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อที่อยู่ด้านล่างของสมองส่วนหน้า ทำหน้าที่หลั่งฮอร์โมนหลายชนิดที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับการตกไข่และการมีประจำเดือน การออกกำลังกายหนักเกินไป อาจส่งผลให้ร่างกายเกิดความเครียดจนไปรบกวนการทำงานของต่อมใต้สมอง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการตกไข่และประจำเดือน จนอาจส่งผลให้ประจำเดือนไม่มา ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาลดความดันโลหิต ยารักษาโรคทางจิตเวช ยาต้านซึมเศร้า ยารักษาโรคภูมิแพ้ เคมีบำบัดมะเร็ง ที่อาจส่งผลให้ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง […]


สุขภาพทางเพศ

เมนส์ไม่มา เกิดจากอะไร ควรทำอย่างไร

ประจำเดือน หรือที่อาจเรียกว่า เมนส์ คือ ภาวะที่มีเลือดไหลออกจากช่องคลอดเป็นประจำทุกเดือนของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีเมนส์ประมาณ 2-8 วัน และเมนส์มักมาทุกเดือน แต่หาก เมนส์ไม่มา อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การตั้งครรภ์ ความผิดปกติของมดลูก จึงควรหมั่นสังเกตการมีประจำเดือน หากพบความผิดปกติใด ๆ ควรพบคุณหมอทันที เมนส์ คือ เมนส์ หรือประจำเดือน คือ ภาวะที่มีเลือดออกจากช่องคลอดทุกเดือนของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ถือเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ ในช่วงไข่ตก ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเพศอย่างเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนมากขึ้น ฮอร์โมนเหล่านี้จะกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมให้ตัวอ่อนมาฝังตัว แต่หากไข่ไม่ได้ผสมกับอสุจิ และไม่เกิดการปฏิสนธิจนเป็นตัวอ่อน เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดลอกและไหลออกจากช่องคลอด กลายเป็นเลือดประจำเดือนหรือเมนส์ ผู้หญิงส่วนมากจะมีรอบประจำเดือน 24-38 วัน และจะมีประจำเดือนประมาณ 2- 8 วัน โดยประจำเดือนมักมีลักษณะและปริมาณใกล้เคียงกันทุกเดือน หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น เมนส์ไม่มาติดต่อกันหลายเดือน เมนส์มาไม่ปกติหรือมากะปริบกะปรอย อาจเกิดจากการตั้งครรภ์ การให้นมลูก ความเครียด และโรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์อื่น ๆ เช่น รังไข่เสื่อมก่อนกำหนด ภาวะอุ้งเชิงการอักเสบ ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อหาวิธีช่วยให้เมนส์มาเป็นปกติ เช่น ปรับพฤติกรรมการออกกำลังกาย หาวิธีลดความเครียด […]


สุขภาพทางเพศ

อาการก่อนเป็นประจำเดือน (PMS) พร้อมวิธีรับมือที่ควรรู้

อาการก่อนเป็นประจำเดือน (Premenstrual syndrome หรือ PMS) เป็นอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนเป็นประจำเดือน มักส่งผลกระทบทั้งด้านร่างกาย จิตใจและอารมณ์ ผู้หญิงแต่ละคนอาจมีอาการก่อนเป็นประจำเดือนที่อาจแตกต่างกันทั้งรูปแบบและความรุนแรงของอาการ เช่น ปวดหลัง ปวดท้อง เจ็บบริเวณหน้าอก ฉุนเฉียวง่าย อารมณ์อ่อนไหว ซึมเศร้า ทั้งนี้ ควรศึกษาอาการที่เกิดขึ้นเพื่อเตรียมรับมืออย่างถูกวิธี โดยทั่วไปแล้ว ภาวะนี้สามารถรักษาด้วยการปรับพฤติกรรม เช่น การออกกำลังกาย การงดสูบบุหรี่ อย่างไรก็ตาม หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมที่สุด [embed-health-tool-ovulation] อาการก่อนเป็นประจำเดือน คืออะไร อาการก่อนเป็นประจำเดือน (Premenstrual syndrome หรือ PMS) คือ กลุ่มอาการผิดปกติด้านร่างกายและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไข่ตก ก่อนที่ประจำเดือนจะเริ่มต้นประมาณ 1 สัปดาห์ โดยปกติแล้วอาการก่อนเป็นประจำเดือนจะหายไปภายใน 1-2 วันหลังมีประจำเดือน แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอาจเกิดจากปัจจัยภายใน เช่น ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ที่เปลี่ยนแปลงในช่วงที่เป็นประจำเดือน คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า หรือปัจจัยภายนอก เช่น การไม่ออกกำลังกาย ความเครียดสะสม การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ สัญญาณของ อาการก่อนเป็นประจำเดือน สัญญาณที่อาจแสดงถึงอาการก่อนเป็นประจำเดือน […]


การคุมกำเนิด

ยาคุมแบบแปะ วิธีการใช้และผลข้างเคียง

การใช้ ยาคุมแบบแปะ หรือแผ่นแปะคุมกำเนิด เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ช่วยในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วไปคือ แปะแผ่นแปะคุมกำเนิดไว้บนผิวหนังติดต่อกัน 3 สัปดาห์ใน 1 เดือน โดยเปลี่ยนแผ่นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และงดแปะ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ประจำเดือนมาในรอบเดือนนั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการคุมกำเนิดด้วยการใช้ยาคุมแบบเม็ดที่ต้องกินยาทุกวัน อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิธีใช้งานที่ถูกต้อง และพิจารณาผลข้างเคียงของยาคุมแบบแปะหรือแผ่นแปะคุมกำเนิด อาจช่วยให้วางแผนป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น [embed-health-tool-ovulation] การทำงานของยาคุมแบบแปะ ยาคุมแบบแปะ หรือแผ่นแปะคุมกำเนิด เป็นแผ่นยาฮอร์โมนชนิดฮอร์โมนรวม ประกอบไปด้วยยาฮอร์โมนในกลุ่มเอสโตรเจน (Estrogens) ผสมกับยาฮอร์โมนในกลุ่มโปรเจสติน (Progestins) ซึ่งเป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสังเคราะห์ แผ่นแปะคุมกำเนิดมีลักษณะเป็นแผ่นสีเนื้อบาง ยืดหยุ่นได้ดี สามารถแปะไว้ในขณะที่อาบน้ำ ว่ายน้ำ เล่นกีฬา และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ วิธีใช้คือ แปะแผ่นแปะคุมกำเนิดไว้บนผิวหนังบริเวณต้นแขน หลังส่วนบน หน้าท้อง เป็นต้น แผ่นยาจะปล่อยฮอร์โมนเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังและยาจะค่อย ๆ ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ตัวยาจะเข้าไปยับยั้งไม่ให้เกิดการตกไข่ ทำให้มูกบริเวณมดลูกหนาขึ้น ป้องกันไม่ให้ตัวอสุจิผ่านเข้าไปได้ และทำให้ผนังมดลูกบางจนตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวในมดลูกได้ อย่างไรก็ตาม ยาคุมแบบแปะสามารถช่วยคุมกำเนิดได้เท่านั้น ไม่สามารถช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections […]


สุขภาพทางเพศ

การใช้ถุงยางอนามัย ให้ถูกต้อง ไม่รั่ว ไม่หลุด และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง

การใช้ถุงยางอนามัย คือ การสวมใส่ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ ซึ่งนับเป็นวิธีที่ปลอดภัย ใช้ได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง ค่าใช้จ่ายน้อย และมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง ทั้งนี้ การใช้ถุงยางอนามัยจำเป็นต้องใส่ให้ถูกวิธีเพื่อการป้องกันที่ได้ผล  และมีข้อควรระวังที่จำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนใช้งาน ถุงยางอนามัย คืออะไร ถุงยางอนามัย เป็นอุปกรณ์สำหรับคุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยการสวมใส่ให้อวัยวะเพศ ส่วนใหญ่ทำจากน้ำยางธรรมชาติหรือน้ำยางสังเคราะห์ มีขนาดเล็กและบาง แต่ขยายได้ตามขนาดของอวัยวะเพศ แยกเป็นถุงยางอนามัยสำหรับเพศชายและสำหรับเพศหญิง ซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้ ถุงยางอนามัยสำหรับเพศชาย เป็นแบบใช้ภายนอก โดยสวมครอบองคชาตเมื่อแข็งตัว เพื่อป้องกันน้ำอสุจิไหลเข้าสู่ช่องคลอด และอาจทำให้ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม รวมถึงป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม ซิฟิลิส หูดหงอนไก่ เอชไอวี (HIV) ถุงยางอนามัยของผู้หญิง เป็นแบบใช้ภายใน โดยสอดเข้าไปในช่องคลอด เพื่อไม่ให้น้ำอสุจิไหลเข้าสู่ช่องคลอด และป้องกันความเสี่ยงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากใช้อย่างถูกวิธี ถุงยางอนามัยจะลดโอกาสตั้งครรภ์และการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้ประมาณ 98 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าใช้ผิดวิธีหรือไม่เหมาะสม ประสิทธิภาพของการป้องกันโรคและการตั้งครรภ์อาจลดลงเหลือ 75 เปอร์เซ็นต์ การใช้ถุงยางอนามัย ที่ถูกต้อง ทำอย่างไร วิธีการใช้ถุงยางอนามัย ทั้งของเพศชายและของเพศหญิง มีดังต่อไปนี้ การใช้ถุงยางอนามัยสำหรับเพศชาย นำถุงยางอนามัยออกจากห่อ เวลาฉีดซองให้ระวังไม่ให้ถุงยางอนามัยเสียหาย ฉีดขาด ควรตรวจสอบว่ายังอยู่ในสภาพดี ไม่ขาด ไม่รั่วทุกครั้งก่อนการใช้งาน หากพบว่าถุงยางอนามัยหมดอายุ หรือมีลักษณะผิดปกติ […]


การคุมกำเนิด

ฉีดยาคุม มีประโยชน์และผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง

ฉีดยาคุม เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย การฉีดยาคุมกำเนิด 1 ครั้งอาจช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 3 เดือน ช่วงหลังคลอดหรือให้นมบุตรก็สามารถเข้ารับการฉีดยาคุมกำเนิดได้ การฉีดยาคุมกำเนิดแต่ละครั้งใช้เวลาไม่นาน มีราคาย่อมเยา และอาจสะดวกกว่าการกินยาเม็ดคุมกำเนิดสำหรับบางคน เนื่องจากแก้ไขปัญหาการลืมรับประทานยา อย่างไรก็ตาม การศึกษาประโยชน์และผลข้างเคียงของการฉีดยาคุมกำเนิด อาจช่วยให้ทราบว่าการคุมกำเนิดวิธีนี้เหมาะกับตนเองหรือไม่ และอาจทำให้สามารถคุมกำเนิดด้วยการฉีดยาคุมได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยยิ่งขึ้น [embed-health-tool-ovulation] การทำงานของยาคุมกำเนิดแบบฉีด ยาคุมกำเนิดแบบฉีดชนิดที่นิยมใช้ในประเทศไทย ได้แก่ ยาคุมกำเนิดแบบฉีดชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสตินอย่างเดียว (Progestin-only Injectable Contraceptives) หรือที่เรียกว่า ยาฉีดเมดร็อกซีโพรเจสเทอโรนแอซีเทต (Medroxyprogesterone Acetate) ยาคุมชนิดนี้มีเพียงโปรเจสตินซึ่งเป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในรูปแบบสังเคราะห์ ไม่มีส่วนผสมของฮอร์โมนในกลุ่มเอสโตรเจน ที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อารมณ์แปรปรวน คลื่นไส้อาเจียน วิธีฉีดยาคุมกำเนิดทำได้โดยฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนข้างที่ไม่ถนัดหรือบริเวณกล้ามเนื้อสะโพก ฮอร์โมนโปรเจสตินจะซึมเข้าสู่กระแสเลือดและช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ด้วยการทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงจนตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิไม่สามารถฝังตัวได้ ทำให้มูกมดลูกเหนียวขึ้นจนอสุจิผ่านเข้าไปผสมกับไข่ที่บริเวณปากมดลูกได้ยากขึ้น ทั้งยังช่วยยับยั้งการตกไข่ด้วย เพื่อให้ยาคุมกำเนิดแบบฉีดออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง ควรฉีดทุก 3 เดือน และควรไปพบคุณหมอตามนัดฉีดยาหรือภายในไม่เกิน 1 สัปดาห์หากครบกำหนดฉีดยาคุมกำเนิดรอบใหม่ การฉีดยาคุมกำเนิด มีประโยชน์อย่างไร ประโยชน์ของการฉีดยาคุมกำเนิด อาจมีดังนี้ มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูงและปลอดภัย ช่วยให้ป้องกันการตั้งครรภ์ได้สะดวกขึ้น เนื่องจากไม่ต้องกินยาทุกวัน จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงในการลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิด และอาจออกฤทธิ์ได้นานถึง 3 เดือน ไม่กระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ ราคาถูก อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่าการคุมกำเนิดประเภทอื่น เช่น ห่วงอนามัยคุมกำเนิด […]


การคุมกำเนิด

ฝังยาคุมกำเนิด ดีหรือไม่ เหมาะกับใคร

การ ฝังยาคุม เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่ออกฤทธิ์ได้นาน สามารถใช้คุมกำเนิดระยะยาวได้ถึง 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับยี่ห้อที่เลือกใช้ การฝังยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง สามารถฝังและนำออกยาคุมออกได้อย่างรวดเร็ว อาจไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้เวลาพักฟื้นนาน อีกทั้งยังไม่ต้องกินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำทุกเดือน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยการใช้ยาคุมแบบฝังควรศึกษาถึงประโยชน์และผลข้างเคียงให้ถี่ถ้วน จะได้ทราบว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ [embed-health-tool-ovulation] ยาคุมกำเนิดแบบฝังทำงานอย่างไร การใช้ยาคุมกำเนิดแบบฝังสามารถทำได้โดยการฝังหลอดยาขนาดเล็ก ยืดหยุ่นสูง ขนาดประมาณ 4 เซนติเมตรหรือประมาณไม้ขีดไฟไว้ใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขนท่อนบนของแขนข้างที่ไม่ถนัด ภายในหลอดยาจะบรรจุฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) หรือบางครั้งเรียกว่า โปรเจสโตเจน (Progestogen) ซึ่งจะค่อย ๆ ถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดประมาณวันละ 70-60 ไมโครกรัม ตัวฮอร์โมนจะไปกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อลง ทำให้ตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกได้ยากขึ้น กระตุ้นให้มูกมดลูกเหนียวข้นจนอสุจิเข้าไปสู่ปากมดลูกได้ยากขึ้น ทั้งยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของไข่และป้องกันไม่ให้มีการตกไข่ สามารถใช้คุมกำเนิดระยะยาวได้นานถึง 3-5 ปี ประโยชน์ของการ ฝังยาคุม ประโยชน์ของการฝังยาคุมกำเนิด อาจมีดังนี้ สามารถคุมกำเนิดอย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพ ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน อาจมีอาการปวดท้องน้อยลง นอกจากนี้ รอบเดือนอาจมีระยะเวลาสั้นลงหรืออาจไม่มาเลย ใช้สะดวก อาจไม่ต้องกังวลเรื่องวิธีใช้ที่ถูกต้องเหมือนการคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น เช่น ถุงยาง ยาเม็ดคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด ไม่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงไม่เกิดผลข้างเคียง เช่น วิงเวียนศีรษะ อารมณ์แปรปรวนง่าย เหมือนกับการกินยาเม็ดคุมกำเนิด […]


สุขภาพทางเพศ

ต่อมลูกหมากมีความสำคัญอย่างไร เรื่องของอวัยวะภายในที่ผู้ชายควรรู้

ต่อมลูกหมากมีความสำคัญอย่างไร? ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะภายในของระบบสืบพันธุ์เพศชาย อยู่บริเวณเชิงกรานรอบ ๆ ท่อปัสสาวะ มีหน้าที่ผลิตน้ำเมือกสำหรับหล่อเลี้ยงตัวอสุจิ นับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อระบบสืบพันธุ์อย่างมาก [embed-health-tool-bmr] ต่อมลูกหมาก คืออะไร ต่อมลูกหมาก เป็นอวัยวะภายในของระบบสืบพันธุ์เพศชาย อยู่บริเวณใต้กระเพาะปัสสาวะ และห่อหุ้มรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น ต่อมลูกหมากมีขนาดเท่าลูกเกาลัดหรือประมาณลูกปิงปอง หนักราว 15-20 กรัม จะหยุดโตเมื่อผู้ชายอายุประมาณ 20 ปี ต่อมลูกหมากมีหน้าที่ผลิตของเหลวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของน้ำอสุจิ เพื่อหล่อเลี้ยงตัวอสุจิและนำพาตัวอสุจิออกสู่ภายนอกร่างกายเมื่อมีการหลั่งในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ แม้ต่อมลูกหมากจะอยู่ภายในร่างกาย แต่สามารถตรวจหาความผิดปกติได้ด้วยการสอดนิ้วมือผ่านรูทวารเข้าไปสัมผัสและตรวจสอบขนาดหรืออาการบวมของต่อมลูกหมากเรียกว่า การตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก ในเพศหญิง อวัยวะภายในซึ่งเปรียบเสมือนต่อมลูกหมากคือต่อมสกีน (Skene's Gland หรือ Paraurethral Gland) โดยอยู่บริเวณส่วนปลายของท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่หลั่งสารหล่อลื่นให้ทั้งช่องคลอดและท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมากมีความสำคัญอย่างไร ต่อมลูกหมากมีความสำคัญ ดังนี้ ผลิตส่วนประกอบของน้ำอสุจิ หรือของเหลวสภาพเป็นกรดซึ่งคิดเป็น 15-30 เปอร์เซ็นต์ของน้ำอสุจิทั้งหมด สำหรับหล่อเลี้ยงตัวอสุจิ ขับน้ำอสุจิออกนอกร่างกาย กล้ามเนื้อบริเวณต่อมลูกหมากทำหน้าที่ขับน้ำอสุจิให้ออกจากองคชาตเมื่อถึงจุดสุดยอด ความแรงของน้ำอสุจิคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยดันให้ตัวอสุจิเข้าไปในช่องคลอดได้ลึกพอ และมีโอกาสว่ายไปผสมกับไข่เพื่อปฏิสนธิ ทำให้องคชาตแข็งตัว เส้นประสาทของต่อมลูกหมากจะกระตุ้นให้เลือดจำนวนมากไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงองคชาตและค้างอยู่ในเนื้อเยื่อฟองน้ำในองคชาต ทำให้องคชาตแข็งตัวและพร้อมสำหรับการสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดของเพศหญิง มีเอนไซม์ที่เปลี่ยนฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ให้เป็นฮอร์โมนไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (Dihydrotestosterone; DHT) ควบคุมปัสสาวะ ไม่ให้รั่วไหลออกจากกระเพาะปัสสาวะขณะรอขับถ่าย เพราะหากเกิดการรั่วไหลอาจไปปนเปื้อนกับตัวอสุจิซึ่งรอหลั่งออกเมื่อถึงจุดสูงยอด โรคที่อาจเกิดขึ้นกับ ต่อมลูกหมาก โรคที่อาจเกิดกับต่อมลูกหมาก อาจมีดังนี้ ต่อมลูกหมากอักเสบ มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ในบางรายอาจไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน […]


สุขภาพทางเพศ

ตรวจช่องคลอด การเตรียมตัว และความเสี่ยงที่ผู้หญิงควรรู้

การตรวจช่องคลอด หรือการตรวจภายใน เป็นการตรวจที่อาจทำให้ทราบถึงสุขภาพภายในช่องคลอดและบริเวณอวัยวะเพศว่าเสี่ยงเป็นโรคหรือมีการติดเชื้อใด ๆ หรือไม่ เพื่อให้สามารถทำการรักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่อาการจะลุกลาม ก่อนการตรวจช่องคลอด ควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้ารับการตรวจ และคอยสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นหลังการตรวจ เช่น เจ็บช่องคลอด เลือดออกมาก จะได้แจ้งคุณหมอให้ทราบในทันที [embed-health-tool-ovulation] ประโยชน์ของการตรวจช่องคลอด การตรวจช่องคลอด เป็นการตรวจเพื่อหาสัญญาณของการเกิดภาวะต่าง ๆ เช่น ซีสต์ในรังไข่ ปัญหาของท่อรังไข่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื้องอกในมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากมดลูก ซึ่งควรตรวจเป็นประจำทุกปี โดยสามารถเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 21 ปี และสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนการตั้งครรภ์ก็ควรทำการตรวจช่องคลอดเพื่อคัดกรองโรคที่อาจเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการตกขาวผิดปกติ เลือดออกทางช่องคลอด ปัญหาทางเดินปัสสาวะ ปวดบริเวณช่องคลอดขณะปัสสาวะและระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ก็ควรเข้ารับการตรวจช่องคลอดเพื่อคัดกรองโรคด้วยเช่นกัน การเตรียมตัวก่อนตรวจช่องคลอด การเตรียมตัวก่อนตรวจช่องคลอด ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ ควรนับเวลาที่รอบเดือนมา เพราะการตรวจช่องคลอดควรตรวจในวันที่ไม่มีประจำเดือน ทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดและอวัยวะเพศให้สะอาดก่อนตรวจ ไม่ควรใช้ยาหรือครีมทาบริเวณช่องคลอดก่อนตรวจ หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือกิจกรรมที่มีการสอดวัตถุในช่องคลอดก่อนตรวจอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ขั้นตอนการตรวจช่องคลอด ขั้นตอนการตรวจช่องคลอด มีดังนี้ การตรวจช่องคลอดภายนอกด้วยสายตา เป็นการตรวจขั้นแรก โดยคุณหมออาจตรวจดูบริเวณภายนอกของช่องคลอดเพื่อมองหาความผิดปกติ เช่น ช่องคลอดบวมแดง อาการคันเมื่อสัมผัส แผลพุพอง สีของตกขาวผิดปกติ โดยให้ถอดเสื้อผ้าส่วนล่างและนอนลงบนเตียงสำหรับตรวจภายใน พร้อมกับยกขาขึ้นวางบนที่วางขา เพื่อให้สะดวกต่อการตรวจ การตรวจช่องคลอดภายในด้วยสเปคคูลั่ม (Speculum) […]


สุขภาพทางเพศ

ทำหมันชาย ข้อดี ข้อเสีย และวิธีแก้หมัน

ทำหมันชาย หมายถึง การคุมกำเนิดถาวรในผู้ชาย ด้วยการตัดหรือผูกท่อนำอสุจิ เพื่อไม่ให้อสุจิซึ่งโตเต็มที่แล้วถูกส่งออกนอกร่างกายเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และปฏิสนธิกับไข่ของฝ่ายหญิง จนทำให้เกิดการตั้งครรภ์ โดยปกติ การทำหมันชายมีโอกาสสำเร็จสูง จึงเหมาะกับผู้ชายซึ่งมีบุตรเพียงพอแล้วหรือไม่ต้องการมีบุตร ในกรณีอยากมีบุตรอีกครั้ง สามารถแก้หมันได้ แต่โอกาสสำเร็จค่อนข้างต่ำ ดังนั้น หากมีความประสงค์ที่จะทำหมันชาย ควรศึกษาข้อดี ข้อเสีย และพิจารณาให้ดีเสียก่อน ประเภทของการทำหมันชาย การทำหมันชาย อาจใช้เวลาราว 10-30 นาที โดยวิธีการทำหมันแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ทำหมันแบบดั้งเดิม คือ การผ่าตัดโดยใช้มีดกรีดบริเวณถุงอัณฑะของคนไข้ ภายใต้ฤทธิ์ยาชาเพื่อหาหลอดนำอสุจิทั้ง 2 ข้างแล้วตัดหรือปิดผนึก ก่อนเย็บปิดแผล ทำหมันเจาะ คือ การผ่าตัดภายใต้ฤทธิ์ยาชาเช่นเดียวกับการทำหมันแบบดั้งเดิม ไม่ใช้มีดผ่าตัด แต่เป็นการใช้เครื่องมือขนาดเล็กเฉพาะทางการแพทย์เจาะผ่านผิวหนังบริเวณถุงอัณฑะเข้าไปในร่างกายเพื่อผูกหรือตัดหลอดนำอสุจิโดยใช้ความร้อน แผลจะเล็กกว่าการทำหมันแบบดั้งเดิม ไม่ต้องเย็บปิดแผลภายนอก และใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่า ทั้งนี้ ในการปิดผนึกหลอดนำอสุจิ นอกจากการผูกด้วยมือหรือจี้ด้วยความร้อน คุณหมออาจเลือกใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งเรียกว่า Surgical Clips หรือใช้มากกว่าหนึ่งวิธีในการผ่าตัดทำหมัน เมื่อไรจึงทราบว่าทำหมันชายสำเร็จ การทำหมันชายอาจจะไม่ได้ผลทันที ผู้ที่ทำหมันแล้วจำเป็นต้องสวมถุงยางอนามัยป้องกันทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์เป็นระยะเวลา 1-3 เดือนหลังผ่าตัด หรือจนกว่าจะถึงเวลาที่คุณหมอนัดตรวจตัวอย่างน้ำเชื้อ โดยในการตรวจ คุณหมอจะให้หลั่งน้ำเชื้อใส่ภาชนะ เพื่อนำไปตรวจดูว่ายังมีตัวอสุจิหลงเหลืออยู่หรือไม่ หากไม่พบตัวอสุจิในน้ำเชื้อ แสดงว่าการทำหมันสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์อีกต่อไป ทั้งนี้ […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน