ภาวะขาดน้ำระหว่างตั้งครรภ์ อันตรายที่ว่าที่คุณแม่ต้องระวัง

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ในช่วงตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพราะน้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยให้ทารกในครรภ์มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ร่างกายแม่จำเป็นต้องใช้น้ำในการสร้างรก ซึ่งทำหน้าที่ส่งสารอาหารและออกซิเจนจากแม่ไปสู่ลูก รวมไปถึงต้องใช้น้ำในการสร้างน้ำคร่ำอีกด้วย หากคุณแม่ตั้งครรภ์ดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาจต้องประสบกับ ภาวะขาดน้ำระหว่างตั้งครรภ์ ที่สามารถเป็นอันตรายทั้งต่อแม่ละลูกในท้องได้

เหตุใดคุณแม่ตั้งครรภ์จึงเสี่ยงเกิดภาวะขาดน้ำ

ภาวะขาดน้ำเกิดขึ้นเพราะร่างกายมีน้ำหรือของเหลว น้อยกว่าปริมาณที่สูญเสียไป จึงส่งผลให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ ถือเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ โดยมีสาเหตุมาจาก

  • ปริมาณเม็ดเลือดที่เพิ่มขึ้น

หนึ่งในสาเหตุหลักของการขาดน้ำในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ก็คือ ขณะตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการสร้างเม็ดเลือดเพิ่มขึ้นอีกถึง 50% จึงต้องการน้ำมากกว่าปกติ

  • อาการแพ้ท้อง

กว่า 50% ของผู้หญิงท้อง ต้องประสบกับอาการแพ้ท้อง นั่นคืออาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ปัสสาวะมากกว่าปกติ รวมไปถึงเหงื่อออก ร่างกายจึงสูญเสียน้ำมากขึ้น โดยปกติแล้ว อาการแพ้ท้องนี้จะเกิดขึ้นบ่อยในช่วงไตรมาสแรก และจะค่อยๆ ลดลงในช่วงไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม คุณแม่ท้องบางคนอาจมีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง (Hyperemesis gravidarum) ที่นอกจากจะทำให้คลื่นไส้หนัก อาเจียนอย่างรุนแรง และขาดน้ำแล้ว ยังทำให้น้ำหนักลดระหว่างตั้งครรภ์ได้อีกด้วย

  • การสร้างน้ำคร่ำ

ตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์จะเจริญเติบโตอยู่ในถุงน้ำคร่ำ น้ำคร่ำมีหน้าที่ช่วยให้ทารกสามารถเคลื่อนไหว และพัฒนาระบบโครงกระดูกและกล้ามเนื้อได้สะดวก ทั้งยังช่วยปกป้องทารกจากแรงกระแทกต่างๆ ซึ่งการสร้างน้ำคร่ำจำเป็นต้องใช้น้ำ จึงอาจเป็นสาเหตุให้คุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกขาดน้ำ

  • ดื่มน้ำไม่เพียงพอ

โดยปกติแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หรือบางคนอาจต้องดื่มน้ำอย่างน้อย 12 แก้ว ขึ้นอยู่กับความต้องการของร่างกายแต่ละคน ระบบต่างๆ ในร่างกายจึงจะทำงานได้เป็นปกติ หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำระหว่างตั้งครรภ์ได้

  • เหงื่อออกมาก

เหงื่อออกหรือขี้ร้อน ถือเป็นอาการปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่บางคนอาจมีเหงื่อออกมาก หรือขี้ร้อนกว่ากว่าปกติ จึงอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากถึงขึ้นขาดน้ำ

  • ท้องเสีย หรือ อุจจาระร่วง

ในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่อาจมีอาการท้องเสียบ่อย ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ประกอบกับอาหารที่กินเข้าไป หากไม่ดื่มน้ำชดเชยให้มากๆ ก็สามารถเกิดภาวะขาดน้ำได้

  • สภาพอากาศ

อากาศร้อนและความชื้นทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น จึงอาจเกิดภาวะขาดน้ำได้ นอกจากนี้การเปิดเครื่องปรับอากาศ ก็อาจทำให้อากาศในห้องแห้งเกินไป จนร่างกายสูญเสียน้ำ หรือความชุ่มชื้นได้เช่นกัน

  • อายุ

อาการขาดน้ำ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป เนื่องจากร่างกายสามารถกักเก็บน้ำได้น้อยลง ว่าที่คุณแม่ในวัยนี้จึงควรดื่มน้ำเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายชุ่มชื้นอยู่เสมอ

  • การออกกำลังกาย

หากคุณแม่ท้องชอบออกกำลังกาย ทำกิจกรรม หรือเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลา ก็อาจทำให้เหงื่อออกมาก ร่างกายสูญเสียน้ำไปกับเหงื่อ จนขาดน้ำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอากาศร้อนๆ

  • ปัญหาสุขภาพบางประการ

ไข้ หรืออาการตัวร้อน รวมไปถึงปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเมตาบอลิซึม เช่น ไตวาย เบาหวาน และโรคระบบทางเดินอาหาร อย่าง โรคเซลิแอค (โรคแพ้กลูเตน) หรือโรคโครห์น (Crohn’s disease) ก็สามารถทำให้เกิดภาวะขาดน้ำระหว่างตั้งครรภ์ได้เช่นกัน

สัญญาณและอาการ

หากคุณอยู่ในภาวะขาดน้ำระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณ หรือมีอาการบางอย่าง เช่น กระหายน้ำ ขี้ร้อนกว่าปกติ ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มขึ้น รวมถึงอาการต่างๆ เหล่านี้

  • รู้สึกปากแห้ง คอแห้ง
  • ง่วงนอน
  • ริมฝีปากและผิวหนังแห้ง
  • ไม่ค่อยปวดปัสสาวะ หรือปัสสาวะออกน้อย
  • ปวดศีรษะ
  • ท้องผูก หรืออุจจาระเป็นก้อนแข็ง
  • วิงเวียนศีรษะ
  • มีการหดรัดตัวของมดลูก หรือเจ็บครรภ์หลอก (Braxton Hicks contractions)

อาการข้างต้นสามารถบรรเทาได้ด้วยการดื่มน้ำให้มากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ แต่หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการดังต่อไปนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะขาดน้ำขั้นรุนแรง ควรรีบไปหาคุณหมอทันที

  • กระหายน้ำอย่างหนัก
  • ปาก ผิวหนัง และโพรงจมูกแห้งผาก
  • หงุดหงิดฉุนเฉียว และสับสนมึนงง
  • ไม่ปัสสาวะ หรือปัสสาวะน้อยมาก
  • ปัสสาวะมีสีเข้มมาก
  • ตาโหล
  • หัวใจเต้นรัว และหายใจถี่
  • ความดันโลหิตต่ำ

อันตรายจาก ภาวะขาดน้ำระหว่างตั้งครรภ์

การขาดน้ำระหว่างตั้งครรภ์สามารถส่งผลกระทบร้ายแรงต่อคุณแม่และทารกได้ทั้งระหว่างอยู่ในครรภ์และหลังคลอด ดังนี้

ผลกระทบต่อทารก

  • ทำให้มีภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (Neural tube defect / NTDs)
  • เด็กคลอดก่อนกำหนด
  • เด็กพิการแต่กำเนิด

ผลกระทบต่อคุณแม่

ภาวะอันตรายนี้ป้องกันได้อย่างไรบ้าง

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สังเกตได้จากปัสสาวะออกมาเป็นน้ำใสๆ หรือมีสีเหลืองอ่อนๆ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมนอกบ้านบ่อยๆ ทำให้เสียเหงื่อมากขึ้น
  • งดอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ น้ำอัดลม ชอกโกแลต ไอศกรีม หรือหากงดไม่ได้ หลังกินควรดื่มน้ำตามให้มากๆ เพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้อาจทำให้คุณมีภาวะขาดน้ำระหว่างตั้งครรภ์ได้
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายร้อนเกินไป เช่น การเคลื่อนไหวร่างกายหรือทำกิจกรรมในอากาศร้อน การออกกำลังกายอย่างหนัก เพราะถึงแม้การขยับร่างกายจะดีต่อว่าที่คุณแม่ แต่หากมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้เช่นกัน

เมื่อไหร่ที่ควรไปหาคุณหมอ

คุณแม่ตั้งครรภ์อาจไม่แน่ใจว่า ตัวเองมีภาวะขาดน้ำรุนแรงแค่ไหน แต่หากดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มเกลือแร่แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

  • รู้สึกว่ารูปแบบการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์เปลี่ยนไป
  • มีเลือดหรือของเหลวไหลออกมาจากช่องคลอด
  • มดลูกหดรัดตัว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด
  • เคยตรวจพบว่ามีปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น ไตวาย
  • อาเจียน หรือท้องเสียนานเกิน 12 ชั่วโมง
  • เหงื่อไม่ออกทั้งที่ดื่มน้ำเป็นประจำ
  • ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลย
  • เป็นลมหมดสติ มีอาการชัก หรือมึนงง

ภาวะขาดน้ำระหว่างตั้งครรภ์สามารถรักษาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ และสภาพร่างกายผู้ป่วย เช่น การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ การให้อิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) หรือเกลือแร่ เช่น โซเดียม แมกนีเซียม ที่ช่วยให้ร่างกายดูดซืมของเหลวได้ดีขึ้น หากมีภาวะขาดน้ำระหว่างตั้งครรภ์ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการด้วย

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา