ครรภ์เป็นพิษ และผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อแม่และทารกในครรภ์

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020
Share now

ครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตหลักของหญิงตั้งครรภ์ ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา อีกทั้งยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของทารก ที่เรียกว่า การตายปริกำเนิด (perinatal mortality) และยังเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์อีกด้วย

ผลกระทบต่อมารดา

ผู้หญิงที่มีหรือเริ่มมีความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ล้วนมีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเกิดปัญหานี้ ทั้งก่อนคลอด ระหว่างคลอด และหลังคลอด ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ มีผลทั้งต่อผู้เป็นแม่และทารกในครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่มีความดันโลหิตปกติที่เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งมีอาการบ่งชี้คือ ความดันโลหิตสูง โปรตีนรั่วในปัสสาวะ และอาการบวมน้ำ กลุ่มที่สองได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ก่อน และมีความเสี่ยงที่สูงกว่าในการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษที่อาจมีอาการแทรกซ้อนได้

ภาวะครรภ์เป็นพิษถือเป็นอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุด ของภาวะความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์ แต่นี่ไม่ใช่โรคที่เกิดจากความดันโลหิตสูงเป็นหลัก แต่เป็นความผิดปกติที่เกิดจากปัญหาเกี่ยวกับรก โดยภาวะครรภ์เป็นพิษจะเร่ิมจากความผิดปกติในการเกาะตัวของรก ที่ทำให้เกิดภาวะรกเกาะต่ำ การหลั่งของสารไซโตไคน์และสารพิษอื่นๆ เกิดภาวะเส้นเลือดตีบ และการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ดังนั้น ภาวะครรภ์เป็นพิษจึงเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์บุหนังหลอดเลือด และอาการแทรกซ้อนก็สัมพันธ์กับปัญหาของระบบหลอดเลือด

โดยพื้นฐานแล้ว อาการแทรกซ้อนเหล่านี้ ประกอบด้วย

(1) การแข็งตัวของเลือด และการมีเลือดออกภายในหลอดเลือด ซึ่งมีความสัมพันธ์กันระหว่างการลดลงของระดับของสารแอนติธรอมบิน III (antithrombin III/ ATIII) และความรุนแรงของสภาวะทางสุขภาพของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอายุครรภ์ได้ 30-32 สัปดาห์

ความเข้นข้นของเลือด จากการตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดแดงและพลาสมา จะลดลง และมีส่วนที่ทำให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ

(2) อวัยวะทำงานล้มเหลว เช่น ตับและไต ตามด้วยการที่เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ไม่เพียงพอ โดยในหญิงตั้งครรภ์ที่มีความดันโลหิตสูง ยังมีข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับระดับโปรตีนในปัสสาวะ ที่อาจเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้

จากการสังเกตการณ์พบว่า ภาวะครรภ์เป็นพิษส่งผลกระทบเป็นพิเศษต่อการทำงานของไต และภาวะนี้จะรุนแรงขึ้นเมื่อเกิดอาการชัก หรือโรคครรภ์เป็นพิษระยะชัก (eclampsia) อันตรายที่รุนแรงที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อมีโรคแทรกซ้อนที่เรียกว่า กลุ่มอาการเฮลป์ซินโดรม (HELLP syndrome) ซึ่งจะเกิดการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง (hemolysis) เอนไซม์จากตับสูงขึ้น และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ อาการของกลุ่มอาการเฮลป์ซินโดรมนี้ เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดของการเสียชีวิตในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง

การรักษาภาวะความดันโลหิตขณะตั้งครรภ์หรือก่อนตั้งครรภ์ ไม่สามารถป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษได้ แต่สามารถป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบไหลเวียนโลหิตของมารดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างเจ็บท้องและขณะคลอดได้ ความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเจริญเติบโตล่าช้า (growth retardation) และภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจน (hypoxia) ที่มาจากความเสียหายของรก

ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังไม่รุนแรงส่วนใหญ่ สามารถตั้งครรภ์และคลอดได้ตามปกติ การเสียชีวิตของทารกก่อนคลอด (ภาวะการตายปริกำเนิด) ส่วนมากมาจากภาวะของภาวะครรภ์เป็นพิษที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งการรักษาความดันโลหิตไม่ปรากฏว่า ส่งผลมากนักต่อผลของการตั้งครรภ์ หรือการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรง ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงชนิดไม่รุนแรง แต่ความเสี่ยงที่เกิดกับมารดาและทารกจะถือว่าสูงมาก ในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังและรุนแรง และในผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับอวัยวะบางอย่าง ผู้ปวยเหล่านี้ควรได้รับคำแนะนำถึงความเสี่ยงต่างๆ ก่อนการตั้งครรภ์

ผลกระทบต่อทารก

ผลของการคลอดได้รับอิทธิพลโดยตรงจากอายุครรภ์ และความรุนแรงของภาวะความดันโลหิตสูง ที่พิจารณาได้จากความต้องการในการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง โดยไม่เกี่ยวข้องกับอาการของโรคที่ไม่แสดงออกอื่นๆ ภาวะครรภ์เป็นพิษขั้นรุนแรงนั้นสัมพันธ์กับอันตรายที่เกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ในหลายระดับด้วยกัน

ผลกระทบหลักที่มีต่อทารกในครรภ์ก็คือ การได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นผลจากรกได้รับเลือดไม่เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะการเติบโตช้าในทารก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีทั้งระยะยาวและสั้น ผลที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ ผลกระทบต่อการเติบโตของทารก สุขภาพของทารกรวมทั้งน้ำหนักและส่วนสูงจะลดน้อยลง นำไปสู่อันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวทารก ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

การศึกษาที่มีการติดตามผลในระยะยาวแสดงให้เห็นว่า ทารกที่มีภาวะเจริญเติบโตช้าในมดลูก มีแนวโน้มที่จะมีภาวะความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และเบาหวาน เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ทั้งยังมีหลักฐานที่เพิ่มขึ้นที่ชี้ว่า รูปแบบของการเติบโตในช่วงต้น และปัจจัยอื่นๆ ในช่วงชีวิต มีผลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบที่เชื่อมโยงกันเหล่านี้ยังมีอยู่จำกัด

ปัญหาเกี่ยวกับการคลอดที่ไม่ปกติ ได้แก่ ภาวะเลือดขาดออกซิเจน (anoxia) หรือการหลั่งสารแคททีโคลามีน (catecholamine) ในมารดา ในทารกในครรภ์ หรือในทารกแรกคลอด อาจนำไปสู่การเป็นโรคเลือดแดงในหัวใจแข็งในวัยผู้ใหญ่

ทารกในครรภ์หลายรายต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่มีปริมาณสารอาหารที่จำกัด โดยการเปลี่ยนโครงสร้างและระบบเผาผลาญ ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ อาจเป็นต้นเหตุของโรคที่เกิดขึ้นในระยะต่อมาของชีวิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

ทารกที่มีขนาดตัวเล็ก หรือไม่ได้สัดส่วนในช่วงแรกเกิด หรือมีขนาดรกที่ใหญ่ขึ้น มีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง และเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินเมื่อโตขึ้น ภาวะที่เกี่ยวข้องเหล่านี้เป็นผลมาจากการปรับสภาพของทารกเมื่ออยู่ในครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและเปราะบางที่สุดของชีวิต และส่งผลถาวรต่อสภาพของร่างกาย และระบบการเผาผลาญ งานวิจัยปัจจุบันพบว่า ทารกอ่อนไหวต่อปริมาณสารอาหารที่ได้จากมารดาผ่านทางรก มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตในวัยผู้ใหญ่ อาจเป็นผลจากการปรับตัวในช่วงที่เป็นทารกในครรภ์ ที่ได้รับการกระตุ้นจากปริมาณสารอาหารที่ไม่เพียงพอจากมารดา

ภาวะการเจริญเติบโตช้าในมดลูก ซึ่งได้แก่ภาวะที่ทารกมีน้ำหนักตัวเมื่อแรกเกิดต่ำกว่าร้อยละ 10 ทำให้เกิดการลดลงของจำนวนหน่วยไต ภาวะนี้นำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดความดันโลหิตสูงจากโรคไตเมื่อโตขึ้น รวมถึงโรคอื่นๆ เกี่ยวกับไตเนื่องจากความเสียหายของไต

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Churchill D; Perry IJ; Beevers DG. Ambulatory blood pressure in pregnancy and fetal growth. Lancet 1997; 349:7-10.

Voto LS, Margulies M. Hipertensión en el embarazo. Buenos Aires, El Ateneo, 1997.

Visser W, Wallenburg HC. Maternal and perinatal outcome of temporizing management in 254 consecutive patients with severe pre-eclampsia remote from term. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol 1995; 63:147-54

Riaz M, Porat R, Brodsky NL, Hurt H. The effects of maternal magnesium sulfate treatment on newborns: a prospective controlled study. J Perinatol 1998; 18:449-54

Lindheimer MD, Katz AI: The kidney and hypertension in pregnancy. In Brenner BM, Rector FC eds. The Kidney. Philadelphia: WB Saunders, 1990.

Dunlop W, Davison JM: Renal Haemodynamics and tubular function in human pregnancy. Balliere's Clin. Obstet. Gynaecol, 1987; 1: 769-87.

Baylis C, Davison J: The urinary system. In Hytten F, Chamberlain G eds.: Clinical Physiology in Obstetrics. Oxford, Blackwell, 1990.

Neerhof MG; Pregnancy in the chronically hypertensive patient. Clin Perinatol 1997; 24 :391-406

Piper JM; Langer O; Xenakis EM; McFarland M; Elliott BD; Berkus MD . Perinatal outcome in growth-restricted fetuses: do hypertensive and normotensive pregnancies differ? Obstet Gynecol 1996; 88:194-9

Barker DJ .In utero programming of chronic disease. Clin Sci 1998; 95:115-28.

Leistikow EA. Is coronary artery disease initiated perinatally. Semin Thromb Hemost 1998; 24:139-43 - See more at: http://www.obgyn.net/fetal-monitoring/effects-preeclampsia-mother-fetus-and-child#sthash.pgaHryQO.dpuf

บทความแนะนำ

ตรวจสอบสุขภาพทารกในครรภ์ขณะมดลูกหดรัดตัว (Contraction Stress Test)

ตรวจสอบสุขภาพทารกในครรภ์ขณะมดลูกหดรัดตัว (Contraction Stress Test)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
เผยแพร่วันที่ มกราคม 21, 2019