ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์…แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของทารกในครรรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 12

พัฒนาการทรกในครรภ์

ลูกจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้ลูกของคุณมีขนาดเท่ากับลูกมะนาว โดยมีน้ำหนักประมาณ 15 กรัม และสูงประมาณ 5 เซ็นติเมตรโดยวัดจากศีรษะถึงปลายเท้า อวัยวะของลูกน้อยส่วนใหญ่ได้พัฒนาขึ้นแล้ว แต่ยังต้องการเวลาในการพัฒนาให้โตเต็มที่ เพื่อที่จะได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป อวัยวะที่พัฒนาขึ้นแล้วก็คืออวัยวะในระบบย่อยอาหาร ลูกของคุณกำลังเริ่มฝึกการเคลื่อนไหวเพื่อย่อยอาหารแล้ว ซึ่งอาจจะมีการเคลื่อนไหวที่ตอบสนองต่อตัวกระตุ้นต่างๆ อย่างเช่น การกำมือ การดูด หรือแม้แต่การสะอึก คุณอาจจะไม่รู้สถึงการเคลื่อนไหวเหล่านี้ แต่ในอีกประมานสองสามสัปดาห์ ก็จะเริ่มรู้สึกได้อย่างชัดเจน

ไขกระดูกในกระดูกของลูกของคุณกำลังผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวขึ้นมา ซึ่งจะทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อต่างๆ พร้อมกันนี้ก็สร้างระบบภูมิต้านทานอันแข็งแกร่งขึ้นมาด้วย ต่อมใต้สมองจะเริ่มผลิตฮอร์โมนที่สำคัญๆขึ้นมา ซึ่งจะช่วยให้ลูกของคุณสามารถมีลูกได้ในอนาคต

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เลือดที่สูบฉีดมากขึ้นจะช่วยให้ผิวของคุณดูเปล่งปลั่งสดใส แต่อาจจะทำให้รู้สึกวิงเวียนศีรษะได้ ฮอร์โมนการตั้งครรภ์ซึ่งรวมถึงฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ทำให้เส้นเลือดคลายตัวและกว้างขึ้น ส่งผลให้สามารถสูบฉีดเลือดเพื่อลำเลียงสารอาหารสำคัญๆ ไปให้ลูกน้อยได้มากขึ้น จึงอาจทำให้ความดันโลหิตลดลง และมีเลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมองน้อยลงด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกวิงเวียนศีรษะ คุณจะยิ่งรู้สึกหน้ามืดมากขึ้น เมื่อลุกขึ้นยืนหรือเคลื่อนไหวร่างกายเร็วเกินไป นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแพทย์จึงแนะนำให้ทำอะไรแบบสบายๆ อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณรู้สึกวิงเวียนศีรษะก็คือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่ได้กินอะไรอย่างสม่ำเสมอหรือลืมกินอาหาร ฉะนั้นอย่าลืมตุนอาหารการกินไว้ในโต๊ะทำงานหรือกระเป๋าถือของคุณซะ เพราะเดาไม่ได้หรอกว่าคุณจะรู้สึกหิ้วขึ้นมาเมื่อไหร่ ในการจัดการกับปัญหาหน้ามืดหรือวิงเวียนศีรษะนั้น ก็อาจจะใช้วิธีเอนตัวนอนหรือนั่งก้มศีรษะวางไว้บนหัวเข่า แล้วหายใจเข้าออกลึกๆ นอกจากนี้ก็อาจลองดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้ร่วมด้วยก็ได้

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

ในช่วงเวลานี้คุณอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาเยอะมาก ในขณะที่คุณกำลังย่างเข้าสู่ไตรมาสที่สองนี้ คุณก็จะยิ่งมีน้ำหนักตัวมากขึ้น เนื่องจากคุณต้องการสารอาหารและพลังงาน ไปคอยช่วยเหลือการเติมโตของลูกน้อยมากขึ้น

คุณอาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงตั้งครรภ์ใหม่ๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคุณคิดว่าคุณกำลังกินอาหารเพื่อลูกน้อยด้วย แต่จริงๆแล้ว ทารกในครรภ์ไม่ได้ต้องการสารอาหารมากขนาดนั้นหรอก นอกจากนี้คุณยังอยากทานอาการที่มีแคลอรี่สูง รวมทั้งอาหารมันๆ และหวานๆ ด้วย ซึ่งเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยแต่ไม่ดีต่อสุขภาพเลย ในการควบคุมน้ำหนักนั้น คุณอาจจัดตารางทานอาหารขึ้นมา ลองปรึกษากับแพทย์หรือนักโภชนาการดูนะ ว่าจะสามารถได้รับสารอาหารต่างๆ จากอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำได้ยังไง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ควรต้องทานผลไม้ ผัก และไขมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างเช่น ถั่วและถั่วเปลือกแข็งต่างๆ

การพบหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

ถ้าคุณยังเป็นกังวลกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ก็ลองปรึกษาคุณหมอดูซะ เพราะไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเลยถ้าคุณจะเก็บงำเรื่องนี้เอาไว้คนเดียว คุณหมอจะช่วยคุณหาวิธีจัดการกับเรื่องน้ำหนักของคุณได้ ถ้าคุณมีน้ำหนักตัวไม่มากพอ ก็อาจส่งผลที่ไม่ดีต่อทารกในครรภ์ได้ จึงนับเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเพิ่มน้ำหนักตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่เพียงพอในการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม พูดคุยกับคุณหมอซะเพื่อหาค่าดรรชนีมวลกายของคุณ ซึ่งจะช่วยคำนวณน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่เหมาะสมให้คุณได้

การทดสอบใดที่ควรรู้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แพทย์อาจได้ทำการตรวจเลือดและทำการอุลตร้าซาวด์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมให้คุณไปแล้ว ความผิดปกติของโครโมโซมส่วนใหญ่ก็คือโรคดาวน์ ซินโดรม (Down Syndrome) การทำอุลตร้าซาวด์ก็เพื่อวัดความหนาของคอ เพื่อดูว่ามีน้ำสะสมอยู่บริเวณท้ายทอยอยู่เยอะหรือเปล่า ซึ่งน่าจะรู้ผลในสัปดาห์นี้ โปรดจำเอาไว้ว่าผลการตรวจนี้เป็นการประเมินความเสี่ยงเท่านั้น ถ้าผลการตรวจระบุว่าคุณมีความเสี่ยงสูง ก็หมายความว่าคุณจำเป็นต้องทำการตรวจวินิจฉัย เพื่อยืนยันว่าลูกของคุณมีโครโมโซมที่ผิดปกติจริงๆ ซึ่งคุณมีสิทธิ์จะทำการตรวจแบบนี้หรือไม่ทำก็ได้ มีความเสี่ยงที่จะแท้งลูกแค่ 1% เท่านั้น คุณควรพูดคุยกับคุณหมอเรื่องความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่ได้รับจากการตรวจวินิจฉัยโรคนี้

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 12

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

การคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งต่อตัวคุณเองและทารกที่กำลังเติบโตในครรภ์นั้น นับเป็นเรื่องสำคัญมาก และนี่คือสิ่งต่างๆ ที่คุณอาจกำลังเป็นกังวลอยู่ก็ได้

  • ท้องที่โตขึ้น

ในขณะที่กำลังก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่สองนี้ หน้าท้องจะยื่นออกมาจนสังเกตุเห็นได้ ซึ่งก็หมายความว่าลูกน้อยของคุณกำลังเจริญเติบโต แต่นั่นจะทำให้คุณรู้สึกปวดหลังช่วงล่างมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อหน้าท้องโตขึ้นเรื่อยๆ จุดศูนย์ถ่วงของคุณก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงนับเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องรับรู้ร่างกายของคุณ และชั่งน้ำหนักให้ดีเพื่อปกป้องหลังของคุณ คุณอาจเริ่มเข้าคลาสโยคะสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ก่อนคลอด หรือหาเวลายืดกล้ามเนื้อในตอนเช้าๆ หรือก่อนเข้านอน ซึ่งอาจจะช่วยให้หลังสามารถปรับตัวให้กับความความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ และคุณไม่ควรทำอะไรที่เกินแรงตัวเอง หรือเคลื่อนไหวร่างกายแบบรวดเร็วเกินไป

หน้าท้องที่ใหญ่ขึ้นนั้นก็หมายความว่ามดลูกของคุณก็กำลังเติบโต นี่จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะกดทับเส้นประสาทมากขึ้นได้ เนื่องจากเส้นประสาทที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย จะพาดผ่านหลังส่วนล่างไปถึงก้นและขาส่วนล่าง เรื่อยลงไปถึงข้อเท้าและเท้า จึงอาจทำให้รู้สึกเจ็บจี๊ดๆบริเวณสะโพกได้ นี่เป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะจอกับอาการแบบนี้ แต่จะเจอได้บ่อยๆ ในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ เพื่อช่วยจัดการกับอาการเจ็บปวดนั้น คุณก็ควรเริ่มพักผ่อนให้มากขึ้น อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยชะลอน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้ ก็คือการว่ายน้ำหรือทำกายบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพื่อจะได้ไม่มีน้ำหนักไปกดทับเส้นประสาท

  • ภาวะโลหิตจาง

ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์นั้น ส่ิงสำคัญอันดับแรกๆ ก็คือการจัดเตรียมสารอาหารที่พอเพียงต่อลูกน้อยในครรภ์ วิตามินและสารอาหารที่จำเป็นก็ได้แก่ กรดโฟลิค วิตามินบี 1 และธาตุเหล็ก ซึ่งทั้งหมดนั้นมีส่วนช่วยในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ถ้าคุณเป็นมังสวิรัติ ก็ต้องแน่ใจว่าคุณกินอาหารเสริมและวิตามินพวกนี้ด้วย สัญญาณและอาการของภาวะโลหิตจางก็ได้แก่ อ่อนเพลีย ตัวซีด และอ่อนแอ ลองปรึกษากับแพทย์ซะถ้าคุณสงสัยว่ามีภาวะโลหิตจาง

แล้วในสัปดาห์ต่อไปลูกน้อยจะมีพัฒนาการอย่างไรต่อไปนะ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 1, 2019 | Last Modified: มกราคม 1, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน