home

ระหว่างตั้งครรภ์

ยินดีด้วยค่ะ คุณกำลังจะมีลูกแล้ว เมื่อชีวิตน้อย ๆ กำลังจะเกิดขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะรู้สึกเป็นกังวลหรือประหม่า Hello คุณหมอ จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดช่วงเวลา ระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ มีความมั่นใจในทุกย่างก้าวของพัฒนาการลูกน้อย

ความรู้ทั่วไป

ระหว่างตั้งครรภ์

การดูแลสุขภาพคนท้องไตรมาสที่สาม หรือช่วงก่อนคลอด ถือเป็นส่วนสำคัญของการตั้งครรภ์ เพราะในช่วงนี้ คือ ช่วงสุดท้ายที่ทารกจะลืมตาดูโลกในอีกไม่ช้า การกระทบกระเทือนของคุณแม่เพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อทารกได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว เพื่อให้เข้าใจ การดูแลสุขภาพคนท้องไตรมาสที่สาม ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ห้ามพลาดบทความนี้ [embed-health-tool-due-date] การดูแลสุขภาพคนท้องไตรมาสที่สาม ช่วงไตรมาสที่สามเริ่มต้นสัปดาห์ที่ 28 ถึงสิ้นสุดการตั้งครรภ์ ทารกยังคงเติบโตและเริ่มขยับร่างกายมากขึ้น ภายใน 35-36 สัปดาห์ ทารกจะอยู่ในท่ากลับหัวเพื่อพร้อมคลอด การเข้าพบคุณหมอจึงเป็นเรื่องดีในการตรวจเช็คตำแหน่งที่ถูกต้องของทารก ตรวจสุขภาพเป็นประจำ การตรวจสุขภาพครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สามคุณหมอจะตรวจสอบอาการของคุณว่าเป็นอย่างไร รวมถึงการหดตัวของมดลูกและตรวจสอบว่ามีเลือดออกมาหรือไม่ ตรวจสอบความดันโลหิตและน้ำหนักตัวของคุณ รวมไปถึงการเต้นของหัวใจและการเคลื่อนไหวของทารก ตรวจอุ้งเชิงกรานเพื่อดูว่าปากมดลูกของคุณขยายตัวได้หรือไม่ คุณหมอจะแนะนำให้คุณตรวจสอบความเคลื่อนไหวของทารกอยู่ตลอดในทุก ๆ วัน ในบางคนคุณหมอจะแนะนำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในช่วง 27-36 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่และบาดทะยัก วัคซีนป้องกันโรคคอตีบและไอกรน ตรวจคัดกรองกลุ่ม บี สเตรปโทคอกคัส (Group B Streptococcus หรือ GBS) กลุ่ม บี สเตรปโทคอกคัส (Group B Streptococcus หรือ GBS) เป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในลำไส้หรืออวัยวะเพศส่วนล่าง ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใหญ่ แต่ทารกที่สัมผัสกับเชื้อดังกล่าวอาจป่วยหนักได้ คุณหมอจะทำการตรวจบริเวณช่องคลอดและทวารหนักของคุณ หากตรวจแล้วพบว่าคุณมีเชื้อแบคทีเรียคุณหมอจะสั่งยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำระหว่างคลอด เพราะยาปฏิชีวนะจะช่วยป้องกันทารกจากแบคทีเรียกลุ่ม บี สเตรปโทคอกคัส (Group […]

หัวข้อ ระหว่างตั้งครรภ์ เพิ่มเติม

ไตรมาสที่ 2

อาการคนท้องไตรมาสที่สอง เป็นอาการชี้เฉพาะที่สามารถบอกถึงระยะครรภ์ของคุณแม่ทุกคนได้ ซึ่งในแต่ละคนอาจมีอาการไม่เหมือนกัน หรือบางคนอาจไม่แสดงอาการเลย ดังนั้น เพื่อให้คุณแม่รู้ถึงระยะการตั้งครรภ์และรู้ถึงอาการคนท้องไตรมาสที่สองเบื้องต้น มาลองอ่านบทความนี้เพื่อที่คุณจะได่รับมือกับอาการต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ท้องช่วงไตรมาสที่สอง คือ ระยะเวลาตั้งแต่ 13-27 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ทารกจะเจริญเติบโตและมีความแข็งแรงขึ้น ซึ่งในช่วงนี้สามารถอัลตราซาวด์ดูอวัยวะเพศที่กำหนดเพศของทารก ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ช่วง 20 สัปดาห์ และในช่วง 16-22 สัปดาห์ คุณแม่จะรู้สึกถึงการขยับตัวของทารก เพราะทารกในครรภ์จะเริ่มดิ้นและขยับตัว ถือเป็นสัญญาณของการมีชีวิตรอดของทารก [embed-health-tool-due-date] อาการคนท้องไตรมาสที่สอง ในช่วงไตรมาสที่สองอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายส่วน โดยอาการของคนท้องไตรมาสที่สอง มีดังนี้ หน้าท้องและหน้าอกใหญ่ขึ้น มดลูกขยายใหญ่ขึ้น เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับทารกในการเจริญเติบโตขึ้น ร่วมไปถึงหน้าอกของคุณก็มีการขยายใหญ่ขึ้นตามไปด้วย จึงจำเป็นต้องมีชุดชั้นในเพื่อรองรับหน้าอกของคุณด้วย มดลูกบีบตัวหรือเรียกว่า "Braxton Hicks Contractions" คุณจะสามารถรู้สึกได้ถึงการบีบตัวของมดลูกซึ่งอาจเกิดขึ้นในบางช่วงเวลา เช่น ตอนบ่าย ตอนเย็น หลังออกกำลังกาย หลังจากมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น หรือในบางคนอาจรู้สึกว่ามดลูกบีบตัวตลอดทั้งวัน ทุกการทำกิจกรรม ดังนั้น ควรติดต่อแพทย์ของคุณเพื่อตรวจสอบอาการมดลูกบีบตัว เพราะอาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์จะกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในคุณแม่บางคนอาจมีฝ้าเป็นจุดสีน้ำตาลขึ้นบนใบหน้า หรืออาจเกิดการแตกลายเป็นเส้นสีน้ำตาลที่หน้าท้อง เนื่องจาก การขยายตัวของหน้าท้อง การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเหล่านี้จะจางลงหลังคลอด แสงแดดอาจทำให้ฝ้ามีอาการแย่ลงได้ การทาครีมกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้งอาจช่วยบรรเทาอาการได้ ส่วนรอยแตกลายที่อยู่บริเวณหน้าท้อง หน้าอก ก้น หรือต้นขาเหล่านี้ ไม่สามารถป้องกันแต่สามารถเยียวยาให้ดีขึ้นได้หลังจากการคลอด ปัญหาจมูก เมื่อระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นและร่างกายมีการสร้างเลือดมากขึ้น อาจส่งผลทำให้เยื่อเมือกบวมและเลือดออกง่าย […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

มดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ อาจเป็นสัญญาณบอกระยะครรภ์ หรือเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาของเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ คุณแม่มือใหม่จึงควรรู้เกี่ยวกับภาวะ มดลูกบีบตัว ในขณะตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันและรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต วันนี้ Hello คุณหมอ ได้รวบรวมความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับการบีบตัวของมดลูกขณะตั้งครรภ์มาฝากคุณแม่ทุกท่านกันค่ะ มดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ คืออะไร การบีบตัวของมดลูกขณะตั้งครรภ์เป็นอาการปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะแสดงอาการเมื่อใกล้ถึงกำหนดคลอดทารก หรือบางครั้งอาจแสดงอาการก่อน 37 สัปดาห์ ซึ่งเป็นสัญญาณคลอดก่อนกำหนด การบีบตัวของมดลูกเป็นการที่กล้ามเนื้อบีบและคลายตัว ทำให้คุณรู้สึกท้องแข็งและอ่อนเมื่อมดลูกคลายตัว การบีบตัวของมดลูก (Braxton Hicks) เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 อาจมีอาการไม่รุนแรงจนไปถึงรุนแรงมาก สามารถเกิดขึ้นเร็วที่สุดในสัปดาห์ที่ 20 แต่ส่วนใหญ่มักเกิดในสัปดาห์ที่ 28-30 ซึ่งจะเกิดในช่วงเดือนที่ 9 และแสดงอาการทุก ๆ 10-20 นาที สาเหตุที่ทำให้มดลูกบีบตัว มดลูกบีบตัว เกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายของคุณพร้อมสำหรับการคลอดทารกซึ่งเป็นเรื่องปกติที่สามารเกิดขึ้นได้ แต่อาจมีบางสาเหตุที่อาจทำให้มดลูกของคุณบีบตัวขณะตั้งครรภ์ได้เช่นกัน คือ หากคุณออกแรงมากเกินไปหรือมีการอออกกำลังกายมากเกินไปในช่วงใกล้ครบกำหนดคลอดก็สามารถเกิดอาการมดลูกบีบตัวได้ ร่างกายขาดน้ำ มดลูกอาจบีบตัวหลังการมีเพศสัมพันธ์ อาการของภาวะมดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ อาการต่อไปนี้คือสัญญาณของ การบีบตัวของมดลูก ในช่วงขณะตั้งครรภ์ ที่พบบ่อยที่สุด ปวดหลังส่วนล่าง ปวดอุ้งเชิงกรานและท้องส่วนบน เกิดความดันในอุ้งเชิงกราน อาการเจ็บปวด การบีบตัวเกิดขึ้นนานถึง 60-90 วินาที การบีบตัวที่เกิดขึ้นทุก […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ไข้หวัดในคนท้อง เป็นอีกหนึ่งอาการที่อาจส่งผลร้ายแรงต่อลูกในครรภ์ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นคุณแม่มือใหม่หรือเคยตั้งครรภ์มาก่อนแล้วก็ตาม ไข้หวัดก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การป้องกันตัวเองจาก ไข้หวัด ในคนท้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ วันนี้เราจึงนำสาระความรู้ที่จะช่วยให้คุณรู้ทันโรค และสามารถปกป้องลูกน้อยในครรภ์มาฝากกันค่ะ ลดความเสี่ยงเกิด ไข้หวัดในคนท้อง เมื่อคุณตั้งครรภ์ร่างกายของคุณจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง เพื่อช่วยหยุดไม่ให้ร่างกายของคุณปฏิเสธทารกที่อยู่ในครรภ์ อย่างไรก็ตามเมื่อระบบภูมิคุ้มกันต่ำจึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ หรือการติดเชื้อไซนัส เหล่านี้อาจส่งผลต่อเด็กในครรภ์ได้ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงวิธีเหล่านี้อาจช่วยคุณได้ ล้างมือบ่อย ๆ นอนหลับให้เพียงพอ กินอาหารเพื่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยอื่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด รับการฉีดวัคซีนป้องกัน ไข้หวัด ยาที่กินได้และควรหลีกเลี่ยงเมื่อตั้งครรภ์ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการกินยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากส่วนประกอบในยาอาจส่งผลต่อตัวอ่อนที่กำลังพัฒนาในครรภ์ได้ แต่ยังมียาบางชนิดที่สามารถใช้ได้ ในช่วง 12 สัปดาห์แรกควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาทุกชนิดในคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาอวัยวะสำคัญของทารก แต่ก็ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ด้วยเช่นกัน ส่วนยาที่สามารถใช้ได้หลัง 12 สัปดาห์ คือ ยาภายนอกใช้ทา ทาหน้าอก ขมับ ใต้จมูก ยาแก้ไอ ยาพาราเซตามอล หรืออะเซตามีโนเฟน (Acetaminophen) แก้ปวดเมื่อย และแก้ ไข้หวัด ยาแก้เสมหะ […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

การมี เลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้คุณแม่มือใหม่หลายคนเกิดความกังวลได้ เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นภาวะปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ หรืออาจเป็นสัญญาณบ่งบอกความผิดปกติใด ๆ หรือไม่ วันนี้ Hello คุณหมอ จึงขอพาทุกคนมารู้จักกับสาเหตุของอาการ เลือดออกทางช่องคลอด ในช่วงขณะตั้งครรภ์ รวมถึงวิธีการป้องกันมาฝากทุกคนค่ะ สาเหตุ เลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ ไตรมาสแรก สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เลือดออกทางช่องคลอด ในช่วงไตรมาสแรก โดยปกติแล้วมักจะมีอยู่ 2 สาเหตุคือ อาการ เลือดออก ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจากไข่ที่ปฏิสนธิฝังตัวในครรภ์ หรือที่เรียกกันว่า เลือดล้างหน้าเด็ก อาการ เลือดออก เนื่องจากมีหลอดเลือดในบริเวณปากมดลูกมีความเปราะบางมากขึ้น โดยปกติอาการเหล่านี้มักมีเลือดออกเพียงแค่เล็กน้อย แต่ถ้าหากคุณมีเลือดออกทางช่องคลอดมากกว่าปกติ โดยเฉพาะหากมีเลือดออกมากเมื่อมีอายุครรภ์มากขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาจเป็นสัญญานเตือนของภาวะที่อันตราย ดังต่อไปนี้ เลือดออก เนื่องจากการฝังตัวของไข่ ในการตั้งครรภ์ระยะแรกคุณอาจมีเลือดออกในช่องคลอดขณะตั้งครรภ์เล็กน้อยแต่ไม่เป็นอันตราย เนื่องจากเป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังพัฒนาหลังจากการฝังตัวในผนังมดลูก เลือดออก จากการแท้งบุตร การแท้งบุตรเกิดขึ้นเพราะอาจมีบางความผิดปกติเกิดขึ้นกับทารก นอกจากนี้อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่น เช่น ฮอร์โมนหรือปัญหาการแข็งตัวของเลือด การแท้งบุตรส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ซึ่งอาการ เลือดออกทางช่องคลอด อาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด นอกจากนี้ยังอาจมีอาการของการแท้งบุตรอื่น ๆ ได้แก่ เป็นตะคริวและปวดในช่องท้องส่วนล่าง มีของเหลวออกจากช่องคลอด อาจมีเนื้อเยื่อบางอย่างออกจากช่องคลอด ไม่มีอาการของคนที่กำลังตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์นอกมดลูก การตั้งครรภ์นอกมดลูกเกิดขึ้นจากการที่ไข่ฝังตัวนอกมดลูก เช่น ฝังตัวในท่อนำไข่ […]

ไตรมาสที่ 2

ช่วง ไตรมาสสอง ของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่หน้าท้องของคุณแม่หลาย ๆ ท่านเริ่มโตขึ้น จะเคลื่อนไหวแต่ละทีก็ค่อนข้างลำบาก ในช่วงนี้ คุณแม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลและดูแลตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพื่อให้เหมาะสมกับพัฒนาการของทารกในครรภ์และเพื่อให้คุณแม่มีสุขภาพดี แต่ อาหารสำหรับคนท้องไตรมาสสอง มีอะไรบ้างนั้น Hello คุณหมอ มีคำตอบค่ะ โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับคนท้องไตรมาสสอง ในช่วงไตรมาสสองของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ซึ่งสารอาหารหลักที่สำคัญ ได้แก่ ธาตุเหล็ก มีส่วนช่วยในการลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายคุณแม่และทารกในครรภ์ หากขาดธาตุเหล็ก จะเพิ่มความเสี่ยงซึมเศร้าหลังคลอดให้คุณแม่ เพิ่มความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดให้ทารกในครรภ์ และเมื่อทารกน้อยลืมตาดูโลก ก็อาจเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ได้ด้วย โปรตีน ในช่วง ไตรมาสสอง ของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ เพราะโปรตีนจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองของทารกในครรภ์ และช่วยในการเติบโตของเนื้อเยื่ออื่น ๆ ด้วย แคลเซียม ช่วยในการสร้างกระดูกและฟันของทารกให้แข็งแรง รวมถึงช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อเส้นประสาทและระบบไหลเวียนโลหิตด้วย โฟเลต ช่วยลดความบกพร่องของระบบประสาท ลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ประเภทอื่น ๆ  วิตามินดี ช่วยสร้างกระดูกและฟันของทารก ทั้งยังช่วยให้คุณแม่และทารกดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นอีกด้วย กรดไขมันโอเมก้า 3 ทั้งแม่และทารกควรได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอ เพื่อช่วยในการบำรุงระบบประสาท สมอง หัวใจ และระบบภูมิคุ้มกัน อาหารสำหรับคนท้องไตรมาสสอง แม่ท้อง ไตรมาสสอง ควรได้รับอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย […]

ไตรมาสที่ 1

ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ หลายคนอาจยอมยกเลิกกิจกรรมที่ชอบอย่างการออกกำลังกายไปเลย เพราะเกรงว่าจะกระทบกับเด็กในท้อง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การออกกำลังกายตั้งแต่เริ่มท้องในช่วงไตรมาสแรกให้ประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพทั้งของแม่และเด็ก แต่การ ออกกำลังกายสำหรับท้องไตรมาสแรก แบบไหนบ้างที่เหมาะสม เราไปหาคำตอบกันเลยค่ะ ออกกำลังกายดีต่อแม่ท้อง ไตรมาสแรก อย่างไร การออกกำลังกายสำหรับแม่ตั้งครรภ์ในช่วง ไตรมาสแรก มีข้อดีที่น่าสนใจอยู่หลายข้อ ได้แก่ อารมณ์ดีขึ้น เนื่องจากขณะตั้งครรภ์ คุณอาจรู้สึกกังวลหรือไม่มั่นใจ การออกกำลังกายจะช่วยคลายเครียดและคลายความวิตกกังวลได้ นอนหลับได้ดี การออกกำลังกายจะช่วยปรับสมดุลของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมน ทั้งยังส่งผลต่อนาฬิกาชีวภาพของคุณแม่ ช่วยให้สามารถนอนหลับได้เร็วขึ้นและนานขึ้น ลดปัญหาท้องผูก ขณะตั้งท้องคุณแม่หลายคนอาจประสบปัญหาท้องผูก ขับถ่ายไม่ออก การออกกำลังกายจะกระตุ้นให้ลำไส้เคลื่อนไหว คุณแม่จึงย่อยอาหารและขับถ่ายได้ดีขึ้น ควบคุมน้ำหนัก น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์อาจเป็นเรื่องปกติ แต่หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ดังนั้น การออกกำลังกายจึงช่วยควบคุมน้ำหนักแม่ท้องให้เป็นไปตามลำดับการตั้งครรภ์ที่เหมาะสม ช่วยให้ฟื้นตัวหลังคลอดได้ดี แม้จะอีกยาวนานกว่าจะถึงวันคลอด แต่การเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ไล่มาตั้งแต่ ไตรมาสแรก ไตรมาสสอง และไตรมาสสุดท้าย อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายพร้อมต่อการคลอด และฟื้นตัวหลังคลอดได้เร็ว ออกกำลังกายสำหรับท้องไตรมาสแรก แบบไหนดี ก่อนตั้งครรภ์คุณแม่จะอาจเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายได้ตามใจชอบ แต่เมื่อตั้งครรภ์แล้ว ข้อจำกัดในการออกกำลังกายก็อาจจะทำให้ออกกำลังกายได้เพียงไม่กี่อย่าง ซึ่งสำหรับแม่ท้อง ไตรมาสแรก กิจกรรมที่เหมาะสม และไม่อันตรายต่อการตั้งครรภ์ มีดังนี้ พิลาทิส ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวของกิจกรรมพิลาทิส มีส่วนช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และปรับสมดุลของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ซึ่งอาจช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ทรงตัวได้ดีขึ้น ไม่เสี่ยงที่จะเสียศูนย์และล้มง่าย […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

อาการขี้หลงขี้ลืม เป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถพบได้ทั่วไป ชนิดที่อาจจะเรียกได้ว่า บางคนอายุยังน้อยกลับขี้หลงขี้ลืมบ่อยกว่าผู้สูงอายุเสียอีก โดยเฉพาะสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใจ ถือเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มสูงที่จะมีอาการ ขี้ลืมขณะตั้งครรภ์ บทความนี้จาก Hello คุณหมอ สำหรับ แม่ท้องขี้ลืม Hello คุณหมอ มีเคล็ดลับดี ๆ ในการรับมือปัญหานี้มาฝากคุณแล้วค่ะ แม่ท้องขี้ลืม เกิดจากอะไร ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของอาการ ขี้ลืมขณะตั้งครรภ์ ได้ แต่สันนิษฐานว่า อาการนี้อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ความเครียด ภาวะซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์ การพักผ่อนไม่เพียงพอ และผลพวงจากความแปรปรวนของฮอร์โมนในร่างกาย อาจเป็นตัวการให้แม่ท้องจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ ได้ยากขึ้น หรือเสียสมาธิได้ง่าย จนกระทั่งเกิดอาการหลง ๆ ลืม ๆ อยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ งานศึกษาวิจัยยังพบว่า แม่ตั้งครรภ์ 50-80 เปอร์เซ็นต์ประสบกับอาการขี้หลงขี้ลืม ทั้งยังมีผลการวิจัยที่ชี้ให้เห็นอีกว่า ปริมาณเซลล์สมองของแม่ตั้งครรภ์มักจะลดลงในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาการขี้ลืมขณะตั้งครรภ์ ถือเป็นอาการปกติที่พบได้ทั่วไป และสามารถดีขึ้นได้หากมีการดูแลตนเองอยู่เสมอ แม่ท้องขี้ลืม ดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง อาการขี้ลืม อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้แม่ท้องพลาดนัดคุณหมอ พลาดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อแม่และทารกในครรภ์ แต่ความเสี่ยงเหล่านี้จะลดลง […]

การดูแลก่อนคลอด

การมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ เพราะการมีน้ำหนักตัวที่มากจนเกินไป อาจเสี่ยงเกิดโรคอ้วน และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะกับแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งจะต้องมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์เป็นปกติอยู่แล้ว แต่ถ้ามีน้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าปกติ อาจเสี่ยงต่อสุขภาพของแม่และเด็กได้ Hello คุณหมอ มีคำแนะนำเกี่ยวกับ น้ำหนักตัวแม่ท้อง มาฝากค่ะ น้ำหนักตัวแม่ท้อง ควรเป็นอย่างไร น้ำหนักตัวแม่ท้องที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งน้ำหนักตัวเดิมก่อนการตั้งครรภ์ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สุขภาพของคุณแม่ และสุขภาพของเด็กในครรภ์ ล้วนมีส่วนสำคัญต่อน้ำหนักตัวในช่วงตั้งครรภ์ทั้งสิ้น โดยน้ำหนักตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรอยู่ในขอบข่ายตามที่ Institute of Medicine and National Research Council แนะนำไว้ ดังนี้ น้ำหนักตัวแม่ตั้งท้องลูกคนเดียว  น้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวขณะ ตั้งครรภ์ ที่ควรเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน (BMI ต่ำกว่า 18.5) น้ำหนักควรเพิ่มขึ้น 13-18 กิโลกรัม น้ำหนักตัวปกติ (BMI ตั้งแต่ 18.5-24.9) น้ำหนักควรเพิ่มขึ้น 11-16 กิโลกรัม น้ำหนักตัวมาก (BMI ตั้งแต่ 25-29.9) น้ำหนักควรเพิ่มขึ้น 7-11 กิโลกรัม โรคอ้วน (BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป) น้ำหนักควรเพิ่มขึ้น […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

หนึ่งในภาวะความผิดปกติขณะตั้งครรภ์ที่ทั้งคุณแม่ไม่ว่าจะท้องแรก ท้องสอง หรือท้องไหน ๆ ก็ควรระวัง คือภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด แต่ภาวะ รกลอกตัวก่อนกำหนด คืออะไร อันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์อย่างไรบ้างนั้น บทความนี้ของ Hello คุณหมอ มีข้อมูลดี ๆ เพื่อให้คุณแม่ทั้งมือใหม่และคุณแม่มือฉมังได้ระมัดระวังและสังเกตอาการอยู่เสมอมาฝาก รกลอกตัวก่อนกำหนด คืออะไร ขณะตั้งครรภ์ทารกจะได้รับน้ำ สารอาหาร ออกซิเจน และโลหิตที่ไหลเวียนผ่านทางอวัยวะที่เรียกว่า รก และจะเป็นเช่นนี้ไปจนกระทั่งมีการคลอดทารกออกมา รกก็จะหลุดออกจากผนังมดลูก แต่ในกรณีที่เกิดความผิดปกติขณะตั้งครรภ์พบว่า มีกรณีที่รกลอกตัวออกจากผนังมดลูกก่อนกำหนดคลอด หรือที่เราเรียกว่า “ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Abruptio Placentae)“ นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ไม่ปรากฎสาเหตุที่แน่ชัด จึงไม่สามารถเจาะจงได้ว่าเกิดจากอะไร แต่โดยทั่วไปแล้วมักเกิดจากการบาดเจ็บที่ท้อง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ ถูกทำร้ายร่างกาย การพลัดตก หกล้ม หรืออาจเกิดจากการสูญเสียของเหลวหรือน้ำคร่ำที่อยู่รอบ ๆ ทารกอย่างรวดเร็ว รกลอกตัวก่อนกำหนด อันตรายอย่างไร ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ที่ค่อนข้างอันตราย และจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคุณหมอ เพราะการที่รกลอกตัวออกจากผนังมดลูกก่อนกำหนดคลอด ถือว่ามีความเสี่ยงทั้งต่อแม่และเด็กในครรภ์  ความเสี่ยงต่อแม่ตั้งครรภ์ มีเลือดออกมากทางช่องคลอด  เสี่ยงที่จะมีการคลอดฉุกเฉิน เสี่ยงเกิดการตกเลือดทางช่องคลอดเป็นระยะ ๆ ความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ทารกเสี่ยงที่จะได้รับน้ำ อาหาร สารอาหาร และออกซิเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด มีปัญหาการเจริญเติบโตไม่ปกติ สัญญาณของ รกลอกตัวก่อนกำหนด แม่ตั้งครรภ์ที่มี ภาวะรกลอกก่อนกำหนด มักจะพบสัญญาณสุขภาพดังต่อไปนี้ รู้สึกไม่สบายตัว ปวดท้องหรือปวดหลังอย่างกะทันหัน กดและเจ็บบริเวณท้อง มดลูกหดตัวกะทันหัน มีเลือดออกมากทางช่องคลอด  โดยอาการดังกล่าวจะเริ่มแย่ลงเรื่อย […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

การท้องลม ท้องหลอก ท้องไม่จริง เป็นคติความเชื่อที่เรามักจะได้รับมาจากละครโทรทัศน์ ที่มีการนำเสนอว่าการท้องลมคือไม่ได้ท้องจริง เป็นเพียงการกุเรื่องขึ้นมาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะท้องลม ถือเป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์อย่างหนึ่งที่ไม่ควรละเลย แต่ ท้องลม เป็นอย่างไร และเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ Hello คุณหมอ มีข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับการตั้งท้องลมมาฝากค่ะ ท้องลม คืออะไร การท้องลม หรือการตั้งครรภ์ไม่มีตัวเด็ก (Anembryonic Pregnancy) คือการตั้งครรภ์ที่ไข่มีการปฏิสนธิตามปกติและฝังตัวในมดลูก แต่จู่ ๆ ไข่ที่ปฏิสนธินั้นก็หยุดการพัฒนาและไม่เจริญเติบโตกลายเป็นตัวอ่อน ทำให้ถุงตั้งครรภ์ว่างเปล่า คล้ายกับว่าไม่เคยมีการตั้งครรภ์มาก่อน หรือที่มักจะเรียกกันว่าท้องลม หรือ ไข่ฝ่อ (Blighted Ovum) นั่นเอง ท้องลม เกิดจากอะไร ภาวะท้องลม เป็นภาวะความผิดปกติของการตั้งครรภ์ ที่ไม่สามารถระบุถึงสาเหตุที่เฉพาะเจาะจงได้ แต่โดยมากแล้วภาวะท้องลมที่พบได้ทั่วไปมักจะเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม หรืออาจเกิดจากอสุจิและไข่ที่ไม่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นเร็วมากจนแทบจะไม่รู้ตัว หรือแทบจะไม่สามารถสังเกตถึงความผิดปกติของการตั้งครรภ์แบบไม่มีเด็กได้เลย  สัญญาณของภาวะท้องลม แรกเริ่มของ ภาวะท้องลม จะมีสัญญาณของการตั้งครรภ์ตามปกติ เช่น ตรวจพบการตั้งครรภ์จากการใช้ที่ตรวจครรภ์ ประจำเดือนขาดหรือประจำเดือนไม่มา และหลังจากที่พบว่ามีการตั้งครรภ์ได้ไม่นาน ก็มีสัญญาณของการแท้งบุตรเกิดขึ้น เช่น ปวดเกร็งที่ท้อง มีเลือดออกทางช่องคลอด มีประจำเดือนออกมามากกว่าปกติ หากตรวจพบว่ามีการตั้งครรภ์ แต่ไม่นานก็มีสัญญาณการแท้งบุตรข้างต้น อาจเป็นไปได้ว่าคุณมี ภาวะท้องลม ควรไปพบคุณหมอ ท้องลมอันตรายหรือไม่ ภาวะท้องลม มักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบจำไม่ได้ หรือไม่รู้สึกตัวว่าเคยมีภาวะดังกล่าว จึงไม่ถือว่าเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง […]

x