home

ระหว่างตั้งครรภ์

ยินดีด้วยค่ะ คุณกำลังจะมีลูกแล้ว เมื่อชีวิตน้อย ๆ กำลังจะเกิดขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะรู้สึกเป็นกังวลหรือประหม่า Hello คุณหมอ จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดช่วงเวลา ระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ มีความมั่นใจในทุกย่างก้าวของพัฒนาการลูกน้อย

เรื่องเด่นประจำหมวด

ระหว่างตั้งครรภ์

อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ เป็นอาการเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ ซึ่งในแต่ละคนอาจมีอาการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ด้วย อาการที่พบบ่อยที่สุดคือประจำเดือนขาด และอาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะบ่อย อารมณ์แปรปรวน คัดตึงเต้านม อาการเหล่านี้เป็นอาการที่ควรสังเกตเพื่อการดูแลสุขภาพครรภ์ที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น [health-tool template="due-date"] อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของอวัยวะเกือบทุกส่วน จึงส่งผลทำให้เกิดอาการตั้งแต่สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ดังนี้ ประจำเดือนขาด ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่มีอาเจียน รู้สึกคัดตึงเต้านม บวมและเจ็บปวดเต้านม อาจมีเส้นเลือดสีฟ้าที่เห็นได้ชัดเจน ปัสสาวะบ่อย อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เมื่อยล้า เหนื่อยง่าย ปวดอุ้งเชิงกรานเล็กน้อย อารมณ์แปรปรวน ความอยากอาหารเพิ่มขึ้นหรืออาจไม่ชอบอาหารบางชนิด การรับรสชาติหรือรับกลิ่นเปลี่ยนแปลงไป อาจรู้สึกเหมือนมีรสชาติโลหะในปาก ไวต่อกลิ่นมากกว่าปกติ เช่น กลิ่นของอาหาร ท้องผูก ท้องอืด ตกขาวมากขึ้น น้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง เมื่อร่างกายเปลี่ยนแปลงอาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันบางอย่าง เช่น การเลือกรับประทานอาหาร อาจต้องแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ บ่อยครั้ง เพื่อลดอาการคลื่นไส้อาเจียน […]

หัวข้อ ระหว่างตั้งครรภ์ เพิ่มเติม

ไตรมาสที่ 2

เจาะน้ำคร่ำ เป็นการตรวจคัดกรองระหว่างตั้งครรภ์ โดยคุณหมอจะนำตัวอย่างน้ำคร่ำมาตรวจสอบความผิดปกติของโครโมโซม ส่วนใหญ่การเจาะน้ำคร่ำมักทำในช่วงอายุครรภ์ 15-20 สัปดาห์ และคุณหมอมักแนะนำให้มีการเจาะน้ำคร่ำในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีอายุ 35 ปีขึ้นไป สมาชิกในครอบครัวมีโครโมโซมที่ผิดปกติ หรือพบสัญญาณปัญหาสุขภาพตอนตรวจครรภ์ เนื่องจากอาจมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ทารกในครรภ์มีภาวะผิดปกติ  [health-tool template="due-date"] เจาะน้ำคร่ำ คืออะไร  การเจาะน้ำคร่ำ เป็นการเก็บตัวอย่างน้ำคร่ำซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวใส หรือสีเหลืองอ่อน ที่ทำหน้าที่ปกป้องทารกในครรภ์ และช่วยให้ทารกมีพื้นที่ในการเคลื่อนไหว คุณหมอจะนำน้ำคร่ำที่อยู่รอบ ๆ ตัวของทารก ไปตรวจสอบ และวินิจฉัยความผิดปกติของโครโมโซม เช่น ดาวน์ซินโดรม เอ็ดเวิร์ดส์ซินโดรม (Edwards' Syndrome) หรือความผิดปกติของท่อประสาทชนิดเปิด (Open Neural Tube Defect หรือ ONTDs) เช่น ความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง ทำไมถึงต้องเจาะน้ำคร่ำ  การเจาะน้ำคร่ำเป็นการตรวจคัดกรองในกรณีพิเศษ มักใช้ในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์เข้ารับการตรวจคัดกรองชนิดอื่น ๆ เช่น อัลตราซาวด์ แล้วคุณหมอพบว่าทารกอาจเสี่ยงเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม โดยการเจาะน้ำคร่ำช่วยให้รับรู้ถึงความผิดปกติ หรือโรคทางพันธุกรรมได้ เช่น  โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle-Cell Disease หรือ SCD) โรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

อาการแพ้ท้อง มักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ อาการไม่พึงประสงค์เมื่อแพ้ท้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ไม่อยากอาหาร อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ แต่การรับประทาน อาหารแก้แพ้ท้อง อาจช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นได้ [health-tool template="due-date"] อาการแพ้ท้อง คืออะไร  อาการแพ้ท้อง คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ รวมถึงอาจไม่ชอบอาหารและกลิ่นบางอย่างอย่างรุนแรง โดยแต่ละคนอาจอาการ และระดับความรุนแรงของอาการมากน้อยต่างกันไป อาการแพ้ท้องสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลา แม้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายต่อทารก แต่อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกหงุดหงิด หรือรำคาญได้ แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของอาการแพ้ท้อง แต่คาดว่าอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์ และถ้าหากมีอาการแพ้ท้องหนัก อาจทำให้เกิดภาวะอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) โดยปัจจัยเสี่ยงของอาการแพ้ท้อง อาจมีผลมาจากการได้กลิ่น หรือรสชาติที่ไม่พึงประสงค์ การเมารถ เป็นต้น อาการแพ้ท้องอยู่นานแค่ไหน  อาการแพ้ท้องมักเกิดในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่อาการคลื่นไส้ อาเจียนจะหายไปในช่วงสัปดาห์ที่ 12-16 ของการตั้งครรภ์ แต่คุณแม่ตั้งครรภ์บางรายอาจมีอาการแพ้ท้องตลอดการตั้งครรภ์ได้ อาหารแก้แพ้ท้อง  อาหารเหล่านี้ อาจช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ น้ำสมุนไพร เช่น น้ำขิง โดยงานศึกษาวิจัยพบว่า ขิงสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ รวมถึงอาจช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร จึงบรรเทาอาการท้องอืด ท้องผูก ทำให้รู้สึกสบายท้องมากขึ้น ซึ่งงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่มีกลุ่มตัวอย่างเป็นคุณแม่ท้องอ่อนอายุครรภ์ไม่เกิน 4 เดือน […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

คนท้องปวดหลัง เป็นหนึ่งในปัญหาการตั้งครรภ์ที่พบได้บ่อย ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุต่าง ๆ ทั้งการขยายตัวของมดลูก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ การเรียนรู้เกี่ยวกับสาเหตุและวิธีการรับมือที่ถูกต้อง อาจช่วยลดปัญหาการปวดหลังระหว่างตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นได้ [health-tool template="due-date"] สาเหตุที่ทำให้ คนท้องปวดหลัง มดลูกขยายตัว อาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์อาจเกิดจากมดลูกที่ขยายตัวขึ้น จนสร้างแรงกดต่อหลอดเลือด และเส้นประสาทในกระดูกเชิงกรานและหลัง ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อท่าทางและการเคลื่อนไหว จนอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ กล้ามเนื้อหน้าท้องที่แยกออกจากกัน เนื่องจากขนาดของทารกในครรภ์ที่ขยายใหญ่ขึ้น ก็อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังได้เช่นกัน เพราะทารกในครรภ์อาจกดทับกล้ามเนื้อหน้าท้อง ทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องที่ขนานกันสองฝั่งแยกออกจากกัน และส่งผลทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมา การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์ อาจส่งผลต่ออาการปวดหลังได้ เพราะร่างกายจะสร้างฮอร์โมนรีแล็กซิน (Relaxin) ที่ช่วยให้เอ็นในอุ้งเชิงกรานและข้อต่อคลายตัวเพื่อเตรียมพร้อมคลอด ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้อาจทำให้เอ็นรองรับกระดูกสันหลังคลายตัว และนำไปสู่ อาการปวดหลังในคนท้อง ความเครียดในระหว่างตั้งครรภ์ อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อหลังและทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ วิธีบรรเทาอาการคนท้องปวดหลัง คนท้องปวดหลัง สามารถบรรเทาได้ด้วยวิธี ดังต่อไปนี้ ปรับเปลี่ยนท่าทาง เพื่อช่วยลดแรงกดและทำให้กระดูกสันหลังผ่อนคลาย โดยอาจใช้หมอนหรือผ้าขนหนูสอดรองไว้ด้านหลังในขณะนั่ง หรือสอดหมอนข้างไว้ระหว่างเข่าในขณะนอนตะแคง เพื่อช่วยลดแรงตึงที่หลัง หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงการยกของที่มีน้ำหนักมากเกินไป หากต้องการยกของควรยกด้วยท่าที่เหมาะสม คือนั่งงอเข่าลง หยิบของ จากนั้นจึงใช้ขาดันตัวขึ้นแทนการก้มตัว ออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อาจช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ ประคบร้อนหรือเย็นที่หลัง หรือนวด เพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ควรปรึกษาคุณหมอก่อนเสมอ เมื่อใดคนท้องปวดหลังควรพบแพทย์ อาการปวดหลัง เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อตั้งครรภ์ […]

ไตรมาสที่ 1

การท้องไตรมาสแรก โดยเฉพาะ ท้องเดือนแรก เป็นช่วงที่สำคัญ เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของการปฏิสนธิและพัฒนาตัวอ่อนในท้อง คุณแม่จึงควรได้รับการดูแลและตรวจสุขภาพอย่างใกล้ชิดนอกจากนี้ ควรมีการปรับตัวและเรียนรู้ถึงความเสี่ยงของการท้องนอกมดลูก การแท้งบุตร ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้คุณแม่และทารกในท้องมีสุขภาพที่ดี ท้องเดือนแรก การท้องเดือนแรก ฮอร์โมนและร่างกายจะเริ่มเปลี่ยนแปลง และมีการพัฒนาของตัวอ่อนเกิดขึ้น ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละสัปดาห์ สัปดาห์ที่ 1-2 เมื่อถึงช่วงตกไข่เยื่อบุมดลูกจะเริ่มหนาขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ บางคนอาจมีอาการตกขาวในช่วงวันตกไข่ โดยไข่ที่แข็งแรงเต็มที่จะเคลื่อนตัวผ่านท่อนำไข่ไปยังมดลูกเพื่อรอการปฏิสนธิ ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิภายใน 24-72 ชั่วโมง จะเคลื่อนตัวเข้าสู่มดลูกเพื่อพัฒนาเป็นตัวอ่อนต่อไป สัปดาห์ที่ 3 ในช่วงสัปดาห์นี้ยังไม่มีอาการหรือสัญญาณการท้องเกิดขึ้น แต่ฮอร์โมนจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังร่างกายให้หยุดการมีประจำเดือน ตัวอ่อนในช่วงสัปดาห์นี้ยังมีขนาดเล็กมาก เป็นเพียงกลุ่มเซลล์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และชั้นนอกของเซลล์จะเริ่มพัฒนาเป็นรกเพื่อห่อหุ้ม เอ็มบริโอ (Embryo) ที่อยู่ด้านใน สัปดาห์ที่ 4 คุณแม่อาจเริ่มมีอาการคัดตึงที่หน้าอก หน้าอกบวม หรืออาการอื่น ๆ และตัวอ่อนจะเริ่มฝั่งตัวอยู่ในมดลูก น้ำคร่ำเพิ่มมากขึ้น รกเริ่มพัฒนาเพื่อทำหน้าที่นำออกซิเจนและสารอาหารมาหล่อเลี้ยงทารก ในช่วงสัปดาห์นี้คุณแม่อาจสามารถทดสอบการตั้งครรภ์ได้เองที่บ้าน อาการคนท้องเดือนแรก คนท้องในช่วงไตรมาสแรกจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์และระบบการทำงานของอวัยวะในร่างกาย ทำให้ คนท้องเดือนแรก อาจมีอาการ ดังนี้ ประจำเดือนไม่มา อารมณ์แปรปรวน เหนื่อยล้า ปวดศีรษะ เต้านมบวมและไวต่อความรู้สึก ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น หรือไม่ชอบอาหารบางชนิด ปวดท้องหรือมีอาการแพ้ท้อง ท้องผูก เสียดท้อง ปัสสาวะบ่อยขึ้น น้ำหนักตัวไม่คงที่ อาการเหล่านี้อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิต บางคนอาจต้องเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน […]

ไตรมาสที่ 2

การ ตรวจสุขภาพไตรมาส 2 ของแม่ตั้งครรภ์ คุณหมอจะทำการนัดทุก 4 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนครั้ง สำหรับ การตรวจสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ ก็เพื่อให้คุณหมอได้ตรวจดูสุขภาพโดยรวม รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ  ที่อาจจะเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ นอกจากนั้น คุณแม่ยังจะได้เห็นพัฒนาการของลูกในครรภ์และตรวจคัดกรองสุขภาพสำหรับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์อีกด้วย  [health-tool template="ovulation"] ตรวจสุขภาพไตรมาส 2 มีอะไรบ้าง การตรวจสุขภาพในไตรมาสที่ 2 สามารถเห็นพัฒนาการของลูกในครรภ์และตรวจคัดกรองสุขภาพสำหรับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ โดย การตรวจสุขภาพครรภ์ในไตรมาสที่ 2 อาจมีดังต่อไปนี้ การสอบถามประวัติเพิ่มเติม เช่น มีเลือดออกทางช่องคลอดหรือไม่ มีปัญหาการนอนหลับหรือเปล่า รวมไปถึงสภาพจิตใจ และอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ การตรวจปัสสาวะ ตรวจหาโปรตีน น้ำตาล ที่เป็นสัญญาณการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ การตรวจกลูโคส โดยปกติจะทำการตรวจในสัปดาห์ที่ 24-28 การทดสอบนี้จะเป็นการวัดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นการทดสอบตามปกติสำหรับโรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งครรภ์ หรือตรวจหาเบาหวานขณะตั้งครรภ์  การเจาะเลือด สำหรับการตรวจ Maternal serum alpha-fetoprotein (MSAFP) เพื่อตรวจสอบระดับของฮอร์โมน Estriol และ hCG สามารถตรวจพบได้ในน้ำคร่ำและเลือดของคุณแม่ เป็นการทดสอบหาความผิดปกติของดาวน์ซินโดรมและความผิดปกติของภาวะหลอดประสาทไม่ปิด […]

ไตรมาสที่ 2

เมื่อผ่านช่วงเวลาในไตรมาสแรกมาแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก เช่น คลื่นไส้ อ่อนเพลียอาจลดลงหรือหายไป แต่อาจจะมี การเปลี่ยนแปลงในไตรมาสที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณแม่เอง หรือลูกน้อยในครรภ์ แล้วมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร มาดูกันเลย [health-tool template="due-date"] การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 เริ่มนับสัปดาห์ที่เท่าไหร่ การตั้งครรภ์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ไตรมาส โดย การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 จะเริ่มนับเมื่อเข้าสัปดาห์ 13-28 หรือก็คือเดือนที่ 4 ที่ 5 และ ที่ 6 เป็นช่วงกลางของการตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงในไตรมาสที่ 2 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ มีอะไรบ้าง เมื่อเข้าสู่ช่วง การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ย่อมเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์อย่างแน่นอน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ มีดังต่อไปนี้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นทางร่างกายของ คุณแม่ตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 ได้แก่ หน้าท้องและหน้าอกที่ใหญ่ขึ้น เมื่อหน้าอกของคุณแม่ขยายใหญ่ขึ้น จำเป็นจะต้องหาเสื้อชั้นในที่ช่วยพยุงเต้านมของคุณได้ดี รวมไปถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย […]

ไตรมาสที่ 1

ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อาจมี อาการแพ้ท้อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปในไตรมาสแรก แต่ถ้าหากคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการคลื่นไส้อาเจียนที่รุนแรงผิดปกติ อาจเป็น อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง หรือ Hyperemesis Gravidarum ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์หรือมีแพลนที่จะตั้งครรภ์ควรระมัดระวังและอาจจะต้องทำความเข้าใจกับอาการเหล่านี้ เพื่อที่จะได้สังเกตตัวเองและไปหาคุณหมอได้อย่างทันท่วงที [health-tool template="due-date"] อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง คืออะไร อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) เป็นอาการคลื่นไส้และอาเจียนรุนแรงต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ โดยจะเป็นหนักและนานกว่า อาการแพ้ท้อง ปกติ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อร่างกายของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ได้ อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรงอาจมีอาการแตกต่างจาก อาการแพ้ท้อง ปกติ โดยสามารถพบได้ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ สำหรับอาการที่เกิดขึ้นมีดังต่อไปนี้ อาเจียน คลื่นไส้มากกว่า 3-4 ครั้ง/วัน อาเจียนขั้นรุนแรง จนไม่สามารถทำอะไรได้เลย รู้สึกวิงเวียงศีรษะ และมึนหัว อ่อนเพลียง่าย เป็นลมบ่อย มีอาการเบื่ออาหาร หรือไม่สามารถรับประทานอาหารใด ๆ ได้เลย ปัสสาวะน้อย ท้องผูก มีน้ำลายมากเกินปกติ ภาวะดีซ่าน ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเสียน้ำออกจากร่างกายมาก ความดันโลหิตต่ำ ผิวหนังขาดความชุ่มชื่น และยืดหยุ่น น้ำหนักลดต่ำกว่าช่วงก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยที่ทำให้เกิด อาการแพ้ท้อง […]

ไตรมาสที่ 1

เมื่อคุณรู้ตัวว่าตัวเองท้อง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเองโดยที่ตรวจครรภ์ สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา หรือมีอาการใด ๆ ที่แสดงให้คุณรู้ว่าตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์ควรไปตรวจคัดกรองหรือไม่ วันนี้ HELLO คุณหมอ จะมาบอกว่า การตรวจคัดกรองไตรมาส 1 ก็อาจสำคัญไม่แพ้กับการตรวจในช่วงเวลาอื่น ๆ ที่คุณหมอนัดหมายเหมือนกัน [health-tool template="due-date"] การตรวจคัดกรองไตรมาส 1 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ คืออะไร ตรวจคัดกรองไตรมาส 1 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ (First-trimester Screening) เป็นการตรวจสุขภาพของคุณแม่ และทารกที่อยู่ในครรภ์ เพื่อตรวจคัดกรองข้อมูลเบื้องต้นและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นของตัวทารก ซึ่งรวมถึงข้อบกพร่องของโครโมโซม เช่น ดาวน์ซินโดรม เอ็ดเวิร์ดซินโดรม สามารถช่วยให้ติดตามคุณแม่และลูกน้อยได้อย่างใกล้ชิด หากเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ตรวจคัดกรองไตรมาส 1 มีการตรวจอะไรบ้างนะ ตรวจคัดกรองไตรมาส 1 นั้น แพทย์อาจจะทำการตรวจดังต่อไปนี้ การซักถามประวัติ และตรวจสุขภาพคุณแม่เบื้องต้น คุณแม่อาจจะตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพและประวัติครอบครัว เพื่อให้แพทย์รับรู้ข้อมูลว่าคุณ หรือครอบครัวไม่ว่าจะฝ่ายหญิงหรือชายนั้นมีความเสี่ยงเฉพาะเจาะจงหรือไม่ เช่น โรคทางพันธุกรรมที่สามารถสืบทอดส่งต่อรุ่นสู่รุ่นได้ การตรวจอุ้งเชิงกรานและการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear หรือ Pap Test) เพื่อตรวจสุขภาพของเซลล์ปากมดลูก รวมไปถึงตรวจหามะเร็งปากมดลูกและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) […]

ไตรมาสที่ 1

ช่วงเวลาที่หลายคนรอคอย คือ การมีเจ้าตัวเล็กเข้ามาอยู่ในชีวิต แต่คุณแม่รู้หรือไม่ว่า อาหารต่าง ๆ ที่เรากินเข้าไปนั้นส่งไปยังลูกน้อยด้วย ดังนั้น มาดูกันดีกว่าว่า อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก เพื่อสุขภาพที่ดีของแม่และลูกน้อยมีอะไรบ้าง แล้วทำไมถึงควรกิน อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก ควรกินอะไรดีนะ เมื่อคุณรู้ว่ากำลังเป็นแม่คนแล้ว ดังนั้น แม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก ควรให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่เพียงพอ และช่วยเสริมสร้างพัฒนาการต่าง ๆ โดยอาหารที่แนะนำให้ แม่ตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก รับประทานมีดังนี้ โฟเลตและกรดโฟลิก เป็นวิตามินบีที่ช่วยป้องกันข้อบกพร่องของท่อประสาท และอาจป้องกันการพิการแต่กำเนิด ควรรับประทานประมาณ 400-1,000 ไมโครกรัม/วัน ซึ่งสามารถหาได้จาก ผักใบเขียว (ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง) ผลไม้รสเปรี้ยว ผักและผลไม้ ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของน้ำผลไม้ ผลไม้แห้ง กระป๋อง แช่แข็ง หรือสดก็ได้ แต่ก็ควรระมัดระวังปริมาณน้ำตาล ไฟเบอร์ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการท้องผูกระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ขนมปังโฮลเกรน ข้าวซ้อมมือ รำข้าว ข้าวโอ๊ต ผักและผลไม้ต่าง ๆ แคลเซียม ผลิตภัณฑ์จากนม โยเกิร์ต เพื่อเสริมสร้างและรักษากระดูกให้แข็งแรง หาก แม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ปัญหาการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เกิดขึ้นเนื่องจากสรีระร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การเปลี่ยนอิริยาบถต่าง ๆ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันยากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการนอน ดังนั้น ลองมาดูท่าที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ดีกว่าว่าควรนอนท่าไหน [health-tool template="due-date"] ทำไมถึงมี ปัญหาการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ การมีปัญหาเรื่องการนอนหลับเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้หญิงในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากปัจจัยในหลาย ๆ ด้าน เช่น ระดับฮอร์โมนผันผวน ในไตรมาสแรก คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีอาการแพ้ท้อง รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ในไตรมาสที่ 3 ที่ท้องโตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจจะเริ่มมีปัญหากับท่านอนมากขึ้น ตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อย หรือถี่ขึ้น มีอาการปวดหลัง ปวดขา หรือขาเป็นตะคริว โรคกรดไหลย้อน (GERD) ทำให้รู้สึกแสบร้อนในหลอดอาหาร  เป็นอีกสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งอาการที่กล่าวข้างต้นเป็นสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์จำเป็นต้องเจอ และประสบกับปัญหานอนหลับได้ หากมีปัญหาการนอนระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ด้วยนะ วิธีการแก้ ปัญหาการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะเป็นเวลาที่ร่างกายได้ซ่อมแซมและรีเฟลชตัวเอง ซึ่งวิธีลดปัญหาการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มีหลากหลายวิธี ซึ่งได้แก่ ปรับตำแหน่งการนอนในท่าที่คุณแม่คิดว่าสบายที่สุดให้กับตนเอง ปรับวิถีการนอนให้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น พยายามไม่เล่นโทรศัพท์ ดูทีวี หรือพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกต่าง ๆ ก่อนเข้านอน หลีกเลี่ยงคาเฟอีน และการดื่มน้ำหลังจาก 18:00 น. ขึ้นไป หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด และอาหารมื้อหนักใกล้เวลานอน […]