home

ระหว่างตั้งครรภ์

ยินดีด้วยค่ะ คุณกำลังจะมีลูกแล้ว เมื่อชีวิตน้อย ๆ กำลังจะเกิดขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะรู้สึกเป็นกังวลหรือประหม่า Hello คุณหมอ จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดช่วงเวลา ระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ มีความมั่นใจในทุกย่างก้าวของพัฒนาการลูกน้อย

เรื่องเด่นประจำหมวด

ระหว่างตั้งครรภ์

เลือดล้างหน้า หรือ เลือดล้างหน้าเด็ก เป็นเลือดปริมาณเล็กน้อยที่ไหลออกมาจากช่องคลอด เกิดจากตัวอ่อนฝังตัวกับเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังการปฏิสนธิประมาณ 10-14 วัน บางคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเลือดประจำเดือน เพราะอาจมีสีและลักษณะคล้ายประจำเดือน และมักเกิดขึ้นใกล้ระยะเวลาที่จะมีประจำเดือน เลือดล้างหน้าไม่ใช่อาการผิดปกติ แต่หากกังวลว่าเลือดที่ออกจากช่องคลอดเป็นเลือดประเภทใด ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อรับการตรวจให้แน่ชัด เลือดล้างหน้าเด็ก คืออะไร เลือดล้างหน้า หรือเลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation Bleeding) คือ อาการเลือดออกจากช่องคลอด ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก ส่วนใหญ่จะมีเลือดล้างหน้าหลังจากไข่ผสมกับอสุจิจนเกิดการปฏิสนธิและกลายเป็นตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก 10-14 วัน ลักษณะคือ มีเลือดสีชมพูหรือสีน้ำตาลไหลออกจากช่องคลอดเล็กน้อยแบบกะปริบกะปรอย เป็นระยะเวลาประมาณ 1-2 วัน และอาจมีอาการปวดเกร็งบริเวณท้องน้อย ซึ่งเกิดจากมดลูกบีบตัว ระยะเวลาการปฏิสนธิและการเกิดเลือดล้างหน้า ระยะเวลาในการเกิดเลือดล้างหน้านั้นสั้นมาก ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่เกิน 1-2 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไข่ซึ่งผสมกับตัวอสุจิแล้วเคลื่อนไปฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก แต่หากเลือดออกนานกว่า 2 วัน เลือดมีสีแดงสดหรือสีแดงเข้ม ควรปรึกษาคุณหมอ เพราะอาจเป็นไปได้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในมดลูก  เลือดล้างหน้าต่างจากประจำเดือนอย่างไร ความแตกต่างระหว่างการมีประจำเดือนกับเลือดล้างหน้า อาจสังเกตได้ดังนี้ ลักษณะของเลือดล้างหน้า ระยะเวลา 1-2 วัน ปริมาณเลือด เบาบาง กะปริบกะปรอย สีเลือด สีน้ำตาลหรือสีชมพู ลักษณะของเลือดประจำเดือน ระยะเวลา 4-7 วัน ปริมาณเลือด เลือดไหลออกมามาก สีเลือด สีแดง อาการของเลือดล้างหน้า หากรอบประจำเดือนในแต่ละเดือนไม่ตรง หรือไม่มั่นใจว่าอาการที่เป็นอยู่เป็นอาการของประจำเดือนหรือเลือดล้างหน้า อาจสังเกตได้จากอาการเหล่านี้ รู้สึกเมื่อยล้า เจ็บเต้านม […]

หัวข้อ ระหว่างตั้งครรภ์ เพิ่มเติม

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ยายุติการตั้งครรภ์ คือ ยาที่ใช้หยุดการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์สำหรับผู้ที่มีปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมโดยมีอายุครรภ์ไม่เกิน 9-12 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณหมอ  ยายุติการตั้งครรภ์ที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกและได้รับขึ้นทะเบียนในประเทศไทย คือ ไมโซพรอสทอล (Misoprostol) และไมเฟพริสโตน (Mifepristone) ซึ่งยาเหล่านี้เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องได้รับการดูแลจากคุณหมอเท่านั้น การรับประทานยายุติตั้งครรภ์อาจทำให้มีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ปวดหัว ท้องเสีย มีเลือดออกทางช่องคลอด ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงยุติการตั้งครรภ์อย่างถูกต้องภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา 305 (1)(2) และมาตรา 276, 277, 282, 283 และ 284 ดังนี้ ประมวลกฎหมายอาญา 305 วรรค 1 ว่าด้วย 1. การตั้งครรภ์ที่ครรภ์นั้นส่งผลต่อสุขภาพมารดา ทั้งทางร่างกายแและจิตใจ และ 2. กรณีที่ทารกในครรภ์มีความพิการรุนแรง ภายใต้ข้อบังคับแพทยสภา ระบุว่า ความรุนแรงนั้นส่งผลต่อสุขภาพจิตใจของมารดา ประมวลกฎหมายอาญา 305 วรรค 2 ว่าด้วย การตั้งครรภ์นั้นเกิดจากความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอีก 5 มาตรา ดังนี้ มาตรา 276 ว่าด้วยการถูกข่มขืนกระทำชำเรา มาตรา 277 […]

ระหว่างตั้งครรภ์

พัฒนาการทารกในครรภ์ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ไข่ที่ผ่านการปฏิสนธิฝังตัวในผนังมดลูก พัฒนาการเป็นตัวอ่อนและทารกในครรภ์ โดยการตั้งครรภ์มีระยะเวลาประมาณ 9 เดือน แบ่งออกเป็น 3 ไตรมาสแต่ละไตรมาสแบ่งออกเป็น 3 เดือน ซึ่งระยะเวลาการตั้งครรภ์มักอยู่ระหว่าง 38-42 สัปดาห์ [health-tool template=”pregnancy-weight-gain”] พัฒนาการทารกในครรภ์ แต่ละไตรมาส การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทารกในครรภ์แต่ละไตรมาส มีดังนี้ ไตรมาสแรก คือ ระยะเวลาตั้งแต่การปฏิสนธิจนถึง 12 สัปดาห์ หรือช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์   เดือนที่ 1 การปฏิสนธิ เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2-4 นับจากวันแรกของรอบเดือนรอบสุดท้าย โดยไข่จะทำการผสมกับอสุจิและสร้างเป็นตัวอ่อน ค่อย ๆ เคลื่อนไปตามท่อนำไข่ เพื่อสร้างเอนทิตี (Entity) หรือไซโกต (Zygote) ที่ประกอบด้วยโครโมโซม 46 แท่ง โดยรับมาจากแม่และพ่ออย่างละ 23 แท่ง ซึ่งช่วยกำหนดเพศและลักษณะทางกายภาพของทารก จากนั้นไซโกตจะเคลื่อนตัวจากท่อนำไข่ไปยังมดลูกพร้อมกับแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนหรือที่เรียกว่าโมรูลา (Morula) เมื่อเซลล์แบ่งตัวแล้วจะเข้าไปฝังในเยื่อบุโพรงมดลูก โดยจะเจริญไปเป็นตัวอ่อนเอ็มบริโอ (Embryo) เรียกว่ากระบวนการฝังตัวอ่อน รกที่มีหน้าที่ในการลำเลียงสารอาหารจากแม่สู่ทารกในครรภ์ กำลังพัฒนาขึ้น เดือนที่ 2 เนื้อเยื่อหัวใจเริ่มพัฒนา ลักษณะภายนอก เช่น แขน ขา […]

ไตรมาสที่ 1

อายุครรภ์ 3 เดือน คือช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ไตรมาสแรกก่อนเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่และทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ทารกในครรภ์เริ่มพัฒนาเป็นรูปเป็นร่าง หน้าท้องคุณแม่ขยายใหญ่ขึ้น อาการเหนื่อยล้า หน้าอกขยาย ดังนั้น คุณแม่จึงควรดูแลเอาใจใส่สุขภาพตนเองและทารกในครรภ์เป็นพิเศษ เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และทารก รวมถึงกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาการทารกได้อย่างสมบูรณ์ [health-tool template=”pregnancy-weight-gain”] พัฒนาการของทารกอายุครรภ์ 3 เดือน พัฒนาการที่สำคัญสำหรับทารกในครรภ์ที่มี อายุครรภ์ 3 เดือน หรือ 12 สัปดาห์ คืออวัยวะต่าง ๆ เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เช่น เช่น แขน ขา เล็บ ปาก เปลือกตา หูชั้นนอก ฟันเริ่มก่อตัว อวัยวะเพศของทารกเริ่มพัฒนา แต่ยังไม่สามารถบ่งบอกเพศได้จากการอัลตราซาวน์ นิ้วมือและนิ้วเท้าของทารกแยกออกจากกัน แตกต่างจากเดือนที่ 2 ที่นิ้วมือและนิ้วเท้ายังคงติดกันเป็นพังผืดอยู่ เริ่มมีการทำงานของระบบการไหลเวียนโลหิต ระบบปัสสาวะ และตับ ลำตัวของทารกในครรภ์อาจยาวประมาณ 2-4 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 14-28 กรัม ขึ้นอยู่กับการดูแลและการเลือกรับประทานอาหารของคุณแม่ร่วมด้วยว่าจะส่งผลให้ทารกเจริญเติบโตได้ไวเพียงใด การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่อายุครรภ์ 3 เดือน คุณแม่ที่มีอายุครรภ์ 3 เดือน […]

ระหว่างตั้งครรภ์

ร่างกายของ คนท้อง รวมถึงการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์จะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของการตั้งครรภ์ ในช่วงตั้งครรภ์ร่าอาจมีปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย หรือที่มักเรียกว่า อาการคนท้อง เช่น คลื่นไส้อาเจียน เต้านมบวมและเจ็บปวด ปัสสาวะมากขึ้น เหนื่อยล้า การดูแลในระหว่างตั้งครรภ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาจช่วยบรรเทาอาการคนท้อง และมีส่วนช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกด้วย คนท้องแต่ละไตรมาส การตั้งครรภ์เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ หรือที่เรียกว่าการปฏิสนธิ แล้วกลายเป็นตัวอ่อนฝังอยู่ในผนังมดลูก โดยการตั้งครรภ์นิยมแบ่งเป็น 3 ไตรมาส ดังนี้ คนท้องไตรมาสที่ 1 เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายไปจนถึง 13 สัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนและร่างกายของคุณแม่เริ่มเปลี่ยนแปลง บางคนอาจมีอาการที่เป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ เช่น เจ็บเต้านม มีเลือดล้างหน้าเด็ก เมื่อยล้า ปัสสาวะมากขึ้น ท้องอืด อารมณ์แปรปรวน การเจริญเติบโตของทารกในช่วงไตรมาสแรกเริ่มจากไข่ผสมกับอสุจิและกลายเป็นตัวอ่อนฝังในผนังมดลูก ในไตรมาสนี้ เซลล์จะแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ระบบประสาท ไขสันหลัง เส้นประสาท หัวใจและกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะส่วนอื่น ๆ เริ่มพัฒนา ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองอาจตั้งครรภ์ สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้หลังประจำเดือนขาด 1 สัปดาห์ โดยอาจไปตรวจการตั้งครรภ์ที่สถานพยาบาล หรือซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์จากร้านขายยามาตรวจเบื้องต้นเองก็ได้ ชุดตรวจการตั้งครรภ์จะตรวจหาฮอร์โมน hCG ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่พบได้ในปัสสาวะของสตรีมีครรภ์ หากตรวจไม่พบควรเว้นไปอีก 1 สัปดาห์แล้วตรวจซ้ำอีกครั้ง เนื่องจากปริมาณฮอร์โมน hCG ในครั้งแรกอาจยังไม่เพียงพอ คนท้องไตรมาสที่ […]

การตั้งครรภ์

ท่านอนคนท้อง ควรเป็นท่านอนที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ต่อร่างกายคุณแม่และทารกในครรภ์ โดยเลือกท่าที่ทำให้นอนหลับสบายมากที่สุดซึ่งมักเป็นท่านอนตะแคง เพราะทำให้การหมุนเวียนเลือดสะดวกและไม่กดทับท้องและหลัง และควรหลีกเลี่ยงท่านอนบางท่าที่อาจทำให้เกิดความเจ็บปวดโดยเฉพาะท่านอนคว่ำ คุณแม่อาจทดลองนอนหาท่าที่สบายที่สุดและหาอุปกรณ์อื่นๆ เช่น หมอนข้าง ผ้าห่ม ที่จะช่วยให้หลับสบายมากขึ้นด้วย ท่านอนคนท้องที่เหมาะสม นอนตะแคง ท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์คือท่านอนตะแคง เนื่องจากการนอนตะแคงมักช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น และลดแรงกดทับบริเวณมดลูกแม้ว่าในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่ยังคงนอนหลับในท่านอนหงายหรือนอนคว่ำได้ แต่หากเป็นได้ควรเริ่มนอนตะแคงตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากจะช่วยให้คุ้นเคยกับท่านอนตะแคงเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น นอนตะแคงซ้าย นับว่าเป็นท่านอนคนท้องที่เหมาะสมและดีต่อสุขภาพคุณแม่และลูกน้อย เนื่องจาก จะช่วยทำให้เลือดสูบฉีดและนำสารอาหารไปสู่รกและลูกน้อยได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยให้มดลูกไม่กดทับตับที่อยู่ค่อนไปทางด้านขวาของร่างกาย  และควรงอขาและเข่าเวลานอน เพื่อไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไป ท่านอนคนท้องที่ควรหลีกเลี่ยง นอนคว่ำ นอนคว่ำอาจทำได้ในช่วงแรกที่ท้องยังไม่ใหญ่มากนัก แต่เป็นท่านอนคนท้องที่ควรหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสองและสาม เนื่องจากท้องจะกดดันช่องคลอดที่ขยายใหญ่ขึ้น รวมถึงหน้าอกซึ่งมีความนุ่มมากขึ้นจนอาจสร้างความเจ็บปวดให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ นอนหงาย คุณแม่ตั้งครรภ์อาจคุ้นเคยกับท่านอนหงายเพราะเป็นท่าที่นอนประจำก่อนตั้งครรภ์ และแม้ว่าท่านอนหงายถือว่าปลอดภัยต่อผู้หญิงตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก แต่อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสองและสาม ในกรณีที่ตื่นขึ้นมาแล้วอยู่ในท่านอนหงาย คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะการนอนหงายโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อทารกในครรภ์ เพียงเปลี่ยนท่านอน และนอนหลับต่อ เหตุผลที่ควรหลีกเลี่ยงท่านอนหงาย เนื่องจากการนอนหงายในขณะตั้งครรภ์ทำให้ท้องไปอยู่ในตำแหน่งด้านบนลำไส้และหลอดเลือดใหญ่ ซึ่งไปเพิ่มแรงกดดันบริเวณช่องท้อง จนอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพดังนี้ ปวดหลัง ปัญหาการหายใจ ปัญหาการย่อยอาหาร ความดันโลหิตต่ำ ริดสีดวงทวาร เทคนิคที่ช่วยให้หลับสบายมากขึ้น นอกเหนือไปจากท่านอนคนท้องที่จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์หลับสบายและไม่มีปัญหาสุขภาพ การรู้จักใช้เทคนิคหรืออุปกรณ์เสริมที่เหมาะสมก็จะช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น และยังปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ด้วย ใช้หมอนเป็นตัวช่วย ควรรองหมอนไว้ใต้ท้อง และสอดไว้ระหว่างเข่า โดยอาจซื้อหมอนเฉพาะสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากการนำหมอนมารองไว้ใต้ลำตัว ช่วยให้นอนหลับในท่าตะแคงได้ยาวนานขึ้น และช่วยป้องกันการพลิกตัวไปสู่ท่านอนหงายหรือการนอนคว่ำด้วย กรณีที่หายใจสั้น ควรนำหมอนมาวางไว้ข้างใต้ตัวเพื่อยกหน้าอกให้สูงขึ้น หายใจได้สะดวกขึ้น กรณีที่มีอาการกรดไหลย้อน ควรปรับที่นอนด้านบนให้สูงขึ้นประมาณ 1-2 นิ้วด้วยการนำหนังสือหรือไม้ไปวางไว้ใต้ที่นอน เพื่อช่วยให้กรดในกระเพาะอาหารไหลลง แทนการไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร หากตื่นขึ้นมาพบว่าอยู่ในท่านอนหงาย ให้เปลี่ยนท่านอน ควรปล่อยให้ร่างกายขยับไปในท่านอนที่สะดวกสบาย ดีกว่าการพยายามบังคับให้นอนตะแคงตลอดเวลา เพราะอาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์นอนไม่หลับและพักผ่อนไม่เพียงพอซึ่งส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์มากกว่า

ระหว่างตั้งครรภ์

การนับอายุครรภ์ อาจช่วยบ่งชี้ถึงพัฒนาการของทารกในครรภ์ในช่วงต่าง ๆ เพื่อให้คุณแม่สังเกตว่า ทารกในครรภ์มีการพัฒนาตามเกณฑ์หรือไม่ ทั้งนี้ ยังอาจช่วยให้คุณแม่สังเกตตนเองว่ามีภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์หรือไม่ รวมถึงอาจช่วยให้คาดการณ์วันกำหนดคลอดคร่าว ๆ ได้อีกด้วย [health-tool template=”due-date”] อายุครรภ์ คืออะไร อายุครรภ์ คือ ระยะเวลาตั้งแต่การตั้งครรภ์จนถึงวันคลอด โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 38-42 สัปดาห์ หรือ 280 วัน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย หากทารกคลอดก่อนครบ 37 สัปดาห์ นั่่นคือ การคลอดก่อนกำหนด แต่หากทารกคลอดหลังจากผ่านไป 42 สัปดาห์ อาจหมายถึง การตั้งครรภ์เกินกำหนด โดยอายุครรภ์แบ่งออกได้เป็น 3 ไตรมาส ดังนี้ ไตรมาสแรก ช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือน หรือสัปดาห์ที่ 1-13 ไตรมาสที่ 2 ช่วงอายุครรภ์ 4-6 เดือน หรือสัปดาห์ที่ 14-26 ไตรมาสที่ 3 หรือไตรมาสสุดท้าย ช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน หรือสัปดาห์ที่ 27-40 การนับอายุครรภ์ สำคัญอย่างไร  การนับอายุครรภ์อาจช่วยให้คุณแม่สามารถวางแผนการดูแลครรภ์ […]

ไตรมาสที่ 2

คุณแม่ที่กำลังตั้ง ท้อง5เดือน หรืออายุครรภ์ 18-21 สัปดาห์ เป็นการตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายของคุณแม่และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์อย่างเห็นได้ชัดโดยเริ่มจากท้องคุณแม่ที่เริ่มขยายใหญ่ อาการแพ้ท้องบรรเทาลงกว่าช่วงของการตั้งครรภ์ไตรมาสแรก อีกทั้งทารกในครรภ์อาจเริ่มมีการเคลื่อนไหวในท้องที่คุณแม่สามารถรับรู้ได้ การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่ ท้อง5เดือน คุณแม่ที่ตั้งท้อง 5 เดือน หรืออยู่ในช่วงไตรมาสที่ 2  อาจพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและอารมณ์ ดังนี้ ขนาดหน้าท้องและหน้าอก เมื่อทารกในครรภ์เจริญเติบโต มดลูกของคุณแม่จะขยายใหญ่ขึ้นเพื่อให้ทารกในครรภ์มีพื้นที่เคลื่อนไหวร่างกาย ไม่รู้สึกอึดอัด นอกจากนี้หน้าอกของคุณแม่จะขยายขนาดขึ้น เนื่องจากเป็นการกักเก็บน้ำนม เพื่อเตรียมให้ทารกกินหลังคลอดได้อย่างเพียงพอ ซึ่งบางคนอาจมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย คุณแม่จึงควรเลือกสวมใส่เสื้อชั้นในที่ให้ความสบายไม่กดทับ เช่น สปอร์ตบรา อารมณ์เปลี่ยนแปลง  คุณแม่อาจรู้สึกเหนื่อยน้อยลงกว่าช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสแรก แต่อาจมีความเครียด หรือความกังวลมากขึ้นเนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงคลอดบุตร เพื่อเพิ่มความผ่อนคลายและลดความวิตกกังวล ควรศึกษาถึงการเลี้ยงทารกหลังคลอด เพื่อเตรียมตัวเลี้ยงทารกได้อย่างปลอดภัย สีของผิวหนัง  การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้กระตุ้นเมลานินที่เป็นเซลล์สร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น โดยส่งผลให้เกิดฝ้าบนใบหน้า เส้นสีดำบนหน้าท้อง รอยแตกลายบริเวณขา หน้าอก หน้าท้อง ก้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มักจะเกิดขึ้นกับสตรีตั้งครรภ์และอาจจางลงหลังคลอด อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดด หรือทาครีมกันแดดป้องกัน เพราะแสงแดดอาจส่งผลให้ปัญหาแย่ลงได้ วิงเวียนศีรษะ  คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเลือดที่ไหลเวียน ที่อาจทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะได้ เพื่อความปลอดภัยคุณแม่ไม่ควรยืนเป็นเวลานาน ดื่มน้ำให้มาก ๆ และเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ  ปวดขา เนื่องจากท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นจากการเจริญเติบโตของทารกอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ส่งผลให้ขาที่รองรับน้ำหนักเป็นเวลานานอาจมีอาการปวดขา หรือเป็นตะคริวได้โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการนี้ ควรยืดกล้ามเนื้อก่อนนอน เลือกรองเท้าที่สวมใส่สบาย หรือนวดด้วยน้ำแข็ง ปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์อาจผลิตเลือดมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการไหลเวียนไปสู่ทารกในครรภ์ […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

Molar pregnancy หรือ ครรภ์ไข่ปลาอุก คือ ภาวะการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติและไม่สมบูรณ์ โดยปกติ เมื่อเกิดการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิแล้ว ร่างกายจะเกิดการสร้างรกขึ้น แต่หากเซลล์ที่สร้างรกเกิดความผิดปติ จะก่อให้เกิดถุงน้ำภายในโพรงมดลูกและเจริญเติบโตแทนตัวอ่อน เมื่อตัวอ่อนของทารกไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ก็จะเปลี่ยนเป็นเนื้องอกภายในมดลูก โดยครรภ์ไข่ปลาอุกมักเกิดในช่วงสัปดาห์ที่ 10-16 ของการตั้งครรภ์ เป็นภาวะที่อาจไม่เกิดขึ้นบ่อยและไม่เป็นอันตราย แต่อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และก่อตัวเป็นมะเร็งได้ Molar pregnancy คือ Molar pregnancy หรือ ครรภ์ไข่ปากอุก คือ ภาวะการตั้งครรภ์ผิดปกติและไม่สมบูรณ์ โดยปกติแล้วเมื่อเกิดการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิ ร่างกายจะสร้างรกขึ้นมา แต่หากเซลล์ที่สร้างรกเกิดความผิดปกติ ก็จะทำให้เกิดถุงน้ำภายในโพรงมดลูกและเจริญเติบโตแทนตัวอ่อน เมื่อตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ก็จะเปลี่ยนเป็นเนื้องอกภายในมดลูก ครรภ์ไข่ปากอุกมักเกิดในช่วงสัปดาห์ที่ 10-16 ของการตั้งครรภ์ นอกจากนั้น ยังอาจพบได้ในผู้หญิงที่อายุไม่เกิน 20 ปี ผู้หญิงที่อายุ 35-40 ปี และในผู้หญิงที่เคยตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกมาก่อน แม้ครรภ์ไข่ปากอุกจะพบได้ไม่บ่อยและเนื้องอกที่เกิดขึ้นอาจไม่เป็นอันตราย แต่ก็อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และก่อตัวเป็นมะเร็งได้ อาการของ Molar pregnancy ในระยะเริ่มแรก Molar pregnancy อาจมีอาการเหมือนการตั้งครรภ์ปกติ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้ คลื่นไส้และอาเจียนรุนแรง ปวดกระดูกเชิงกราน เลือดที่ออกทางช่องคลอดมีสีน้ำตาลถึงสีแดงสดในช่วงไตรมาสแรก อาจมีถุงน้ำลักษณะคล้ายเมล็ดองุ่นออกมาจากช่องคลอด หากพบสัญญาณเตือนหรืออาการใด ๆ […]

ระหว่างตั้งครรภ์

พัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญาของทารกในครรภ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณแม่จึงควรทราบว่าลูกดิ้นตอนกี่เดือน เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการติดตามพัฒนาการหรือการมีชีวิตอยู่ของทารก โดยทารกจะเริ่มดิ้นอย่างชัดเจนประมาณเดือนที่ 5 ของการตั้งครรภ์ อาจมีท่าทางขยับหรือยกแขนขา เตะเบา ๆ หรือกลิ้งไปมา ซึ่งเป็นพฤติกรรมตอบสนองของทารกต่อเสียง อารมณ์ หรือพฤติกรรมของคุณแม่ ทำไมลูกถึงดิ้น ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวร่างกายของทารก เช่น การดิ้น ยืดแขนขา เตะ ต่อย หรือการกลิ้งตัว เป็นพฤติกรรมตอบสนองของทารกเมื่ออยู่ในครรภ์ ทารกอาจเริ่มดิ้นเมื่อได้ยินเสียง สัมผัสได้ถึงอารมณ์ของแม่ หรือเมื่อทารกในครรภ์รู้สึกว่าท่าทางการนั่ง เดิน นอน ของแม่อยู่ในท่าที่ไม่สบาย ทารกอาจเริ่มดิ้นเพื่อตอบสนองสิ่งเหล่านั้น นอกจากนี้ การรับประทานอาหารบางชนิดอาจทำให้ทารกรู้สึกกระฉับกระเฉงมากขึ้น หรือการดิ้นอาจเป็นการตอบสนองที่ทำคุณแม่รู้ว่าทารกกำลังนอนหลับหรือตื่นอยู่ ลูกดิ้นตอนกี่เดือน ทารกในครรภ์อาจเริ่มเคลื่อนไหวตั้งแต่ 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ แต่คุณแม่อาจยังไม่รู้สึก เพราะร่างกายของทารกยังเล็กมาก อาจเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้นประมาณสัปดาห์ที่ 16 บางคนอาจสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดในสัปดาห์ที่ 20 หรือตั้งครรภ์ได้ประมาณ 5 เดือน ในสัปดาห์ที่ 24-36 ลูกจะดิ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อเสียง อารมณ์ หรือท่าทาง อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น เมื่อเข้าสู่ช่วงสัปดาห์สุดท้าย ทารกอาจเริ่มเคลื่อนไหวช้าลงเล็กน้อยเพื่อเตรียมพร้อมคลอด คุณแม่จึงควรเข้าพบคุณหมอตามนัดเสมอ เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของทารกที่เป็นปกติ สามารถแบ่งการเคลื่อนไหวของทารกในแต่ละสัปดาห์ได้ ดังนี้ สัปดาห์ที่ […]