home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

สัตว์เลี้ยงกับเด็ก ถ้าต้องอยู่ร่วมกัน พ่อแม่ควรเตรียมความพร้อมอย่างไร

สัตว์เลี้ยงกับเด็ก ถ้าต้องอยู่ร่วมกัน พ่อแม่ควรเตรียมความพร้อมอย่างไร

ผู้คนส่วนใหญ่มักเลี้ยงสัตว์เลี้ยง อย่าง สุนัข หรือแมว เอาไว้เป็นเพื่อนรู้ใจคอยแก้เหงา หรืออาจจะให้พวกมันช่วยเฝ้าบ้าน แต่เมื่อวันหนึ่งคุณแต่งงานและมีลูกน้อย เหล่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่จะต้องเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้ สัตว์เลี้ยงกับเด็ก สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย ในบทความนี้ทาง Hello คุณหมอ ได้หยิบเอาเรื่องนี้มาฝากกัน

วิธีการ เตรียมสัตว์เลี้ยงให้พร้อม

การวางแผนล่วงหน้าที่จะทำให้ สัตว์เลี่ยงกับเด็ก สามารถอยู่ด้วยกันได้ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคุณควรจะต้องเเตรียมตัวเอาไว้ก่อนที่ทารกแรกเกิดจะเดินทางกลับมายังบ้าน การเตรียมตัวเอาไว้ล่วงหน้าจะยิ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของทุกคนมีความง่ายขึ้น สำหรับวิธีการเตรียมสัตว์เลี้ยงให้พร้อม ก่อนที่จะได้พบกับทารกเป็นครั้งแรก สามารถทำได้ ดังนี้

วางแผน

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า สิ่งแรกที่คุณควรทำ ก็คือ วางแผน โดยปกติแล้วสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขนั้นจะเป็นสัตว์ที่กระตือรือร้น แต่พวกมันก็ยังสามารถแสดงความหึงหวงเจ้าของได้เช่นกัน เพราะพวกมันไม่ได้เป็นศูนย์กลางของความสนใจอีกต่อไป ซึ่งเช่นเดียวกับแมว พวกมันมักจะเป็นสัตว์เจ้าอารมณ์และบางครั้งก็มักจะไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ซึ่งลักษณะเหล่านี้อ้างอิงจาก American Kennel Club (AKC)

ดังนั้น คุณจึงต้องใช้ระยะเวลาในช่วงตั้งครรภ์ เพื่อเตรียมสัตว์เลี้ยงของคุณให้พร้อมสำหรับการมาถึงของทารก โดยทางสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งอเมริกา (The American Society for Prevention of Cruelty to Animals หรือ ASPCA) แนะนำเอาไว้ว่า คุณควรพาสุนัขไปฝึกในชั้นเรียน เพื่อให้พวกมันมีการเชื่อฟังขั้นพื้นฐาน และย้ายข้าวของต่างๆ ของแมวไปยังพื้นที่ส่วนตัว

นอกจากนั้น คุณควรติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ และจัดบริเวณสำหรับเลี้ยงเด็กเอาไว้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะแมวจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการสำรวจแต่ละพื้นที่ก่อนที่คุณจะทำให้มันพ้นจากบริเวณที่จำกัดเอาไว้

แนะนำสัตว์เลี้ยงให้รู้จักกับเสียงและกลิ่นของทารก

ทารกแรกเกิดมักจะมีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา นั่นก็เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่พวกเขาสามารถถ่ายทอดความรู้สึกไม่สบาย ความหิว หรือความเศร้า ออมาผ่านการร้องไห้ แต่ความวุ่นวายที่อาจเพิ่มเข้ามาก็คือ เสียงร้องไห้ของทารกอาจทำให้สัตว์เลี้ยง อย่าง สุนัข และแมว มีความหงุดหงิดเกิดขึ้น

ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ทาง ASPCA แนะนำเอาไว้ว่า ควรนำเสียงและกลิ่นทั่วไปของลูกน้อยมาให้สัตว์เลี้ยงของคุณดมเพื่อสร้างความเคยชิน บางครั้งอาจจะใช้วิธีการอัดเสียงของลูกน้อยเอามาให้สัตว์เลี้ยงของคุณฟังเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะเมื่อพวกมันได้ยินเสียงของทารก แทนที่มันจะกลัวหรือหงุดหงิดกับเสียงที่ได้ยิน แต่พวกมันจะรู้สึกอยากต้อนรับลูกน้อยของคุณแทน

เปลี่ยนกิจวัตรและความรับผิดชอบในการดูแลสัตว์เลี้ยง

แน่นอนว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเมื่อลูกน้อยของคุณมาถึง นั่นอาจจะทำให้คุณและสัตว์เลี้ยงมีระยะเวลาในการดำเนินกิจวัตรประจำวันลดลงอย่างแน่นอน ดังนั้น หากคุณจะเป็นผู้ดูแลลูกเป็นหลัก คุณอาจจะต้องผลักภาระหน้าที่เหล่านี้ให้กับคู่รักของคุณ หรือเริ่มเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของคุณ

ทาง American Kennel Club (AKC) แนะนำว่า ให้ทำการเปลี่ยนแปลงกำหนดการหรือผู้ดูแลอย่างค่อยเป็นค่อยไปก่อนที่ทารกจะมา เพื่อให้สัตว์เลี้ยงของคุณจะได้ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีทารกใหม่เข้ามายังบ้าน คุณสามารถทดลองใช้รถเข็นเด็กเอาออกไปเดินเล่น เพื่อให้สุนัขของคุณคุ้นเคยกับระบบใหม่ล่วงหน้า สิ่งนี้จะช่วยให้คุณผ่านความท้าทายไปได้ โดยไม่ต้องเครียดกับเรื่องการดูแลลูกน้อยและสัตว์เลี้ยงไปพร้อมๆ กัน บางทีคุณอาจจะต้องจ้างคนมาช่วยดูแลสุนัข เพื่อแบ่งเบาภาระของคุณเอง

สร้างกฎใหม่

การวางขอบเขตไว้ก่อนการคลอดของทารกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าหากไม่มีการวางขอบเขตเอาไว้มันอาจทำให้สัตว์เลี้ยงของคุณรู้สึกไม่มีความสุขเมื่อทารกมาถึงบ้านก็เป็นได้ นอกจากนั้นการทำเช่นนี้ยังง่ายต่อการบังคับใช้กฎเหล่านี้ล่วงหน้า เมื่อคุณไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่สับสนวุ่นวาย หรือไม่ได้นอนหลับอย่างเพียงพอ

ถ้าคุณไม่ต้องการให้สุนัขหรือแมวของคุณอยู่บนเฟอร์นิเจอร์หรือเตียงหลังจากที่ลูกน้อยของคุณกลับมาถึงบ้าน คุณควรสร้างกฎนั้นขึ้นมาทันที นอกจากนั้น ถ้าหากคุณไม่ต้องการให้สุขันกระโดดขึ้นไปบนตัวคุณเมื่อคุณกำลังอุ้มลูกอยู่ หรืออุ้มลูกไว้บนตัก คุณควรจะต้องเริ่มสอนให้สัตว์เลี้ยงเก็บอุ้งเท้าทั้ง 4 ของมันเอาไว้บนพื้น

เช่นเดียวกับการเตรียมตัวเข้านอน หากสัตว์เลี้ยงของคุณคุ้นเคยกับการนอนบนเตียงหรือในห้องนอนของคุณ และคุณต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่า นั่นเป็นสิ่งสำคัญมากที่คุณจะต้องเริ่มการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นให้เร็วที่สุด

นำผ้าห่มหรือสิ่งของที่ลูกน้อยสวมใส่กลับมาบ้าน

หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในการแนะนำให้สัตว์เลี้ยงได้รู้จักกับลูกน้อยของคุณ ก็คือ การนำผ้าห่มหรือชุดแรกที่ลูกน้อยสวมใส่กลับมาบ้าน การทำเช่นนี้จะทำให้สัตว์เลี้ยงของคุณคุ้นเคยกับกลิ่นของทารก ก่อนที่ทารกจะกลับมาบ้านจริงๆ

สัตว์เลี้ยงกับเด็ก ถ้าต้องอยู่ร่วมกัน ต้องทำอย่างไร

สัตว์เลี้ยงอย่างเช่น สุนัขของคุณอาจจะไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมชีวิตในบ้านของพวกมันถึงมีความเปลี่ยนแปลง ด้วยสิ่งกระตุ้นต่างๆ อาจทำให้เกิดปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ของสัตว์เลี้ยงได้มากกว่าปกติ ดังนั้น แทนที่คุณจะดุเขา หรือเอาแต่พูดว่า “ไม่” ตลอดเวลา คุณควรสอนพวกเขา เปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาไปยังบางสิ่งที่อาจจะทำให้พวกเขามีความสุข ลองหาของเล่น หรือของเคี้ยวใหม่ให้พวกเขา

นอกจากนั้นยังควรจะให้สัตว์เลี้ยงได้ร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทารก พยายามให้พวกมันนั่งอยู่ใกล้เมื่อคุณกำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อย หรือระหว่างที่พูดคุยกับลูกน้อย การทำเช่นนี้จะทำให้ลูกน้อยของคุณเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ให้กลายเป็นเพื่อนเล่นคนโปรดของเขาและเพื่อนตลอดชีวิต และเพื่อรักษาความปลอดภัยของลูกน้อย คุณควรทำสิ่งเหล่านี้

  • ติดตั้งประตูความปลอดภัย และเพื่อกำหนดบริเวณห้องพักบางห้องไม่จำกัดต่อสุนัขของคุณ ซึ่งวิธีนี้เด็กจะสามารถกลิ้งและคลานได้อย่างสงบ
  • จัดหาของเล่นให้สัตว์เลี้ยงด้วย หากสัตว์เลี้ยงของคุณมีของเล่นเป็นของตัวเอง นั่นจะทำพวกมันมีโอกาสน้อยมากที่จะมาเคี้ยวของเล่นของลูกน้อย
  • หลีกเลี่ยงการต่อสู้ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร พยายามเก็บชามข้าวของสัตว์เลี้ยงเอาไว้ที่เคาน์เตอร์เมื่อพวกมันไม่ได้กินอาหาร การทำเช่นนี้จะทำให้ลูกของคุณสามารถทำอะไรได้อย่างอิสระมากขึ้น หากไม่เก็บชามข้าวของสัตว์เลี้ยงเอาไว้ให้ดี ลูกของคุณอาจจะทำน้ำเลอะเทอะได้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการจมน้ำ หรือลูกน้อยอาจจะลองชิมอาหารบดเป็นเม็ดหยาบของสัตว์เลี้ยง ซึ่งมันอาจทำให้ลูกของคุณสำลักได้ นอกจากนี้สุนัขบางสายพันธุ์ อย่างสุนัขพันธุ์เชาเชา ยังมีอาณาเขตรอบๆ ของตัวเองอีกด้วย
  • สอนลูกน้อยให้อ่อนโยนต่อสัตว์เลี้ยง ด้วยการให้ลูกน้อยใช้มือลูบขนของสัตว์เลี้ยง นอกจากนั้นตัวคุณเองก็ต้องพยายามแสดงให้ลูกน้อยเห็นถึงวิธีการเลี้ยงสัตว์อย่างถูกต้อง หลังจากนั้นลูกของคุณก็จะมีพฤติกรรมเลียนแบบคุณ ซึ่งนั่นจะทำให้สัตว์เลี้ยงของคุณมีความสุขและรู้สึกเป็นมิตรกับทารก
  • อย่าปล่อยให้ลูกอยู่ลำพังกับสัตว์เลี้ยง เนื่องจากพฤติกรรมของทารกนั้นอาจทำให้สัตว์เลี้ยงเกิดความระคายเคืองโดยไม่คาดคิด พยายามดูการเว้นจังหวะ หรือการสบตาที่ผิดปกติ ซึ่งนั้นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าสัตว์เลี้ยงของคุณกำลังรู้สึกไม่สบายใจกับลูกน้อยของคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Before You Bring Home Baby, Here’s How to Prep Your Pets. https://www.healthline.com/health/baby/before-you-bring-home-baby-heres-how-to-prep-your-pets. Accessed July 29, 2020

How to Introduce Dogs and Babies. https://www.parents.com/parenting/pets/babies/how-to-introduce-dogs-and-babies/. Accessed July 29, 2020

Prepping Your Pet for Your New Baby. https://pets.webmd.com/features/pets-and-new-baby. Accessed July 29, 2020

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย เมื่อ 30/07/2020
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
x