สุขภาพ

สุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้นไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป และอื่น ๆ อีกมากมาย หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยคุณได้แน่นอน

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพ

5 โรคที่มากับหน้าร้อน ที่ควรระวัง

เมื่อเข้าสู่ หน้าร้อน หลายคนอาจนึกถึงอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย กระหายน้ำ หรือผิวไหม้แดด แต่จริง ๆ แล้ว โรคที่มากับหน้าร้อน ไม่ได้มีแค่ปัญหาจากความร้อนเท่านั้น เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย น้ำและอาหารมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคมากขึ้น และร่างกายอาจเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากอากาศร้อนจัดได้เช่นกัน บทความนี้จะพาไปรู้จัก 5 โรคหน้าร้อน ที่ควรระวัง อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต และวิธีป้องกันง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน 1. โรคอุจจาระร่วง โรคอุจจาระร่วงเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน สาเหตุหลักมักมาจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่ออากาศร้อน อาหารที่เก็บไม่เหมาะสมหรือวางทิ้งไว้นานอาจบูดเสียได้ง่ายขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินและดื่ม อาการที่ควรสังเกต ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งใน 1 วัน ปวดท้องหรือปวดบิดเป็นช่วง ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย รู้สึกอ่อนเพลีย ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจมีอาการลุกลามได้เร็วกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ดื่มสารละลายเกลือแร่ หรือ ORS เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการถ่าย หากถ่ายบ่อยมาก อ่อนเพลีย ซึม ปากแห้งมาก หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรรีบไปพบคุณหมอ 2. ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ หรือสุขอนามัยที่ไม่ดี จุดที่ทำให้โรคนี้น่ากังวลคือ อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้ทั่วไป ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากอากาศร้อน หรือคิดว่าเป็นแค่การกินอาหารผิดสำแดง อาการที่ควรสังเกต มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย […]

หมวดหมู่ สุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพ

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

5 คุณประโยชน์จาก กาแฟดำ หอม ละมุน แถมดีต่อสุขภาพ

กาแฟดำ (Black Coffee) ถึงแม้จะมีรสชาติที่ขมและฝาด แต่มันก็มีเสน่ห์จนทำให้หลายคนติดอกติดใจ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย บทความนี้ Hello คุณหมอ จึงเอาใจคอกาแฟ ด้วยการนำประโยชน์ของกาแฟดำ มาให้ทุกคนได้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น  เริ่มสงสัยกันแล้วใช่ไหมละคะว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง  เอาล่ะ! เรามาดูไปพร้อมกันเลย ทำความรู้จัก กาแฟดำ  (Black Coffee)               กาแฟดำ มีรสชาติและความหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ อีกด้วย เช่น ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ป้องกันตับ ส่งสริมการลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ากาแฟดำจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพเพียงใด แต่เราควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน เราไม่ควรรับประทานกาแฟมากกว่า 400 มิลลิกรัมต่อวัน หากคุณเป็นคนติดกาแฟ ควรจำกัดปริมาณการดื่มกาแฟไม่ให้เกิน 4 ถ้วย ต่อวัน เพราะหากดื่มมากจนเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน โภชนาการ กาแฟดำปริมาณ 8 ออนซ์ มีสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการ ดังต่อไปนี้ พลังงาน 2 แคลอรี่ โปรตีน 0 กรัม ไขมัน 0 กรัม คาร์โบไฮเดรต 0 กรัม ไฟเบอร์ 0 กรัม น้ำตาล 0 กรัม โซเดียม (Sodium) 5 มิลลิกรัม   5 […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

โพลีฟีนอล สารประกอบจากธรรมชาติ ที่ดีต่อสุขภาพ

โพลีฟีนอล (Polyphenol) เป็นสารประกอบเคมีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่พบในพืช ผักและผลไม้  มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ  เรามาดูกันค่ะว่า สารประกอบโพลีฟีนอลนั้นมีอยู่ในพืชผักชนิดไหนบ้าง และจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร วันนี้ Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้คุณค่ะ ทำความรู้จัก สารประกอบโพลีฟีนอล (Polyphenol) โพลีฟีนอล (Polyphenol) เป็นสารประกอบเคมีประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่พบใน พืช ผัก ผลไม้ โดยรวมสารเคมีเหล่านี้เรียกว่า สารพฤกษเคมี (Phytochemical) โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้ ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) เป็นสารประอบของโพลีฟีนอลประมาณ 60% พบได้ในผลไม้แอปเปิ้ล หัวหอม กะหล่ำปลีแดง เป็นต้น กรดฟีนอลิก (Phenolic acid) เป็นสารประอบของโพลีฟีนอลประมาณ 30% พบได้ในผัก ผลไม้ ธัญพืช โพลีฟีนอลเอไมด์ (Polyphenolic amides) ส่วนมากพบได้บ่อยใน พริก ข้าวโอ๊ต โพลีฟีนอล อื่น ๆ (Other polyphenols) ส่วนมากพบในเมล็ดธัญพืช เมล็ดงา อาหารและผักผลไม้ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ผลข้างเคียงของโปรไบโอติก ที่อาจเกิดขึ้นได้

โปรไบโอติก เป็นแบคทีเรียและยีสต์ที่มีชีวิต ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อบริโภคเข้าไปปริมาณที่มากพอ โปรไบโอติกสามารถอยู่ได้ทั้งในรูปแบบของอาหารเสริมและอาหารหมัก ดอง เช่น โยเกิร์ต ผักดอง กิมจิ ซึ่งอาหารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพลำไส้ แต่การรับประทานโปรไบโอติกอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนไปดูว่า ผลข้างเคียงของโปรไบโอติก ต่อสุขภาพนั้นมีอะไรบ้าง [embed-health-tool-bmi] โปรไบโอติกดีต่อร่างกายอย่างไร โปรไบโอติก (Probiotic) มีส่วนช่วยลดแบคทีเรียชนิดไม่ดีในลำไส้ของคนเราได้ แบคทีเรียชนิดไม่ดีลำไส้มักจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือเกิดการอักเสบได้ จากการศึกษาวิจัยพบว่า โปรไบโอติกมีส่วนช่วยในด้านอื่น ๆ ด้วย ดังนี้ บรรเทาอาการท้องเสีย บรรเทาลำไส้อักเสบเรื้อรัง บรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) โรคอ้วน โรคเบาหวานประเภทที่ 2 ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ เพิ่มความต้านทานของอินซูลิน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ผลข้างเคียงของโปรไบโอติก ต่อร่างกาย ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร สำหรับบางคนที่รับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้เกิดการเปลี่ยนแปลง อาจส่งผลให้แบคทีเรียผลิตแก๊สมากกว่าปกติ จนทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องเสียได้ แต่อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงเหล่านี้ก็จะหายไปเองในเวลาไม่กี่วัน แต่หากยังมีอาการติดต่อกันนานกว่านั้นควรเข้าปรึกษาคุณหมอ ผลข้างเคียงต่อผิวหนัง การรับประทานโปรไบโอติกแล้วทำให้เกิดอาการคัน ผื่นแดงบริเวณผิวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ยาก แต่อาการเหล่าก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน หากมีผื่นคันอย่างรุนแรงควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ แต่หากอาการเหล่านั้นยังคงรุนแรงไม่เบาลง ควรไปปรึกษาแพทย์ในทันที ทำให้เกิดอาการปวดหัว อาหารที่อุดมด้วยโปรไบโอติกบางอย่าง เช่น โยเกิร์ต กะหล่ำปลีดองและกิมจิ มักจะมีสารประกอบที่ชื่อว่า เอมีน (Amines) […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

การกลืนแร่ เพื่อรักษาอาการไทรอยด์เป็นพิษ

การกลืนแร่ เป็นหนึ่งในวิธีการบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งแพทย์จะให้เราดื่มน้ำที่มีส่วนผสมของไอโอดีน ก่อนการทำการบำบัดก็จะต้องมีการเตรียมตัวที่ดี เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการบำบัด หลังทำการบำบัดก็มีข้อควรระวังที่ต้องปฏิบัติตามเพื่อความปลอดภัย วันนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการบำบัดด้วยการกลืนแร่มาให้อ่านกันค่ะ [embed-health-tool-bmr] การกลืนแร่ คืออะไร การกลืนแร่เป็นการบำบัดด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีน I-131 (Radioiodine I-131) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาอาการต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โดยผู้ป่วยจะต้องกลืนแร่ไอโอดี I-131 ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบน้ำหรือแคปซูล ซึ่งสารนี้จะเข้าไปทำให้ต่อมไทรอยด์ค่อย ๆ ฝ่อลงเรื่อย ๆ  จนมีขนาดเล็กลง เพื่อให้ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนได้ลดลง การเตรียมตัวเมื่อต้องทำการ กลืนแร่ การเตรียมตัวสำหรับผู้ที่ต้องการบำบัดด้วยการกลืนแร่ จะต้องมีการเตรียมตัว ดังนี้ ก่อนการบำบัด งดน้ำ งดอาหารหลังเที่ยงคืน งดการรับประทานยาต้านไทรอยด์ก่อนการบำบัดอย่างน้อย 3-7 วัน (ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของคุณหมอ) หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนสูง 2 สัปดาห์ งดการตรวจที่ใช้สารทึบรังสี 1 เดือน หลังทำการบำบัด หลังจากที่ทำการบำบัดด้วยการกลืนแร่เรียบร้อยแล้ว สามารถกลับบ้านได้ในทันที แต่ควรระมัดระวังไม่อยู่ใกล้ผู้อื่น หรืออยู่ในที่ชุมชนในช่วง 2-3 วันหลังทำการบำบัด โดนเฉพาะไม่ควรอยู่ใกล้เด็กและหญิงตั้งครรภ์ เพราะร่างกายยังดูดซึมแร่ที่กลืนลงไปได้อย่างไม่เต็มที่ ทำให้แร่นั้นสามารถระบายออกมาตามสารคัดหลั่งได้ เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ น้ำลาย น้ำตา และสารคัดหลั่งอื่น […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

อุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้วินิจฉัยโรค กับความรู้พื้นฐานที่คุณควรรู้ไว้

อุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้วินิจฉัยโรค สามารถวัดและสังเกตลักษณะต่าง ๆ ของสุขภาพผู้ป่วย เพื่อให้แพทย์สามารถทำการวินิจฉัยได้ ซึ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายอย่าง บางอย่างคุณอาจจะเคยเห็นแต่ไม่ทราบว่ามันคืออะไร และเอาไว้ใช้ทำอะไร ดังนั้น ทาง Hello คุณหมอ จึงได้นำเรื่องนี้มาฝากกัน อุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้วินิจฉัยโรค โดยทั่วไป มีอะไรบ้าง เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์มีไว้เพื่อให้แพทย์ใช้ในการวัดและสังเกตลักษณะต่าง ๆ ของสุขภาพผู้ป่วย เพื่อให้ทำการวินิจฉัยได้ เมื่อวินิจฉัยได้แล้ว แพทย์สามารถกำหนดแผนการรักษาที่เหมาะสมได้ อุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้วินิจฉัยโรค พบได้ในศูนย์ดูแลผู้ป่วยนอก แผนกกุมารเวชศาสตร์และในห้องฉุกเฉิน ทั้งยังพบได้ในศูนย์ดูแลผู้ป่วยใน ห้องผู้ป่วย และห้องดูแลผู้ป่วยหนัก (Intensive care units; ICU) โดย อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้วินิจฉัยโรค โดยทั่วไป มีดังนี้ สเต็ตโทสโคป (Stethoscope) สเต็ตโทสโคป หรือรู้จักกันในชื่อ เครื่องตรวจฟังของแพทย์ เป็นเครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์ที่น่าจะเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด มันใช้ในการฟังเสียงหัวใจ ปอด การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดง โดยทั่วไปสเต็ตโทสโคปช่วยในการวินิจฉัย โรคปอดอักเสบ โรคหลอดลมอักเสบ ใจสั่น โรคหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ปัญหาเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ นอกจากนั้น สเต็ตโทสโคปยังใช้งานร่วมกับเครื่องวัดความดันโลหิต (Sphygmomanometer) เพื่อวัดความดันโลหิต สเต็ตโทสโคปแบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียง เมื่อฟังเสียงหัวใจที่มีเสียงต่ำและเสียงปอดที่มีเสียงแหลมสูง และยังสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ เพื่อบันทึกเสียงได้ด้วย เครื่อง วัดความดันของโลหิต (Sphygmomanometer) หลักฐานทางการแพทย์พิสูจน์แล้วว่าการวัดความดันโลหิตมีความสำคัญในการกำหนดสุขภาพโดยรวมของบุคคล มันยังสามารถช่วยวินิจฉัย โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ การแข็งตัวของหลอดเลือด คราบจุลินทรีย์ ความดันโลหิตสูงเชื่อมโยงกับโรคต่าง ๆ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์อยู่ไม่กี่อย่างที่ใช้ในการวัดความดันโลหิต เครื่องวัดความดันของโลหิตแบบแมนนวลถือเป็นเครื่องวัดที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

วัคซีนป้องกันโรค กับข้อมูลสำคัญที่ควรรู้

วัคซีน เป็นสารชนิดหนึ่งที่ฉีดเข้าไปในร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ โดยวัคซีนแต่ละตัวอาจทำหน้าที่ในการป้องกันโรคที่แตกต่างกันออกไป โดย วัคซีนป้องกันโรค สามารถฉีดได้ตั้งแต่แรกเกิด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น ไวรัสตัวอักเสบเอ ไวรัสตับอีกเสบบี อีสุกอีใส โปลิโอ ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งอาจช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้ด้วย วัคซีนป้องกันโรค คืออะไร วัคซีน (Vaccine) เป็นสารชนิดหนึ่งที่ฉีดเข้าไปในร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันและอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่าง ๆ โดยวัคซีนจะทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้นกันให้ทำงานได้ดีขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้ว วัคซีนป้องกันโรค อาจทำมาจากเชื้อโรคซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ทำจากเชื้อโรคที่ตายแล้ว และทำจากเชื้อโรคที่อ่อนแอ ซึ่งเมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคนั้น ๆ ขึ้นมา นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคยังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ทั้งยังมีความสำคัญในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคติดต่อได้อีกด้วย โดยในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคที่คุกความชีวิตมากกว่า 20 โรค เช่น ไวรัสตัวอักเสบเอ ไวรัสตับอีกเสบบี อีสุกอีใส โปลิโอ ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอาจช่วยให้คนทุกเพศ ทุกวัยมีสุขภาพที่ดีขึ้น ทั้งยังช่วยสดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ได้ถึง 2-3 ล้านคนในทุกปี 9 วัคซีนป้องกันโรคที่พบบ่อย การฉีดวัคซีน […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ กับ 7 เคล็ดลับง่าย ๆ ที่ทำแล้วดี มีความสุข

หนึ่งปี (กำลังจะ) ผ่านไป ไวเหมือนโกหก เมื่อมานั่งนึกย้อนคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาตลอดทั้งปี ซึ่งก็มีทั้งวันที่ดี วันแย่ ๆ หรือวันร้าย ๆ ที่ทำให้ใจหมองอยู่ไม่น้อย และเมื่อปีใหม่กำลังจะมาถึง หลายคนก็อาจจะเริ่มตั้งเป้าหมายใหม่  เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น  หรือสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ บ้าง และแน่นอนว่าความสุขของเราควรจะเริ่มจากตัวเราเองก่อน วันนี้ Hello คุณหมอ มีเคล็ดลับ เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ ให้มีความสุขมาฝากค่ะ 7 เคล็ดลับ เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ มีอะไรบ้าง 1. นอนหลับให้เพียงพอ เคยมีคำกล่าวว่า “การตัดสินใจที่ดี มาจากการนอนที่ดี” เพราะการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอเป็นเสมือนที่ชาร์ตแบตร่างกายประจำวัน ถ้านอนเต็มอิ่มก็จะไม่อ่อนเพลีย หรือง่วงนอนระหว่างวัน มีพลังเต็มเปี่ยมในการออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น ตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ได้ถี่ถ้วนขึ้น ทั้งยังช่วยให้ระบบภายในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ไม่โหมหนักจนเกิดอันตรายต่อสุขภาพในภายหลังด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จะพูดง่าย แต่เวลาทำนั้นยากเหลือแสน เพราะเรามักจะต้องมีกิจกรรมที่มาคั่นแบ่งเวลานอนของเราออกไปเสมอ ลอง เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น ตั้งเป้าหมายใหม่ว่าฉันจะนอนให้มากขึ้น นอนให้เพียงพอ อย่างน้อย ๆ ควรจะนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงในแต่ละคืน และควรจะเข้านอนแต่หัววัน […]


ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

ปลูกถ่ายเหงือก (Gum Tissue Graft)

ปลูกถ่ายเหงือก (Gum Tissue Graft) เป็นกระบวนการทางทันตกรรมประเภทหนึ่ง ที่ทำเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเหงือกร่น โดยนำเนื้อเยื่อเหงือกที่มีสุขภาพดี จากบริเวณส่วนฐานของเหงือก แล้วนำมาติดเข้ากับเหงือกส่วนที่เกิดความเสียหาย ข้อมูลพื้นฐานการ ปลูกถ่ายเหงือก คืออะไร การ ปลูกถ่ายเหงือก (Gum Tissue Graft) เป็นกระบวนการทางทันตกรรมประเภทหนึ่ง ที่ทำเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเหงือกร่น การปลูกถ่ายเหงือกนั้นจะนำเนื้อเยื่อเหงือกที่มีสุขภาพดี จากบริเวณส่วนฐานของเหงือก แล้วนำมาติดเข้ากับเหงือกส่วนที่เกิดความเสียหาย เพื่อทำให้เหงือกกลับมาดูสุขภาพดี และทำให้มีรอยยิ้มที่สวยมากขึ้น การปลูกถ่ายเหงือกนั้นในบางครั้งอาจทำเพื่อความสวยความงาม ทำให้ฟันดูเรียงสวย สุขภาพดี และมีรอยยิ้มที่สวยงาม แต่ในบางครั้ง ก็อาจใช้เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาช่องปาก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเหงือกร่นอย่างรุนแรง จนรากฟันโผล่ออกมาจากเหงือก และทำให้โครงสร้างฟันไม่แข็งแรงได้เช่นกัน ความจำเป็นในการปลูกถ่ายเหงือก ทันตแพทย์มักจะแนะนำวิธีการปลูกถ่ายเหงือก สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเหงือกร่นอย่างรุนแรง ปัญหาเหงือกร่นนั้นหมายถึงการที่เหงือกเกิดการหดร่นลงไปจากฟัน จนทำให้สามารถมองเห็นรากฟันได้อย่างชัดเจน ปัญหาเหงือกร่นนี้อาจนำมาสู่การเกิดปัญหาฟัน ทำให้รากฐานฟันไม่แข็งแรง เสียวฟัน และมีโอกาสฟันผุได้ง่ายอีกด้วย ความเสี่ยงความเสี่ยงของการปลูกถ่ายเหงือก กระบวนการปลูกถ่ายเหงือกนั้นมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างต่ำ และมีโอกาสติดเชื้อได้น้อย แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกถ่ายเหงือกก็อาจจะมีความเสี่ยงดังต่อไปนี้ การติดเชื้อ อาการปวด อาการอักเสบ เหงือกบวม รู้สึกเหมือนฟันโยกง่าย เสียวฟันง่าย ฟันห่าง มีช่องว่างระหว่างฟัน อาการแพ้ยาชา ในกรณีหายาก เนื้อเยื่อเหงือกที่นำมาปลูกถ่ายอาจจะไม่ยอมยึดติดกับเนื้อเยื่อเหงือกเดิม จนทำให้จะเป็นต้องทำการปลูกถ่ายเหงือกใหม่อีกครั้ง หากลักษณะของเหงือกหลังจากการปลูกถ่ายเหงือกนั้นออกมาไม่สวย หรือไม่ถูกใจคุณ คุณอาจจะติดต่อทันตแพทย์เพื่อทำศัลยกรรมตกแต่งเหงือกเพิ่มเติมได้ในภายหลัง ขั้นตอนการผ่าตัดการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการปลูกถ่ายเหงือก การเตรียมตัวก่อนการปลูกถ่ายเหงือกนั้นไม่มีอะไรมาก เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเพียงไม่นาน และผู้ป่วยก็สามารถกลับบ้านได้เลยหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการปลูกถ่ายเหงือก หลังจากที่คุณปรึกษาทันตแพทย์จนแน่ใจแล้วว่า คุณต้องการทำการปลูกถ่ายเหงือก แพทย์ก็อาจจะให้คุณพิจารณาเลือกวิธีการปลูกถ่ายเหงือกประเภทต่าง ๆ เพื่อดูว่าวิธีไหนจะเหมาะสมกับคุณที่สุด จากนั้นจึงทำการนัดเวลาเพื่อทำการปลูกถ่ายเหงือก ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่สามารถพาตัวผู้ป่วยกลับบ้านมาด้วย ขั้นตอนการปลูกถ่ายเหงือก ขั้นตอนในการปลูกถ่ายเหงือกนั้น จะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภท […]


อาการของโรค

ขมปาก ขมคอ กินอะไรก็ไม่อร่อย เป็นเพราะอะไรกันนะ

คุณผู้อ่านหลาย ๆ ท่าน น่าจะต้องประสบพบเจอกับอาการขมปาก ขมคอ กินอะไรก็ไม่อร่อย แม้แต่ดื่มน้ำเปล่ายังรู้สึกขม เล่นเอาหงุดหงิด รำคาญใจอยู่ไม่น้อยเลย แต่รู้หรือไม่ว่า อาการ ขมปาก ขมคอ นี้เกิดจากอะไร และเมื่อเป็นแล้วเราจะรับมือได้อย่างไรบ้าง Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาการนี้มาฝากค่ะ [embed-health-tool-bmr] สาเหตุของอาการ ขมปาก ขมคอ อาการขมปาก ขมคอ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้ กลุ่มอาการแสบร้อนช่องปาก (Burning mouth syndrome) เป็นปัญหาสุขภาพช่องปากที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และไม่เพียงทำให้รู้สึกเจ็บปวดหรือแสบร้อนภายในช่องปากเท่านั้น แต่ยังอาจก่อให้เกิดอาการขมปาก ขมคอ กินอะไรไม่ค่อยอร่อยได้ด้วยเช่นกัน ปากแห้ง อาการปากแห้งเกิดจากการที่ภายในปากไม่สามารถผลิตน้ำลายออกมาได้อย่างเพียงพอและเหมาะสมที่จะรักษาความชุ่มชื้นไว้ เมื่อปริมาณของน้ำลายลดลงจึงเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปากแห้ง มากไปกว่านั้น ปริมาณของน้ำลายที่น้อยลงยังมีผลต่อรสชาติภายในปากด้วย เช่น รู้สึกขมปาก ขมคอ หรือรับรสเค็มได้น้อยลง ตลอดจนเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาฟันผุด้วย ยารักษาโรค ยาปฏิชีวนะบางชนิดที่รับประทานเพื่อรักษาและบรรเทาอาการทางสุขภาพที่เป็นอยู่อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดรสชาติขมปาก ขมคอได้ โดยเฉพาะถ้าหากยาหรืออาหารเสริมนั้นมีองค์ประกอบที่เป็นรสขม หรือธาตุโลหะ ก็จะส่งผลให้รู้สึกขมปาก ขมคอได้ เช่น ยาความดันโลหิต ยารักษาโรคหัวใจ ยาไทรอยด์ ยาจิตเวช ยาต้านมะเร็ง กรดไหลย้อน กรดไหลย้อนเกิดจากการที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกและช่องท้องแล้ว ยังก่อให้เกิดรสขมที่ปากและลำคอ หรือมีอาการเรอเปรี้ยวร่วมด้วย อาการเจ็บป่วย ในช่วงที่ไม่สบาย เป็นหวัด หรือร่างกายเกิดการติดเชื้อจนมีอาการเจ็บป่วย ช่วงเวลาที่ไม่สบายนั้นร่างกายจะปล่อยโปรตีนจากเซลล์ต่าง […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

กำจัดอาการคลื่นไส้ ง่ายๆ ด้วยวิธีธรรมชาติ

เมื่อเกิดอาการคลื่นไส้ สิ่งที่หลายคนมักคิดถึงเป็นเพื่อบบรรเทาอาการเป็นสิ่งแรกก็คือ “ยาแก้คลื่นไส้” ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อกินเข้าไปแล้วอาจทำให้เกิดอาการง่วงตามมา ดังนั้น หลายคนจึงลองพยายามค้นหาวิธีธรรมชาติที่จะสามารถ กำจัดอาการคลื่นไส้ หรือบรรเทาอาการให้ดีขึ้น ซึ่งวิธีธรรมชาติที่จะช่วยกำจัดอาการคลื่นไส้ได้นั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ซึ่งทาง Hello คุณหมอ ได้นำเรื่องนี้มาฝากกัน วิธีธรรมชาติที่สามารถ กำจัดอาการคลื่นไส้ อาการคลื่นไส้เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนส่วนใหญ่ ซึ่งมันไม่ใช่อาการที่ดีสักเท่าไหร่ ยังรวมไปถึงคุณแม่ตั้งครรภ์ และการคลื่นไส้จากการเดินทาง (เมารถ) อีกด้วย โดยปกติแล้ว เมื่อเกิดอาการคลื่นไส้ ยาแก้คลื่นไส้มักจะเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง โดยยาแก้คลื่นไส้ มักใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ แต่ก็มักจะมีผลข้างเคียง เช่น ทำให้เกิดอาการง่วงนอน ดังนั้น หลายคนจึงพยายามหาวิธีทางธรรมชาติที่สามารถ กำจัดอาการคลื่นไส้ ซึ่งวิธีธรรมชาติที่ไม่ต้องใช้ยาเข้ามาช่วย มีตัวอย่างดังนี้ รับประทานขิง ขิงเป็นยาสมุนไพรตามธรรมชาติที่นิยมใช้ในการรักษาอาการคลื่นไส้ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า สารประกอบในขิงอาจทำงานในลักษณะเดียวกับยาแก้คลื่นไส้ ซึ่งจากการศึกษาหลายชิ้นที่เชื่อถือได้ยอมรับว่า ขิงมีประสิทธิภาพในการลดอาการคลื่นไส้ในหลาย ๆ สถานการณ์ การรับประทานขิงอาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการคลื่นไส้ในคุณแม่ตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ขิงอาจมีประสิทธิภาพในการลดอาการคลื่นไส้ในในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการผ่าตัด การศึกษาบางชิ้นที่เชื่อถือได้รายงานว่า ขิงมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ แต่มีผลข้างเคียงที่ของยาน้อยกว่า แม้การใช้ขิงจะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่คุณก็จำเป็นจะต้องจำกัดปริมาณให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม หากคุณมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคความดันโลหิตต่ำ มีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือคุณกำลังใช้ยาเจือจางเลือด (Blood Thinners) ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาเกี่ยวกับขิงเพียงเล็กน้อย แต่การศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพดี รายงานว่า การรับประทานขิงระหว่างตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดผลข้างเคียง […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน