พ่อแม่เลี้ยงลูก

ในทุกช่วงชีวิตของลูกน้อย เหล่าคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องรู้วิธีดูแลและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมของลูกน้อย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของลูกน้อยดีขึ้น เพราะฉะนั้นใน พ่อแม่เลี้ยงลูก คุณจะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงเคล็ดลับในการดูแลลูกให้แข็งแรง มีความสุข และสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

เรื่องเด่นประจำหมวด

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ลูกอ้วนควรกังวลไหม? สัญญาณเตือนโรคอ้วนในเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

เด็กอ้วนขึ้นนิดหน่อย หลายครอบครัวอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวโตขึ้นก็ยืดและผอมลงเอง แต่ความจริงคือ โรคอ้วนในเด็กเป็นภาวะสุขภาพที่ควรใส่ใจ เพราะสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหลายอย่างตั้งแต่วัยเด็ก และยังเพิ่มโอกาสที่จะมีโรคอ้วนต่อเนื่องไปถึงวัยผู้ใหญ่ CDC, NHLBI และ NIDDK ต่างระบุว่า เด็กที่มีภาวะอ้วนมีความเสี่ยงต่อเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ปัญหาข้อและกระดูก ปัญหาการหายใจ รวมถึงผลกระทบด้านจิตใจ เช่น ความเครียด ความมั่นใจต่ำ หรือการถูกล้อเลียน ดูจาก “การเติบโต” มากกว่ามองด้วยตาเปล่า ในเด็ก เราไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกับผู้ใหญ่ เพราะร่างกายยังเติบโตอยู่ การประเมินจะใช้ค่า BMI ตามอายุและเพศ หรือที่เรียกว่า BMI-for-age percentile โดย CDC และ NHLBI ระบุว่า เด็กที่มีค่า BMI อยู่ช่วงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 ถึงต่ำกว่า 95 ถือว่าเริ่มมีภาวะน้ำหนักเกิน และถ้าอยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ 95 ขึ้นไปถือว่าเข้าข่ายโรคอ้วน ดังนั้นเด็กบางคนที่พ่อแม่รู้สึกว่า “ยังดูไม่อ้วนมาก” อาจเริ่มมีความเสี่ยงแล้วหากดูจากแนวโน้มการเติบโต อีกจุดที่ควรสังเกตคือ น้ำหนักที่ขึ้นเร็วต่อเนื่อง เสื้อผ้าคับเร็วขึ้น รอบเอวชัดขึ้น เหนื่อยง่ายกว่าปกติ […]

หมวดหมู่ พ่อแม่เลี้ยงลูก เพิ่มเติม

สำรวจ พ่อแม่เลี้ยงลูก

โรคผิวหนังในเด็ก

ุ6 ปัญหาผิวลูก ที่พบบ่อย มีอะไรบ้าง

ปัญหาผิวลูก ที่พบบ่อย 6 ประการ ได้แก่ ผื่นมิเลีย (Milia) ผดร้อน ภาวะต่อมไขมันอักเสบ สิว ผื่นแดงอีริทีมาท็อกซิกัม (Erythema Toxicum Neonatorum: ETN) ปาน ซึ่งอาจมีลักษณะและวิธีการรักษาที่แตกต่างกันออกไป การทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาผิวลูก อาจช่วยให้สามารถรับมือกับปัญหาผิวได้อย่างเหมาะสม และอาจช่วยป้องกันการเกิดภาวะที่อันตรายได้ 6 ปัญหาผิวลูก ที่คุณแม่ควรรู้ 1. ผื่นมิเลีย ผื่นชนิดนี้เป็นตุ่มเล็ก ๆ สีขาวหรือสีเหลืองที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กทารกนั้น แท้จริงแล้วคือก้อนซีสต์ที่เต็มไปด้วยเคราติน (Keratin) และซีบัมหรือไขมัน ผื่นชนิดนี้ยังอาจเกิดขึ้นที่บริเวณเหงือกได้ อาการนี้อาจจะหายไปภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์ โดยไม่จำเป็นต้องรักษา ในขณะเดียวกัน การใช้น้ำมันหรือครีมทาอาจทำให้อาการนี้แย่ลงได้ 2. ผดร้อน เป็นลักษณะของตุ่มพุพองที่เต็มไปด้วยน้ำหนอง หรือตุ่มแดง ๆ ที่ปรากฏขึ้นที่หลัง หน้าอก หรือใต้วงแขนของเด็กทารก ผดร้อนเกิดจากการอุดตันของท่อเหงื่อที่ผิวหนัง จะพบมากในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น หรือการสวมเสื้อผ้าให้ทารกมากเกินไป 3. ภาวะต่อมไขมันอักเสบในเด็กทารก ภาวะต่อมไขมันอักเสบในเด็กทารก คือ สภาวะของผิวหนังที่ไขผิวหนังส่วนเกิน ยึดติดเซลล์ผิวหนังเข้าด้วยกัน ทำให้ไม่สามารถผลัดออกไปได้ตามปกติ ทำให้เกิดเป็นแผ่นสีเหลืองมันเยิ้ม ที่บริเวณหนังศีรษะของเด็กทารก 4. สิวในทารกแรกเกิด ประมาณ 30% ของทารกแรกเกิด จะมีสิวขึ้นภายใน 4 เดือนแรก […]


เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

หัวนมแตก จากการให้นมลูก คุณแม่ควรรับมืออย่างไรไม่ให้เจ็บปวด

หัวนมแตก หรือเจ็บหัวนม ระหว่างการให้นมเป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้แต่มักจะหายไปภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจแก้ไขด้วยการจัดท่าทางการให้นมที่เหมาะสม แต่หากหัวนมแตก หรือเจ็บหัวนมมากผิดปกติ จำเป็นที่จะต้องปรึกษาคุณหมอ เพราะหากปล่อยไว้อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างอื่นตามมา สาเหตุที่ทำให้ หัวนมแตก ในช่วงสัปดาห์แรกของการให้นมแม่นั้น ท่าทางการอมคาบหัวนมของเด็กทารก หรือการวางท่าทางการให้นมที่ไม่เหมาะสม มักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หัวนมแตก ในกรณีที่หัวนมแตกหรือเจ็บหัวนมไม่มากนัก ผู้เป็นแม่อาจลองจัดท่าทางในการให้นมใหม่ แต่หากลองเปลี่ยนท่าให้นมใหม่แล้ว อาการหัวนมแตก หรือเจ็บหัวนมยังไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อขอคำแนะนำวิธีการให้นมที่ถูกต้อง และหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น ผู้หญิงที่พ้นช่วงให้นมบุตรแล้ว แต่ยังมีอาการหัวนมแตก ควรเข้ารับการรักษาโดยเร็ว การรักษา อาการหัวนมแตก   หัวนมแตกอาจมีวิธีบรรเทาอาการในเบื้องต้นด้วยตนเอง ดังนี้ ระหว่างการให้นม ปรับเปลี่ยนท่าทาง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้เป็นแม่ อุ้มทารกเข้าเต้าข้างใดข้างหนึ่งโดยให้ปากของลูกอยู่ระดับเดียวกับหัวนม เหงือกล่างของทารกควรห่างจากฐานของหัวนมขณะที่เด็กอ้าปาก และเมื่อเด็กอ้าปากแล้ว ควรกอดกระชับให้แน่นเข้าอก เพื่อช่วยบังคับให้หัวนมอยู่ในปากของทารกอีกทางหนึ่ง หาท่าทางการให้นมในรูปแบบอื่น ๆ ลองเปลี่ยนท่าการให้นม เพื่อหาท่าที่คุณแม่และลูกรู้สึกสบายที่สุด หากอยู่ในท่าทางที่ดีแล้ว ลูกจะอมคาบหัวนมได้ง่าย และไม่ทำให้เจ็บหัวนม  หากเจ็บหัวนมข้างใดข้างหนึ่ง ให้เปลี่ยนไปให้นมอีกข้างที่เจ็บน้อยกว่า ทารกส่วนใหญ่จะดูดนมเต้าแรกแรงกว่า ในขณะที่เมื่อเปลี่ยนเต้าจะผ่อนอาการดูดเบาลง เนื่องจากรู้สึกหิวน้อยลง บรรเทาอาการเจ็บก่อนการให้นม หากเจ็บหัวนมมาก ควรประคบเย็น เพื่อทำให้รู้สึกชา เพราะการอมคาบนมครั้งแรก มักจะทำให้เจ็บที่สุด หลังการให้นม  รับประทานยา ในกรณีที่มีอาการหัวนมแตก และอาการเจ็บหัวนมไม่หายไป ควรรับประทานทานยารักษาอาการ […]


ภาวะทุพโภชนาการ

วิตามินบี 12 สำหรับอย่างไรต่อสุขภาพของเด็ก

วิตามินบี 12 มีความสำคัญกับในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะสำหรับเด็ก เนื่องจากเป็นวิตามินชนิดละลายน้ำที่ทำหน้าที่ในการสร้างและรักษาภาวะในร่างกาย จัดเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อระบบประสาท การสร้างเซลล์เม็ดเลือด การสังเคราะห์พลังงาน และกิจกรรมทางชีวเคมีพื้นฐานอื่น ๆ หากเด็กขาดวิตามินบี 12 อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายหลายด้าน [embed-health-tool-vaccination-tool] วิตามินบี 12 มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเด็กอย่างไร วิตามินบี 12 ช่วยเสริมการทำงานของไมอีลิน (Myelin) ซึ่งเป็นสารคล้ายไขมันที่ทำหน้าที่เป็นเยื่อหุ้มเซลล์สมอง ช่วยปกป้องระบบประสาท และกระตุ้นการสื่อสารระหว่างสมองและอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น มือ เท้า นอกจากนี้ วิตามินบี 12 ยังช่วยรักษาระบบการย่อยอาหารให้เป็นปกติ และป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โดยช่วยปรับระดับคอเลสเตอรอลและความดันโลหิต และยังเป็นวิตามินที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถรักษาและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ การได้รับวิตามินบี 12 ในปริมาณที่ต่ำกว่าปกติ อาจทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคออทิสติก (Autistic Disorder) มากขึ้น วิตามินบี 12 ยังเป็นสารอาหารที่สำคัญในกระบวนการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น หากขาดวิตามินชนิดนี้ เด็กอาจเป็นโรคโลหิตจางได้ แหล่งของวิตามินบี 12  อาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนผสมจะมีปริมาณวิตามินบี 12 สูง แม้ว่าผักชนิดต่าง ๆ จะมีวิตามิน 12 อยู่เช่นกัน แต่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถดูดซึมได้ดีพอ ผลิตภัณฑ์นม […]


การเติบโตและพัฒนาการ

ลำดับการเกิด ส่งผลต่อบุคลิกภาพของคนเราได้อย่างไร

จากผลการศึกษาวิจัย ลำดับการเกิดของเด็กมีความสำคัญพอๆกับเพศ ในการกำหนดบุคลิกภาพของเด็ก เป็นไปได้ว่าเนื่องจากลำดับการเกิดที่แตกต่างกัน ทำให้วิธีที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกมีความแตกต่างกันตามไปด้วย อีกทั้งบทบาทและหน้าที่ของเด็ก ก็มักจะแตกต่างกันออกไป ตามลำดับการเกิดของแต่ละคนอีกด้วย ลำดับการเกิด + การเลี้ยงดู = พฤติกรรม การเป็นลูกคนแรกนั้นมักเป็นเสมือน “การทดลอง” สำหรับคู่สามีภรรยา ซึ่งครึ่งหนึ่งจะเป็นการทำหน้าที่ตามสัญชาตญาณ และอีกครึ่งหนึ่ง จะเป็นการลองผิดลองถูก พ่อแม่มือใหม่จะปฏิบัติตามคำแนะนำจากหนังสือและญาติพี่น้อง โดยพวกเขาจะระมัดระวังลูกที่เกิดใหม่มาก อาจมีการถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียในทุกการเคลื่อนไหว แล้วยังเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ โดยใส่ใจกับทุกๆ รายละเอียด ดังนั้น เด็กที่เป็นลูกคนแรกจำนวนมาก จึงอาจกลายเป็นผู้นิยมความสมบูรณ์แบบ และต้องการประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่พอถึงลูกคนที่สอง คู่สามีภรรยาได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกมาแล้ว และมักจะมีกฎระเบียบสำหรับลูกคนที่สองน้อยลง นอกจากนี้ พวกเขายังจะให้ความใส่ใจกับลูกคนที่สองน้อยกว่า เนื่องจากมีลูกที่ต้องดูแลถึงสองคน ซึ่งอาจทำให้ลูกคนที่สองต้องเป็นคนที่ชอบเอาใจคนอื่นมากกว่า เพื่อที่จะได้รับความรักและสนใจจากผู้อื่น และเพราะพวกเขายังชอบเปรียบเทียบตัวเองกับลูกคนโต จึงต้องการที่จะทำให้ได้ดีกว่าอีกด้วย โดยสรุปแล้ว อาจเป็นวิธีที่พ่อแม่เลี้ยงดูและสั่งสอนลูกนั่นเอง ที่หล่อหลอมให้เกิดตัวตนของเด็กแต่ละคน ไม่ใช่เพียงแต่ลำดับการเกิดเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี เด็กจำนวนมากที่มีลำดับการเกิดเดียวกัน มักจะมีลักษณะนิสัยแบบเดียวกัน ลูกคนแรก: ผู้ประสบความสำเร็จ ลูกที่อายุมากที่สุด มักมีลักษณะร่วมที่คล้ายคลึงกับผู้ที่เป็นลูกคนโตคนอื่นๆ มากกว่าจะเหมือนกับพี่น้องของตนเอง เนื่องจากได้รับความเอาใจใส่มากกว่า และก็ถูกควบคุมมากกว่าด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับลูกคนอื่นๆในครอบครัว จึงมีความรับผิดชอบ(ที่บางทีก็มากเกินไป)มีความประพฤติดีและไว้วางใจได้มากกว่า แม้กระทั่งบางคนอาจกล่าวว่าพวกเขาเป็นเหมือนพ่อแม่ของพวกเขาที่อยู่ในเวอร์ชั่นเด็กนั่นเอง ลูกคนกลาง: ผู้ไกล่เกลี่ย หากคุณเป็นลูกคนกลาง คุณมักเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจและมีความยืดหยุ่น ด้วยลักษณะเช่นนี้ทำให้คุณเข้ากับผู้อื่นได้ดีกว่า แต่คุณก็เป็นคนที่ชอบแข่งขัน […]


เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

หน้าอก เสียทรงเพราะให้นมลูกจริงหรือ

การตั้งครรภ์และการให้นมลูกอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ หน้าอก เปลี่ยนรูปร่างไป นอกจากนี้ อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น อายุ ขนาดของเต้านมก่อนตั้งครรภ์ จำนวนครั้งของการตั้งครรภ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกังวลจนเกินไปถึงรูปร่างหน้าอกที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ควรดูแลรักษาสุขภาพหน้าอกและเต้านมให้ปลอดภัยจากโรคต่าง ๆ [embed-health-tool-ovulation] หน้าอก เสียทรงเพราะให้นมลูกจริงหรือ โดยปกติแล้ว ในเต้านมไม่มีกล้ามเนื้อแต่จะยึดติดอยู่กับหน้าอกได้ด้วยเส้นเอ็นบาง ๆ ที่เรียกว่า เส้นคูเปอร์ (Cooper’s Ligament) ขณะตั้งครรภ์เส้นเอ็นบาง ๆ เหล่านี้จะยืดออก และเลือดจะถูกปั๊มเข้าเต้านม ทำให้หน้าอกมีน้ำหนักและอวบอิ่ม การสร้างน้ำนมอาจทำให้เนื้อเยื่อในเต้านมหนาขึ้น และอาจทำให้เต้านมของดูเหมือนหย่อนยานลง เนื้อเยื่อไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ก็อาจจะค่อย ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไป หลังจากการให้นมลูก อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ได้ให้นมลูก แต่การตั้งครรภ์อาจส่งผลทำให้รูปร่างเต้านมของผู้หญิงแต่ละคนแตกต่างกันไป นอกจากนั้น ยังอาจขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย ได้แก่ ดัชนีมวลกาย พันธุกรรม จำนวนครั้งของการตั้งครรภ์ ขนาดของเต้านมก่อนตั้งครรภ์ อายุ ประวัติการสูบบุหรี่ พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย การเปลี่ยนแปลงของเต้านม การเปลี่ยนรูปร่างของเต้านมอาจพบได้มากเมื่อเต้านมเต็มไปด้วยน้ำนม โดยเต้านมแต่ละข้างจะเป็นอิสระต่อกัน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเต้านมข้างหนึ่ง อาจไม่เกิดขึ้นกับเต้านมอีกข้างก็ได้ ในขณะตั้งครรภ์ เส้นเอ็นที่ยึดติดเต้านมกับหน้าอกจะยืดออกและจะหดตัวลงหลังการให้นมลูก ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างของเส้นรอบอก […]


โรคติดเชื้อในเด็ก

โรคมือเท้าปาก สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดได้อย่างไร

โรคมือเท้าปาก (Hand, foot and mouth disease หรือ HFMD) เป็นโรคติดเชื้อไม่รุนแรง ที่เกิดจากไวรัสค็อกแซ็กกี้ (Coxsackie virus) และเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) โรคนี้พบมากในทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และยังไม่มียารักษาเฉพาะ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมือเท้าปาก และรับมือกับโรคมือเท้าปากอย่างถูกวิธีได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] วิธีลดความเสี่ยงในการเกิด โรคมือเท้าปาก สำหรับวิธีการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมือเท้าปากอาจทำได้ ดังนี้ ลดการแพร่กระจาย โรคมือเท้าปากแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำมูก น้ำลาย และไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคมือเท้าปากอาจยังคงอยู่ในทางเดินหายใจ หรือลำไส้ของผู้ป่วยได้หลายสัปดาห์หลังจากอาการทั้งหมดหายไป ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายจากผู้ที่ไม่มีอาการหรือสิ่งบ่งชี้ไปยังผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ทารก เด็ก โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ คุณพ่อคุณแม่จึงควรลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายและการรับเชื้อของลูกด้วยการดูแลรักษาสุขอนามัยให้ดี อย่าให้ลูกเข้าใกล้ผู้ที่มีอาการป่วยหรือติดเชื้อ ไม่ให้ลูกใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น และหากลูกป่วยหรือติดเชื้อ ก็ควรให้ลูกพักรักษาตัวอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงที่ลูกจะแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น ป้องกันโรคให้ดี การป้องกันโรคมือเท้าปากที่ดีที่สุด คือ การปฏิบัติตนให้มีสุขอนามัยที่ดี การสอนเด็กเกี่ยวกับวิธีการล้างมือโดยใช้น้ำอุ่นและสบู่ สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้เป็นอย่างมาก เด็กยังควรได้รับการสอนให้ล้างมือหลังจากหยิบสิ่งของ ใช้ห้องน้ำ และก่อนรับประทานอาหาร หรือทันทีที่เด็กสัมผัสกับสิ่งสกปรก นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกไม่ให้เอามือเข้าปากหรือสัมผัสใบหน้า หรือหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ เข้าปากโดยเด็ดขาด ที่สำคัญ คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องรักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อมโดยรอบลูก […]


โรคเด็กและอาการทั่วไป

ทารกแหวะนม อย่าตกใจ ลองหาสาเหตุเพื่อแก้ไขอาการน่าห่วงของลูกน้อย

ทารกแหวะนม สามารถเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรก เนื่องจากเด็กกำลังปรับตัวเข้ากับการกินอาหาร และร่างกายกำลังค่อยๆ พัฒนาขึ้น ส่วนใหญ่มักจะหายไปภายใน 6-24 ชั่วโมง โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ นอกจากดูให้แน่ใจว่า ลูกไม่ขาดน้ำเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่า ลูกแหวะนม ไม่ใช่การอาเจียนอย่างต่อเนื่อง เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้  ทารกแหวะนมหรืออาเจียน ก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักความแตกต่างระหว่างการอาเจียนจริงๆ กับการแหวะอาหารของเด็ก การอาเจียนเป็นการที่อาหารที่อยู่ในกระเพาะพุ่งออกมาโดยไม่สามารถบังคับได้ ขณะที่การแหวะ (ที่พบบ่อยให้เด็กวัยต่ำกว่าหนึ่งขวบ) เป็นการที่เด็กขย้อนเอาอาหารออกมาทางปาก ปกติแล้วมักจะมาพร้อมกับอาการเรอ การอาเจียนเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องและกระบังลมเกร็งอย่างรุนแรง ในขณะที่กล้ามเนื้อกระเพาะอาหารหย่อนตัว ปฏิกิริยาสะท้อนนี้ถูกกระตุ้นจาก “ศูนย์ควบคุมการอ้วก” ในสมอง หลังจากที่มันถูกกระตุ้นโดยเส้นประสาทจากกระเพาะอาหารและลำไส้ ที่อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้ ระบบย่อยอาหารระคายเคืองหรือบวมขึ้น เนื่องจากอาการติดเชื้อหรือเกิดการอุดตัน สารเคมีในเลือด (อย่างเช่นจากยา) การถูกกระตุ้นทางประสาทสัมผัส เช่น ภาพหรือกลิ่น การกระตุ้นจากประสาทหูส่วนกลาง (อย่างเช่น การอาเจียนที่เกิดจากการวิงเวียน) สาเหตุของทารกแหวะนม สาเหตุที่พบได้บ่อยของการแหวะหรืออาเจียนในเด็ก แตกต่างกันไปตามช่วงอายุ เช่น ในช่วงสองสามเดือนแรก ทารกส่วนใหญ่จะแหวะนมเล็กน้อยออกมา ปกติแล้วจะเป็นในช่วงชั่วโมงแรกหลังป้อนนม ปกติจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาการนี้จะลดน้อยลงเมื่อเด็กโตขึ้น แต่อาจยังปรากฏอยู่บ้างเล็กน้อยจนอายุ 10-12 เดือน ซึ่งถ้าไม่มีอาการอื่น และไม่ทำให้เด็กน้ำหนักลดลง ก็ถือว่าไม่ผิดปกติ แต่หากเด็กมีอาการอาเจียนต่อเนื่อง อาจมีสาเหตุต่างๆ ดังนี้ โรคลำไส้อุดตัน ในช่วงอายุสองสัปดาห์จนถึงสี่เดือน การอาเจียนอย่างต่อเนื่องอาจมีสาเหตุมาจาก การที่กล้ามเนื้อบริเวณทางออกของกระเพาะอาหารหนาตัวขึ้น ทำให้เกิดการอุดตัน จนอาหารไม่สามารถผ่านเข้าไปสู่ลำไส้ได้ นี่เป็นอาการร้ายแรงที่ต้องรักษาอย่างทันท่วงทีด้วยการผ่าตัด […]


เด็กทารก

ภาษากาย ของลูกรัก ท่าทางแบบไหน มีความหมายว่าอย่างไร

ภาษากาย ของเด็กทารกโดยเฉพาะในช่วงอายุขวบปีแรกนั้นสำคัญต่อคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่ลูกน้อยยังไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยการพูด การตีความหมายจากภาษากายได้อย่างถูกต้องจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ทราบถึงอารมณ์ ความต้องการ และความรู้สึกของลูกน้อย เพื่อที่จะตอบสนองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม [embed-health-tool-vaccination-tool] ความสำคัญของ ภาษากาย ในเด็ก การทำความเข้าใจกับภาษากายของเด็กเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากเสียงเด็กทารกร้องไห้ ท่าทางต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นวิธีการสื่อสารถึงความต้องการของเด็ก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรตีความหมายให้ใกล้เคียงสิ่งที่เด็กต้องการ และทำความเข้าใจ เพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กได้อย่างเหมาะสม เด็กน้อยจะได้มีความสุขจากการดูแลเอาใจใส่ของคุณพ่อและคุณแม่ ภาษากาย ของเด็ก ๆ ที่พบได้บ่อย เตะขา ถ้าเด็กเตะขาพร้อมกับยิ้มและดูมีความสุข อาจเป็นสัญญาณว่า เด็กกำลังอยากเล่น แต่ถ้าเตะขาไปร้องไห้ไปด้วยอาการหงุดหงิดก็สื่อว่า กำลังมีอะไรรบกวนเด็กอยู่ อาจจะเป็นผ้าอ้อมเปียกแฉะหรืออาการท้องอืด หรือแน่นท้องต้องการเรอ ซึ่งพ่อแม่ควรรีบตรวจดูว่า มีอะไรที่ทำให้เด็กหงุดหงิดอยู่ และรีบจัดการให้ตรงกับความต้องการเพื่อที่เด็กจะน้อยอารมณ์ดีมีความสุข จับหูหรือดึงหู อาจเป็นเพียงการแสดงออกของเด็ก ๆ ที่เพิ่งสำรวจเจอว่าตัวเองมีหู ซึ่งเป็นอวัยวะใหม่ที่เด็ก ๆ อาจจะไม่เคยสำรวจหรือสัมผัสโดนมาก่อน ส่วนใหญ่แล้วมักไม่เกี่ยวข้องกับอาการติดเชื้อที่หูแต่อย่างใด เพราะหากมีการติดเชื้อที่หู มักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ คัดจมูก ร้องไห้งอแง นอกจากนั้น เด็กมักจะชอบดึงหูตัวเอง เพื่อเป็นการปลอบตัวเองให้หายหงุดหงิดจากบางสิ่งบางอย่าง เช่น ต้องการของเล่น ต้องการดื่มนม ง่วงนอน กำหมัด ท่ากำหมัดเป็นท่าของเด็กส่วนใหญ่ที่กำลังผ่อนคลายและกำลังพักผ่อน เนื่องจากทารกแรกเกิดยังไม่สามารถทำอะไรกับมือตัวเองได้มากนัก เนื่องจากการเคลื่อนไหวนิ้วและมือ ต้องอาศัยพัฒนาการทางระบบประสาทและสมองที่มากพอ ปกติแล้วเด็กจะเริ่มแบมือตอนนอนหลับเมื่ออายุราว 8 สัปดาห์ และสามารถหยิบฉวยและไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ […]


สุขภาพเด็ก

หูฟัง เป็นอันตรายต่อเด็กและวัยรุ่นได้อย่างไร

หูฟัง เป็นอุปกรณ์ที่เด็ก ๆ และวัยรุ่นในปัจจุบันใช้กันเป็นจำนวนมาก ทั้งเพียงเพื่อฟังเพลงที่ชอบ ใช้สำหรับการเรียนหนังสือออนไลน์ คุยโทรศัพท์ ดูภาพยนตร์ออนไลน์ เล่นเกมในมือถือ ซึ่งอาจทำให้ใช้หูฟังนานหลายชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว นอกจากนั้น การใส่หูฟังและเปิดเสียงดังเป็นเวลานนาน ยังอาจส่งผลเสียต่อการได้ยินของหูข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง ผู้ปกครองควรใส่ใจสุขภาพหูของเด็ก ๆ และคอยสังเกตพฤติกรรมการใช้หูฟังเพื่อป้องกันปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพหู [embed-health-tool-bmr] การใช้ หูฟัง ของเด็กและวัยรุ่น การฟังเสียงดังเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การสูญเสียการได้ยิน จากงานวิจัยของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2554-2555 ทดสอบเกี่ยวกับการได้ยินและการสัมภาษณ์ พบว่า ผู้ใหญ่มากถึง 40 ล้านคนในสหรัฐอมเริกาที่อายุต่ำกว่า 70 ปี สูญเสียการได้ยินของหูข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างจากการได้ยินเสียงดังเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างการใช้หูฟังกับการสูญเสียการได้ยินในเด็กวัย 9-11 ปี พบว่า 40% ของผู้ที่ใช้เครื่องเล่นเพลงแบบพกพา มีความสามารถต่ำมากในการได้ยินเสียงที่มีความถี่สูง เนื่องจากมีภาวะประสาทหูเสื่อมจากเสียง (Noise-Induced Hearing Loss) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้เครื่องเล่นแบบพกพา ภาวะสูญเสียการได้ยิน คืออะไร การได้ยินเสียงเกิดจากการทำงานของอวัยวะ 3 ส่วนภายในหู ได้แก่ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง หูชั้นใน โดยส่วนหนึ่งของหูชั้นในเรียกว่า คอเคลีย […]


เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ตั้งท้องขณะให้นมลูก มีโอกาสเป็นไปได้หากไม่คุมกำเนิดจริงหรือ?

ตั้งท้องขณะให้นมลูก คือการให้นมลูกหลังคลอด แล้วตั้งครรภ์ซึ่งโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยเนื่องจากช่วงเวลาหลังคลอดประมาณ 3-8 เดือนหญิงให้นมลูกมักจะไม่มีประจำเดือน โอกาสที่ร่างกายของฝ่ายหญิงจะมีไข่ตกนั้นต่ำ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะตั้งท้องขณะให้นมลูกหากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาดังกล่าวและไม่คุมกำเนิด โอกาสตั้งท้องขณะให้นมลูกเป็นไปได้หรือไม่ ตั้งท้องขณะให้นมลูก เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เพียงแต่โอกาสจะเกิดขึ้นได้น้อย เพราะภาวะเจริญพันธ์ุในช่วงเดือนที่ให้นมบุตรนั้นลดลง และการให้นมบุตรส่งผลกระทบต่อการตกไข่ เนื่องจากร่างกายของผู้หญิงจะสร้างฮอร์โมนโปรแลคติน (ฮอร์โมนน้ำนม) ขึ้นมาในปริมาณมาก ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะยับยั้งฮอร์โมนอื่นที่กระตุ้นการตกไข่ ดังนั้น ยิ่งให้นมทารกบ่อยและนานเท่าไหร่ โอกาสที่จะตั้งครรภ์อีกครั้งก็มักน้อยลงเท่านั้น หากเริ่มให้อาหารเสริมทดแทนน้ำนมแม่ และให้นมลูกลดลง ฮอร์โมนโปรแลคตินก็จะลดลงตามไปด้วย ทำให้ภาวะเจริญพันธุ์กลับคืนมา แต่โดยปกติแล้วมักจะใช้เวลา 3 ถึง 8 เดือน กว่าที่วงจรของไข่ตกจะกลับมาเป็นปกติ [embed-health-tool-ovulation] สัญญาณของการตกไข่ขณะให้นมลูก การตั้งท้องขณะให้นมลูก อาจเกิดขึ้นได้ยาก เพราะร่างกายมักไม่มีการตกไข่ และไม่มีประจำเดือน แต่เมื่อให้นมลูกน้อยลง วงจรของวันตกไข่ก็จะเริ่มกลับมา แต่ถึงอย่างนั้น จะทราบได้อย่างไรว่า ร่างกายเริ่มเข้าสู่ภาวะตกไข่เมื่อใด โดยปกติแล้ว ประจำเดือนมักขาดหลายเดือนหลังจากคลอด แต่การไม่มีประจำเดือนไม่ได้หมายความว่า ไม่อยู่ในภาวะเจริญพันธุ์ เพราะในความเป็นจริงแล้วร่างกายจะมีไข่ตกออกมาก่อนการมีประจำเดือนครั้งแรกหลังคลอด ดังนั้น ควรสังเกตสัญญาณล่วงหน้าของภาวะเจริญพันธุ์หรือการที่ร่างกายพร้อมมีลูกอีกครั้ง ดังนี้ การมีสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณแรกของการตกไข่ หากสังเกตเห็นตกขาว ที่สับเปลี่ยนกันระหว่างของเหลวสีขาวข้น ไปเป็นของเหลวที่มีลักษณะใสและยืดหยุ่น อาจจะหมายความว่า ภาวะเจริญพันธุ์นั้นกลับมาเป็นปกติแล้ว อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นตัวบ่งบอกของการตกไข่ หากสังเกตว่าอุณหภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้น นั่นอาจหมายถึงร่างกายกำลังมีภาวะไข่ตก ประจำเดือนครั้งแรก […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน