อาการโรคหัวใจ ส่วนใหญ่แล้วมักมีอาการใจสั่น เจ็บหน้าอก แขนขาชา โดยอาจมีสาเหตุแตกต่างกันตามประเภทของโรคหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการโรคหัวใจ ควรศึกษาวิธีการดูแลสุขภาพหัวใจ คอยสังเกตอาการผิดปกติ หรือขอคำแนะนำจากคุณหมอ และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี
อาการโรคหัวใจ
ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน อาจมีภาระต่อหัวใจมากขึ้น เพราะหัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายในปริมาณมากขึ้น และมักพบปัจจัยร่วมอย่างความดัน ไขมันในเลือดสูง หรือเบาหวาน ซึ่งอาจทำให้อาการโรคหัวใจแสดงชัดขึ้น โดยอาการอาจแตกต่างกันออกไปตามประเภทของโรคหัวใจที่เป็น ดังต่อไปนี้
โรคหลอดเลือดหัวใจ
เป็นโรคหัวใจประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อย อาจมีสาเหตุมาจากไขมันสะสมในหลอดเลือด และอาจพัฒนาทำให้เกิดคราบจุลินทรีย์หรือคราบพลัค (Plaque) ที่ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว ขวางทางเดินของเลือดและส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจอุดตัน ที่และอาจก่อให้เกิดอาการโรคหัวใจ ดังนี้
- เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก
- หายใจถี่
- ปวดเมื่อยบริเวณคอ ท้องส่วนบน และหลัง
- รู้สึกปวดและชาบริเวณแขนและขา
โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม
อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น หัวใจติดเชื้อ เยื่อบุหัวใจอักเสบ ความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ การฉายรังสี และเคมีบำบัดรักษามะเร็ง ที่ส่งผลกระทบการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจในการสูบฉีดเลือด ซึ่งอาจมีอาการโรคหัวใจดังต่อไปนี้
- หัวใจเต้นผิดปกติ
- ใจสั่น
- หายใจไม่อิ่มในขณะที่ทำกิจกรรมหรือนอนพักผ่อน
- ขาและข้อเท้าบวม
- รู้สึกเหนื่อยล้า
- วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด และเป็นลม
โรคลิ้นหัวใจ
โรคลิ้นหัวใจ โดยส่วนมากเกิดจากความเสื่อมของลิ้นหัวใจในผู้สูงอายุเช่นลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ หรือลิ้นหัวใจไมตรัลรั่ว ในผู้ป่วยบางรายอาจมีความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจมีความหย่อนผิดปกติ (Barlow’s disease) เยื่อบุหัวใจอักเสบ ไข้รูมาติก (Rheumatic Fever) และการติดเชื้อที่หัวใจ ที่อาจส่งผลให้เกิดอาการโรคหัวใจดังต่อไปนี้
- เจ็บหน้าอก
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- อาการเหนื่อยล้า
- หายใจถี่
- ข้อเท้าและเท้าบวม
- เป็นลม หมดสติ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่อาจเกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจพิการแต่กำเนิด โรคเบาหวาน ความเครียด การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมากเกินไป การรับประทานยา สมุนไพร และอาหารเสริมบางชนิดที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ โดยอาจสังเกตอาการโรคหัวใจได้ดังนี้
- หัวใจเต้นเร็วหรือช้า ไม่สม่ำเสมอ
- เจ็บหน้าอก
- หายใจถี่
- วิงเวียนศีรษะ
- มีอาการใกล้เป็นลมและอาจเป็นลมหมดสติ
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะอยู่ในครรภ์ โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่อาจเกิดจากการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ ความผิดปกติของพันธุกรรม การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือรับประทานยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ โดยอาจสังเกตอาการได้ตั้งแต่แรกเกิดดังนี้
- ทารกหายใจถี่ระหว่างกินนม
- สีผิวซีด หรือสีผิวเปลี่ยนแปลงเป็นสีขาวหรือน้ำเงิน
- อาการบวมรอบดวงตา ขา หน้าท้อง เท้า และข้อเท้า
- หายใจไม่ออกระหว่างออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่มีการใช้แรงมาก
- เหนื่อยง่าย
จากแบบสำรวจวันหัวใจโลกของ Hello คุณหมอ พบว่า อาการโรคหัวใจที่คนไทยส่วนใหญ่ทราบเป็น 3 อันดับแรก คือ อาการหัวใจเต้นผิดปกติ อาการเจ็บหน้าอก และอาการแขนขาอ่อนแรง ในขณะเดียวกัน หลายคนไม่ทราบว่าอาการไอเรื้อรัง อาการคลื่นไส้อาเจียน และอาการบวมที่แขนและขา ก็เป็นหนึ่งในอาการโรคหัวใจเช่นกัน และมักจะมองข้ามอาการเหล่านี้ไป ซึ่งอาจส่งผลให้สังเกตพบความผิดปกติและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้ล่าช้า และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
ปัจจัยเสี่ยงของอาการโรคหัวใจ
ปัจจัยเสี่ยงของอาการโรคหัวใจ มีดังนี้
- อายุมากขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจอาจเสื่อมสภาพลง
- คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ
- การรับประทานอาหารที่ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดหัวใจ เช่น อาหารที่มีไขมัน เกลือ และน้ำตาลสูงอย่างน้ำอัดลม ขนมหวาน มันฝรั่งทอด ขนมขบเคี้ยว
- การไม่ออกกำลังกาย
- ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ที่อาจทำให้เกิดคราบพลัคอุดตันในหลอดเลือด จนขวางทางเดินของเลือดไปยังหัวใจ
- ภาวะความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ อาจส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน
- ความเครียด อาจส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพ และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้
- การสูบบุหรี่ เนื่องจากในบุหรี่มีนิโคติน (Nicotine) ที่อาจทำให้หลอดเลือดตีบตัน หัวใจขาดเลือด และหัวใจวาย
- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลและทำให้ระดับความดันโลหิตสูง ที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจ
- น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โดยเฉพาะโรคอ้วนลงพุง และโรคเบาหวาน อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้เนื่องจากการสะสมของไขมันและภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอาจทำลายหลอดเลือดหรือทำให้หลอดเลือดอุดตันได้
วิธีดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง
วิธีดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง และป้องกันอาการโรคหัวใจ อาจทำได้ดังนี้
- คุมน้ำหนักและรอบเอวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เน้นการรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และพืชตระกูลถั่ว เช่น อัลมอนด์ น้ำมันมะกอก แซลมอน คะน้า กะเพรา กะหล่ำปลี ฝรั่ง แอปเปิ้ล และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมัน เกลือ และน้ำตาลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารแปรรูป น้ำอัดลม มันฝรั่งทอด เค้ก โดนัท คุกกี้
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที เพราะการออกกำลังกายอาจช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด และช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต
- หยุดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจเช็กสุขภาพหัวใจ เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจ รวมถึงอาการผิดปกติต่าง ๆ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาทันที ช่วยลดความเสี่ยงก่อให้เกิดโรคหัวใจ หัวใจวาย และหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน
ลดน้ำหนัก คุม BMI ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้อย่างไร
หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจคือ โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกิน เพราะไขมันส่วนเกินอาจสัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งล้วนเพิ่มภาระต่อหัวใจและหลอดเลือดได้ ดังนั้นการค่อย ๆ ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม พร้อมติดตาม ค่า BMI (ดัชนีมวลกาย) เป็นระยะ จะช่วยให้เห็นภาพรวมของน้ำหนักและตั้งเป้าดูแลสุขภาพได้ชัดเจนขึ้น ควบคู่กับการกินอาหารที่ดีต่อหัวใจและออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจในระยะยาว
คำนวณ BMI ของคุณได้ที่นี่
[embed-health-tool-bmi]
BMI ช่วยอะไรได้บ้าง?
- ช่วยประเมินสถานะน้ำหนักโดยรวมได้รวดเร็ว (ผอม/ปกติ/น้ำหนักเกิน/อ้วน)
- ช่วยตั้งเป้าหมายการลดน้ำหนักให้ชัดเจนและเหมาะกับตัวเอง
- ช่วยติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก เมื่อปรับอาหารและออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง
- เป็นข้อมูลเบื้องต้นก่อนปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล
BMI เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น ไม่สามารถใช้บ่งบอกได้ว่าร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อหรือสัดส่วนไขมันเท่าไหร่ หากมีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรือมีข้อกังวลด้านสุขภาพ ควรปรึกษาคุณหมอก่อนเริ่มลดน้ำหนักอย่างจริงจัง
อยากรู้ภาพรวมความเสี่ยงด้านสุขภาพของตัวเองมากขึ้น?
หากคุณมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น วิงเวียน หรือมีปัจจัย เช่น น้ำหนักเกิน ความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือคนในครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ การเข้ารับคำปรึกษาและตรวจประเมินกับคุณหมอจะช่วยให้วางแผนดูแลสุขภาพหัวใจได้เหมาะสมและปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมติดตามผลได้ต่อเนื่อง




















