home

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด ตั้งแต่ปัญหาขณะคลอด ไปจนถึงปัญหาที่ตามมาหลังจากคลอด อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของคุณแม่อย่างมาก Hello คุณหมอ จึงอยากขอขอมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพคุณแม่ ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด ไว้ที่นี่

ความรู้ทั่วไป

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนย่อมอยากให้ลูกน้อยออกมาอย่างสมบูรณ์ แข็งแรง และปลอดภัย แต่เหตุการณ์ใด ๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไม่ทันคาดคิด อย่างเช่น ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อคุณแม่ และลูกน้อยได้ แล้วรู้หรือไม่ว่ามีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง ที่คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถพบเจอได้ คำตอบอยู่ที่บทความนี้เลยค่ะ ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบในภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด ภาวะน้ำเดินก่อนกำหนด – ภาวะที่ถุงน้ำคร่ำรั่ว หรือแตกเองก่อนมีการเจ็บครรภ์คลอด โดยอาจเกิดขึ้นก่อนที่ครรภ์จะครบกำหนด 37 สัปดาห์ สาเหตุเกิดจากภาวะติดเชื้อโรคที่ช่องทางคลอด ภาวะการขาดออกซิเจนแรกคลอด – ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อลูกน้อยในครรภ์ได้รับออกซิเจนในมดลูกไม่เพียงพอ ภาวะคอติดไหล่ – คือเมื่อศีรษะของลูกน้อยได้ออกทางช่องคลอดแล้ว แต่ไหล่ข้างใด ข้างหนึ่งยังคงติดอยู่ในตัวแม่ ทำให้ลูกน้อยไม่สามารถหลุดออกมาได้ในทันที เลือดออกมามากเกินไป – มดลูกไม่หดตัวส่งผลให้มีเลือดออกมาก ซึ่งการตกเลือดดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของคุณแม่ เนื่องจากคุณแม่มีเลือดออกมามากจนเกินไป แผลฉีกขาดบริเวณฝีเย็บที่เกิดจากการคลอด – ช่องคลอด และเนื้อเยื่อรอบ ๆ มีแนวโน้มที่จะฉีกขาดได้ในระหว่างขั้นตอนการคลอดลูกน้อย หากมีการฉีกที่รุนแรง แพทย์จะทำการเย็บแผลให้ การคลอดไม่เป็นไปตามแผนการณ์ – เป็นลักษณะการหดรัดตัวของมดลูก คือปากมดลูกขยายได้ช้า ทำให้ลูกน้อยไม่สามารถออกมาได้ หรือบางครั้งตัวของลูกน้อยมีขนาดใหญ่เกินไป หากคุณแม่ไม่สามารถคลอดได้โดยธรรมชาติ แพทย์จะทำการผ่าคลอด เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่ และลูกน้อย ปัญหาเกี่ยวกับสายสะดือ/สายรกพันคอ (Nuchal […]

หัวข้อ ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด เพิ่มเติม

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

ส่วนใหญ่แล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีกำหนดคลอดอยู่ในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 40 ของการตั้งครรภ์ แต่คุณแม่บางรายก็อาจคลอดบุตรในช่วงสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ หรือบางรายก็อาจคลอดเร็วกว่านั้น ภาวะที่คุณแม่คลอดบุตรตอนอายุครรภ์ไม่เกิน 37 สัปดาห์นี้ เราเรียกว่าภาวะ คลอดก่อนกำหนด (Premature Birth) ซึ่งสามารถเป็นอันตรายกับแม่และทารกน้อยได้ ภาวะคลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่เกิดขึ้นกะทันหัน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และยิ่งทารกลืมตาดูโลกตอนอายุครรภ์น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสี่ยงเกิดอาการแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนดมากขึ้นเท่านั้น ว่าแต่ภาวะคลอดก่อนกำหนดนี้เกิดจากสาเหตุใด แล้วคุณแม่ตั้งครรภ์จะป้องกันได้ยังไงบ้าง Hello คุณหมอ จะพาไปดูกันเลย สาเหตุที่อาจทำให้คุณ คลอดก่อนกำหนด การคลอดก่อนกำหนดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาสุขภาพของทารกในครรภ์ ปัญหาสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่กว่า 50% ของการคลอดก่อนกำหนดที่เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่ก็มีปัจจัยบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ได้ ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการ คลอดก่อนกำหนด เคยเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดมาก่อน ตั้งครรภ์แฝด ไม่ว่าจะแฝดสอง แฝดสาม หรือมากกว่า ระยะห่างระหว่างการตั้งครรภ์ครั้งนี้กับครั้งก่อนน้อยกว่า 6 เดือน ตั้งครรภ์โดยการทำเด็กหลอดแก้ว หรือไอวีเอฟ (In Vitro Fertilization หรือ IVF) รก มดลูก หรือปากมดลูกผิดปกติ สูบบุหรี่ ใช้ยาเสพติด หรือใช้ยารักษาโรคอย่างไม่เหมาะสม เกิดการติดเชื้อหรือการอักเสบ โดยเฉพาะที่ถุงน้ำคร่ำ และอวัยวะส่วนล่างในอุ้งเชิงกราน เช่น ปากมดลูก ช่องคลอด เป็นโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น […]

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หญิงตั้งครรภ์จะมีการสูญเสียเลือดหลังคลอดบุตร อันเป็นผลมาจากภาวะรกลอกตัว (placental separation) ผู้ที่ผ่าตัดคลอดมักมีการสูญเสียเลือดมากกว่าผู้ที่คลอดตามธรรมชาติ แต่ยังดีที่ว่า ปริมาณเลือดในร่างกายของคุณแม่จะเพิ่มสูงขึ้นได้ถึงร้อยละ 50 ในระหว่างการตั้งครรภ์ ดังนั้น การเสียเลือดหลังคลอดจึงมักไม่ส่งผลกระทบรุนแรงกับร่างกายของคุณแม่ อย่างไรก็ดี บางภาวะ เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ ภาวะรกงอกติด ก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกมากเกินไป และจำเป็นต้องมีการรักษาเฉพาะ หรือที่เรียกว่า ภาวะ ตกเลือดหลังคลอด (Postpartum Hemorrhage) ซึ่งมีหญิงตั้งครรภ์ร้อยละ 6 ประสบกับภาวะเลือดออกมากดังกล่าว สาเหตุอื่นของภาวะ ตกเลือดหลังคลอด นอกจากรกลอกตัวแล้ว ภาวะตกเลือดหลังคลอดยังอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ต่อไปนี้ ได้แก่ ปากมดลูกฉีกขาด (Cervical Lacerations) ช่องคลอดหรือฝีเย็บฉีกขาดรุนแรง แผลขนาดใหญ่ที่ช่องคลอด มดลูกฉีกขาดหรือกลับหัว การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ความผิดปกติเกี่ยวกับเลือดจับลิ่มทั่วร่างกาย (Systemic Blood Clotting Disorder) ภาวะนี้อาจเกิดจากพันธุกรรม หรืออาจเกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ อันเป็นผลมาจากอาการแทรกซ้อนบางประการ เช่น ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental Abruption) โรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชักอย่างรุนแรง (Severe Preeclampsia) หรือกลุ่มอาการ HELLP ซึ่งเป็นโรคพิษแห่งครรภ์อย่างหนึ่ง วิธีการรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด เนื่องจากสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของภาวะตกเลือดหลังคลอด คือภาวะมดลูกไม่หดรัดตัว ซึ่งหมายถึง กล้ามเนื้อมดลูกสูญเสียความกระชับ แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาออกซิโทซิน (Oxytosin) ทางเส้นเลือด […]

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

ปากช่องคลอดฉีก ในระหว่างคลอดลูกตามธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวล เนื่องจากในสมัยนี้มีวิธีการดีๆและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ในการเยียวยาให้บาดแผลหายเร็วขึ้น รวมทั้งวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นด้วย โดยที่คุณแม่ไม่ต้องวิตกและคอยเครียดว่า หลังคลอดแล้วจะเป็นอย่างไร มาลองอ่านสาระความรู้ในเรื่องนี้กันนะคะ  ปากช่องคลอดฉีก คืออะไร ปากช่องคลอดฉีก มักพบได้บ่อยในระหว่างการคลอดลูก อาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นเวลาที่ทารกมีขนาดศีรษะใหญ่เกินกว่าที่ปากช่องคลอดจะขยายใหญ่ตามได้ ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงที่จะมีปากช่องคลอดฉีก ก็ได้แก่ คุณแม่ท้องแรก คุณแม่ที่มีลูกน้อยตัวใหญ่ คุณแม่ที่ต้องเบ่งคลอดนานๆ คุณแม่ที่ต้องใช้เครื่องช่วยในการคลอด อย่างเช่น การใช้คีมปากเป็ด หรือเครื่องดูดสุญญากาศ แผลฉีกขาดจะรักษาให้หายได้ภายใน 7 ถึง 10 วัน ถ้าได้รับการรักษาที่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม คุณอาจต้องมีความรู้สึกเจ็บต่อไปอีกสองสามสัปดาห์ แผลฉีกขาดอาจต้องได้รับการเย็บ หรือต้องทาครีมหรือขี้ผึ้งที่ผสมตัวยา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าแผลฉีกขาดนั้นมีอาการรุนแรงขนาดไหน ระดับความรุนแรงของปากช่องคลอดฉีก มีอยู่ด้วยกัน 4 ระดับ และทุกระดับก็รู้สึกเจ็บปวดหมด แต่บางระดับก็ต้องใช้วิธีเย็บแผล และอาจส่งผลกระทบต่อหูรูดทวารหนักด้วย แต่แผลฉีกขาดส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีความรุนแรง การฉีกขาดระดับที่หนึ่ง: มีรอยฉีกเกิดขึ้นแค่บริเวณเยื่อบุช่องคลอด ซึ่งไม่กระทบต่อกล้ามเนื้อ บางครั้งก็ต้องเย็บนิดๆ หน่อยๆ การฉีกขาดระดับที่สอง: ซึ่งเป็นระดับที่พบได้บ่อย โดยจะเกิดการฉีกขาดในเยื่อบุช่องคลอด และเนื้อเยื่อในชั้นที่อยู่ลึกลงไป และจำเป็นต้องทำการเย็บมากกว่า การฉีกขาดระดับที่สาม: แผลฉีกขาดระดับนี้จะเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดในชั้นที่อยู่ลึกลงไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ ที่ประกอบขึ้นเป็นกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก ในกรณีนี้คุณจะใช้วิธีเย็บแผลไปทีละชั้น โดยต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในชั้นกล้ามเนื้อที่อยู่ใกล้กับกล้ามเนื้อหูรูด การฉีกขาดระดับที่สี่: แผลฉีกขาดระดับนี้เป็นแผลลึก ที่ฉีกตั้งแต่ปากช่องคลอดไปจนถึงเยื่อบุลำไส้ใหญ่เลย ซึ่งเป็นแผลที่มีความซับซ้อน และต้องทำการเย็บแผลหลายชั้น โชคดีที่การฉีกขาดระดับนี้มักไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก วิธีเยียวยาแผลฉีกขาดด้วยตัวเอง กรณีที่เกิดปากช่องคลอดฉีกขาด จะทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัว มีเลือดออก และมีอาการบวมได้ มีวิธีเยียวยาให้รู้สึกดีขึ้นได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้ ใช้แผ่นประคบเย็น: วางแผ่นประคบเย็น ในบริเวณที่มีปัญหาเป็นเวลา […]

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

ถ้าคุณเคยเข้าไปคลุกคลีกับวงสนทนาของเหล่าคุณแม่ ก็คงจะเคยได้ยินบทสนทนาทำนองว่า “ลูกคนนี้นะเบ่งปุ๊บออกปั๊บ คลอดง่ายอย่างกับเอาน้ำมันมาทา” ส่วนอีกคนก็จะเสริมว่า “ลูกฉันนะ เบ่งแล้วเบ่งอีกยังไม่อยากจะออกมา พยาบาลนี่เชียร์จนจะหมดแรงก่อนแม่อยู่แล้ว” เรื่องราวเหล่านี้บอกเรากลาย ๆ ได้ว่า การคลอดของคุณแม่แต่ละคนมีความยากง่ายแตกต่างกันไป บางคนเจ็บท้องคลอดแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็คลอด แต่บางคนปวดท้องคลอดข้ามวันข้ามคืนแล้วก็ยังไม่คลอดเสียที ซึ่งทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะเจ็บครรภ์คลอดนานเกินปกติ หรือ การคลอดล่าช้า หรือ การเจ็บคลอดเนิ่นนาน (Prolonged Labor) นั่นเอง ภาวะเจ็บครรภ์คลอดนานเกินปกติ คืออะไร การเจ็บครรภ์คลอดนานเกินปกติ หรือที่เรียกว่า การคลอดล่าช้า หมายถึงการที่คุณแม่มีอาการปวดท้องคลอดเป็นเวลานานมากเกินกว่า 20-24 ชั่วโมงขึ้นไป แพทย์ก็จะถือว่าคุณแม่กำลังมีปัญหาการคลอดล่าช้า ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน แต่มักจะเกิดขึ้นในกรณี ดังต่อไปนี้ ทารกตัวใหญ่เกินไป หรือระหว่างอยู่ในท้องแม่เจ้าตัวน้อยเกิดอยู่ในท่าผิดปกติ ช่องเชิงกรานของคุณแม่แคบเกินไปหรือขยายตัวได้ไม่ดี ลักษณะมดลูกของคุณแม่มีความผิดปกติ หรือเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ มดลูกหดรัดตัวไม่สม่ำเสมอ ทำให้ปากมดลูกไม่ขยายออก การคลอดจึงดำเนินต่อไปไม่ได้ ดังนั้น หากคุณแม่เจ็บท้องคลอดนานเกินไป คุณหมอจะวินิจฉัยเพื่อทำการ C–section หรือผ่าท้องคลอดบุตร เพราะหากทิ้งไว้นานเกินไป มีความเสี่ยงที่เจ้าตัวน้อยจะหัวใจเต้นผิดปกติ หรือได้รับปริมาณออกซิเจนที่ต่ำเกินไป จนทำให้เสี่ยงต่อความปลอดภัยของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยุคนี้เป็นยุค 4G ไม่ใช่ยุคร้อยปีก่อนแบบสมัยพระโขนง จึงไม่ต้องวิตกกังวลจนเกิดเหตุหากคุณแม่ประสบภาวะเจ็บท้องคลอดนานเกินไป เพราะจะมีทีมแพทย์และทีมพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ด้วยการตรวจในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตรวจด้วยสายสวนวัดความดันในมดลูก (Intrauterine Pressure […]

x