home

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด ตั้งแต่ปัญหาขณะคลอด ไปจนถึงปัญหาที่ตามมาหลังจากคลอด อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของคุณแม่อย่างมาก Hello คุณหมอ จึงอยากขอขอมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพคุณแม่ ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด ไว้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

หัวข้อ ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด เพิ่มเติม

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

รู้ไหมว่า มดลูกของผู้หญิงนั้นอยู่ส่วนไหนของร่างกาย โดยมดลูกนั้นอยู่บริเวณระหว่างกระเพาะปัสสาวะ และทวารหนัก ซึ่งมดลูกถือเป็นอวัยวะที่มีความแข็งแรงมาก เพราะมีกล้ามเนื้อจำนวน 3 ชั้นมาเรียงทับซ้อนกัน แต่มดลูกของผู้หญิงมีขนาดเล็กเท่าเพียงลูกชมพู่ หรือลูกแพร์เท่านั้น แต่ถ้าหาก มดลูกแตก จะเกิดขึ้นอะไรขึ้น ตามลงมาอ่านได้ที่บทความนี้เลย มดลูกแตก (Uterine Rupture) หมายถึงอะไร มดลูกแตก คือภาวะที่มดลูกมีการฉีดขาด หรือปริออก ทำให้ตกเลือดเข้าไปในช่องท้องเป็นจำนวนมาก ลูกน้อยในครรภ์ และน้ำคร่ำอาจหลุดออกจากมดลูกเข้าไปในช่องท้องได้ ซึ่งเป็นปัจจัยในการทำให้คุณแม่บางรายเสียชีวิตได้ การที่มดลูกแตกส่วนมากเกิดขึ้นในช่วงระหว่างคลอด แต่บางรายก็สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสสุดท้าย สัญญาณเตือน !! อาการของมดลูกแตก มีเลือดออกทางช่องคลอดมากจนเกินไป กดแล้วมีอาการเจ็บบริเวณหน้าท้อง ปวดบริเวณเหนือหัวหน่าว (ส่วนของร่างกายที่อยู่ระหว่างท้องน้อย กับอวัยวะสืบพันธุ์) มดลูกมีการหดรัดตัวไม่สัมพันธ์กัน ทำให้การคลอดแบบธรรมชาติเป็นไปได้ลำบากขึ้น ศีรษะของลูกน้อยถดถอยเข้าสู่ช่องคลอด มีอาการปวดรุนแรงอย่างกะทันหันระหว่างการหดตัวของมดลูก อัตราการเต้นของหัวใจลูกน้อยมีความผิดปกติ การวินิจฉัยจากแพทย์จะได้รับการยืนยัน เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับการผ่าตัดคลอดแทน หากพบข้อบกพร่องที่ผนังมดลูก สาเหตุของมดลูกแตก เกิดจากสิ่งใด ในระหว่างคลอดคุณแม่มีความกดดัน ซึ่งความดันนี้อาจทำให้มดลูกของคุณแม่ฉีกขาดได้ มีการใช้มดลูกมากเกินไป เช่น การมีลูกมากกว่า 3 คนขึ้นไป อาจเกิดปัญหามดลูกแตกได้ เกิดจากการผ่าตัดผนังมดลูก หรือเคยขูดมดลูกมาก่อน ตัวลูกน้อยใหญ่เกินไป เมื่อเทียบกับความกว้างของอุ้งเชิงกราน ระหว่างนั้นมดลูกหดรัดตัวจนกระทั่งแตกได้ ลูกน้อยอยู่ในท่านอนขวาง หรือที่เรียกว่า “ลูกน้อยไม่ยอมกลับหัว” อายุของคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์ตอนมีอายุ เคยประสบอุบัติเหตุ และมดลูกได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ผนังมดลูกมีความอ่อนแอ หรือบางผิดปกติ เคยมีการผ่าคลอดมาก่อน ยาบางชนิดที่ทำให้มดลูกบีบตัวผิดปกติ หากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับปริมาณยาชนิดนั้นมากเกินไป วิธีการรักษามดลูกแตก วิธีเดียวที่จะป้องกันการแตกของมดลูกได้ คือผ่าตัดคลอด เนื่องจากหากคลอดเองตามธรรมชาติอาจพบปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ตามมาได้ ซึ่งอย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญ […]

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นหลายอย่าง ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ หลังจากคลอดเจ้าตัวเล็กแล้ว ร่างกายของคุณแม่จะเริ่มกลับเข้าสู่สภาพเดิมเหมือนเมื่อก่อนตั้งครรภ์ แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ ร่างกายคุณแม่ก็ยังต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือ ปัญหา ท้องผูกหลังคลอด ซึ่งเล่นเอารำคาญใจอยู่ไม่น้อย แต่ไม่ต้องเครียดไปค่ะ เพราะ Hello คุณหมอ มีเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้อาการท้องผูกหลังคลอดดีขึ้นได้มาฝากคุณแม่หลังคลอดแล้วค่ะ ท้องผูกหลังคลอด เกิดจากอะไร หลังจากที่มีการคลอดบุตรแล้ว ร่างกายของคุณแม่ก็จะเริ่มกลับเข้าสู่สภาพเดิมอีกครั้ง แต่ยังไม่สามารถฟื้นฟูให้เป็นปกติได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว อวัยวะบางอย่างอาจต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์กว่าที่จะปรับตัวกลับมาทำหน้าที่ได้ตามปกติ ลำไส้ของแม่หลังคลอดก็เช่นเดียวกัน เมื่อผ่านการคลอดลูกมาหมาด ๆ ลำไส้จะยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นปกติ หรือขยับได้ไม่ค่อยดี จึงส่งผลให้กระบวนการดูดซึมสารอาหาร กระบวนการย่อยอาหาร และการลำเลียงกากอาหารที่ลำไส้ทำได้ไม่ดีนัก แม่หลังคลอดจึงมักเกิดอาการท้องผูกตามมา อย่างไรก็ตาม อาการท้องผูก หลังคลอด ยังอาจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยร่วมอื่น ๆ ด้วย ดังนี้ ร่างกายขาดน้ำ ทำให้ลำไส้แห้ง ลำเลียงอาหารและกากอาหารได้ไม่ดี เคลื่อนไหวน้อย หลังคลอด ร่างกายของคุณแม่ต้องการพักฟื้น จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มากนัก ทำให้อวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะลำไส้เคลื่อนไหวได้น้อยลง จนส่งผลให้ท้องผูก ความเครียดและความวิตกกังวลหลังคลอด มีส่วนทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ พักผ่อนไม่เพียงพอ คุณแม่มือใหม่อาจจำเป็นต้องลุกมาดูแลลูกกลางดึกบ่อย ๆ จนนอนไม่พอ ซึ่งการพักผ่อนน้อยมีผลต่อกระบวนการขับถ่ายตามปกติ คลอดลูกโดยการผ่าคลอด การคลอดลูกด้วยวิธีนี้อาจต้องใช้เวลา 3-4 วัน […]

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

ระยะเวลาในการตั้งครรภ์โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ราว ๆ 40 สัปดาห์ ดังนั้น เมื่อย่างเข้าสู่ปลายสัปดาห์ที่ 39 หรือเข้าสู่สัปดาห์ที่ 40 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่ก็มักจะเริ่มมีอาการเจ็บท้องใกล้คลอด อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่คุณแม่ทุกคนที่จะมีอาการ เจ็บท้องคลอด ตามกำหนด เพราะยังมีอีกหลายคนที่มีอาการ เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ที่อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์และครอบครัวตกใจ หรือกระวนกระวายใจไม่น้อย แต่ภาวะนี้เกิดจากอะไร และจะป้องกันได้หรือไม่ มาหาคำตอบได้จากบทความนี้ของ Hello คุณหมอ เลยค่ะ เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เกิดจากอะไร การเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด (Premature Labor) เกิดจากการหดตัวของมดลูกที่เร็วเกินกำหนดคลอด จนทำให้ปากมดลูกเปิด ซึ่งภาวะเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม การ เจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด ไม่ใช่การคลอดก่อนกำหนด แต่การเจ็บท้องก่อนจะถึงกำหนดการคลอดในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า มักจะนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดได้ในกรณีที่ปากมดลูกเปิดกว้างพร้อมต่อการคลอดแล้ว ซึ่งผู้ที่มีภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดทันที การ เจ็บท้องคลอด ก่อนกำหนด สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ดังนี้ มีประวัติเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดมาก่อน ท้องลูกแฝด ตั้งแต่แฝดสองขึ้นไป ปากมดลูกสั้น คุณแม่ท้องมีน้ำหนักตัวมากเกินไปหรือน้อยจนเกินไปตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ มีปัญหาเกี่ยวกับมดลูกหรือรก การติดเชื้อในน้ำคร่ำ หรืออวัยวะส่วนล่าง สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ซึมเศร้า ความผิดปกติของทารกในครรภ์ แม่ตั้งครรภ์ตอนอายุมากหรืออายุน้อยเกินไป สัญญาณ เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เป็นอย่างไร สัญญาณ เจ็บท้องคลอด […]

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

บทความนี้ Hello คุณหมอ พาทุกคนมาทำความรู้จักกับ โรคชีแฮน เกิดจากความผิดปกติของต่อมใต้สมอง ที่เกิดขึ้นกับสตรีมีครรภ์ที่เสียเลือดมากขณะคลอดบุตรหรือหลังคลอดบุตร ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลียกว่าปกติ  ผู้ป่วยโรคชีแฮนจะมีอาการและวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง เรามาทำความรู้จักกับโรคดังกล่าวนี้ให้มากขึ้นกันค่ะ โรคชีแฮน (Sheehan’s syndrome) โรคชีแฮน (Sheehan’s syndrome) เป็นภาวะความผิดปกติของต่อมใต้สมองที่เกิดจากการเสียเลือดมากจนเกินไป (ตกเลือด) หรือมีความดันโลหิตต่ำกว่าปกติ ระหว่างการคลอดบุตรหรือหลังคลอดบุตร การตกเลือดปริมาณมาก ๆ ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงบริเวณต่อมใต้สมองได้เพียงพอ  ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย น้ำนมน้อมไม่สามารถให้นมลูกได้ ผิวแห้ง เป็นต้น เพราะเหตุใดจึงเสียเลือดมากขณะคลอดบุตรหรือหลังคลอดบุตร โรคชีแฮนเกิดจากขึ้นเมื่อต่อมใต้สมองเกิดการขาดออกซิเจน (ขาดออกซิเจนจากการเสียเลือดปริมาณมาก ๆ) ในระหว่างการคลอดบุตรหรือหลังคลอดบุตร รวมถึงสาเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจทำให้เสียเลือดปริมาณมาก ๆ ดังนี้ ภาวะครรภ์เป็นพิษ ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ ให้กำเนิดทารกที่มีน้ำหนักมากกว่า 4,000 กรัม ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด รกเกาะต่ำ สัญญาณเตือนของผู้ป่วย กลุ่มอาการชีแฮน ผู้ป่วย กลุ่มอาการชีแฮน ส่วนใหญ่จะพบในเพศหญิงเท่านั้น โดยมีลักษณะอาการ ดังนี้ น้ำนมน้อยไม่สามารถให้นมลูกได้ ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือประจำเดือนขาด น้ำหนักขึ้น รู้สึกหนาวง่าย (ขี้หนาว) ประสิทธิภาพทางกระบวนความคิดช้าลง รู้สึกอ่อนเพลีย อ่อนแรง ผิวบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปากเหี่ยวย่น เต้านมหดตัว ผิวแห้ง อาการปวดข้อ ความต้องการทางเพศลดลง น้ำตาลในเลือดต่ำ ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ วิธีการรักษา ในเบื้องต้นแพทย์จะสอบประวัติและอาการของคุณอย่างละเอียด โดยมีวิธีการรักษาจะเน้นในการรักษาด้วยฮอร์โมน เนื่องจาก ความเสียหายของต่อมใต้สมองส่งผลให้ระบบภายในร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเองได้ โดยส่วนใหญ่มีฮอร์โมนที่ใช้ในการรักษาที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) ฮอร์โมนทดแทนต่อมหมวกไต ยากลุ่มเลโวไทรอกซีน (Levothyroxine) เพิ่มระดับของฮอร์โมนไทรอยด์ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน […]

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

ส่วนใหญ่แล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีกำหนดคลอดอยู่ในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 40 ของการตั้งครรภ์ แต่คุณแม่บางรายก็อาจคลอดบุตรในช่วงสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ หรือบางรายก็อาจคลอดเร็วกว่านั้น ภาวะที่คุณแม่คลอดบุตรตอนอายุครรภ์ไม่เกิน 37 สัปดาห์นี้ เราเรียกว่าภาวะ คลอดก่อนกำหนด (Premature Birth) ซึ่งสามารถเป็นอันตรายกับแม่และทารกน้อยได้ ภาวะคลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่เกิดขึ้นกะทันหัน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และยิ่งทารกลืมตาดูโลกตอนอายุครรภ์น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสี่ยงเกิดอาการแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนดมากขึ้นเท่านั้น ว่าแต่ภาวะคลอดก่อนกำหนดนี้เกิดจากสาเหตุใด แล้วคุณแม่ตั้งครรภ์จะป้องกันได้ยังไงบ้าง Hello คุณหมอ จะพาไปดูกันเลย สาเหตุที่อาจทำให้คุณ คลอดก่อนกำหนด การคลอดก่อนกำหนดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาสุขภาพของทารกในครรภ์ ปัญหาสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่กว่า 50% ของการคลอดก่อนกำหนดที่เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่ก็มีปัจจัยบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ได้ ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการ คลอดก่อนกำหนด เคยเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดมาก่อน ตั้งครรภ์แฝด ไม่ว่าจะแฝดสอง แฝดสาม หรือมากกว่า ระยะห่างระหว่างการตั้งครรภ์ครั้งนี้กับครั้งก่อนน้อยกว่า 6 เดือน ตั้งครรภ์โดยการทำเด็กหลอดแก้ว หรือไอวีเอฟ (In Vitro Fertilization หรือ IVF) รก มดลูก หรือปากมดลูกผิดปกติ สูบบุหรี่ ใช้ยาเสพติด หรือใช้ยารักษาโรคอย่างไม่เหมาะสม เกิดการติดเชื้อหรือการอักเสบ โดยเฉพาะที่ถุงน้ำคร่ำ และอวัยวะส่วนล่างในอุ้งเชิงกราน เช่น ปากมดลูก ช่องคลอด เป็นโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น […]

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หญิงตั้งครรภ์จะมีการสูญเสียเลือดหลังคลอดบุตร อันเป็นผลมาจากภาวะรกลอกตัว (placental separation) ผู้ที่ผ่าตัดคลอดมักมีการสูญเสียเลือดมากกว่าผู้ที่คลอดตามธรรมชาติ แต่ยังดีที่ว่า ปริมาณเลือดในร่างกายของคุณแม่จะเพิ่มสูงขึ้นได้ถึงร้อยละ 50 ในระหว่างการตั้งครรภ์ ดังนั้น การเสียเลือดหลังคลอดจึงมักไม่ส่งผลกระทบรุนแรงกับร่างกายของคุณแม่ อย่างไรก็ดี บางภาวะ เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ ภาวะรกงอกติด ก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกมากเกินไป และจำเป็นต้องมีการรักษาเฉพาะ หรือที่เรียกว่า ภาวะ ตกเลือดหลังคลอด (Postpartum Hemorrhage) ซึ่งมีหญิงตั้งครรภ์ร้อยละ 6 ประสบกับภาวะเลือดออกมากดังกล่าว สาเหตุอื่นของภาวะ ตกเลือดหลังคลอด นอกจากรกลอกตัวแล้ว ภาวะตกเลือดหลังคลอดยังอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ต่อไปนี้ ได้แก่ ปากมดลูกฉีกขาด (Cervical Lacerations) ช่องคลอดหรือฝีเย็บฉีกขาดรุนแรง แผลขนาดใหญ่ที่ช่องคลอด มดลูกฉีกขาดหรือกลับหัว การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ความผิดปกติเกี่ยวกับเลือดจับลิ่มทั่วร่างกาย (Systemic Blood Clotting Disorder) ภาวะนี้อาจเกิดจากพันธุกรรม หรืออาจเกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ อันเป็นผลมาจากอาการแทรกซ้อนบางประการ เช่น ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental Abruption) โรคพิษแห่งครรภ์ระยะก่อนชักอย่างรุนแรง (Severe Preeclampsia) หรือกลุ่มอาการ HELLP ซึ่งเป็นโรคพิษแห่งครรภ์อย่างหนึ่ง วิธีการรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด เนื่องจากสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของภาวะตกเลือดหลังคลอด คือภาวะมดลูกไม่หดรัดตัว ซึ่งหมายถึง กล้ามเนื้อมดลูกสูญเสียความกระชับ แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาออกซิโทซิน (Oxytosin) ทางเส้นเลือด […]

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

ปากช่องคลอดฉีก ในระหว่างคลอดลูกตามธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวล เนื่องจากในสมัยนี้มีวิธีการดีๆและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ในการเยียวยาให้บาดแผลหายเร็วขึ้น รวมทั้งวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นด้วย โดยที่คุณแม่ไม่ต้องวิตกและคอยเครียดว่า หลังคลอดแล้วจะเป็นอย่างไร มาลองอ่านสาระความรู้ในเรื่องนี้กันนะคะ  ปากช่องคลอดฉีก คืออะไร ปากช่องคลอดฉีก มักพบได้บ่อยในระหว่างการคลอดลูก อาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นเวลาที่ทารกมีขนาดศีรษะใหญ่เกินกว่าที่ปากช่องคลอดจะขยายใหญ่ตามได้ ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงที่จะมีปากช่องคลอดฉีก ก็ได้แก่ คุณแม่ท้องแรก คุณแม่ที่มีลูกน้อยตัวใหญ่ คุณแม่ที่ต้องเบ่งคลอดนานๆ คุณแม่ที่ต้องใช้เครื่องช่วยในการคลอด อย่างเช่น การใช้คีมปากเป็ด หรือเครื่องดูดสุญญากาศ แผลฉีกขาดจะรักษาให้หายได้ภายใน 7 ถึง 10 วัน ถ้าได้รับการรักษาที่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม คุณอาจต้องมีความรู้สึกเจ็บต่อไปอีกสองสามสัปดาห์ แผลฉีกขาดอาจต้องได้รับการเย็บ หรือต้องทาครีมหรือขี้ผึ้งที่ผสมตัวยา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าแผลฉีกขาดนั้นมีอาการรุนแรงขนาดไหน ระดับความรุนแรงของปากช่องคลอดฉีก มีอยู่ด้วยกัน 4 ระดับ และทุกระดับก็รู้สึกเจ็บปวดหมด แต่บางระดับก็ต้องใช้วิธีเย็บแผล และอาจส่งผลกระทบต่อหูรูดทวารหนักด้วย แต่แผลฉีกขาดส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีความรุนแรง การฉีกขาดระดับที่หนึ่ง: มีรอยฉีกเกิดขึ้นแค่บริเวณเยื่อบุช่องคลอด ซึ่งไม่กระทบต่อกล้ามเนื้อ บางครั้งก็ต้องเย็บนิดๆ หน่อยๆ การฉีกขาดระดับที่สอง: ซึ่งเป็นระดับที่พบได้บ่อย โดยจะเกิดการฉีกขาดในเยื่อบุช่องคลอด และเนื้อเยื่อในชั้นที่อยู่ลึกลงไป และจำเป็นต้องทำการเย็บมากกว่า การฉีกขาดระดับที่สาม: แผลฉีกขาดระดับนี้จะเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดในชั้นที่อยู่ลึกลงไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ ที่ประกอบขึ้นเป็นกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก ในกรณีนี้คุณจะใช้วิธีเย็บแผลไปทีละชั้น โดยต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในชั้นกล้ามเนื้อที่อยู่ใกล้กับกล้ามเนื้อหูรูด การฉีกขาดระดับที่สี่: แผลฉีกขาดระดับนี้เป็นแผลลึก ที่ฉีกตั้งแต่ปากช่องคลอดไปจนถึงเยื่อบุลำไส้ใหญ่เลย ซึ่งเป็นแผลที่มีความซับซ้อน และต้องทำการเย็บแผลหลายชั้น โชคดีที่การฉีกขาดระดับนี้มักไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก วิธีเยียวยาแผลฉีกขาดด้วยตัวเอง กรณีที่เกิดปากช่องคลอดฉีกขาด จะทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัว มีเลือดออก และมีอาการบวมได้ มีวิธีเยียวยาให้รู้สึกดีขึ้นได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้ ใช้แผ่นประคบเย็น: วางแผ่นประคบเย็น ในบริเวณที่มีปัญหาเป็นเวลา […]

ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

ถ้าคุณเคยเข้าไปคลุกคลีกับวงสนทนาของเหล่าคุณแม่ ก็คงจะเคยได้ยินบทสนทนาทำนองว่า “ลูกคนนี้นะเบ่งปุ๊บออกปั๊บ คลอดง่ายอย่างกับเอาน้ำมันมาทา” ส่วนอีกคนก็จะเสริมว่า “ลูกฉันนะ เบ่งแล้วเบ่งอีกยังไม่อยากจะออกมา พยาบาลนี่เชียร์จนจะหมดแรงก่อนแม่อยู่แล้ว” เรื่องราวเหล่านี้บอกเรากลาย ๆ ได้ว่า การคลอดของคุณแม่แต่ละคนมีความยากง่ายแตกต่างกันไป บางคนเจ็บท้องคลอดแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็คลอด แต่บางคนปวดท้องคลอดข้ามวันข้ามคืนแล้วก็ยังไม่คลอดเสียที ซึ่งทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะเจ็บครรภ์คลอดนานเกินปกติ หรือ การคลอดล่าช้า หรือ การเจ็บคลอดเนิ่นนาน (Prolonged Labor) นั่นเอง ภาวะเจ็บครรภ์คลอดนานเกินปกติ คืออะไร การเจ็บครรภ์คลอดนานเกินปกติ หรือที่เรียกว่า การคลอดล่าช้า หมายถึงการที่คุณแม่มีอาการปวดท้องคลอดเป็นเวลานานมากเกินกว่า 20-24 ชั่วโมงขึ้นไป แพทย์ก็จะถือว่าคุณแม่กำลังมีปัญหาการคลอดล่าช้า ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคน แต่มักจะเกิดขึ้นในกรณี ดังต่อไปนี้ ทารกตัวใหญ่เกินไป หรือระหว่างอยู่ในท้องแม่เจ้าตัวน้อยเกิดอยู่ในท่าผิดปกติ ช่องเชิงกรานของคุณแม่แคบเกินไปหรือขยายตัวได้ไม่ดี ลักษณะมดลูกของคุณแม่มีความผิดปกติ หรือเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ มดลูกหดรัดตัวไม่สม่ำเสมอ ทำให้ปากมดลูกไม่ขยายออก การคลอดจึงดำเนินต่อไปไม่ได้ ดังนั้น หากคุณแม่เจ็บท้องคลอดนานเกินไป คุณหมอจะวินิจฉัยเพื่อทำการ C–section หรือผ่าท้องคลอดบุตร เพราะหากทิ้งไว้นานเกินไป มีความเสี่ยงที่เจ้าตัวน้อยจะหัวใจเต้นผิดปกติ หรือได้รับปริมาณออกซิเจนที่ต่ำเกินไป จนทำให้เสี่ยงต่อความปลอดภัยของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยุคนี้เป็นยุค 4G ไม่ใช่ยุคร้อยปีก่อนแบบสมัยพระโขนง จึงไม่ต้องวิตกกังวลจนเกิดเหตุหากคุณแม่ประสบภาวะเจ็บท้องคลอดนานเกินไป เพราะจะมีทีมแพทย์และทีมพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ด้วยการตรวจในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตรวจด้วยสายสวนวัดความดันในมดลูก (Intrauterine Pressure […]

ผู้เชี่ยวชาญด้าน ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด ของเรา

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม see-more-icon