ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์…แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของทารกในครรรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 11

พัฒนาการทารกในครรภ์

ลูกจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้ลูกของคุณมีขนาดเท่าลูกฟิกและยาว 3 เซนติเมตรจากศีรษะถึงปลายเท้า และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับการเจริญเติบโตนี้ เส้นเลือดในรกจะเพิ่มมากขึ้นทั้งขนาดและจำนวน เพื่อส่งสารอาหารจำนวนมากให้กับทารกผ่านทางเลือดของคุณ

ตอนนี้ลูกของคุณไม่ใช่ตัวอ่อนอีกต่อไปแล้ว เราสามารถเรียกว่าทารกได้อย่างเต็มปากแล้ว ศีรษะของทารกยังต้องมีการพัฒนาต่อไป และโดยปกติจะมีขนาดครึ่งหนึ่งของความยามลำตัว แต่ร่างกายจะเติบโตอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์ต่อไปนี้ และจะพัฒนาไปย่างเร็วมากๆ

ภายในปลายสัปดาห์นี้ อวัยวะเพศชายหรืออวัยวะเพศหญิงก็จะเริ่มพัฒนาขึ้น และจะพัฒนาต่อไปอีกสองสามสัปดาห์ แต่จะยังตรวจด้วยอุลตร้าซาวด์ไม่พบจนกว่าจะถึงประมาณสัปดาห์ที่ 18 ถึง 20

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ตอนนี้คุณรู้สึกมีพลังขึ้นมาบ้างนิดหน่อยแล้ว และอาการคลื่นไส้ก็เริ่มลดลง แต่โชคร้ายหน่อยตรงที่มีอาการอย่างอื่นเข้ามาแทน หนึ่งในอาการเหล่านั้นก็คืออาการท้องผูก ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากคุณอุจจาระลำบาก หรือลำไส้ไม่มีการเคลื่อนไหวมามากกว่า 3 วัน ซึ่งต้นเหตุก็มาจากฮอร์โมนการตั้งครรภ์ โดยฮอร์โมนนี้จะทำให้กระเพาะและหลอดอาหารเกิดการคลายตัว ทำให้การย่อยอาหารเป็นไปช้าลง นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอาหารไม่ย่อยและท้องอืดอีกด้วย

ในการจัดการกับอาการท้องผูกนั้น คุณควรดื่มน้ำเยอะๆ และกินกากใยให้มากขึ้นด้วย อาหารที่อุดมไปด้วยกากใยก็ได้แก่ผลไม้สดต่างๆ (มะละกอ เมล่อน และกล้วย) ผักดิบ และขนมปังโฮลเกรน นอกจากนี้ก็ควรกินแบบแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ ซึ่งจะช่วยลดแก๊สและอาการท้องอืดได้ คุณควรเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการนั่งเป็นเวลานานๆ เพราะจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายย่อยอาหารได้เร็วขึ้น

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

อาการท้องผูกอาจไม่สามารถเยียวยาด้วยตัวเองได้ ซึ่งอาจต้องใช้การรักษาที่เข้มข้นกว่านั้น โดยอาจใช้อาหารเสริมที่เป็นกากใย และยาระบายอ่อนๆ อย่างเช่น ยาด็อกคูเสท (Docusate) เพื่อความปลอดภัยทั้งสำหรับตัวคุณเองและลูกน้อย ก่อนที่คุณกินยาใดๆ ก็ควรปรึกษาหมอก่อนทุกครั้ง ยาระบายบางชนิดอาจมีฤทธิ์แรงกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดอาการท้องเสีย และทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

การไปพบหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

ในสัปดาห์ต่อไปที่กำลังจะตามมานี้ แพทย์อาจจัดให้มีการอัลตร้าซาวด์ คุณจะรู้สึกอบอุ่นที่จะได้เห็นลูกของคุณเป็นครั้งแรก โดยขึ้นอยู่กับผลของการทดสอบที่แพทย์ต้องการให้ตรวจ คุณสามารถทำอัลตร้าซาวด์ได้ทุกเมื่อตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ 11 ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 20 เมื่อทำอัลตร้าซาวด์ในระหว่างสัปดาห์ที่ 20 คุณก็อาจได้รู้เพศของลูกคุณ

การทดสอบใดที่ควรรู้

ในช่วงสัปดาห์นี้ แพทย์อาจแนะนำให้คุณทำการตรวจคัดกรองก่อนคลอด เพื่อตรวจหาความผิดปกติทางด้านโครโมโซมต่างๆ ซึ่งความผิดปกติอย่างหนึ่งก็คืออาการดาวน์ ซินโดรม (Down Syndrome) อาการผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีโครโมโซมคู่ที่ 21 ซ้ำขึ้นมาอีกหนึ่งคู่ โดยปกติแล้วลูกน้อยของคุณจะมีโครโมโซมอยู่ 23 คู่ ซึ่งครื่งหนึ่งถ่ายทอดมาจากคุณ และอีกครึ่งหนึ่งถ่ายทอดมาจากคู่รักของคุณ ในช่วงที่มีการแบ่งเซลล์นั้น ก็เกิดความผิดพลาดจนทำให้มีโครโมโซมคู่พิเศษขึ้นมา ถ้าอยากรู้ก็มีอยู่วิธีเดียวคือต้องทำการทดสอบ

การตรวจคัดกรองก่อนคลอดจะมีการทดสอบอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือการตรวจคัดกรอง และการตรวจวินิจฉัย ในช่วงที่ทำการตรวจคัดกรองนั้น คุณจำเป็นต้องทำการตรวจเลือด เพราะหาโปรตีนในพลาสม่าที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ รวมทั้งการทำอุลตร้าซาวน์ เพื่อวัดความหนาของคอเด็ก ซึ่งการตรวจคัดกรองนี้จะสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีการทดสอบอื่นๆ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยด้วย

การผลการตัวคัดกรองระบุว่ามีความเสี่ยงที่โครโมโซมจะมีอาการผิดปกติ คุณก็จำเป็นต้องทำการตรวจวินิจฉัย อย่างเช่น การดูดเอาตัวอย่างของรกเด็กมาตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม หรือการเจาะน้ำคร่ำไปตรวจ ถึงแม้ผลการตรวจคัดกรองจะเป็นบวก คุณก็อาจมีผลการตรวจวินิจฉัยเป็นปกติอยู่ดี

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

คุณอาจรู้สึกปวดท้องหรือเป็นตะคริวหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่ไม่ต้องตกใจ นี่เป็นอาการปกติ เหตุผลที่เป็นอย่างนี้ก็เนื่องจากมีเลือดไปเลี้ยงแถวๆ เชิงกรานมากขึ้น แล้วอาจมีการหดตัวของมดลูกตามมา อาการปวดมักจะเป็นไม่มากนัก และจะหายไปเองภายในสองสามนาที แต่ถ้าอาการเจ็บปวดและตะคริวไม่หายไป ก็ควรบอกให้แพทย์ทราบทันที โดยปกติแล้ว การมีเพศสัมพันธ์นั้นมีความปลอดภัยในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ แต่คุณก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัย คุณอาจกลัวว่าการมีเพศสัมพันธ์จะทำให้ลูกของคุณรู้สึกเจ็บ ไม่ต้องกลุ้มใจหรอกนะ ลูกของคุณมีถุงน้ำคร่ำซึ่งเต็มไปด้วยของเหลวปกป้องอยู่ ลูกของคุณจึงปลอดภัย

แล้วในสัปดาห์ต่อไปลูกน้อยจะมีพัฒนาการอย่างไรต่อไปนะ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 1, 2019 | Last Modified: มกราคม 1, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน