สัปดาห์ต่อสัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 15 ของการตั้งครรภ์

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือครอบครัวที่เตรียมมีลูก เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องอยากรู้แน่นอนก็คือ พัฒนาการของทารกในครรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 15

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 15

ลูกจะเติบโตอย่างไร

สำหรับพัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 15 ลูกน้อยในครรภ์จะมีขนาดตัวเท่าผลแอปเปิล โดยจะหนักประมาณ 75 กรัม และสูงประมาณ 10 เซนติเมตร โดยวัดจากศีรษะถึงปลายเท้า

ทารกในครรภ์เติบโตและเคลื่อนไหวแขนขาอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้านี้คุณจะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อย ทารกในครรภ์มีการเรียนรู้เรื่องการหายใจ การกลืน และการดูดทุกวันขณะที่อยู่ในครรภ์ ซึ่งการพัฒนาทักษะเหล่านี้ จะช่วยให้ลูกของคุณมีทักษะในการเอาชีวิตรอดหลังคลอดได้ ในช่วงสัปดาห์นี้ คุณอาจทำการตรวจอัลตร้าซาวด์ เพื่อตรวจดูเพศของทารกในครรภ์ได้แล้ว

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

คุณอาจสังเกตุเห็นว่าเหงือกของคุณมีไวต่อความรู้สึกมากขึ้น ท้งยังอาจมีอาการเหงือกบวม แดง และเลือดออกหลังแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟันบ่อยๆ อาการเช่นนี้เป็นอาการของภาวะของเหงือกอักเสบ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และเป็นผลมาจากฮอร์โมนการตั้งครรภ์ คุณจึงควรดูแลเหงือกและฟันให้มากกว่ากว่าที่เคยทำในช่วงก่อนตั้งครรภ์ โดยแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หรือให้ดีควรแปรงฟังหลังทานอาหาร 3 มื้อไปเลย การแปรงฟันถือเป็นวิธีดูแลสุขภาพฟันขั้นพื้นฐานที่สำคัญาและคุณไม่ควรละเลย เพราะอาจนำไปสู่การติดเชื้อในบริเวณกระดูกและเนื้อเยื่อที่พยุงฟันเอาไว้ ซึ่งนั่นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด หรือมีอาการครรภ์เป็นพิษได้ 

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 15

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

คุณอาจเป็นกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่มักเกิดขึ้นอย่างปุบปับ และคาดเดาอะไรไม่ได้ โดยความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่คุณแม่ตั้งครรภ์อาจพบเจอ ได้แก่

  • ร้องไห้แบบไร้เหตุผล
  • อารมณ์แจ่มใสอยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนเป็นหวาดวิตก เวลาคุณนึกถึงการตั้งครรภ์
  • รู้สึกหงุดหงิดเวลาที่คุณใส่เสื้อผ้าตัวเก่าไม่ได้แล้ว
  • รู้สึกผิดหวังที่คุณไม่มีสมาธิในการทำอะไร
  • รู้สึกโกรธที่กลายเป็นคนหลงๆ ลืมๆ และชอบทำอะไรตกหล่นอยู่เสมอ

การพบคุณหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

ถ้าคุณเป็นโรคภูมิแพ้ในช่วงก่อนตั้งครรภ์ อาการแพ้นั้นอาจจะแย่ลงได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ฉะนั้นหากคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคภูมิแพ้มีอาการของโรคแย่ลง หรือรบกวนการใช้ชีวิตตามปกติ ควรแจ้งให้คุณหมอทราบทันที คุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นภูมิแพ้ไม่ควรใช้ยารักษาอาการเอง เนื่องจากยาอาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ จึงควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อหาวิธีรักษาอาการแพ้ที่ปลอดภัยสำหรับคุณ

การทดสอบที่ควรรู้

ในช่วงไตรมาสที่สองนี้ คุณหมออาจนัดพบคุณทุกๆ เดือน และทุกครั้งที่ไปหาคุณหมอ คุณหมอก็จะทำการตรวจสอบร่างกายตามปกติ ซึ่งรวมถึงการวัดความความดันโลหิต และการตรวจปัสสาวะด้วย

การวัดความดันโลหิตถือเป็นการตรวจร่างกายที่สำคัญมากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบว่าคุณมีสัญญาณของอาการครรภ์เป็นพิษหรือไม่ เนื่องจากคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ครรภ์เป็นพิษมักมีอาการความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์ ภาวะนี้ถือเป็นอันตรายต่อทั้งคุณและลูกในครรภ์เป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ สัญญานอื่นๆ ของอาการครรภ์เป็นพิษ ได้แก่ มีการเปลี่ยนแปลงของระดับโปรตีนในปัสสาวะ ไต และตับ รวมทั้งมีอาการปวดศีรษะอย่างต่อเนื่อง และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการมองเห็น

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

คุณอาจสงสัยว่าการพบทันตแพทย์ในช่วงนี้จะปลอดภัยหรือไม่ คำตอบคือ การพบทันตแพทย์ในช่วงสัปดาห์ที่ 15 ของการตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องที่ปลอดภัยมาก และแพทย์เองก็แนะนำให้คุณแม่ไปพบทันตแพทย์ด้วย เพื่อที่ทันตแพทย์จะได้ช่วยความสะอาดฟันของคุณ หากจำเป็นต้องอุดฟันหรือถอนฟันในช่วงตั้งครรภ์ แพทย์จะต้องใช้มาตรการป้องกันเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอลง จึงเสี่ยงติดเชื้อระหว่างทำฟันได้ง่ายขึ้น โดยระหว่างการเอ็กซ์เรย์ฟันนั้น แพทย์จะต้องให้คุณสวมเสื้อบุตะกั่วคลุมท้องและลำคอเอาไว้ เพื่อลดการโดนรังสีให้เหลือน้อยที่สุด

อย่าลืมบอกทันตแพทย์ถ้าคุณมีอาการแพ้ยาอะไร การรู้ว่ายาอะไรที่ไม่ควรรับประทาน จะช่วยให้ทันตแพทย์เลือกยาที่เหมาะกับคุณได้ คุณอาจต้องกินยาปฎิชีวะนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ถ้าคุณต้องใช้ยาแก้ปวด ทันตแพทย์ก็จะเลือกยาที่มีความปลอดภัยกับคุณมากที่สุด

แล้วมาดูกันว่า ในสัปดาห์ต่อไป คุณแม่ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และทารกในครรภ์จะมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน