ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์…แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของทารกในครรรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 22

พัฒนาการทารกในครรภ์

ลูกจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้ลูกของคุณมีขนาดเท่าผลฟักทอง ที่มีความสูงจากศีรษะถึงปลายเท้าประมาณ 27.9 เซ็นติเมตร และหนักประมาณ 453 กรัม ซึ่งทารกน้อยเริ่มมีหน้าตาเหมือนเด็กเกิดใหม่แล้ว เนื่องจากมีปาก เปลือกตา และคิ้ว ที่ดูเป็นรูปเป็นทรงชัดเจนขึ้นแล้ว

ทารกในครรภ์กำลังเติบใหญ่ขึ้นทุกวันๆ ปุ่มรับรสเริ่มก่อร่างขึ้นในลิ้นแล้ว ตอนนี้ลูกน้อยของคุณรู้สึกถึงการสัมผัสของคุณ ด้วยการลูบหน้าลูบตาหรือดูดนิ้วหัวแม่มือ นอกจากนี้ยังรู้สึกถึงส่วนอื่นๆ ของร่างกาย และแสดงอารมณ์ในขณะที่เคลื่อนไหวด้วย

อวัยวะสืบพันธ์ุของลูกน้อยยังเติบโตต่อไป ในเด็กผู้ชาย ลูกอัณฑะจะเริ่มเลื่อนต่ำลงมาจากท้อง และในเด็กผู้หญิง มดลูกและรังไข่จะอยู่ในที่ในทางแล้ว และช่องคลอดก็เริ่มพัฒนาขึ้นด้วย

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ถ้าคุณยังไม่รู้สึกถึงอาการใดๆ ในไม่ช้านี้คุณจะเริ่มสังเกตเห็นมดลูกเริ่มฝึกสำหรับทำการคลอดแล้ว โดยจะเกิดการหดตัวบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเป็นอาการบีบรัดที่ไม่มีอาการเจ็บปวดอะไร คุณไม่ต้องเป็นกังวลอะไรนะ เพราะอาการนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อลูกน้อยของคุณ แต่ถ้ามีอาการบีบรัดหนักขึ้น บ่อยขึ้น หรือรู้สึกเจ็บ ก็ควรรีบไปพบคุณหมอทันที เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนดได้

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 22

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

ในช่วงเวลานี้ นอกเหนือจากพุงจะใหญ่ขึ้นแล้ว แขนขาของคุณยังมีอาการกระป้อกระแป้ขึ้นด้วย อาการกระป้อกระแป้ในช่วงตั้งครรภ์นี้ เกิดจากข้อต่อและเส้นเอ็นคลายตัว หรือมีการสะสมของของเหลวใต้ผิวหนัง ซึ่งปัจจัยทั้งสองอย่างนี้จะทำให้ไม่สามารถจับถืออะไรได้มั่นคง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ด้วย อย่างเช่นขาดสมาธิ เนื่องจากอยู่ในภาวะจำอะไรไม่ค่อยได้ในช่วงตั้งครรภ์ และขาดความคล่องแคล่วซึ่งเป็นผลมาจากการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ แต่อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคุณเสียสมดุล เมื่อมีท้องใหญ่ขึ้นหรอกนะ

การพบหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

เวลาที่คุณตั้งครรภ์นั้น กางเกงในมักจะมีรอยเปื้อนสีชมพูหรือสีแดง ซึ่งเป็นรอยเลือดที่เกิดขึ้นตามปกติตั้งแต่เดือนที่ 6 เป็นต้นไป ซึ่งมักจะมีสาเหตุมาจากปากมดลูกไวต่อความรู้สึก ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากการตรวจภายใน การมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งก็เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ

แต่ถ้าคุณมีอาการตกเลือดที่ส่งสัญญาณว่ามีอะไรผิดปกติ ก็ควรแจ้งให้แพทย์รู้ด้วย ถ้าคุณมีอาการตกเลือดมาก หรือมีรอยเลือดพร้อมอาการเจ็บปวดหรือรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ก็ควรโทร.หาคุณหมอทันที ซึ่งคุณหมอจะทำการอุลตร้าซาวด์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น

การทดสอบใดที่ควรรู้

ตอนนี้ การไปพบคุณหมอกลายเป็นเรื่องที่คุณรู้สึกคุ้นเคยไปซะแล้ว คุณอาจคาดหวังให้คุณหมอทำการตรวจสอบตามรายการต่อไปนี้ ซึ่งอาจมีอะไรที่แตกต่างจากนี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความต้องการเป็นพิเศษของคุณนั่นแหละ

  • ชั่งน้ำหนักและวัดความดันโลหิต
  • ตรวจปัสสาวะเพื่อหาค่าน้ำตาลและโปรตีน
  • วัดอัตราการเต้นของหัวใจ
  • วัดขนาดมดลูกโดยการคลำจากภายนอก เพื่อคำนวณหาวันที่ครบกำหนดคลอด
  • วัดความสูงของยอดมดลูก
  • ตรวจสอบอาการบวมของมือและเท้า และตรวจหาเส้นเลือดขอดบริเวณขาด้วย
  • อาการต่างๆ เกิดขึ้นกับคุณ โดยเฉพาะอาการที่ผิดปกติ
  • ควรจัดเตรียมรายการข้อสงสัยและปัญหา ที่อยากจะซักถามคุณหมอไว้ให้พร้อม

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

การกินน้ำผึ้งในช่วงตั้งครรภ์นั้นดีหรือเปล่า? ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่ระบุว่าคุณไม่ควรกินน้ำผึ้งในช่วงตั้งครรภ์ เซลล์สืบพันธ์ุในน้ำผึ้งจะไม่ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ฉะนั้นจึงอาจพูดได้ว่าการกินน้ำผึ้งนั้นมีความปลอดภัย แต่จะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อน้ำผึ้งนั้นมีสารพิษโบทูลินัม ฉะนั้นหลีกเลี่ยงการกินน้ำผึ้งดิบจะดีกว่า เนื่องจากเป็นน้ำผึ้งที่ยังไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ไม่ควรทานอะไรที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ เนื่องจากอาจมีเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคแฝงอยู่ในนั้น

แล้วในสัปดาห์ต่อไปลูกน้อยจะมีพัฒนาการอย่างไรต่อไปนะ

Hello Health Groupไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 1, 2019 | Last Modified: มกราคม 1, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย