สัปดาห์ต่อสัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 26 ของการตั้งครรภ์

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์…แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของทารกในครรรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 26

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 26

ลูกจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้ลูกน้อยในครรภ์ของคุณมีขนาดเท่าต้นหอม คือสูงจากศีรษะถึงปลายเท้าประมาณ 39 เซนติเมตร และหนักประมาณ 750 กรัม

ถึงแม้ดวงตาของทารกยังปิดอยู่ในช่วงสามเดือนสุดท้ายนี้ แต่ในไม่ช้าก็จะลืมตาขึ้นแล้วกระพริบตา เด็กบางคนก็จะมีตาดำ บางคนที่มีตาสีน้ำตาล ซึ่งจะขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ นอกจากนี้ ดวงตาอาจเปลี่ยนสีได้ในช่วงปีแรก และเด็กบางคนก็จะเกิดมาพร้อมกับดวงตาสีเข้ม มากไปกว่านั้น ขนตาและเส้นผมก็ยังเจริญเติบโตต่อไปด้วย

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

มดลูกของคุณคือแดนสวรรค์อันปลอดภัยสำหรับลูกน้อยก่อนที่จะลืมตาดูโลก แต่เขาก็ต้องย้ายเข้าสู่บ้านใหม่หลังคลอด ฉะนั้น ใช้เวลานี้ดูแลเรื่องความปลอดภัยของบ้านก่อนที่เขาจะเกิดขึ้นมา ซึ่งมีขั้นตอนในการตรวจสอบความปลอดภัยสำหรับเด็กอยู่นะ โดยอาจหาอุปกรณ์มาครอบปลั๊กไฟซะ อะไรที่อาจทำให้เด็กสำลักได้ก็เอาออกไป ติดตั้งระบบตรวจสอบควัน และปิดกั้นช่องว่างตรงบันไดเอาไว้ คุณควรทำการป้องกันทุกอย่างเท่าที่นึกออก แล้วโปรดจำไว้ด้วยนะว่า การป้องกันใดๆ ก็ไม่สามารถนำมาทดแทนการเฝ้าระวังลูกของคุณได้

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 26

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

คุณจะรู้สึกร่างกายไม่ค่อยมั่นคงและชอบเดินสะดุดโน่นนี่บ่อยๆ เวลาที่อยู่ในช่วงไตรมาสที่สามนี้ ก็มีปัจจัยโน่นนี่มากมายที่ทำให้เกิดการหกล้ม เมื่อหน้าท้องของคุณใหญ่ขึ้น ก็ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนไป ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการหกล้มไปข้างหน้าได้ นอกจากนี้อาการเหนื่อยอ่อนยังทำให้คุณรู้สึกเบลอๆ และขาดความระมัดระวัง ซึ่งอาจทำให้คุณมองอะไรไม่ชัด ซึ่งจะทำให้เกิดการหกล้มได้ง่าย

การพบหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

คุณจะเริ่มเห็นรอยแตกลายและผิวหนังหย่อนคล้อย ที่อาจทำให้มีอาการคันมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจได้ แต่คุณควรมองอะไรในแง่ดี เพราะคุณเหลือเวลาแค่สามเดือนก่อนจะคลอดเท่านั้น ผิวหนังหย่อนคล้อยในระหว่างตั้งครรภ์มักจะเกิดขึ้นในบริเวณที่มีผิวแตกลายแถวๆ หน้าท้อง ต้นขา บั้นท้าย และแขน โดยควรปรึกษาคุณหมอ หากคุณมีปัญหากับบริเวณที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยหรือรอยแตกลาย

การทดสอบใดที่ควรรู้

ในเดือนนี้จะมีการตรวจสอบใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง เวลาที่อยู่ในช่วยไตรมาสนี้ คุณหมออาจแนะนำให้คุณทำการตรวจสอบหลายอย่าง ได้แก่

  • ชั่งน้ำหนักและวัดความดันโลหิต
  • ตรวจปัสสาวะเพื่อหาค่าน้ำตาลและโปรตีน
  • วัดอัตราการเต้นของหัวใจ
  • วัดขนาดมดลูกโดยการคลำจากภายนอก เพื่อดูว่าใกล้ถึงกำหนดคลอดหรือยัง
  • วัดความสูงของยอดมดลูก
  • การตรวจสอบอาการบวมของมือและเท้า และอาการเส้นเลือดขอด
  • การตรวจระดับน้ำตาล
  • การตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีภาวะโลหิตจางหรือไม่
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ
  • สภาพที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอาการผิดปกติต่างๆ
  • จัดเตรียมรายการข้อสงสัยและปัญหาที่คุณอยากซักถามคุณหมอไปให้พร้อม

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัย

อาการบวม

หน้าท้องไม่ได้เป็นอวัยวะเดียวที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ แต่เท้าและข้อเท้าของคุณก็จะบวมขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเย็นๆ อาการบวมนี้ไม่มีอันตรายอะไร แต่จะรบกวนการใช้ชีวิตของคุณอยู่บ้าง เช่น อาจทำให้คุณใส่รองเท้าได้ยากขึ้น แหวนอาจจะคับขึ้นและถอดออกจากนิ้วได้ยาก อาการบวมนิดหน่อยของเท้า ข้อเท้า และมือ ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากมีของเหลวที่จำเป็นในการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผู้หญิง 75% เกิดอาการบวมในระหว่างตั้งครรภ์ และส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 26 อาการบวมจะแย่ลงถ้าอากาศร้อน หรือใช้เวลายืนหรือนั่งเป็นเวลานานๆ และอาการบวมก็อาจจะไม่ได้หายไปหลังจากนอนพักสองสามชั่วโมง หรือนอนพักผ่อนในตอนกลางคืน

การสัก

การสักไม่เหมาะสำหรับคนท้องเป็นอย่างยิ่ง และคงไม่ใช่เวลาที่ควรจะสักในตอนนี้ ซึ่งคุณควรจะระมัดระวังในเรื่องต่อไปนี้

  • โรคไวรัสตับอักเสบชนิดบีและโรคเอดส์ เป็นโรคติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งของร่างกายได้ ซึ่งหมายความว่าการใช้เข็มสกปรกๆ ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ และถ้าคุณตั้งครรภ์อยู่ ก็จะติดต่อไปยังลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ด้วย
  • นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ว่าหมึกที่ใช้สักนั้น จะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในท้องหรือไม่ แต่สารเคมีในปริมาณเล็กน้อยแม้จะไม่ส่งผลที่เป็นอันตรายต่อผู้ใหญ่ แต่อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์เป็นอย่างมาก
  • เนื่องจากผิวหนังจะขยายตัวในช่วงตั้งครรภ์ ดังนั้นรอยสักจึงอาจเปลี่ยนแปลงไปด้วยหลังคลอด

แล้วในสัปดาห์ต่อไปลูกน้อยจะมีพัฒนาการอย่างไรต่อไปนะ

Hello Health Groupไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา