พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 5 ของการตั้งครรภ์

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือครอบครัวที่เตรียมมีลูก เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องอยากรู้แน่นอนก็คือ พัฒนาการของทารกในครรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 5

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 5

ลูกจะเติบโตอย่างไร

สำหรับพัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 5 ลูกน้อยในครรภ์จะมีขนาดตัวเท่ากับเมล็ดงา รูปร่างลักษณะของทารกในสัปดาห์ที่ 5 นี้อาจยังดูเหมือนลูกอ๊อดตัวเล็กจิ๋วมากกว่าทารก

ร่างกายทารกในสัปดาห์นี้ประกอบด้วยเซลล์มากมาย หลอดประสาทจะก่อให้เกิดเส้นประสาทไขสันหลังในตัวอ่อน และสร้างสมองและโพรงในช่วงกลางลำตัว ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นหัวใจในที่สุด รกและเยื่อหุ้มเซลล์อื่นๆ จะมีรูปร่างเหมือนนิ้วมือ สารอาหารจากแม่จะผ่านเข้าสู่รกและเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ เพื่อช่วยเลี้ยงดูทารก

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งของคุณแม่ท้องส่วนใหญ่ก็คือ อารมณ์แปรปรวน ขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ท้องอาจรู้สึกร่าเริง หดหู่ โกรธ มีความสุข รู้สึกไม่มั่นคง สลับกันไปมาได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ซึ่งอารมณ์แสนแปรปรวนของหญิงตั้งครรภ์นี้ เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน รวมถึงความเครียด หรือวิตกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์เอง

ความรู้สึกแปลกๆ หรืออารมณ์แปรปรววนมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงเดือนที่สองของการตั้งครรภ์ และอาจปรากฏให้เห็นอีกครั้งในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ โดยมีรายงานว่า หญิงตั้งครรภ์ประมาณ 10-12% มักมีภาวะซึมเศร้าในระหว่างตั้งครรภ์และซึมเศร้าหลังคลอด ฉะนั้น หากคุณรู้สึกหดหู่เป็นเวลานานเกินกว่า 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ และเข้ารับการรักษาทันที

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 5

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

สิ่งหนึ่งที่แม่ท้องไม่แน่ใจก็คือ ระหว่างตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้หรือไม่ หรืออาจเคยได้ยินมาว่าคนท้องไม่ควรออกกำลังกาย แต่ความจริงแล้ว คุณแม่ท้องควรออกำลังกายเบาๆ เช่น ว่ายน้ำ โยคะ อย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายตอนท้องมีประโยชน์มากมาย เช่น

  • ช่วยจัดการน้ำหนักส่วนเกินของคุณได้
  • ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง จึงอาจป้องกันความรู้สึกวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าได้
  • ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น จึงช่วยลดอาการปวดหลัง หรือตะคริวได้
  • ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ร่างกายมีความพร้อมในการคลอดมากขึ้น ทั้งยังคลอดบุตรได้ง่ายกว่าคุณแม่ท้องที่ไม่ออกกำลังกายด้วย

การออกกำลังกายในช่วงตั้งครรภ์เป็นประจำส่งผลดีกับทั้งคุณแม่และลูกในท้อง อย่างไรก็ตาม คุณแม่ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกายวิธีใหม่ๆ

การพบคุณหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

หญิงตั้งครรภ์ ควรฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ และควรไปตรวจสุขภาพตามที่แพทย์นัดหมายทุกครั้ง การฝากครรภ์ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการดูแลสุขภาพของมารดาและทารก โดยปกติแล้วคุณแม่ตั้งครรภ์จะไปพบคุณหมอครั้งแรกเมื่อมีอายุครรภ์ประมาณ 8 สัปดาห์ โดยแพทย์จะให้คุณทำการทดสอบบางอย่างเพื่อตรวจหาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากคุณรับประทานหรือใช้ยาใดอยู่ก็ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย เนื่องจากยาบางตัวที่ดูเหมือนจะปลอดภัยและสามารถหาซื้อได้ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ความจริงแล้วอาจเป็นอันตรายกับคุณแม่และทารกในครรภ์ได้

การทดสอบที่ควรรู้

เมื่อคุณไปพบคุณหมอตามกำหนดนัดหมาย คุณหมอจะทำการตรวจร่างกายของคุณ เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดความสูง วัดความดันโลหิต รวมทั้งสุขภาพโดยรวมของคุณ การตรวจกระดูกเชิงกรานนับเป็นเรื่องสำคัญในกระบวนการตรวจสุขภาพตั้งครรภ์ ในช่วงที่มีการตรวจสอบช่องคลอดนั้น แพทย์จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่าคีมปากเป็ด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เห็นได้อย่างชัดเจนว่าปากมดลูกเปิดกว้างขนาดไหน ซึ่งช่ยให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลง และช่วยให้รู้อายุการตั้งครรภ์ด้วย

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

ในช่วงตั้งครรภ์ ระบบภูมิคุ้มกันของคุณจะอ่อนแอลง คุณสามารถติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งหนึ่งที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อให้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็คือ อาหาร ที่อาจนำไปสู่โรคติดเชื้อบางชนิดได้ เช่น โรคติดเชื้อลิสเทอเรีย (Listeriosis) โรคติดเชื้อทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) ซึ่งอาจร้ายแรงจนถึงขั้นทำให้แท้งลูก หรือเสียชีวิตได้ หากคุณแม่ท้องไม่อยากมีปัญหาสุขภาพเพราะการกินอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารต่อไปนี้

  • นม น้ำผลไม้ แอปเปิลไซเดอร์ที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์
  • ไข่ดิบ หรืออาหารและขนมที่ใช้ไข่ดิบเป็นส่วนประกอบโดยไม่ปรุงสุก เช่น มูส ทีรามิสุ ไอศกรีมไข่แข็ง
  • เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเลที่ไม่ผ่านการปรุงสุก เช่น ปูดอง ปลาดิบ
  • เนื้อสัตว์แปรรูป หรือเนื้อสัตว์อบแห้ง เช่น แหนม ไส้กรอก แฮมที่ไม่ผ่านการปรุงสุก
  • ปลาที่มีสารปรอทสูง ได้แก่ ปลาฉลาม ปลากระทงดาบ ปลาอินทรีย์ และปลาไทล์ (Tilefish)

เชื้อทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) นอกจากจะติดต่อสู่คนได้ผ่านการกินเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หมู สัตว์ปีก เช่น นก ไก่ ได้แล้ว ยังสามารถแพร่เชื้อผ่านอุจจาระแมวหรือสัตว์ตระกูลแมวได้ด้วย ฉะนั้น หญิงมีครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงการอุ้มแมว เล่นกับแมว หรือล้างถาดอุจจาระแมว เป็นต้น

แล้วมาดูกันว่า ในสัปดาห์ต่อไป คุณแม่ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และทารกในครรภ์จะมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา