ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์…แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของทารกในครรรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 6

พัฒนาการทารกในครรภ์

ลูกจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้เด็กทารกจะมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเม็ดเล็กๆ ซึ่งมีความสูงอยู่ที่ 0.6 เซนติเมตร

ในสัปดาห์ที่ 6 นี้ สมองและระบบประสาทของทารกกำลังพัฒนาไปอย่างช้าๆ ถุงตาของทารกทั้งสองข้างจะพัฒนาขั้น (แล้วจะมีลูกตาเกิดขึ้น) ในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้หูชั้นในก็จะเริ่มมีการพัฒนาขึ้นด้วย

หัวใจของทารกจะเริ่มเต้นในช่วงนี้ และสามารถตรวจสอบการเต้นของหัวใจผ่านการอุลตร้าซาวนด์ ระบบย่อยอาหารของทารกและระบบการหายใจจะมีการก่อตัวขึ้น เซลล์จะมีการพัฒนาเป็นแขนขาในช่วงนี้

เนื่องจากขาของทารกโค้งงอรอบร่างกายตอนที่อยู่ในครรภ์มาเป็นเดือนๆ ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะวัดความสูงของทารก เราจึงมักจะวัดความสูงของทารกจากกระหม่อมถึงก้น มากกว่าจะวัดจากศีรษะถึงปลายเท้า ในช่วงสัปดาห์นี้ทารกจะมีขนาด 2-5 มม. โดยวัดจากกระหม่อมถึงก้น

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

คุณอาจจะมีอาการแพ้ท้องในช่วงสัปดาห์นี้มากกว่าสัปดาห์ที่แล้ว ร่างกายจะทำงานอย่างหนัก เพื่อเลี้ยงดูทารกในครรภ์ของคุณ ฉะนั้นถ้าคุณทำงานเกินเวลา ก็จะนำไปสู่ความเหนื่อยอ่อนได้ และนี่คือเทคนิคที่จะช่วยให้คุณผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้

  • สังเกตอาการทางร่างกาย: หากคุณรู้สึกเหนื่อย นั่นก็หมายความว่าคุณจำเป็นต้องพักผ่อน คุณควรระวังตัวเองและรับรู้ถึงสัญญาณต่างๆ ที่ร่างกายกำลังบอกคุณ อย่าพยายามใช้แรงเกินตัว ปล่อยอะไรๆไว้ทำทีหลังบ้างก็ได้
  • ขอความช่วยเหลือ: อย่าทำตัวเป็น ‘คุณแม่คนเก่ง’  ควรบอกให้คนรักของคุณทราบด้วยว่าคุณรู้สึกอย่างไร เพื่อที่เขาจะได้คอยช่วยเหลือคุณได้ หากเพื่อนหรือคนครอบครัวเสนอตัวจะช่วยเหลืออะไรคุณ ก็ให้ตอบรับเอาไว้เสมอนะ! การมีเพื่อนที่คอยหิ้วของให้ตอนคุณไปจ่ายตลาด ก็หมายความว่าคุณจะมีพลังในการเดินเล่นสบายๆ หลังอาหารเย็น
  • นอนหลับให้มากขึ้น: หากคุณง่วงนอนอยู่เสมอ ก็ควรจะนอนให้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ก็เข้านอนแต่หัวค่ำหรือตื่นให้สายขึ้น หรือทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆกันเลย
  • ทานอาหารให้เหมาะ: ร่างกายจะมีพลังได้ก็ต่อเมื่อคุณป้อนอาหารให้ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับอาหารของคนตั้งครรภ์ โดยเน้นไปที่อาหารเพิ่มพลังงานต่างๆ อย่างเช่น โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ก็ต้องแน่ใจว่าได้รับแคลอรี่อย่างเพียงพอด้วย อาการคลื่นไส้ของคุณอาจจะทำให้คุณรู้สึกไม่อยากอาหาร จึงควรหาอาหารที่คุณทานได้ง่ายๆ เช่นข้าวต้ม และซุปฟักทอง เพิ่มขิงเข้าไปเล็กน้อยอาจจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ของคุณได้
  • ทานให้บ่อยขึ้น: อาการเหนื่อยอ่อนอาจจัดการได้ด้วยการรับประทาน 6 มื้อต่อวัน รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมนั้น จะช่วยให้ระดับพลังงานในร่างกายคงที่ ฉะนั้นจึงควรหาอาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพ และช่วยเพิ่มพลังงานให้คุณได้ด้วย
  • เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ: คุณอาจจะรู้สึกอยากนอนบนโซฟานุ่มๆไปตลอดทั้งวัน แต่จะเป็นการดีกว่าถ้าคุณหาเวลาออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้คุณได้ ซึ่งอาจจะเป็นการเดินรอบๆบ้านเป็นเวลาสั้นๆ หรือว่ายน้ำในตอนเช้าๆ เป็นเวลา 30 นาที ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกมีพลัง และทำให้หลับได้ง่ายขึ้นตอนกลางคืน

หากอาการเหนื่อยอ่อนไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย เพราะอาจจะมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้คุณเหนื่อยอ่อนได้

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 6

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

ไม่ต้องเป็นกังวลถ้าคุณจะเดินเข้าห้องน้ำบ่อยๆ นี่ถือเป็นเรื่องปกติ HCG หรือฮอร์โมนการตั้งครรภ์คือตัวการที่ทำให้คุณต้องปัสสาวะบ่อย นอกจากนี้ยังทำให้เลือดไหลไปหล่อเลี้ยงที่ไตมากขึ้น ทำให้มีการขับของเสียทั้งของคุณและทารกออกมามากขึ้น การเข้าห้องน้ำจึงไม่ใช่เพราะคุณคนเดียว แต่เป็นเพราะทารกในครรภ์ด้วย และนี่คือเทคนิคที่จะช่วยคุณจัดการกับปัญหานี้

  • โน้มตัวไปข้างหน้าในขณะที่คุณปัสสาวะ: วิธีนี้จะช่วยให้คุณปัสสาวะจนสุดได้ดีขึ้น เมื่อคุณปัสสาวะเสร็จแล้ว ให้ลองปัสสาวะซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้ปัสสาวะจนหมดแล้วจริงๆ วิธีนี้จะช่วยไม่ให้คุณต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ
  • ดื่มน้ำบ่อยๆ: อย่าลดปริมาณการดื่มน้ำ เพียงเพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ร่างกายของคุณและทารกต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอในระหว่างการตั้งครรภ์ ยิ่งไปกว่านั้นภาวะขาดน้ำอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ด้วย
  • จำกัดคาเฟอีน: ยิ่งบริโภคคาเฟอีนได้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี คาเฟอีนจะยิ่งทำให้คุณต้องเข้าห้องน้ำบ่อยมากขึ้น แถมยังทำให้หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้นด้วย ฉะนั้นจึงควรจำกัดการดื่มคาเฟอีนแค่วันละ 200 เมกะกรัม หรือประมาณ 355 มิลลิลิตรนั่นแหละ

การปัสสาวะบ่อยๆ อาจจะทำให้คุณรำคาญ แต่นั่นจะช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกายให้ทั้งตัวคุณและทารกได้เป็นอย่างดี

การพบหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

ในเดือนที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั้น ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์จะหายไป และกลับกลายเป็นความกลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าคุณเคยทำอะไรที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก ในช่วงก่อนที่จะรู้ว่าตั้งครรภ์ คุณควรจะทำอย่างไร? ถ้าบังเอิญทานยาแอสไพรินเพื่อแก้อาการปวดศีรษะ หรือดื่มไวน์ในช่วงมื้ออาหารเย็น คุณจะทำอย่างไร? หากคุณป่วยเป็นไข้ นี่เป็นอาการปกติ…แต่อย่าเครียด คุณหมอจะสร้างความมั่นใจให้คุณได้ว่าทารกจะไม่ได้รับอันตราย เพียงแต่คุณต้องบอกคุณหมอเท่านั้นเอง

การทดสอบใดที่ควรรู้

ต้องไปพบคุณหมอก่อนถึงจะมีการทดสอบครั้งแรก บางครั้งก็ต้องรอจนถึงสัปดาห์ที่ 8 หรือ 9 นั่นแหละถึงจะมีการทดสอบ แต่ถ้าคุณมีความกังวลในเรื่องใด คุณอาจนัดหมายกับแพทย์ในช่วงนี้ อาจมีการตรวจเลือดในช่วงที่ไปหาหมอเป็นครั้งแรก เพื่อตรวจหากรุ๊ปเลือดของคุณ (A, B, AB หรือ O) และตรวหากรุ๊ปเลือด Rh (ว่ามีผลเป็น Rh positive หรือ Rh negative) และตรวจหาว่าคุณมีภูมิคุ้มกันโรคบางชนิดจากการฉีดวัคซีนครั้งที่แล้วหรือไม่ อย่างเช่นโรคหัดเยอรมัน หรือโรคตับอักเสบบี

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละว่า ความเครียดจะส่งผลต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ ซึ่งบางคนอาจจะสงสัยว่าความเครียดจะทำให้เกิดการแท้งลูกได้มั้ย? ปัญหานี้เป็นที่ถกเถียงกันมายาวนาน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันได้ โดยสาเหตุที่แท้จริงของผู้หญิงตั้งครรภ์ 10-20% ก็คือความผิดปกติของโครโมโซม ปัญหาการพัฒนาของตัวอ่อน นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆด้วย ซึ่งก็ได้แก่:

  • ความผิดปกติของโครโมโซมในผู้ที่เป็นพ่อแม่คนใดคนหนึ่ง
  • การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
  • ความผิดปกติเกี่ยวกับมดลูกและคอมดลูก
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมน
  • ระบบภูมิคุ้มกันมีผลต่อกระบวนการในการฝังตัวของตัวอ่อน

ถ้าคุณรู้สึกเป็นกังวลว่าอาจเกิดการแท้งลูกได้ ก็ควรเน้นการดูแลตัวเองและทารกในครรภ์ อยู่ให้ไกลจากความเสี่ยงทั้งหลายแหล่ อย่างเช่น การสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า

การใช้วิตามินในทางที่ผิด

แม้ว่าหญิงตั้งครรภ์ก็ต้องการสารอาหารจำนวนมาก คุณก็ไม่ควรใช้วิตามินมากเกินไปเพราะมันไม่ได้หมายความว่าจะดี ในบางกรณีวิตามินอาจจะอันตรายกับคุณและทารก

แล้วในสัปดาห์ต่อไปลูกน้อยจะมีพัฒนาการอย่างไรต่อไปนะ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 1, 2019 | Last Modified: มกราคม 1, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน