พ่อแม่เลี้ยงลูก

ในทุกช่วงชีวิตของลูกน้อย เหล่าคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องรู้วิธีดูแลและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมของลูกน้อย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของลูกน้อยดีขึ้น เพราะฉะนั้นใน พ่อแม่เลี้ยงลูก คุณจะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงเคล็ดลับในการดูแลลูกให้แข็งแรง มีความสุข และสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

เรื่องเด่นประจำหมวด

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ลูกอ้วนควรกังวลไหม? สัญญาณเตือนโรคอ้วนในเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

เด็กอ้วนขึ้นนิดหน่อย หลายครอบครัวอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวโตขึ้นก็ยืดและผอมลงเอง แต่ความจริงคือ โรคอ้วนในเด็กเป็นภาวะสุขภาพที่ควรใส่ใจ เพราะสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหลายอย่างตั้งแต่วัยเด็ก และยังเพิ่มโอกาสที่จะมีโรคอ้วนต่อเนื่องไปถึงวัยผู้ใหญ่ CDC, NHLBI และ NIDDK ต่างระบุว่า เด็กที่มีภาวะอ้วนมีความเสี่ยงต่อเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ปัญหาข้อและกระดูก ปัญหาการหายใจ รวมถึงผลกระทบด้านจิตใจ เช่น ความเครียด ความมั่นใจต่ำ หรือการถูกล้อเลียน ดูจาก “การเติบโต” มากกว่ามองด้วยตาเปล่า ในเด็ก เราไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกับผู้ใหญ่ เพราะร่างกายยังเติบโตอยู่ การประเมินจะใช้ค่า BMI ตามอายุและเพศ หรือที่เรียกว่า BMI-for-age percentile โดย CDC และ NHLBI ระบุว่า เด็กที่มีค่า BMI อยู่ช่วงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 ถึงต่ำกว่า 95 ถือว่าเริ่มมีภาวะน้ำหนักเกิน และถ้าอยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ 95 ขึ้นไปถือว่าเข้าข่ายโรคอ้วน ดังนั้นเด็กบางคนที่พ่อแม่รู้สึกว่า “ยังดูไม่อ้วนมาก” อาจเริ่มมีความเสี่ยงแล้วหากดูจากแนวโน้มการเติบโต อีกจุดที่ควรสังเกตคือ น้ำหนักที่ขึ้นเร็วต่อเนื่อง เสื้อผ้าคับเร็วขึ้น รอบเอวชัดขึ้น เหนื่อยง่ายกว่าปกติ […]

หมวดหมู่ พ่อแม่เลี้ยงลูก เพิ่มเติม

สำรวจ พ่อแม่เลี้ยงลูก

ความผิดปกติทางพัฒนาการและพฤติกรรม

Cretinism คือ โรคเอ๋อหรือเครทินิซึม สาเหตุ อาการ การรักษา

Cretinism คือ โรคเอ๋อหรือเครทินิซึม เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนไทรอยด์ของเด็ก ส่งผลให้เด็กมีความผิดปกติด้านร่างกาย สมอง ระบบประสาท และสติปัญญา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้สมองของเด็กถูกทำลายถาวรและเด็กมีพัฒนาการผิดปกติ เช่น เจริญเติบโตช้า ตาเหล่ หูหนวก เป็นใบ้ มีท่าเดินผิดปกติ สมองพิการ ทั้งนี้ การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการให้ฮอร์โมนชดเชยตั้งแต่แรกเกิดและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด อาจช่วยให้เด็กสามารถกลับมามีพัฒนาการตามปกติได้เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป [embed-health-tool-vaccination-tool] Cretinism คือ อะไร เครทินิซึม หรือ Cretinism คือ กลุ่มอาการผิดปกติของพัฒนาการทางสมอง หรือที่เรียกว่าโรคเอ๋อ เกิดจากภาวะขาดไทรอยด์อย่างรุนแรงในเด็กแรกเกิด ทำให้เด็กมีภาวะปัญญาอ่อน รูปร่างเตี้ยแคระแกร็น ไอคิวต่ำ หูหนวก เป็นใบ้ เป็นต้น โดยทั่วไป ฮอร์โมนไทรอยด์มีหน้าที่สำคัญในการสร้างโปรตีนหรือเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เผาผลาญพลังงาน ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ การเจริญเติบโต และพัฒนาการของสมอง หากฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากเด็กไม่มีต่อมไทรอยด์มาตั้งแต่กำเนิด ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือคุณแม่ขาดไอโอดีนขณะตั้งครรภ์ อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางร่างกาย โครงสร้างของกระดูกและผิวหนัง รวมไปถึงการทำงานของสมองและระบบประสาทส่วนกลางของเด็กแรกเกิด สาเหตุของ Cretinism คือ อะไร สาเหตุที่พบบ่อยของ Cretinism คือ […]


เด็กทารก

เก้าอี้กินข้าวเด็ก ประโยชน์และข้อควรระวังในการใช้งาน

เก้าอี้กินข้าวเด็ก อาจช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการและการฝึกทักษะการกินอาหารด้วยตัวเองของเด็ก และอาจช่วยให้เด็กเรียนรู้การช่วยเหลือตัวเองได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจมีประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงเด็กเล็กพร้อมกับทำงานไปด้วย และยังอาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และเด็กสามารถกินอาหารไปพร้อมกันได้ ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว [embed-health-tool-vaccination-tool] เก้าอี้กินข้าวเด็ก มีประโยชน์อย่างไร เก้าอี้กินข้าวเด็ก อาจมีประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กและต่อคุณพ่อคุณแม่ ดังนี้ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการการกินอาหารอย่างอิสระ สำหรับเด็กเล็กที่สามารถนั่งได้ด้วยตัวเอง การได้นั่งบนเก้าอี้กินข้าวเด็กช่วยให้เด็กสามารถเคลื่อนไหว ใช้มือหยิบอาหารเข้าปากด้วยตัวเองได้อย่างอิสระ ซึ่งอาจช่วยส่งเสริมทักษะการกินอาหารของเด็กได้เป็นอย่างดี ช่วยให้เด็กเรียนรู้การช่วยเหลือตัวเองได้เร็วขึ้น การให้เด็กฝึกทักษะการกินอาหารด้วยตัวเองเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เด็กได้เรียนรู้พฤติกรรมการช่วยเหลือตัวเองเร็วขึ้นเท่านั้น ช่วยให้ป้อนอาหารง่ายขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจป้อนอาหารให้เด็กง่ายขึ้น เนื่องจากเก้าอี้กินข้าวเด็กจะทำให้เด็กเคลื่อนตัวได้ในบริเวณที่จำกัดขณะกินข้าว รวมถึงยังช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเคลื่อนตัวไปในบริเวณที่อันตราย ช่วยให้การทำความสะอาดเป็นเรื่องง่าย เด็กเล็กที่เริ่มฝึกกินอาหารด้วยตัวเองอาจมีความเลอะเทอะมากในช่วงแรก ซึ่งการใช้เก้าอี้กินข้าวเด็กจะช่วยให้อาหารไม่เลอะไปยังบริเวณอื่น ๆ จึงช่วยให้สามารถทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มีเวลาร่วมกันกับเด็ก เก้าอี้กินข้าวเด็กอาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถกินอาหารไปพร้อมกับเด็กได้ นอกจากนี้ ยังอาจสามารถให้เด็กทำกิจกรรมอื่น ๆ บนเก้าอี้ได้ เช่น อ่านหนังสือ ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำงาน วิธีการเลือกเก้าอี้กินข้าวเด็ก การเลือกเก้าอี้กินข้าวเด็กควรเลือกให้เหมาะสมกับเด็กและวิถีชีวิตประจำวัน ดังนี้ อุปกรณ์ป้องกัน ความปลอดภัย และความทนทาน เก้าอี้กินข้าวเด็กควรมีสายรัดเพื่อป้องกันเด็กดิ้น ควรตรวจสอบว่าสายรัดสามารถรัดให้แน่นพอดีกับตัวเด็กได้หรือไม่ นอกจากนี้ เก้าอี้กินข้าวเด็กไม่ควรมีมุมและวัสดุที่แหลมคมที่เป็นอันตรายกับเด็กได้ รวมถึงควรเลือกเก้าอี้กินข้าวเด็กที่มีความแข็งแรงทนทาน สามารถใช้งานได้ในระยะยาว และควรมีความมั่นคงไม่พลิกคว่ำได้ง่าย ขนาด ควรเลือกเก้าอี้กินข้าวเด็กที่มีขนาดพอดีกับตัวเด็ก และมีความสูงที่สามารถสอดตัวเด็กให้อยู่ในโต๊ะได้พอดี เพื่อป้องกันเด็กดิ้นตกเก้าอี้ ความสะดวกในการใช้งาน อาจเลือกเก้าอี้เด็กที่สามารถพับเก็บได้และมีล้อ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการพกพาและเคลื่อนย้าย นอกจากนี้ […]


วัยรุ่น

วัยรุ่นตอนปลาย มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

วัยรุ่นตอนปลาย จะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 18-21 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยเปลี่ยนผ่านเพื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ไม่มากนัก แต่ก็ยังคงมีพัฒนาการทางด้านความรู้ความเข้าใจ อารมณ์และพัฒนาการทางเพศเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงอาจต้องเลี้ยงดูและดูแลเด็กในวัยนี้ด้วยความเข้าใจและเปิดใจว่าลูกเริ่มเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีและสมวัย [embed-health-tool-bmi] วัยรุ่นตอนปลาย คืออะไร วัยรุ่นตอนปลาย คือ ช่วงอายุประมาณ 18-21 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยเปลี่ยนผ่านระหว่างวัยรุ่นกับผู้ใหญ่ โดยทั่วไปวัยรุ่นตอนปลายจะมีพัฒนาการทางร่างกายที่สมบูรณ์และมีการเติบโตเต็มที่พร้อมก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อาจสามารถควบคุมตัวเองเมื่อถูกแรงกระตุ้นได้มากขึ้น และอาจคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เช่น การมีเพศสัมพันธ์ควรสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง แม้ว่าคู่รักจะคุมกำเนิดด้วยการกินยาคุมก็ตาม เพราะการคุมกำเนิดทุกชนิดไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% นอกจากนี้ การสวมถุงยางอนามัยยังอาจช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย วัยรุ่นตอนปลาย มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร วัยรุ่นตอนปลายอาจจะไม่มีพัฒนาการทางร่างกายเกิดขึ้นมากนัก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายมักเกิดขึ้นมากในช่วงวัยเด็ก และสิ้นสุดการเปลี่ยนแปลงในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นบางคนอาจยังมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเกิดขึ้นเล็กน้อย เช่น มีขนบนใบหน้า ขนตามร่างกายเพิ่มมากขึ้น อาจมีสิวเพิ่มขึ้นเนื่องจากฮอร์โมนที่ยังคงมีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ วัยรุ่นตอนปลายยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ดังนี้ ความรู้ความเข้าใจ วัยรุ่นตอนปลายจะมีความรู้ความเข้าใจที่ก้าวเข้าสู่บทบาทและความรับผิดชอบที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น อาจเข้าใจแนวคิดเชิงนามธรรมอย่างถ่องแท้ ตระหนักถึงผลที่จะตามมาและข้อจำกัดเฉพาะบุคคลมากขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจสามารถระบุเป้าหมายอาชีพและเตรียมพร้อมที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถพัฒนาทักษะใหม่ ๆ งานอดิเรก และความสนใจที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น อารมณ์ เริ่มเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่กับคุณพ่อคุณแม่ และมองว่ากลุ่มเพื่อนมีความสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมของตัวเองลดลง […]


เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

นมแม่อยู่ได้กี่ชั่วโมง ควรเก็บรักษาอย่างไรให้ถูกวิธี

คุณแม่มือใหม่หลายคนที่กำลังเรียนรู้วิธีการเก็บรักษาน้ำนมแม่อาจมีข้อสงสัยว่า นมแม่อยู่ได้กี่ชั่วโมง เพื่อที่จะสามารถปั๊มนมให้เพียงพอสำหรับลูก รวมถึงให้ลูกได้กินนมแม่ที่สดใหม่และมีคุณภาพมากที่สุด ซึ่งโดยปกติน้ำนมแม่อาจสามารถมีอายุได้นานประมาณ 24 ชั่วโมง หากอยู่ในอุณหภูมิห้อง และอาจมีอายุอยู่ได้นานประมาณ 8 วัน ถึง 12 เดือน หากอยู่ในตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง ดังนั้น คุณแม่จึงควรสังเกตพฤติกรรมการกินนมของลูก เพื่อที่จะปั๊มนมให้เพียงพอต่อความต้องการของลูก และจะได้เก็บน้ำนมได้อย่างเหมาะสม [embed-health-tool-due-date] นมแม่อยู่ได้กี่ชั่วโมง นมแม่อยู่ได้กี่ชั่วโมง อาจเป็นคำถามที่คุณแม่หลายคนมีความสงสัย โดยอายุของน้ำนมแม่อาจขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในการเก็บรักษา ดังนี้ การเก็บในอุณหภูมิห้อง เป็นการเก็บน้ำนมแม่ที่ปั๊มเสร็จทันทีเอาไว้ในอุณหภูมิห้อง นอกจากนี้ ยังเป็นการเก็บนมหลังจากนำน้ำนมออกมาจากตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง หรือการเก็บนมหลังจากละลายแล้วเอาไว้ในอุณหภูมิห้อง ซึ่งจะทำให้น้ำนมแม่มีอายุได้ประมาณ 24 ชั่วโมง การเก็บในตู้เย็น การเก็บน้ำนมแม่เอาไว้ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส อาจเก็บน้ำนมแม่ได้นานถึง 8 วัน แต่หากตู้เย็นมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าอาจเก็บน้ำนมแม่ได้ประมาณ 3 วันเท่านั้น การเก็บในช่องแช่แข็งของตู้เย็น อาจเก็บน้ำนมแม่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น การเก็บในตู้แช่แข็งเฉพาะ เป็นการเก็บน้ำนมแม่เอาไว้ในช่องแช่แข็งที่มีอุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส อาจทำให้เก็บน้ำนมแม่ได้นานถึง 6-9 เดือน หรือหากเก็บในช่องแช่แข็งที่มีอุณหภูมิ -200 องศาเซลเซียส อาจทำให้เก็บน้ำนมแม่ได้นานถึง […]


เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ท่าให้นมลูก มีความสำคัญอย่างไร ท่าที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร

นมแม่มีประโยชน์ต่อทารกแรกเกิดไปจนถึงอายุ 1 ปี เนื่องจากนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและระบบภูมิคุ้มกัน แต่ ท่าให้นมลูก ที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณแม่เช่นกัน เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณแม่อยู่ในท่าที่สบายมากขึ้น ยังอาจช่วยลดอาการปวดคอ ปวดหลังและลดความเครียดได้อีกด้วย [embed-health-tool-due-date] ท่าให้นมลูก มีความสำคัญอย่างไร การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยท่าทางที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่สมดุล ส่งผลต่อการวางตำแหน่งซี่โครงและอุ้งเชิงกราน เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย ปวดคอ ปวดหลังช่วงกลาง และปวดศีรษะ ดังนั้น ท่าให้นมลูกที่เหมาะสมจึงช่วยลดอาการปวดหลัง ปวดคอ ปวดหัว และช่วยลดการใช้พลังงานที่มากเกินไปเนื่องจากการใช้ท่าและการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นในขณะให้นมลูกได้ ท่าให้นมลูกที่เหมาะสม ควรเป็นอย่างไร ท่าให้นมลูกที่เหมาะสมอาจเริ่มจากการปฏิบัติตามขั้นตอนพื้นฐาน ดังนี้ อยู่ในท่าที่สบายด้วยการใช้หมอนพยุงหลัง แขน และตัวของลูกไว้ สำหรับเท้าของคุณแม่ควรวางราบกับพื้นหรืออยู่ในตำแหน่งที่พอดี และไม่ทำให้เกิดอาการเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อเท้าและขา จัดตำแหน่งของทารกให้อยู่ตัวมากที่สุด โดยให้สะโพกงอพอดี ปากและจมูกของลูกควรหันเข้าหน้าอกของคุณแม่ และให้ร่างกายแนบชิดตัวคุณแม่มากที่สุด ควรใช้มือรองรับเต้านมไว้ไม่ให้กดคางหรือปิดจมูกของลูก ควรใช้ทั้งแขนและมือข้างที่ถนัดพยุงหลังของลูกไว้ โดยไม่ประคองเฉพาะส่วนคอ แต่ให้ประคองทั้งหลังของลูก หากมีความรู้สึกเจ็บปวดในขณะที่ลูกดูดนม ให้แยกลูกออกจากเต้าเบา ๆ และลองให้ลูกกลับมาดูดนมใหม่อีกครั้ง การวางตำแหน่งของลูกในท่าที่เหมาะสม อาจมีดังนี้ ท่าลูกนอนขวางบนตัก (Cradle Hold) เป็นท่าที่เหมาะกับคุณแม่ที่คลอดเองตามธรรมชาติและไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด มักเป็นท่าที่ใช้ในทารกที่อายุประมาณ 2-3 สัปดาห์แรก โดยการอุ้มลูกไว้บนตัก จัดท่าให้ลูกนอนตะแคง ใช้หมอนพยุงตัวลูกและข้อศอกเพื่อให้ลูกมีความสูงเท่าระดับหัวนมของคุณแม่ และศีรษะของลูกควรมีแขนและมือของคุณแม่รองรับยาวไปถึงกลางหลัง ท่าลูกนอนขวางบนตักแบบประยุกต์ (Cross-Cradle Hold) […]


โภชนาการสำหรับทารก

นมชงอยู่ได้กี่ชั่วโมง ควรชงนมและเก็บรักษาอย่างไร

คุณแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองได้หรือต้องการสลับให้ลูกกินนมชงร่วมด้วย อาจมีข้อสงสัยว่า นมชงอยู่ได้กี่ชั่วโมง เพื่อจะได้ยืดระยะเวลาในการเก็บรักษา โดยปกติแล้ว นมชงอาจอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมงในอุณหภูมิห้อง และอาจอยู่ได้ประมาณ 24 ชั่วโมงเมื่อแช่ไว้ในตู้เย็น ดังนั้น คุณแม่จึงควรพิจารณาความต้องการของเด็กเพื่อที่จะชงนมในปริมาณที่พอเหมาะและเก็บนมได้อย่างเหมาะสม [embed-health-tool-due-date] นมชงอยู่ได้กี่ชั่วโมง นมชงโดยทั่วไปอาจอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมงหลังจากชงเมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้อง โดยไม่ผ่านการอุ่นให้ร้อนอีกครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสูตรของนมผงและยี่ห้อของนมผงแต่ละชนิดด้วย สำหรับนมชงที่ยังไม่ป้อนให้ลูกอาจอยู่ได้ประมาณ 24 ชั่วโมง เมื่อแช่ไว้ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้แช่แข็งนมชงเพราะอาจลดคุณภาพของนมลงได้ และหากเด็กกินนมชงเหลืออาจเก็บนมไว้ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง หากเกินจากนั้นควรทิ้งและชงนมใหม่ วิธีชงนมผงที่เหมาะสม ควรทำอย่างไร วิธีการชงนมผงที่เหมาะสมให้แก่เด็กอาจทำได้ ดังนี้ ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนเริ่มชงนมทุกครั้ง ทำความสะอาดขวดนมและภาชนะทุกชนิดที่ใช้ในการชงนม จากนั้นนำไปต้มหรือเข้าเครื่องฆ่าเชื้อ และควรสะบัดน้ำออกจากภาชนะที่ใช้ชงนมจนหมด หรือตากให้แห้งสนิท เช็ดทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณที่ต้องวางภาชนะในการชงนม ต้มน้ำร้อนในกาต้มน้ำด้วยน้ำใหม่ทุกครั้ง ไม่ควรใช้น้ำที่ผ่านการต้มมาก่อน เพื่อป้องกันสิ่งปนเปื้อนในน้ำ เมื่อต้มน้ำจนเดือด ควรทิ้งน้ำไว้ประมาณ 30 นาที ให้น้ำมีอุณหภูมิลดลงจนเหลือประมาณ 70 องศาเซลเซียส เติมน้ำอุ่นที่ต้มไว้ ตามด้วยนมผงสูตรที่ต้องการ ควรใช้ช้อนตักนมผงที่ให้มาในกล่องเพื่อให้ได้ปริมาณที่ถูกต้องตามสูตร ประกอบจุกนมกับฝารูปวงแหวน โดยการนำจุกนมสอดเข้าไประหว่างช่องว่างฝา จากนั้นดันให้แน่นสนิท นำฝาและจุกนมที่ประกอบแล้วปิดขวดนมที่เติมนมผงและน้ำเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเขย่าขวดนมจนนมผงละลายจนหมด […]


ความผิดปกติทางพัฒนาการและพฤติกรรม

Cerebral palsy คือ ภาวะสมองพิการในเด็ก สาเหตุ อาการ การรักษา

ภาวะสมองพิการ หรือ Cerebral palsy คือ กลุ่มอาการของโรคทางสมองที่ส่งผลให้เด็กมีความผิดปกติด้านเคลื่อนไหวและการประสานงานของกล้ามเนื้ออย่างถาวร เช่น ควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ได้ กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง แขนขาอ่อนแรง เดินเขย่งปลายเท้า โดยอาการที่พบในเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามระดับความเสียหายในสมอง แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตและช่วยให้เด็กสามารถเจริญเติบโตและมีพัฒนาการใกล้เคียงปกติได้มากที่สุด [embed-health-tool-vaccination-tool] Cerebral palsy คือ อะไร ภาวะสมองพิการ หรือ Cerebral palsy คือ กลุ่มอาการผิดปกติในระบบประสาทที่เกิดขึ้นบริเวณส่วนสั่งการของเปลือกสมองซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ความผิดปกตินี้เกิดขึ้นในช่วงที่เปลือกสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เปลือกสมองเสียหายและส่งผลกระทบต่อความสามารถของสมองในการควบคุมการเคลื่อนไหวและความสมดุลของร่างกายอย่างถาวร ความเสียหายของสมองอาจเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ระหว่างคลอด หรือภายใน 1-2 ปีแรกหลังคลอด ทั้งนี้ อาการของภาวะสมองพิการจะไม่ปรากฏตั้งแต่แรกเกิด แต่จะค่อย ๆ แสดงให้เห็นในช่วงเป็นเด็กทารกหรือเด็กก่อนวัยเรียน ส่วนใหญ่แล้ว ขอบเขตความเสียหายภายในสมองของเด็กที่มีภาวะนี้จะไม่เพิ่มขึ้นตามอายุ แต่อาการของโรคอาจเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีอาการชัดเจนขึ้น มีอาการน้อยลง สาเหตุของ Cerebral palsy คืออะไร โดยทั่วไปแล้ว สาเหตุของภาวะสมองพิการ หรือ Cerebral palsy คือ ความผิดปกติของพัฒนาการสมอง หรือสมองได้รับความเสียหายขณะที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ซึ่งมักเกิดขึ้นขณะทารกยังอยู่ในครรภ์ แต่ก็สามารถเกิดขึ้นหลังคลอด หรือในวัยทารกตอนต้นได้เช่นกัน ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะสมองพิการ อาจมีดังนี้ […]


เด็กทารก

อ่างอาบน้ำเด็ก ควรเลือกอย่างไรให้เหมาะสม

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มใช้ อ่างอาบน้ำเด็ก คือ ช่วงหลังจากสายสะดือของเด็กแห้งสนิท โดยทั่วไปจะอยู่ประมาณช่วง 1-3 สัปดาห์หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกซื้ออ่างอาบน้ำเด็ก โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและความปลอดภัยขณะอาบน้ำเป็นสำคัญ เช่น เลือกอ่างอาบน้ำที่แข็งแรงทนทาน รองรับสรีระและช่วยประคองตัวเด็กได้ดี และควรศึกษาวิธีอาบน้ำเด็กอย่างถูกวิธี เพื่อให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายและอาบน้ำในอ่างได้อย่างปลอดภัย [embed-health-tool-vaccination-tool] ควรเริ่มให้เด็กอาบน้ำใน อ่างอาบน้ำเด็ก ตอนไหน การอาบน้ำให้เด็กในอ่างอาบน้ำอาจทำได้ตั้งแต่สายสะดือของเด็กหลุดและแห้งสนิทแล้ว โดยทั่วไป คือ ในช่วง 1-3 สัปดาห์หลังคลอด แต่หากเด็กมีท่าทางไม่สบายตัวเมื่อลงอ่างอาบน้ำเด็ก คุณพ่อคุณแม่อาจกลับไปใช้วิธีถูตัวด้วยฟองน้ำอีกสักระยะหนึ่งก่อน จึงค่อยลองให้เด็กอาบน้ำในอ่างอีกครั้ง เพื่อให้เด็กค่อย ๆ ปรับตัวให้ชินกับการอาบน้ำในอ่างอาบน้ำเด็ก การเตรียมพร้อมสำหรับการอาบน้ำเด็กในอ่างอาบน้ำอาจทำได้ดังนี้ เตรียมของใช้สำหรับการอาบน้ำเด็ก เช่น สบู่เหลวเด็ก ฟองน้ำอาบน้ำเด็ก ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัว ผ้าอ้อมใหม่ เสื้อผ้าสะอาด เอาไว้ให้ครบถ้วนและวางไว้ใกล้มือ เพื่อให้หยิบใช้ได้สะดวก เตรียมอุณหภูมิน้ำที่ใช้อาบให้พอเหมาะ ผสมน้ำให้อุ่นพอดีและไม่ร้อนจนเกินไปจนลวกผิวเด็ก สำหรับทารกแรกเกิด ควรหลีกเลี่ยงการใช้เบาะรองอาบน้ำ หรืออุปกรณ์อาบน้ำอื่น ๆ เช่น ห่วงยางสำหรับให้เด็กนั่งในอ่างอาบน้ำ เนื่องจากเด็กยังเล็กเกินไปจึงยังไม่สามารถนั่งหรือประคองตัวได้ การอาบน้ำให้เด็ก โดยเฉพาะเด็กทารกที่มีผิวบอบบาง ควรอาบน้ำไม่เกิน 3 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละประมาณ 5-10 นาที […]


เด็กทารก

Neonatal sepsis คือ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดในทารกแรกเกิด รักษาได้อย่างไร

Neonatal sepsis คือ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่พบในทารกแรกเกิดในช่วง 0-30 วันแรกหลังคลอด ทำให้เกิดการอักเสบภายในร่างกายซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลว พิการ หรือเสียชีวิต ทั้งนี้ การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คุณหมอวางแผนการรักษาได้รวดเร็วและลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงหรือการเสียชีวิตได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลสอดส่องอาการของทารกแรกเกิดอยู่เสมอ โดยเฉพาะทารกที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีภาวะสุขภาพบางประการที่ทำให้ต้องใช้สายสวนในการรักษา หากพบว่าทารกแรกเกิดมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ตัวเย็น ง่วงซึม ไม่กินนม หายใจลำบาก ถ่ายเหลว ควรรีบพาไปคุณหมอโดยเร็วที่สุด [embed-health-tool-vaccination-tool] Neonatal sepsis คือ อะไร Neonatal sepsis คือ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดในทารกในแรกเกิดอายุตั้งแต่ 0-30 วัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดในทารกระยะต้น (Early Neonatal Sepsis) เป็นการติดเชื้อภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังคลอด ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อในขณะอยู่ในครรภ์ แต่ก็อาจเกิดจากการติดเชื้อขณะคลอดได้เช่นกัน ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดในทารกระยะหลัง (Late Neonatal Sepsis) เป็นการติดเชื้อในช่วง 72 ชั่วโมงหลังคลอด ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อหลังคลอด มักพบในทารกแรกเกิดที่ต้องดูแลอาการนานกว่าปกติ และทารกที่จำเป็นต้องเจาะสายสวนค้างอยู่ในเส้นเลือดเป็นเวลานาน การติดเชื้อในกระแสเลือดอาจกระทบต่อระบบอื่น […]


ทารกคลอดก่อนกำหนด

ROP คือ อะไร อาการ การรักษา และการป้องกัน

ROP (Retinopathy Of Prematurity) หรือ โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด คือ ความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณจอตาที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้จอตาเกิดความเสียหาย หากปล่อยไว้ไม่ทำการรักษาอาจทำให้ทารกมีอาการดวงตาเคลื่อนไหวผิดปกติ ตาไม่สามารถมองตามวัตถุ รูม่านตามีสีขาว และอาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] คำจำกัดความ ROP คือ อะไร ROP คือ ความผิดปกติของจอประสาทตาที่พบในทารกเกิดก่อนกำหนด เนื่องจากความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณจอตาที่พัฒนายังไม่เต็มที่ ทำให้เนื้อเยื่อแผลเป็นก่อตัวขึ้นภายในดวงตา ส่งผลให้จอตาเกิดความเสียหายและหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจทำให้ทารกสูญเสียการมองเห็นได้ อาการ อาการของ ROP โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนดอาจไม่มีสัญญาณเตือนของโรค แต่อาจทำให้มีอาการต่าง ๆ ดังนี้ ดวงตาของทารกเคลื่อนไหวผิดปกติ ตาไม่สามารถมองตามวัตถุได้ รูม่านตามีสีขาว ทารกมีปัญหาในการจดจำใบหน้า โดยโรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนดสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ระยะ ซึ่งมีอาการตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงรุนแรงมาก ดังนี้ ระยะที่ 1 และ 2 โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนดในระยะนี้อาจหายเองได้โดยไม่ต้องรักษา และไม่แสดงอาการที่รุนแรง แต่ควรอยู่ในความดูแลของคุณหมอเพื่อป้องกันอาการที่อาจแย่ลง ระยะที่ 3 ทารกบางคนอาจมีอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องรักษา แต่บางคนอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาความผิดปกติของหลอดเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อจอตา (Retina) ที่อาจทำให้จอประสาทตาหลุด ระยะที่ 4 ทารกบางคนอาจมีจอประสาทตาหลุดออกมาบางส่วน ซึ่งต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่อาจทำให้สูญเสียการมองเห็น ระยะที่ 5 จอตาหลุดออกอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะได้รับการรักษาแล้วก็อาจสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ สาเหตุ สาเหตุของ […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน