พ่อแม่เลี้ยงลูก

ในทุกช่วงชีวิตของลูกน้อย เหล่าคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องรู้วิธีดูแลและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมของลูกน้อย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของลูกน้อยดีขึ้น เพราะฉะนั้นใน พ่อแม่เลี้ยงลูก คุณจะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงเคล็ดลับในการดูแลลูกให้แข็งแรง มีความสุข และสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

เรื่องเด่นประจำหมวด

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ทารกสะอึกแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวัง

เรื่องใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่คงจะหนีไม่พ้นการดูแลลูกน้อยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย แน่นอนว่าการใส่ใจในทุกรายละเอียดของชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่คงจะรู้จักลูกน้อยของตนเองดีกว่าใคร ยิ่งถ้าหากวันไหนลูกเกิดมีอาการผิดสังเกตไปจากปกติ คุณพ่อคุณแม่คงหวั่นใจไม่น้อย หนึ่งในอาการที่มักพบได้บ่อยในเด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 12 เดือน คืออาการ “สะอึก”1 คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่าอาการสะอึกของลูกปกติดีหรือไม่? ลูกไม่สบายตรงไหนรึเปล่า? Hello คุณหมอได้รวบรวมคำตอบ พร้อมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาการสะอึกของทารก เอาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่ลูกสะอึกก็พร้อมรับมือด้วยความมั่นใจได้อย่างแน่นอน ลูกสะอึกแต่ละที สะเทือนไปทั้งตัว แม้ว่าอาการสะอึกจะเกิดขึ้นกับคนได้ทุกวัย ถ้าแก้ไขถูกวิธีแค่ไม่นานก็หาย ดูแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เมื่อเด็กทารกสะอึก กลับดูสะเทือนไปทั้งตัว จนคุณพ่อคุณแม่อดห่วงไม่ได้ว่าลูกจะเจ็บตรงไหนหรือรู้สึกไม่สบายหรือเปล่า ที่จริงแล้วอาการสะอึกไม่ได้รบกวนลูกน้อยแต่อย่างใด ทารกที่สะอึกสามารถกินและนอนได้ตามปกติ หากอาการสะอึกนั้นเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ เพียง 5-10 นาที2 สาเหตุที่ทารกสะอึกคืออะไร ทารกสะอึกไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด โดยอาการนี้มักเกิดขึ้นหลังจากที่ทารกอิ่มนมแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าเพราะดื่มเยอะ ดื่มเร็ว หรือกลืนอากาศเข้าไปด้วย สาเหตุเป็นเพราะนมที่ดื่มเข้าไปทำให้กระเพาะอาหารขยายตัว จนเกิดแรงดันส่งไปยังกล้ามเนื้อกะบังลม พอหายใจออก กล้ามเนื้อกะบังลมก็จะหดตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงสะอึกออกมา³ อาการสะอึกของเด็กทารก มักพบได้บ่อยในช่วง 3 เดือนแรก พออายุเข้า 4-5 เดือน อาการสะอึกก็จะค่อยๆ ลดลง หายไปเอง นอกเหนือจากสาเหตุข้างต้นแล้ว เหตุผลที่เด็กทารกสะอึกก็อาจมาจากอาการท้องอืด เพราะระบบย่อยอาหารยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรืออาจเป็นผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิดก็ได้เช่นกัน3 ทารกสะอึกแบบไหนถึงเรียกว่าอันตราย     อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ว่าทารกสะอึกจะเกิดขึ้นเพียง 5-10 นาที จากนั้นจะค่อยๆ […]

หมวดหมู่ พ่อแม่เลี้ยงลูก เพิ่มเติม

สำรวจ พ่อแม่เลี้ยงลูก

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ลูกฝันร้าย คุณพ่อคุณแม่ควรรับมืออย่างไร

ลูกฝันร้าย เป็นอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับจินตนาการที่กระทบจิตใจ จนทำให้เกิดความกลัว ความวิตกกังวลหรือความเศร้า เช่น อุบัติเหตุ การบาดเจ็บ สถานการณ์น่ากลัว การจดจำรูปภาพหรือสื่อที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวหรือฝังใจรุนแรง การแยกจากพ่อแม่ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เด็กอาจเก็บไปฝันในขณะนอนหลับ ซึ่งหากเกิดขึ้นบ่อยครั้งอาจรบกวนการนอนหลับ กระทบต่อการใช้ชีวิตและอาจสร้างความรู้สึกกลัวก่อนเข้านอนได้ การเรียนรู้กับวิธีรับมือเมื่อลูกฝันร้ายจึงอาจเป็นวิธีที่จะช่วยให้ลูกผ่อนคลายและนอนหลับได้ยาวนานขึ้น [embed-health-tool-vaccination-tool] ลูกฝันร้ายเกิดจากสาเหตุอะไร สาเหตุที่แน่ชัดของอาการฝันร้ายยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจมีสาเหตุมาจากความเหนื่อยล้า การนอนหลับไม่เพียงพอ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือการพบเจอกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวลหรือซึมเศร้า โดยการฝันร้ายสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศและทุกวัย ซึ่งในเด็กนั้นอาการฝันร้ายอาจเกิดขึ้นในช่วงอายุประมาณ 3-6 ปี  ซึ่งอาจรบกวนการนอนหลับของเด็กและคุณพ่อคุณแม่ในตอนกลางดึกได้ แต่อาจมีแนวโน้มลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นหรือหลังจากอายุ 10 ขวบขึ้นไป  อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่ทราบสาเหตุของอาการลูกฝันร้ายที่แน่ชัด แต่อาการฝันร้ายอาจสามารถเกิดขึ้นจากปัจจัยเหล่านี้ ฝันร้ายอาจเชื่อมโยงมาจากเหตุการณ์ที่โรงเรียน อาจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ทำให้เด็กเป็นกังวลหรือรู้สึกไม่สบายใจ เช่น การไปโรงเรียน การได้รับความพ่ายแพ้ การถูกบูลลี่ ถูกเพื่อนแกล้ง การทำความผิดหรือกำลังปกปิดความลับ ฝันร้ายจากการถูกแยกจากพ่อหรือแม่ ฝันร้ายจากสื่อ เช่น ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา อาจเป็นฉากที่มีความน่ากลัวหรือทำให้เด็กรู้สึกกลัวจนเก็บเอาไปฝัน ฝันร้ายของเด็กที่เกิดขึ้นติดกันบ่อยครั้ง อาจมีสาเหตุมาจากการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ความเหนื่อยล้าหรือมีกิจวัตรการนอนที่ไม่เหมาะสม วิธีรับมือเมื่อลูกฝันร้าย เพื่อรับมือกับปัญหาลูกฝันร้าย วิธีต่อไปนี้อาจช่วยให้ลูกผ่อนคลายและนอนหลับได้ดีขึ้น การดูแลให้ลูกนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยจัดการตารางการเข้านอนของลูกให้เหมาะสม ควรให้ลูกนอนอย่างน้อย 8-9 ชั่วโมง/คืน เพื่อให้ลูกได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม […]


สุขภาพเด็ก

วิธีป้อนยาเด็ก ที่อาจช่วยให้ลูกกินยาง่ายขึ้น

การดูแลเด็กในช่วงที่เด็กป่วยถือเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเวลาต้องป้อนยาลูก เพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบกินยา บ้างอาจเป็นเพราะไม่ชอบรสชาติของยา บ้างก็ไม่เข้าใจว่าจะต้องกินยาไปทำไม หรือเด็กบางคนอาจกลืนยาเม็ดหรือยาแคปซูลไม่เป็น ยิ่งหากพยายามบังคับให้ลูกกินยา ก็อาจทำให้ลูกกินยายากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ วิธีป้อนยาเด็ก อย่างถูกวิธี อาจช่วยให้เด็กกินยาง่ายขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีต่อสุขภาพของเด็กเป็นอย่างมาก วิธีป้อนยาเด็ก ที่อาจช่วยให้ลูกกินยาง่ายขึ้น 1. หาวิธีป้อนยาที่เหมาะสม คุณต้องหาว่าลูกคุณชอบกินยาวิธีไหน หรือที่ผ่านมาคุณป้อนยาลูกวิธีไหนแล้วได้ผลที่ดีสุด เช่น ให้กินยาจากช้อนตวง ใช้ไซรินจ์ ใช้หลอดหยดยา ใช้หลอดดูด ให้ดื่มจากแก้ว หากลูกโตพอรู้เรื่องแล้ว คุณอาจให้ลูกได้มีโอกาสเลือกด้วย เช่น เขาอยากกินยาวิธีไหน อยากกินยาตอนก่อนอาบน้ำหรือหลังอาบน้ำ อยากกินยาที่โต๊ะกินข้าวหรือบนโซฟา หากลูกอยากกินยาเอง คุณควรปล่อยให้เขาทำโดยดูแลอยู่ใกล้ๆ 2. ระวังอย่าให้สำลัก เวลาป้อนยา คุณต้องค่อยๆ ป้อน หรืออาจต้องแบ่งยาเป็นส่วนเล็กๆ อย่าพยายามยัดเยียดให้ลูกกินยาจนเขาสำลัก หากเป็นทารกหรือเด็กเล็ก ควรป้อนยาที่กระพุ้งแก้มแทนการป้อนยาที่บนลิ้นส่วนหลัง โดยให้เด็กอยู่ในท่านั่งหรือหลังตรง เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กสำลัก และต้องรอให้เด็กกลืนยาลงคอก่อนจึงค่อยป้อนยาเพิ่ม 3. อธิบายให้ลูกฟังว่าทำไมต้องกินยา หากลูกโตพอรู้ภาษา คุณควรอธิบายให้ลูกฟังว่าทำไมเขาต้องกินยา ให้ลูกรู้ว่ายาจะช่วยให้เขาหายป่วย เขาจะได้ไปโรงเรียน เล่นกับเพื่อน หรือทำกิจกรรมที่เขาชอบได้โดยเร็ว เด็กชอบเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆ มากกว่านอนพักนิ่งๆ อยู่ในบ้านอยู่แล้ว ยิ่งคุณพ่อคุณแม่อธิบายแบบนี้ ก็จะยิ่งทำให้เขาอยากกินยา เพราะจะได้รีบหายจากอาการป่วยและไปเล่นได้ไวๆ 4. ขอความช่วยเหลือจากคุณหมอ ยาบางตัวอาจมีรสชาติดีกว่ายาอีกตัว หรือยาบางตัวอาจกินแค่วันละสองครั้งในขณะที่ยาอีกตัวต้องกินวันละสี่ครั้ง […]


ช่วงวัยเรียน

เด็กควรเรียนกี่ชั่วโมง จึงจะเหมาะสม

การเรียนเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อช่วยเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์ ได้รับความรู้เรื่องราวใหม่ ๆ แต่หากคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกใช้เวลาการเรียนรู้ที่มากจนเกินไป ก็อาจส่งผลให้เด็กเครียด รู้สึกกดดัน และไม่ชอบการเรียนรู้อีกต่อไป ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรศึกษาว่า เด็กควรเรียนกี่ชั่วโมง และมีความสนใจในด้านใด ชอบศึกษาเรื่องใด เพื่อช่วยให้ลูกมีความสุขในการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็กควรเรียนกี่โมงชั่วโมง เมื่อลูกถึงช่วงวัยเรียน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ คือ การศึกษาหาโรงเรียนที่เหมาะสม สอบถามรายละเอียด วันเวลาเข้าเรียน เลิกเรียน พักกลางวัน เพื่อจะได้คำนวณเวลาให้ลูกได้รับชั่วโมงเรียนอย่างเหมาะสม สำหรับการใช้เวลาเรียนอยู่ในโรงเรียน ในเด็กช่วงวัยอนุบาลจนถึงช่วงชั้นประถม อาจใช้เวลาเรียนไม่เกินกว่า 4 ชั่วโมง/วัน สำหรับเด็กวัยมัธยมอาจใช้เวลาเรียนไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ ไม่ควรให้เด็กกลับบ้านเกิน 5 โมงเย็น เพื่อให้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวมากขึ้นและอาจใช้เวลานอนพักผ่อนได้อย่างเพียงพอ เพราะหากเพิ่มเวลาเรียนมากขึ้น เช่น การเรียนพิเศษนอกเวลา อาจทำให้เด็กไม่สามารถรับมือกับความเครียดได้ วิธีช่วยให้ลูกเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีช่วยให้ลูกเพลิดเพลินกับการเรียน อาจทำได้ดังนี้ ศึกษาและสำรวจดูสภาพแวดล้อมของสถานที่ที่ลูกเรียน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือสถาบันสอนพิเศษ คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าไปดูสถานที่ที่จะพาลูกเข้าเรียนด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าลูกจะเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริเวณห้องเรียนไม่ควรมีสิ่งดึงดูดความสนใจ เช่น หนังสือการ์ตูน วิดีโอเกมส์ นอกจากนี้ อาจต้องมีโต๊ะที่นั่งเรียนได้สบาย วางอุปกรณ์การเรียนได้ครบ รวมถึงทิศทางการวางโต๊ะควรมีแสงเพียงพอ ทำให้เด็ก ๆ สนุกกับการเรียนรู้ คุณพ่อคุณแม่อาจฝึกทักษะให้ลูกด้วยการทำกิจกรรมที่ลูกชอบ และพูดคุยกับสิ่งที่พบเห็นหรือป้อนข้อมูลใหม่ ๆ ให้เด็กจดจำ […]


เด็กทารก

ทารกหนังศีรษะแห้ง เป็นสะเก็ด ควรรักษาอย่างไรเพื่อให้อาการดีขึ้น

ทารกหนังศีรษะแห้ง อาจมีอาการตกสะเก็ด มีรอยแดง มีรังแค หรือหนังศีรษะเป็นแผล ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อหาวิธัรับมือและรักษาตามสภาพหนังศีรษะและผิวของทารกแต่ละคน คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรทดลองแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวเองเพราะอาจยิ่งทำให้แพ้และอาการแย่ลงได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] ทารกหนังศีรษะแห้ง มีอาการเป็นอย่างไร ทารกหนังศีรษะแห้ง เป็นอาการที่พบได้บ่อยในเด็กแรกเกิด ปกติไม่มีอาการคันแต่อาจมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่ มีรอยบนหนังศีรษะเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ หรือมีคราบหนาบนหนังศีรษะ ผิวแห้ง หรือผิวมัน และมีสะเก็ดสีขาวหรือสีเหลืองบนหนังศีรษะ หัวลูกลอกเป็นขุย ผิวเป็นสะเก็ด ผิวมีรอยแดง อาการหนังศีรษะแห้งอาจลามไปถึงใบหู เปลือกตา จมูก ซึ่งถ้าอาการลามไปทั่วตัว ควรไปพบคุณหมอทันที สาเหตุของอาการหนังศีรษะแห้งในทารก ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดปัญหา หนังศีรษะทารกแห้ง ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะฮอร์โมนที่ส่งต่อจากแม่สู่ลูกในช่วงตั้งครรภ์ โดยฮอร์โมนเหล่านั้นอาจทำให้เกิดการผลิตน้ำมันบนชั้นผิวมากเกินไป นอกจากนี้ ปัญหาหนังศีรษะทารกแห้ง อาจเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ยีสต์  เชื้อรา แบคทีเรีย  รวมทั้งอาจเป็นอาการของโรคผิวหนังอักเสบ (eczema)  ได้ ซึ่งหากทารกแรกเกิดพบปัญหาหนังศีรษะแห้ง คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปหาคุณหมอ เพื่อให้รับการวินิจฉัยและทำการรักษาอย่างถูกวิธี วิธีบรรเทาอาการ หนังศีรษะทารกแห้ง โดยเบื้องต้น การบรรเทาอาการหนังศีรษะทารกแห้ง คุณหมอมักแนะนำวิธีต่าง ๆ ดังนี้ สระผมวันเว้นวัน ยาสระผมของเด็ก มักมีส่วนผสมที่อ่อนโยนต่อผิวหนัง ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินออกจากหนังศีรษะ แต่ควรใช้ยาสระผมทำความสะอาดหนังศีรษะวันเว้นวัน เพื่อป้องกันอาการผิวแห้ง เลือกใช้ยาสระผมสำหรับ หนังศีรษะทารกแห้ง การใช้ยาสระผมที่มีส่วนผสมของยาจำเป็นต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น  หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการใช้เปลี่ยนมาใช้ยาสระผมที่มีส่วนผสมของยา […]


สุขภาพเด็ก

สาเหตุที่ทำให้เด็กมีกลิ่นปาก

เด็กมีกลิ่นปาก เป็นปัญหาที่พบบ่อย โดยเฉพาะในเด็กวัยเตาะแตะ ปัญหากลิ่นปากในเด็กอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การแปรงฟันไม่ถูกต้อง คราบหินปูน เศษอาหารตกค้าง จุกนมหลอก หรือการติดเชื้อภายในช่องปาก ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีการดูแลช่องปากอย่างเหมาะ เพื่อช่วยป้องกันปัญหากลิ่นปากในเด็ก สาเหตุที่ทำให้เด็กมีกลิ่นปาก 1. การแปรงฟันของเด็ก สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึง คือ การแปรงฟันของเด็ก เพราะถ้าหากเด็กไม่ได้แปรงฟันทุกวัน วันละ 2 ครั้ง และแปรงฟันผิดวิธี เช่น แปรงแค่บริเวณฟันหน้าเพียงอย่างเดียว ก็อาจทำให้มีเศษอาหารหลงเหลืออยู่ตามซอกฟัน บวกกับมีแบคทีเรียในช่องปาก อาจจะทำให้ฟันผุ จนทำให้เกิดปัญหากลิ่นปากในที่สุด 2. ปัญหาคราบหินปูน คราบหินปูน (Plaque) ไม่ได้เกิดแค่เฉพาะกับผู้ใหญ่ เด็กก็สามารถมีคราบหินปูนได้เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกแปรงฟันทุกวันด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ (Fluoride) เพราะจะช่วยป้องกันฟันผุ และยังช่วยป้องกันคราบหินปูนด้วย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลสุขภาพช่องปากของเด็ก โดยให้ลูกแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง คือ ก่อนกินอาหารเช้า และหลังจากกินอาหารเย็น หรือเวลาตื่นนอนและก่อนเข้านอน นอกจากนี้ ถ้าลูกยังอยู่ในวัยเตาะแตะ การให้ลูกนั่งตัก และคุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกแปรงฟัน ก็จะช่วยทำให้แปรงฟันได้สะดวกขึ้น 3. ปากแห้ง ปากแห้งสามารถทำให้เกิดปัญหากลิ่นปากได้ โดยบางครั้งลูกอาจจะมีอาการป่วย จนทำให้หายใจไม่สะดวก เลยต้องหายใจทางปาก ก็อาจทำให้เด็กมีอาการปากแห้งได้ แล้วถ้าลูกของคุณชอบดูดนิ้ว หรือดูดผ้าห่ม […]


สุขภาพเด็ก

ลูกฟันผุ สาเหตุ และวิธีรักษาที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

ภาวะฝันผุเกิดได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ แต่อาจพบในเด็กได้มากกว่า เนื่องจากเด็กอาจมีพฤติกรรมในการรับประทานอาหารที่เสี่ยงเกิดฟันผุ เช่น ชอบกินขนมหวาน ชอบกินลูกอม ทั้งยังอาจดูแลและทำความสะอาดภายในช่องปากได้ไม่ดีนัก หากคุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้ ลูกฟันผุ ไม่พาไปรักษาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลให้เกิดภาวะสุขภาพอื่น ๆ ตามมาได้ โดยเฉพาะหากฟันแท้ผุ อย่างไรก็ตาม การรับรู้สาเหตุและวิธีการรักษาฝันผุที่เหมาะสม อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะฟันผุในเด็กได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] ลูกฟันผุ เกิดจากอะไร ฟันผุ คือ ภาวะที่เคลือบฟัน (Enamel) ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งที่สุดและเป็นชั้นนอกสุดของฟันถูกทำลาย เนื่องจากมีแบคทีเรียเกาะอยู่บนผิวฟัน แล้วสร้างกรดแลคติกออกมาทำลายแร่ธาตุบนเคลือบฟัน จนทำให้เกิดจุดขาว จุดน้ำตาล หรือจุดสีดำบนฟัน ฟันไวต่อความร้อนหรือความเย็น มีกลิ่นปาก หรือหากฟันผุรุนแรง อาจทำให้ฟันเป็นโพรงขนาดใหญ่ ซึ่งหากปล่อยให้ลูกฟันผุไปถึงโพรงประสาทฟัน อาจทำให้เนื้อเยื่อโพรงประสาทฟันติดเชื้อและอักเสบจนต้องถอนฟัน และอาจส่งผลให้เกิดภาวะสุขภาพรุนแรงขึ้น เช่น โรคเหงือกอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด จนเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ สาเหตุของภาวะฟันผุในเด็กที่พบได้บ่อย เช่น การรับประทานอาหารน้ำตาลสูงอย่างลูกอม ขนมหวาน น้ำอัดลม แล้วไม่แปรงฟัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังต่อไปนี้ ก็อาจทำให้ลูกฟันผุได้เช่นกัน สุขอนามัยในการดูแลฟันไม่ดี ปากแห้ง มีร่องหรือรอยแยกเกิดขึ้นบนฟัน ขาดฟลูออไรด์ การหลับคาขวดนมตั้งแต่อายุยังน้อย อาหารที่อาจทำให้ ลูกฟันผุ อาหารและเครื่องดื่มที่อาจทำให้ลูกเสี่ยงฟันผุได้ อาจมีดังนี้ ลูกอม ลูกอมส่วนมากมีน้ำตาลหรือสารให้ความหวานเป็นส่วนประกอบหลัก หากรับประทานมากเกินไป หรือรับประทานแล้วไม่แปรงฟันให้ดี […]


พ่อแม่เลี้ยงลูก

ไม่กล้าแสดงออก อาการขี้อายของลูกน้อยจะเสริมสร้างความมั่นใจอย่างไรดี

ไม่กล้าแสดงออก หรืออาการขี้อาย คือความรู้สึกหวาดกลัวผู้คนที่อยู่รอบตัว อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ยังเด็กกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่  หากลูกไม่กล้าแสดงออกเ และพ่อแม่ไม่ส่งเสริมให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเอง อาจเป็นผลเสียให้ทำให้ไม่มีความกล้าแสดงออกติดไปจนกระทั่งตอนโต จนอาจทำให้พลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิตเพียงเพราะความไม่กล้าแสดงออก คุณพ่อคุณแม่จะมีเสริมสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับลูกน้อยได้อย่างไรบ้าง  ไม่กล้าแสดงออกเป็นอย่างไร เมื่อลูกน้อยไม่กล้าแสดงออก แต่ต้องไปอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมากอาจทำให้เกิดความประหม่าได้ ซึ่งหมายถึงความรู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกประหม่าแบบขี้อาย หรือมีความรู้สึกไม่ปลอดภัย หากเกิดความรู้สึกอายมักสังเกตเห็นความรู้สึกทางร่างกายที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน เช่น หน้าแดง รู้สึกพูดไม่ชัด ตัวสั่น หัวใจเต้นแรง หายใจไม่ออก เหงื่อออกมาก  ทำไมจึงไม่กล้าแสดงออก สาเหตุที่ทำให้ไม่กล้าแสดงออกนั้นอาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุดังนี้  1.พันธุกรรม ยีนเป็นตัวกำหนดลักษณะทางกายภาพ เช่น ความสูง สีตา หรือสีผิว แต่ยีนก็มีอิทธิพลต่อลักษณะบุคลิกภาพบางอย่างด้วยเหมือนกัน เช่น ความประหม่า ซึ่งยีนมีอิทธิพลต่อความประหม่าอยู่ประมาณ 20% ของคนที่มีแนวโน้มทางพันธุกรรมที่จะขี้อายตามธรรมชาติ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีแนวโน้มทางพันธุกรรมนี้  2. ขาดการเข้าสังคม  เด็ก ๆ ที่ถูกทอดทิ้งในช่วงสองสามขวบปีแรกของชีวิตอาจไม่มีทักษะในการเข้าสังคม ทำให้รู้สึกไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรต่อคนแปลกหน้า เมื่อต้องไปอยู่ในสถานการณ์แปลกใหม่ สถานที่ใหม่ ๆ  ทำให้ไม่กล้าแสดงออก 3. กลัวความผิดพลาด เด็ก ๆ ที่ถูกผลักไสหรือสนับสนุนให้ทำกิจกรรมที่ตัวเองไม่ชอบหรือเกินขีดความสามารถในหลาย ๆ ครั้ง แล้วได้รับผลลัพธ์ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ หรือถูกตัดสินจากผู้ใหญ่ จะทำให้พวกเขากลัวการทำผิดพลาดซ้ำ จึงกลายเป็นว่าพวกเขาขาดความมั่นใจ และกลัวที่จะแสดงออกไปในที่สุด พ่อแม่จะช่วยเสริมความมั่นใจให้ลูกได้อย่างไร  1.หมั่นชื่นชมความสำเร็จของลูกอยู่เสมอ เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองควรจะต้องเอ่ยคำชมแก่ลูก โดยเฉพาะเวลาที่ลูกประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเด็กจะล้มเหลวในบางอย่าง ก็ให้ชื่นชมในความพยายามที่ได้ทำลงไปอย่างเต็มที่เต็มความสามารถ แต่ไม่ควรชื่นชมในผลลัพธ์ที่ไม่สมจริง […]


พ่อแม่เลี้ยงลูก

ดื่มนมตอนเช้า มีประโยชน์ต่อสุขภาพเด็กอย่างไรบ้าง

การดื่มนมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะในน้ำนมอุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียม และสารอาหารที่สำคัญอีกมากมาย ทั้งยังมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย แต่การดื่มนมในช่วงเวลาไหนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุด ดื่มนมตอนเช้า หรือดื่มนมก่อนนอน เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ประโยชน์ของการดื่มนมในตอนเช้า การดื่มนมที่ปราศจากไขมันในตอนเช้า ช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม และทำให้ปริมาณแคลอรี่ในมื้อต่อไปลดลง เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มผลไม้ นอกจากประโยชน์ในเรื่องของน้ำหนักแล้ว การดื่มนม ตอนเช้า ยังมีประโยชน์มากมายต่อเด็กอีกด้วย ดังนี้ 1.ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่าการดื่มนมก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่าการ ดื่มนมตอนเช้า ก็มีส่วนช่วยทำให้นอนหลับได้ดีขึ้นเหมือนกับการดื่มนมก่อนนอนได้เช่นเดียวกัน  2.ช่วยเพิ่มความจำ นอกจากนมจะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรงแล้ว การ ดื่มนมตอนเช้า จะเป็นการเพิ่มความสามารถในการจดจำ 3.ช่วยให้ท้องไม่ว่างในตอนเช้า เด็กหลายคนที่ต้องเร่งรีบไปโรงเรียนในตอนเช้า ทำให้พลาดการกินมื้อเช้า การ ดื่มนมตอนเช้า ทดแทนมื้ออาหารเช้า เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยไม่ให้เด็กท้องว่าง หรือมีอาการหิวในระหว่างเรียนหรือทำกิจกรรม ทั้งนี้เพราะนมเรียกได้ว่าเป็นอาหารที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยนมสักแก้ว ทำให้แน่ใจได้ว่า มีสารอาหารที่จำเป็นและครบถ้วน พร้อมสำหรับวันใหม่ 4.เพิ่มพลังงาน ไม่เพียงแค่อาหารเช้าเท่านั้นที่ช่วยเพิ่มพลังงาน แต่หลังทานมื้อเช้าแล้วตามด้วยนมสักแก้ว ก็จะเป็นการเพิ่มพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากขึ้นไปอีกด้วย 5.ช่วยให้ร่างกายพร้อมสำหรับการเริ่มวันใหม่ นมหนึ่งแก้วกับซีเรียลในมื้อเช้า เป็นหนึ่งวิธีง่าย ๆ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด สำหรับการเริ่มต้นวันอย่างเต็มเปี่ยมด้วยพลังงาน 6.ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย นมไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตเท่านั้น แต่ยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายอีกด้วย  โดยเฉพาะกับนมเปรี้ยวที่อัดแน่นไปด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ และช่วยในเรื่องของการขับถ่าย  เด็กควรดื่มนมในปริมาณเท่าไหร่ในแต่ละวัน โดยปกติแล้ว ปริมาณในการดื่มนมของเด็ก ๆ นั้นจะขึ้นอยู่กับช่วงอายุ ดังนี้ เด็กทารก เด็กทารกอายุ 0 ถึง 12 เดือน ไม่ควรบริโภคนมวัว แต่ควรดื่มนมแม่หรือนมผงสำหรับทารกแทน จากข้อมูลของ […]


พ่อแม่เลี้ยงลูก

เด็กติดเกม ทำอย่างไร ไม่ให้กระทบสุขภาพและการใช้ชีวิต

เด็กติดเกม เป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้พ่อแม่และผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เพราะเด็กติดเกมส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมก้าวร้าว และปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดคืออาจถึงขั้นเสียชีวิต เพราะเมื่อติดเกมทำให้ไม่ยอมลุกไปกินข้าวกินน้ำ เนื่องจากใช้ต้องการใช้เวลาเล่นเกมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จริงๆ แล้วเด็กติดเกมเป็นปัญหาที่อาจป้องกันและแก้ไขได้ เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครอง ควรทุ่มเทเวลาและหมั่นสังเกตพฤติกรรมลูกรักอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญ หากมีแนวโน้มว่าลูกอาจกลายเป็นเด็กติดเกม อาจต้องรีบหาวิธีรับมือ เบี่ยงความสนใจ หรือชักชวนไปทำกิจกรรมอื่น ๆ [embed-health-tool-vaccination-tool] เกม ส่งผลอย่างไรต่อเด็กบ้าง การเล่นเกม ไม่ว่าจะเป็นเกมมือถือ เกมคอมพิวเตอร์ หรือวิดีโอเกม นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมยามว่างที่เด็กส่วนใหญ่ชื่นชอบ เนื่องด้วยวิดีโอเกมมีสีสัน เนื้อหาเร้าใจ สร้างความตื่นเต้น อีกทั้งปัจจุบันนี้ วิดีโอเกมพัฒนารูปแบบให้สามารถเล่นออนไลน์กลายเป็นการสร้างสังคมใหม่ๆ ในโลกเสมือน ประโยชน์ของการเล่นวิดีโอเกม คือ สามารถช่วยเพิ่มทักษะการประสานงาน และการทำงานร่วมกันระหว่างมือกับตาได้ นอกจากนั้น ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการประมวลผลข้อมูลของสมองอีกด้วย แต่เมื่อเด็ก ๆ เล่นวิดีโอเกมมักเพลิดเพลินและทำให้หลงลืมเวลา ไม่สามารถแบ่งเวลาได้ ทำให้กลายเป็นติดเกมในที่สุด เมื่อเด็กติดเกม อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลการเรียนตกต่ำ หรือปวดหลัง สายตาสั้น น้ำหนักเกิน เนื่องจากเด็กจะนั่งอยู่หน้าจอ ไม่ออกกำลังกาย อีกทั้งหากติดเกมจนไม่ออกมาสร้างปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตได้ หรือเด็กที่ชอบเล่นวิดีโอเกมที่มีความรุนแรง อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นได้ด้วย สัญญาณเตือน เด็กติดเกม หากคุณพ่อคุณแม่อยากรู้ว่า ลูกรักกลายเป็นเด็กติดเกมหรือยัง อาจลองสังเกตพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 12 เดือน มีดังนี้ […]


การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

ประโยชน์ของการสมาธิในเด็กวัยเรียน และวิธีฝึกสมาธิในเด็ก

ประโยชน์ของการสมาธิในเด็กวัยเรียน อาจมีทั้งช่วยในเรื่องของพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น สามารถเรียนรู้ในชั้นเรียนได้ดียิ่งขึ้น และอาจช่วยให้มีความจำที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจช่วยลดความเครียด ลดความวิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีต่อสุขภาพของเด็ก ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรฝึกให้ลูกทำสมาธิ เพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งสุขภาพร่างกายและการเรียน การสมาธิในเด็กวัยเรียน การทำสมาธิ ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อน นอกจากนั้นยังช่วยทำให้ร่างกาย สามารถป้องกัน และรักษาโรคได้ด้วย จากการศึกษาในสถานศึกษา การทำสมาธิ ยังทำให้เด็ก มีความสนใจในห้องเรียนยิ่งขึ้น และปรับพฤติกรรมของเด็กให้ดีขึ้นตามลำดับด้วย อ้างอิงจากผลงานวิจัย ยังแสดงให้เห็น ถึงประโยชน์ของการฝึกสมาธิ ที่มีประโยชน์ต่อ โรคสมาธิสั้น (ADHD) ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ผลการเรียน การนอนหลับ ปัญหาพฤติกรรม และความผิดปกติในการรับประทานอาหาร โดยทดลองกับ เด็กมัธยม อย่างน้อยจำนวน 300 ราย ด้วยการใช้การเรียน การสอน แบบใช้สมาธิเข้ามาร่วมด้วย ผลปรากฏว่า การทำงานทางด้านจิตใจดีขึ้น นอกจากนั้น สมาธิยังมีประโยชน์ ต่อระบบประสาท ในเรื่องของการช่วยลดฮอร์โมนความเครียดของเด็ก ประโยชน์ของการสมาธิในเด็กวัยเรียน การฝึกสมาธิ มีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพจิต และสุขภาพกาย ดังนี้ ลดความวิตกกังวล ลดภาวะซึมเศร้า เพิ่มทักษะการเผชิญปัญหา ลดความหงุดหงิดและความเครียด ปรับปรุงความสามารถในการเรียนรู้ ปรับปรุงความสามารถในการจำ […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน