โรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิส เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อันตรายไม่แพ้โรคเอดส์ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เลย ด้วยเพราะในระยะแรก การจะสังเกตอาการของโรคนั้นเป็นไปได้ยาก กว่าจะรู้ตัว โรคก็รุนแรงขึ้นจนทำให้ร่างกายเสียหายมากเสียแล้ว การเรียนรู้เกี่ยวกับโรคซิฟิลิส อาจช่วยให้คุณสามารถรับมือและป้องกันกับโรคนี้ได้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ โรคซิฟิลิส ที่ Hello คุณหมอ ได้รวบรวมมาไว้ ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

โรคซิฟิลิส

แผลริมแข็ง เกิดจากสาเหตุใด รักษาได้ไหม

แผลริมแข็ง เป็นอาการของโรคซิฟิลิสในระยะแรก (Primary Syphilis) ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema Pallidum) ลักษณะเป็นแผลตื้น ผิวหนังจะมีรอยปริหรือแตก มีขอบยกนูนแข็ง แต่ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ มักพบบริเวณปาก องคชาต ช่องคลอด หรือรูทวารหนัก เมื่อเป็นแผลริมแข็งควรรีบไปพบคุณหมอและรักษาทันทีเพื่อป้องกันเชื้อลุกลามจนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต [embed-health-tool-ovulation] แผลริมแข็งคืออะไร แผลริมแข็งเป็นอาการของโรคซิฟิลิสในระยะแรก อาจพบร่วมกับอาการต่อมน้ำเหลืองบวมบริเวณขาหนีบ มักพบหลังจากได้รับเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมา แพลลิดัมซึ่งเป็นสาเหตุของโรคซิฟิลิส มาแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ แผลริมแข็งมีลักษณะเป็นแผลตื้น เรียบ โดยผิวหนังมักปริหรือแตกยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร มีขอบยกนูนแข็งแต่ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ โดยทั่วไป แผลริมแข็งมักเกิดขึ้นเป็นแผลเดียวไม่เป็นกลุ่มก้อน บริเวณปาก องคชาต ช่องคลอด หรือรูทวารหนัก ติดต่อหรือแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้หากมีการสัมผัสกับแผลริมแข็งโดยตรง แผลริมแข็ง ต่างกับแผลริมอ่อนอย่างไร แผลริมอ่อนเป็นแผลอีกรูปแบบหนึ่งที่อาจพบได้ในบริเวณเดียวกับแผลริมแข็ง และยังมีขนาดใกล้เคียงกัน คือประมาณ 1-2 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม แผลริมอ่อนต่างจากแผลริมแข็งหลายประการ ดังนี้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียฮีโมฟิลุส ดูเครย์ (Haemophilus Ducreyi) ซึ่งเป็นคนละชนิดกับสาเหตุของแผลริมแข็ง มีลักษณะเป็นตุ่มนูนบวมแดงขนาดเล็ก ขอบแผลนิ่มอ่อน ก้นแผลมีลักษณะค่อนข้างสกปรกกว่าแผลริมแข็ง มักเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นกลุ่มก้อน และเมื่อเป็นแล้ว จะรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อแผลถูกสัมผัส มีน้ำหนองสีเหลืองหรือสีเทาไหลออกมา แผลริมแข็งรักษาได้อย่างไร เมื่อพบแผลริมแข็งควรเข้าพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาโรคซิฟิลิสทันที […]

หัวข้อ โรคซิฟิลิส เพิ่มเติม

โรคซิฟิลิส

ซิฟิลิส อาการ สาเหตุ การรักษา

ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อที่สามารถแพร่กระจายผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังอาจแพร่กระจายจากการติดเชื้อผ่านทางผิวหนังหรือเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นแผลเปิด หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน  เชื้ออาจมีการติดต่อไปยังน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ระบบประสาท หัวใจ และอวัยวะอื่นได้ คำจำกัดความซิฟิลิส คืออะไร ซิฟิลิส คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากเชื้อแบคทีเรียที่ส่วนมากจะมีรอยโรคหรือแผลที่ไม่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้นบริเวณทวารหนัก อวัยวะเพศ และปาก รวมถึงอาจสามารถแพร่กระจายไปยังทารกได้หากมารดามีการติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ ผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสหากไม่ได้เข้ารับการรักษา อาจเสี่ยงเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนที่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่ระบบประสาท หัวใจ หลอดเลือด และเพิ่มโอกาสการติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น   อาการอาการซิฟิลิส อาการซิฟิลิสแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้   ซิฟิลิสระยะแรก หรือระยะปฐมภูมิ เป็นระยะที่อาจทำให้ผู้ติดเชื้อมีแผลริมแข็ง หรือแผลพุพองเล็ก ๆ บริเวณทวารหนัก อวัยวะเพศ หรือรอบปาก แต่อาจไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดใด ๆ อาจมีอาการคันที่บริเวณแผลได้  ซิฟิลิสทุติยภูมิ หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อประมาณ 6 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน อาจทำให้ผื่นแดงขึ้นบนผิวหนังทั่วทั้งร่างกาย บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางคนอาจมีไข้ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ และมีอาการผมร่วง ซิฟิลิสตติยภูมิ หากไม่รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติ อาจทำให้อาการซิฟิลิสพัฒนาเข้าสู่ระยะตติยภูมิที่กระทบต่อสุขภาพหัวใจ สมอง และเส้นประสาทอย่างรุนแรง เสี่ยงต่อการเป็นอัมพาต ตาบอด หูหนวก สมองเสื่อม หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ สาเหตุสาเหตุของซิฟิลิส ซิฟิลิสมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า […]

โรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิส การรักษา และการป้องกัน

โรคซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การรักษาโรคซิฟิลิสอาจทำให้โรคนี้หายขาดได้ ซึ่งประเภทของการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับระยะของโรค แต่หากไม่เข้ารับการรักษาโรคชนิดนี้อาจสร้างปัญหาร้ายแรงในอนาคต รวมถึงอาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาการสมองเสื่อม การรักษาโรคซิฟิลิส โรคซิฟิลิสต้องได้รับการรักษาจึงจะหายขาดได้ และมักใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคซิฟิลิส โดยประเภทของการรักษาอาจขึ้นอยู่กับระยะของโรค ดังนี้ หากเป็นโรคซิฟิลิสน้อยกว่า 2 ปี มักได้รับการรักษาด้วยการฉีดเพนิซิลลิน (Penicillin) ที่ก้น หรือรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแบบเม็ด 10-14 วัน หากเป็นโรคซิฟิลิสที่กินเวลานานเกิน 2 ปี มักรักษาด้วยการฉีดเพนิซิลลิน (Penicillin) 3 ครั้งที่ก้นทุกสัปดาห์ หรือรับประทานยาปฏิชีวนะแบบเม็ด 28 วัน กรณีร้ายแรงที่ส่งผลต่อสมองอาจได้รับการรักษาด้วยการฉีดเพนิซิลลิน (Penicillin) ทุกวันโดยฉีดเข้าทางก้นหรือหลอดเลือดดำ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือให้ยาปฏิชีวนะ 28 วัน ผลข้างเคียงของการรักษา ในบางคนอาจมีผลข้างเคียงหลังการรักษา โดยอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ แต่อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นไม่นานและอาจรักษาได้ด้วยยาพาราเซตามอล สำหรับบางคนอาจเกิดอาการแพ้หลังจากฉีดเพนิซิลลิน คุณหมออาจเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างรักษา หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะถ้าหากมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่ยังรักษาอาจเพิ่มโอกาสการเกิดโรคซ้ำ […]

โรคซิฟิลิส

สัญญาณโรคซิฟิลิส ที่ไม่ควรมองข้าม

สัญญาณโรคซิฟิลิส เป็นสัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกว่าร่างกายกำลังได้รับเชื้อซิฟิลิสที่อาจสร้างปัญหาร้ายแรงอื่น ๆ เช่น โรคข้ออักเสบ ระบบประสาท สมองถูกทำลาย รวมทั้งยังอาจลุกลามจนทำให้ตาบอดได้อีกด้วย โดยโรคซิฟิลิสเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ แต่ถ้าปลอยทิ้งไว้เป็นเวลานานอาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพได้ [embed-health-tool-bmi] โรคซิฟิลิส คืออะไร โรคซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยอาจเชื้อได้ทางการสัมผัสแผลซิฟิลิสโดยตรงระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งทางทวารหนัก ช่องคลอด หรือทางปาก นอกจากนี้ โรคซิฟิลิสยังแพร่กระจายจากมารดาไปยังทารกได้อีกด้วย หากไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลต่อสุขภาพร้ายแรง เช่น โรคข้ออักเสบ ระบบประสาท สมองถูกทำลาย หากไม่ได้รับการรักษา สัญญาณโรคซิฟิลิส สัญญาณโรคซิฟิลิส เป็นอาการที่บ่งบอกว่าร่างกายได้รับเชื้อซิฟิลิส ซึ่งผู้หญิงและผู้ชายอาจมีอาการของโรคที่คล้ายคลึงกัน มักไม่แสดงอาการที่รุนแรงหรืออาจเป็น ๆ หาย ๆ ทำให้ในบางคนอาจติดเชื้อซิฟิลิสโดยไม่รู้ตัว หากไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลต่อปัญหาร้ายแรงอื่น ๆ ตามมาได้ โดยโรคซิฟิลิสสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ คือ ระยะปฐมภูมิ ระยะทุติยภูมิ ระยะแฝง และระยะตติยภูมิ ซึ่งในแต่ละระยะอาจมีสัญญาณอาการที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ ระยะปฐมภูมิ หลังจากการติดเชื้อซิฟิลิสประมาณ 2-3 สัปดาห์ ผู้ป่วยมักมีอากการเริ่มแรก คือ มีแผลเล็ก ๆ ไม่มีอาการเจ็บ หรือเรียกว่า แผลริมอ่อน อาจมีอาการเจ็บบริเวณองคชาต ช่องคลอด […]

โรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ป้องกันได้

โรคซิฟิลิส คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียผ่านการมีเพศสัมพันธ์หรือผิวหนังที่มีบาดแผล ซึ่งมักแสดงอาการหลังติดเชื้อไปแล้วประมาณ 3 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยจะมีไข้ เกิดตุ่มน้ำเหลือง ผื่นตามมือเท้า รู้สึกอ่อนเพลีย มีแผลที่อวัยวะเพศ รักษาได้ด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะ และจำเป็นต้องตรวจเลือดหลังการรักษาเพื่อตรวจสอบว่าเชื้อหายแล้ว อย่างไรก็ตาม สามารถลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคซิฟิลิสได้ด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ โรคซิฟิลิส คืออะไร  โรคซิฟิลิส (Syphilis) คือ การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งเรียกว่า ทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema pallidum) โดยแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ การสัมผัสเชื้อทางปาก เชื้อซึมเข้าสู่บาดแผลสดตามบริเวณผิวหนัง หากไม่ได้รับการรักษาทันที อาจส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ  เช่น โรคข้ออักเสบ ระบบประสาท และสมองถูกทำลาย รวมทั้งยังลุกลามจนทำให้ตาบอดได้อีกด้วย จากข้อมูลสถติของศูนย์กรมควบคุมโรคระบุไว้ว่า ในปีพ.ศ. 2559 มีผู้ป่วยที่ประสบกับโรคซิฟิลิสมากกว่า 88,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเพศชายที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศชายด้วยกันเป็นโรคนี้มากกว่ากลุ่มอื่น อาการของโรคซิฟิลิส   โรคซิฟิลิส มักแสดงอาการตามระยะการฟักตัวของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้ ซิฟิลิสปฐมภูมิ ถือเป็นสัญญาณเตือนระยะแรกของโรคซิฟิลิส หลังจากได้รับเชื้อแบคทีเรียหลังการมีเพศสัมพันธ์ประมาณไปแล้ว 3 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อีกทั้งเกิดแผลคล้ายหูดบริเวณที่ติดเชื้อ เช่น […]

โรคซิฟิลิส

คุณติดเชื้อ "ซิฟิลิส" ได้อย่างไร และจะป้องกันได้อย่างไรบ้าง?

ซิฟิลิส เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบกันบ่อย และการ ติดเชื้อ ซิฟิลิส สามารถเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ แต่หากได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว และนี่คือรายละเอียดเกี่ยวกับการ ติดเชื้อซิฟิลิส เพื่อที่คุณจะได้ระมัดระวังตัวเองได้ ซิฟิลิส คืออะไร ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากแบคทีเรีย ทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema pallidum) หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ซิฟิลิสอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงรุนแรง อย่างเช่น โรคข้ออักเสบ สมองเสียหาย และตาบอด การติดต่อ คนส่วนใหญ่ติดเชื้อซิฟิลิส เนื่องจากมีการสัมผัสกับแผลบนร่างกายของผู้ติดเชื้อโดยตรง แผลเหล่านั้นพบได้ตรงส่วนนอกของอวัยวะเพศของผู้ติดเชื้อ ช่องคลอด ทวารหนักหรือในไส้ตรง ในบางกรณี แผลอาจเกิดขึ้นบนริมฝีปากและในปากด้วยเช่นกัน การติดต่อของโรคนี้มักเกิดขึ้นในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนักและทางปาก และกิจกรรมทางเพศอื่นๆ ซิฟิลิสติดต่อได้จากการสัมผัสสิ่งของร่วมกันหรือไม่ เนื่องจากแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของ ซิฟิลิส จะอ่อนแอเมื่ออยู่ข้างนอกร่างกาย ซิฟิลิสจึงจะไม่มีการลุกลามจากการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน อย่างเช่น โถส้วม อ่างอาบน้ำ ลูกบิดประตู สระว่ายน้ำ และคุณจะไม่ได้รับเชื้อซิฟิลิสจากการใช้เสื้อผ้าหรือใช้ภาชนะร่วมกันกับผู้ป่วยด้วยเช่นกัน ซิฟิลิสสามารถส่งผ่านไปยังลูกในช่วงตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถแพร่โรคนี้ไปยังทารกในครรภ์ได้ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจหาซิฟิลิส จึงเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงแรกก่อนการคลอด การตรวจควรทำซ้ำอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 3 และช่วงคลอด เด็กทารกของผู้หญิงที่เป็น ซิฟิลิส มีความเสี่ยงต่อการที่จะทำให้ทารกตายในครรภ์ (stillbirth) และเด็กที่คลอดออกมาเสียชีวิต ถึงแม้ว่าเด็กที่ติดเชื้อจะรอดมาได้ แต่เด็กทารกยังจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการรักษา […]