โรคผิวหนังติดเชื้อ

ทุกครั้งที่เราเกิดบาดแผลบนผิวหนัง เราก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อเนื่องจากเชื้อโรคต่าง ๆ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้อไวรัส จนทำให้เกิดความผิดปกติกับผิวหนัง และกลายเป็น โรคผิวหนังติดเชื้อ ไป เรียนรู้ข้อมูลสุขภาพเกี่ยวกับ โรคผิวหนังติดเชื้อ ทั้งโรคผิวหนังที่พบบ่อย และการดูแลรักษา ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

โรคผิวหนังติดเชื้อ

โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่มพอกซ์วิริเด (Poxviridae) ที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษคนหรือไข้ทรพิษ (Variolar) และโรคฝีดาษวัว (Cowpox) ผู้ติดเชื้อจะมีตุ่มขึ้นทั่วร่างกาย ลักษณะของตุ่มที่เกิดจากฝีดาษลิงจะเปลี่ยนไปตามระยะ เริ่มจากเป็นรอยแดงเป็นจุด ๆ เป็นตุ่มแดงนูน ไปจนถึงเป็นตุ่มน้ำใส จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองที่จะตกสะเก็ดและหลุดออกไปเอง ตุ่มจากฝีดาษลิงมักขึ้นที่ใบหน้า เยื่อบุภายในตาและปาก ลำตัว แขน ขา ฝ่ามือ และฝ่าเท้า คนส่วนใหญ่มักฟื้นตัวจากโรคนี้ได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ โรคฝีดาษลิงพบได้บ่อยในประเทศแถบแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก แต่ในเดือนพฤษภาคม 2565 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเริ่มรายงานว่าโรคฝีดาษลิงแพร่ระบาดในหลายภูมิภาคนอกทวีปแอฟริกาและอาจกระจายไปหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงในเบื้องต้นอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้ โรคฝีดาษลิง เกิดจากอะไร โรคฝีดาษลิงเกิดจากติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิงซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในสกุลออร์โธพอกซ์ (Orthopoxvirus) วงศ์พอกซ์วิริเด ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับเชื้อไวรัสฝีดาษคนหรือไข้ทรพิษ และไวรัสฝีดาษวัว เชื้อไวรัสฝีดาษลิงพบได้ในสัตว์หลายชนิด เช่น ลิง สัตว์ตระกูลฟันแทะอย่างหนูป่า กระรอก เมื่อสัมผัสเชื้อโดยตรงหรือใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ เชื้อจะเข้าสู่ผ่านรอยแตกหรือแผลที่ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ ทางเยื่อบุปาก หรือทางเยื่อบุตา ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง จนเกิดผื่นหรือตุ่มซึ่งมักเริ่มปรากฏที่ใบหน้าและลามไปยังบริเวณอื่นของร่างกาย เช่น ลำตัว แขน ขา ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจขึ้นที่อวัยวะเพศด้วย รูปแบบการแพร่เชื้อฝีดาษลิง โรคฝีดาษลิงสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ตั้งแต่ […]

หัวข้อ โรคผิวหนังติดเชื้อ เพิ่มเติม

โรคผิวหนังติดเชื้อ

อีสุกอีใส เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด ส่งผลให้เกิดผื่นคัน และตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก บนผิวหนังทั่วทั้งร่างกายซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทารก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้ที่ตั้งครรภ์ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อีกทั้งยังสามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ผ่านทางการสัมผัสสารคัดหลั่งและละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัส ดังนั้น หากสังเกตว่า มีไข้ รู้สึกอยากอาหารน้อยลง และเริ่มมีผื่นขึ้น ควรเข้าพบคุณหมอ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาทันที ก่อนแพร่กระจายติดต่อไปยังบุคคลอื่น คำจำกัดความ อีสุกอีใส คืออะไร อีสุกอีใส คือ โรคจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด เชื้อนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 10-20 วัน หลังจากได้รับเชื้อ ก่อนจะค่อย ๆ ปรากฏอาการผื่นคันและตุ่มน้ำใสขนาดเล็กทั่วทั้งร่างกาย เช่น ใบหน้า หลัง หน้าอก แขน ขา และอาจมีอาการรุนแรงมาก โดยเฉพาะในทารก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ สตรีตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อไวรัสวาริเซลลาสามารถแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ผ่านทางการหายใจหรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งและละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสอยู่ ซึ่งอาจมาจากการไอ จาม หรือจากการพูดคุยใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ อาการ อาการของอีสุกอีใส อาการของอีสุกอีใส มีดังนี้ มีตุ่มสีแดงหรือชมพูขึ้นตามลำตัว ซึ่งอาจพัฒนากลายเป็นแผลพุพอง และกลายเป็นสะเก็ด มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ปวดเมื่อยร่างกาย และเหนื่อยล้า […]

โรคผิวหนังติดเชื้อ

Necrotizing fasciitis คือ โรคแบคทีเรียกินเนื้อ เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ยากแต่ร้ายแรงมาก ส่งผลต่อเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้มีอาการบวม แดง และปวดรุนแรง หากไม่รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจทำให้การติดเชื้อรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเนื้อตาย รวมไปถึงอาจทำให้ร่างกายช็อกและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ Necrotizing fasciitis หรือโรคแบคทีเรียกินเนื้อมักแสดงอาการรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน หากพบว่ามีอาการเข้าข่ายว่าอาจเป็นโรคนี้ จึงควรไปพบคุณหมอเพื่อเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด Necrotizing fasciitis คือ โรคอะไร Necrotizing fasciitis หรือโรคแบคทีเรียกินเนื้อ เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวหนังชั้นที่ลึกถึงระดับเนื้อเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อและพังผืดโดยรอบ พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นโรคเบาหวาน เป็นโรคไต หรือเป็นโรคตับแข็ง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การติดเชื้ออาจแพร่กระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น วิงเวียนศีรษะ อ่อนแรง สับสน ไปจนถึงช็อก ซึ่งอาการอาจรุนแรงจนทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ การวินิจฉัยโรคและการรักษาตั้งแต่ระยะต้นของโรคแบคทีเรียกินเนื้อสามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ จึงควรเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด สาเหตุของ Necrotizing fasciitis โรคแบคทีเรียกินเนื้อส่วนใหญ่เกิดจากแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสชนิดเอ (Streptococcus group A) ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคติดเชื้อหลายโรค เช่น โรคคอหอยอักเสบ โรคหัวใจรูมาติก โดยชื่อเรียกโรคแบคทีเรียกินเนื้อหรือโรคกินเนื้อไม่ได้มาจากการกัดกินเนื้อของแบคทีเรีย แต่มาจากการที่แบคทีเรียชนิดนี้ปล่อยสารพิษที่ทำลายเนื้อเยื่อของผิวหนังและกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณนั้น โดยเชื้อแบคทีเรียจะเข้ามาทางผิวหนังบริเวณที่เป็นแผลอยู่แล้ว ซึ่งอาจเป็นแผลจากการผ่าตัด รอยฉีดยา รอยข่วน […]

โรคผิวหนังติดเชื้อ

ตัวโลน (Pubic Lice) เป็นแมลงขนาดเล็กกลุ่มเดียวกับเหา อาศัยอยู่ตามร่างกายบริเวณที่มีขน อาทิ หนังศีรษะ ใบหน้า รักแร้ หนวด และมักพบได้มากที่สุดบริเวณอวัยวะเพศ ตัวโลนมักแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกันน และยังเป็นสาเหตุของอาการคันหรือผิวหนังระคายเคือง อย่างไรก็ตาม ตัวโลนกำจัดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะต่าง ๆ รวมทั้งแชมพู หรือโลชั่นที่มีส่วนประกอบในการกำจัดแมลงโดยเฉพาะโลนและหา การดูแลตนเองไม่ให้ตัวโลนเกาะนั้นสามารถทำได้ด้วยการอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเสมอ และทำความสะอาดเสื้อผ้าและเครื่องนอนเป็นประจำ โดยอาจแช่หรือซักในน้ำร้อนอุณหภูมิ 54 องศาเซลเซียสขึ้นไป [embed-health-tool-bmi] ตัวโลน คืออะไร ตัวโลนเป็นแมลงกลุ่มเดียวกับเหา มีขนาดเล็กมาก หรือไม่เกิน 1.8 มิลลิเมตร ลำตัวสีเหลืองหรือแดง มี 6 ขา มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยาก มักต้องใช้แว่นขยายส่องจึงจะมองเห็น ตัวโลนอาศัยการดูดเลือดมนุษย์เป็นอาหาร มักเป็นสาเหตุของอาการคันหรืออักเสบตามร่างกาย ตัวโลนมักพบได้ ตามบริเวณส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่มีเส้นขนปกคลุม เช่น ศีรษะ ใบหน้า หน้าอก รักแร้ แขน อวัยวะเพศ ทั้งนี้ ลักษณะของตัวโลนที่พบได้ มี 3 ระยะ คือ ไข่โลน มีรูปทรงรีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า […]

โรคผิวหนังติดเชื้อ

เชื้อไวรัสฝีดาษลิง เป็นเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 แต่ล่าสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 ได้รับการรายงานว่ามีผู้ที่ติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิงกว่า 100 ราย ในทวีปยุโรป ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิงอาจมีอาการต่าง ๆ เช่น ไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ และมีผื่นหรือตุ่มนูนขึ้นทั่วทั้งร่างกาย โดยเฉพาะแขนและขา เชื้อไวรัสฝีดาษลิง คืออะไร เชื้อไวรัสฝีดาษลิง คือ เชื้อไวรัสในกลุ่มออร์โทพ็อกซ์ไวรัส (Orthopoxvirus) ของวงศ์ พ็อกซ์วิริดี้ (Poxviridae) ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ 2501 ในลิงที่ถูกส่งจากสิงคโปร์ไปยังศูนย์วิจัยในเดนมาร์ก และในปี พ.ศ. 2513 มีการบันทึกว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก จากนั้นจึงพบได้มากในแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าไวรัสฝีดาษลิงเป็นไวรัสที่แพร่กระจายจากสัตว์สู่คน เช่น ลิง หรือสัตว์ฟันแทะบางชนิด และสามารถถ่ายทอดจากคนสู่คนได้เช่นกัน ปัจจุบัน เมื่อช่วงพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2565 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิงมากกว่า 1,000 รายทั่วโลก สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยตอนนี้ยังไม่มีการรายงานพบผู้ป่วยฝีดาษลิง แต่พบผู้ป่วยยืนยัน 1 ราย เป็นชาวต่างชาติที่แวะพักเครื่องที่ประเทศไทย และมีประวัติการเดินทางบนเครื่องบินลำเดียวกับผู้ติดเชื้อยืนยันที่ประเทศออสเตรเลีย เพื่อความปลอดภัย […]

โรคผิวหนังติดเชื้อ

เชื้อราผิวหนัง เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังอย่าง กลาก เกลื้อน สังคัง ฮ่องกงฟุต อย่างไรก็ตาม เชื้อราบนผิวหนังสามารถรักษาให้หาย ได้ด้วยการใช้ยาต้านเชื้อรา ทั้งในรูปแบบยาทาภายนอก รวมถึงยาเม็ดสำหรับรับประทาน และป้องกันได้ด้วยการรักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอ และหลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้า ถุงเท้า หรือรองเท้าที่รัดแน่นจนอับชื้น เนื่องจากความชื้น เป็นปัจจัยสำคัญให้เชื้อราเติบโตและเพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น [embed-health-tool-bmi] เชื้อราผิวหนังมาจากไหน เชื้อรา เป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทุกที่ ไม่ว่าตามพื้นดิน ในน้ำ หรือบนผิวหนังมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เชื้อราบนผิวหนัง โดยปกติมักไม่เป็นอันตราย หรือทำให้ติดเชื้อ นอกจากเมื่อมีจำนวนมาก เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ การอาศัยอยู่ในบริเวณที่อบอุ่นหรือชุ่มชื้น การมีเหงื่อออกมากและไม่รีบทำให้แห้ง การไม่รักษาความสะอาดของผิวหนัง การสวมใส่เสื้อผ้าหรือรองเท้าที่รัดแน่น ระบายอากาศได้ไม่ดี การสวมใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้นหรือชุ่มเหงื่อเป็นเวลานาน การสัมผัสกับผิวหนังที่มีเชื้อโรค ไม่ว่าผิวหนังของคนหรือสัตว์ การมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ โดยอาจเป็นผลข้างเคียงจากการป่วยเป็นโรค การรักษามะเร็ง หรือการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ เชื้อราที่อยู่รอบ ๆ ตัวอาจแพร่กระจายมายังผิวหนัง และเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้ การสัมผัสระหว่างบุคคล หรือระหว่างบุคคลกับสัตว์เลี้ยง การใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น เครื่องแต่งกาย ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน […]

โรคผิวหนังติดเชื้อ

เชื้อราที่เท้า เรียกอีกอย่างว่า ฮ่องกงฟุต หรือ โรคน้ำกัดเท้า เป็นการติดเชื้อราที่ผิวหนัง พบได้มากในบริเวณที่มีความอับชื้น และเหงื่อออกมาก โดยเฉพาะระหว่างนิ้วเท้า และอาจแพร่กระจายไปสู่บุคคลอื่นได้ผ่านการใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าขนหนู รองเท้า พรมเช็ดเท้า คำจำกัดความ เชื้อราที่เท้า คืออะไร เชื้อราที่เท้า คือ การติดเชื้อราที่ผิวหนัง ทำให้มีอาการคัน แผลเปื่อย และแสบผิว พบได้บ่อยในบริเวณที่อับชื้นหรือมีเหงื่อออกมาก เช่น ซอกนิ้วเท้า เล็บ ฝ่าเท้า อีกทั้งยังสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นได้หากมีการสัมผัสกับเชื้อรา อาการ อาการเชื้อราที่เท้า อาการเชื้อราที่เท้า มีดังนี้ อาการคันที่บริเวณเท้า ซอกนิ้ว หรือฝ่าเท้า โดยเฉพาะหลังจากถอดถุงเท้าและรองเท้า ผิวหนังที่เท้าลอก แตก และเป็นสะเก็ด แสบผิวหนังที่เท้า และอาจเป็นแผลพุพอง ผิวหนังที่เท้าอักเสบ สังเกตได้จากสีผิวเปลี่ยนแปลงเป็นสีม่วงหรือสีแดง ควรพบคุณหมอทันทีหากอาการเชื้อราที่เท้าไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังจากที่ใช้ยาต้านเชื้อรา หรือหากมีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น มีหนอง เท้าบวม เป็นไข้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานที่มีการติดเชื้อราที่เท้าก็ควรเข้าพบคุณหมอเช่นกัน เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ สาเหตุ สาเหตุของเชื้อราที่เท้า เชื้อราที่เท้าเกิดจากการติดเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophytes) ซึ่งเป็นเชื้อราชนิดเดียวกันกับเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคกลาก โดยสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อหรือจากการสัมผัสกับสิ่งรอบตัวที่ปนเปื้อนเชื้อรา เช่น พรมเช็ดเท้า ถุงเท้า รองเท้า ผ้าขนหนู ปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงของเชื้อราที่เท้า ปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อราที่เท้า มีดังนี้ […]

โรคผิวหนังติดเชื้อ

กลากเกลื้อน เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าโรคกลากเกลื้อนคือโรคเดียวกัน แต่แท้จริงแล้ว กลากและเกลื้อนคือโรคผิวหนังต่างชนิดกัน อย่างไรก็ตาม โรคผิวหนังทั้ง 2 ชนิดนี้เกิดจากเชื้อรา ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่อบอุ่นและอับชื้น เช่น บริเวณที่มีเหงื่อสะสม จึงควรรักษาความสะอาดร่างกายอยู่เสมอ โดยทั่วไปอาการของกลากเกลื้อนจะดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์หลังใช้ยารักษา แต่หากรักษานานแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือการติดเชื้อกระจายเป็นวงกว้าง ควรไปพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาอาการโดยเร็วที่สุด [embed-health-tool-bmi] กลากเกลื้อน เกิดจากอะไร โรคกลาก (Ringworm) เป็นโรคผิวหนังจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophytes) สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย รวมไปถึงบริเวณหนังศีรษะ ซอกเล็บมือและเล็บเท้า โดยปกติแล้วเชื้อราชนิดนี้จะอาศัยอยู่บนเนื้อเยื่อเส้นผม เล็บ และผิวหนังชั้นนอกที่ตายแล้ว แต่หากเจริญเติบโตมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการคันได้ โรคกลากสามารถเกิดขึ้นได้ในคนทุกวัย แต่พบได้บ่อยในเด็ก โรคเกลื้อน (Pityriasis versicolor หรือ Tinea versicolor) เป็นโรคผิวหนังจากการติดเชื้อรามาลาสซีเซียเฟอร์เฟอร์ (Malassezia furfur) มักพบในบริเวณที่มีต่อมไขมัน เช่น คอ ลำตัว ต้นแขน และหลัง โดยทั่วไปโรคเกลื้อนจะไม่ก่อให้เกิดอาการคัน ยกเว้นในช่วงที่มีเหงื่อมาก และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากยังมีเชื้อบนผิวหนัง โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย แต่พบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว ความแตกต่างของ กลากเกลื้อน กลากเกลื้อน เป็นโรคผิวหนัง 2 ชนิดที่เกิดจากการติดเชื้อรา และมีสาเหตุการเกิดโรคที่คล้ายคลึงกัน […]

โรคผิวหนังติดเชื้อ

เชื้อราแมว หรือเชื้อราจากแมว เป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของแมว หรืออาจพบบนผิวหนังสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย เชื้อนี้สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสกับพาหะนำเชื้อโดยตรง เมื่อคนไปสัมผัสคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อ อาจทำให้ เชื้อราแมวติดคน ได้ เมื่อติดเชื้อราแมวสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาต้านเชื้อราที่วางขายตามร้านขายทั่วไป อย่างไรก็ตาม หากเชื้อราแมวลุกลาม ทำให้เกิดอาการผื่นคันกระจายทั่วตัว รวมไปถึงบริเวณหนังศีรษะ อาจต้องไปพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยความรุนแรงของอาการและรักษาให้หายโดยเร็วที่สุด เชื้อราแมวติดคน คืออะไร เชื้อราแมว เป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของสัตว์ ที่พบมาก เช่น  เชื้อไมโครสปอรัม เคนิส (Microsporum canis) ซึ่งเป็นเชื้อราก่อโรคชนิดหลักในสัตว์ สามารถพบในสัตว์เลี้ยงประเภทอื่น ๆ ด้วย เช่น สุนัข หนูแฮมสเตอร์ กระต่าย เมื่อสัตว์ติดเชื้อจะทำให้เกิดโรคผิวหนัง และเชื้อสามารถติดต่อมาสู่คนได้โดยตรงผ่านการสัมผัส การอุ้ม หรือการนอนร่วมเตียงกับสัตว์เลี้ยง เมื่อเชื้อราแมวติดคนจะทำให้เกิดอาการคันและมีผื่นแดงลักษณะเป็นวงขึ้นบนผิวหนัง ในรายที่มีอาการรุนแรง ผื่นและอาการคันอาจกระจายไปทั่วร่างกาย จึงควรหลีกเลี่ยงการเกาที่อาจกระจายไปยังผิวหนังบริเวณอื่น อาการของภาวะ เชื้อราแมวติดคน เมื่อคนติดเชื้อราแมว อาจมีอาการดังต่อไปนี้ มีผื่นขึ้นเป็นดวง รูปร่างคล้ายวงแหวน ขอบเป็นสีแดง อาจเป็นขุย ผื่นมีหลายขนาด ทั้งวงเล็กและวงใหญ่ อาจเป็นเฉพาะที่ หรือขยายเป็นวงกว้างทั่วร่างกาย ผื่นสามารถขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่น หนังศีรษะ ใบหน้า […]

โรคผิวหนังติดเชื้อ

ปากนกกระจอก เกิดจาก ภาวะอักเสบบริเวณมุมริมฝีปากจากการติดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย ปัญหาผิวหนังที่มีอยู่เดิม การขาดสารอาหารบางชนิด เป็นต้น ทำให้มีแผลเปื่อย บวม อาจพบที่มุมปากทั้ง 2 มุม หรือมุมเดียวก็ได้  หากรักษาด้วยการใช้ยาหรือการดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการไม่ทุเลาลง หรือเป็นปากนกกระจอกบ่อยครั้ง ควรไปพบคุณหมอเพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม เพื่อลดความไม่ให้กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ปากนกกระจอก คืออะไร ปากนกกระจอก คือ ภาวะอักเสบบริเวณมุมปากที่เกิดขึ้นได้ในคนทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการสะสมของน้ำลายบริเวณมุมปาก เมื่อน้ำลายแห้งแล้วก็จะทำให้ผิวหนังแห้งแตก และเมื่อมุมปากแตกคนส่วนใหญ่มักเลียริมฝีปากเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น จนอาจทำให้ผิวหนังบริเวณมุมปากติดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย และเกิดอาการเจ็บแสบ บวม หรือตึง กลายเป็นแผลเปื่อยบริเวณที่มุมปาก ปากนกกระจอกไม่ใช่โรคติดต่อ แต่อาจสร้างความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกรำคาญ เป็นกังวล กระทบต่อการรับประทานอาหารและการพูดคุยกับผู้อื่น จึงจำเป็นต้องรักษาอย่างถูกวิธีเพื่อลดปัญหาดังกล่าวและไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก ปากนกกระจอก เกิดจาก สาเหตุใด ปากนกกระจอก อาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้ ติดเชื้อราหรือแบคทีเรีย ที่พบบ่อย ได้แก่ เชื้อราที่มีชื่อว่าเชื้อแคนดิดา (Candida) ซึ่งเป็นเชื้อราชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อม ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปากนกกระจอก นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อเริมที่ริมฝีปาก (Herpes simplex) เลียปากบ่อยหรือนอนน้ำลายไหล น้ำลายที่แห้งหมักหมมบริเวณมุมปากจากการเลียปากเป็นประจำหรือนอนแล้วน้ำลายไหลโดนมุมปาก อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณมุมปากแห้งแตก อีกทั้งความชื้นและอุ่นของน้ำลายยังอาจทำให้เชื้อราและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี ขาดวิตามินบี […]

โรคผิวหนังติดเชื้อ

ปากนกกระจอก เป็นภาวะผิวหนังบริเวณมุมปากที่เกิดการอักเสบจากเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย จนทำให้เกิดแผลพุพอง ซึ่งอาจรักษาได้ด้วยยาต้านเชื้อราและยาปฏิชีวนะต้านเชื้อแบคทีเรีย ทั้งชนิดใช้ภายนอกและชนิดรับประทาน เพื่อช่วยต้านการสะสมของเชื้อราและเชื้อแบคเรีย นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี ธาตุเหล็ก วิตามินซีและโฟเลต (Folate) อาจช่วยป้องกันปากนกกระจอกได้ คำจำกัดความปากนกระจอก คืออะไร ปากนกกระจอก คือ ภาวะผิวหนังบริเวณมุมปากเกิดการอักเสบจากเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อราแคนดิดา (Candida) และเชื้อแบคทีเรียสแตปฟิโลคอกคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการที่น้ำลายสะสมอยู่บริเวณมุมปาก ซึ่งอาจทำให้มุมปากระคายเคือง แห้งและแตกจนเป็นแหล่งสะสมของเชื้อเหล่านี้ทำให้เกิดการอักเสบและเกิดเป็นแผลลุกลามขึ้น ส่วนใหญ่โรคปากนกกระจอกอาจพบได้ในผู้ที่มีภาวะน้ำลายมากกว่าปกติ ผู้ที่มีน้ำลายเอ่อบริเวณมุมปากมาก ซึ่งมักเกิดขึ้นในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กบางคนอาจมีน้ำลายมากและน้ำลายไหลตลอดเวลา อาการอาการปากนกกระจอก ปากนกกระจอกอาจมีอาการดังต่อไปนี้ เลือดออกบริเวณมุมปาก แผลพุพอง มีสีขาวและเปียกชื้น บริเวณมุมปากมีอาการแดง บวมและคัน ปากแตกเป็นสะเก็ด สาเหตุสาเหตุของปากนกกระจอก ปากนกกระจกอาจมีสาเหตุมาจากการสะสมของน้ำลายบริเวณมุมปากจนทำให้ปากแห้งแตก ทำให้เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราสามารถเข้าไปในชั้นผิวหนังได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบและการติดเชื้อ นอกจากนี้ ปากนกกระจอกอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาผิวหนังอื่น ๆ ได้อีก ดังนี้ โรคผิวหนังภูมิแพ้หรือโรคกลาก น้ำลายไหลระหว่างการนอนหลับ การติดเชื้อราหรือยีสต์ในปาก เช่น เชื้อราในช่องปาก เด็กที่ดูดนิ้วโป้งหรือจุกนมหลอก สวมหน้ากากอนามัยเป็นเวลานานจนเกิดการสะสมของแบคทีเรีย ผู้ที่ใส่ฟันปลอมไม่พอดีจนอาจเกิดการเสียดสี ปัจจัยเสี่ยงปัจจัยเสี่ยงปากนกกระจอก ปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดปากนกกระจอก ดังนี้ การใช้เครื่องสำอางหมดอายุ ภาวะสุขภาพเรื้อรังและความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเบาหวาน โรคลำไส้อักเสบ การติดเชื้อเอชไอวี ดาวน์ซินโดรม อาจทำให้ผิวแห้ง แล้วการเอ่อของน้ำลายข้างปากมากขึ้น การขาดวิตามินบี ธาตุเหล็ก หรือโปรตีน น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้ขาดสารอาหาร ผิวแห้งแตกได้ การสูบบุหรี่ สารเคมีที่ทำร้ายผิวทำให้ผิวแห้งมากขึ้น ความเครียด ส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนอาจทำให้ขาดความยืดหยุ่น ผิวแห้งและแตกได้ง่าย การวินิจฉัยและการรักษาการวินิจฉัยปากนกกระจอก คุณหมออาจตรวจสุขภาพปากเพื่อดูรอยแตก รอยแดง […]