home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

รอยสัก (Tattoo) กับข้อควรรู้ก่อนจะตัดสินใจไปสัก

รอยสัก (Tattoo) กับข้อควรรู้ก่อนจะตัดสินใจไปสัก

รอยสัก (Tattoo) ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่สร้างความสวยงามบนเรือนร่าง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคลด้วย สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีรอยสักและกำลังสนใจอยู่ ลองมาดูบทความของ Hello คุณหมอ ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องรอยสักมาฝากกัน

รอยสัก กับวิธีสักที่คุณควรรู้

รอยสักเป็นเครื่องหมายที่จะอยู่บนผิวไปอย่างถาวร โดยเม็ดสีของหมึกสักนั้นจะถูกแทรกเข้าไปในชั้นบนสุดของผิวผ่านการแทงของเข็มสัก โดยทั่วไปแล้ว การสักจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่าเครื่องสัก ซึ่งทำหน้าที่เหมือนจักรเย็บผ้า โดยมีเข็ม 1 เข็มหรือมากกว่านั้นเจาะบนผิวหนังซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่เข็มเจาะลงไปก็จะหยดหมึกเล็ก ๆ ลงไปด้วยนั่นเอง ซึ่งโดยปกติแล้วกระบวนการสักนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ยาชา เนื่องจากมีเลือดออกเพียงเล็กน้อย และรู้สึกเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจาก การสัก

การสัก คือ การใช้เครื่องมือที่มีเข็มเจาะลงไปบนผิวหนัง ทุกครั้งที่อุปกรณ์สักแทงเข็มเข้าไปมันจะสร้างรูและฉีดสีเข้าไปในชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นชั้นที่ 2 ของผิวหนัง ใต้ผิวหนังชั้นนอก การสักนั้นถือเป็นการสร้างความเสียหายให้แก่ผิวหนัง และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการสักมีดังนี้

โรคมะเร็ง

เป็นคำถามที่นักวิจัยได้พยายามรค้นหาคำตอบมาหลายปีแล้วว่า “รอยสักนั้นทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังหรือไม่” แม้จะไม่มีการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างรอยสักกับมะเร็งผิวหนัง แต่ก็มีส่วนผสมบางอย่างในหมึกที่อาจเชื่อมโยงกับมะเร็งได้ หมึกสีดำถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะมีระดับเบนโซ (เอ) ไพรีน (Benzo (a) pyrene) สูงมาก

ปัจจุบันทางสำนักงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (International Agency for Research on Cancer หรือ IARC) ได้ระบุว่าเบนโซ (เอ) ไพรีนเป็นสารก่อมะเร็ง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักวิจัยเองก็มีความกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับผลกระทบของหมึกสักสีดำ เนื่องจากเป็นสีที่ใช้กันมากที่สุดสำหรับ การสัก

ปฏิกิริยาแพ้

หากผิวของคุณไวต่อน้ำหอม เครื่องสำอาง หรือโลชั่นต่าง ๆ คุณอาจจะต้องคิดให้ดีก่อนที่จะทำ การสัก เพราะถือเป็นเรื่องปกติอย่างมากที่บุคคลทั่วไปอาจมีปฏิกิริยาแพ้ต่อสีที่ใช้ในการสักได้ เนื่องจากหมึกสักนั้นเต็มไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ หากคุณเป็นคนที่มีผิวแพ้ง่าย หรือมีการอาการแพ้บ่อย ๆ แต่อยากมีรอยสัก แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ก่อนเข้ารับ การสัก

โดยปกติแล้ว สีที่จะส่งผลให้เกิดอาการแพ้ ได้แก่ สีแดง สีเขียว สีเหลือง และสีน้ำเงิน ซึ่งปฏิกิริยาแพ้ที่เกิดขึ้นจะส่งผลทำให้เป็นผื่นคันบริเวณรอยสัก ซึ่งอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้จะสักไปแล้วหลายปีก็ตาม

โรคตับอักเสบ

เมื่อพูดถึงรอยสัก ก็มักจะมีความกังวลถึงเรื่องของไวรัสตับอักเสบตามมา เนื่องจากไวรัสตับอักเสบนั้นสามารถส่งผ่านจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งด้วยการใช้เข็มร่วมกันได้ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คุณควรจะต้องตรวจสอบสถานที่สักให้ดีเสียก่อน นอกจากนั้นแล้ว คุณต้องตรวจสอบด้วยว่าช่างสักสวมถุงมือทุกครั้ง และใช้เข็มใหม่ที่สะอาดใน การสัก

ทำให้การตรวจ MRI ยุ่งยากมากขึ้น

หากคุณมีอาการป่วยที่ต้องใช้เครื่อง MRI เป็นประจำ คุณอาจจะต้องหยุดสักชั่วคราว เนื่องจากรอยสักอาจจะไปรบกวนการทำงานของ MRI ได้ เพราะแม่เหล็กอาจทำปฏิกิริยาบริเวณรอบ ๆ รอยสัก รวมถึงรอยแดง รอยบวม หรือบางครั้งก็มีปฏิกิริยากับรอยไหม้ด้วย นอกจากนี้ เครื่อง MRI จะผลิตภาพอวัยวะและโครงสร้างของร่างกายในระดับสีเทา เมื่อหมึกสักผสมลงไปในภาพ ก็อาจจะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ผิดเพี้ยน หรือการอ่านค่ามีความยากขึ้น ส่วนหมึกสีแดงนั้นเป็นที่รู้กันดีว่าสร้างปัญหาเกี่ยวกับ MRI เนื่องจากมีธาตุเหล็ก ซึ่งมีความเป็นแม่เหล็กสูง

รอยสักจะรบกวนการสแกนของเครื่อง MRI หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของรอยสักและส่วนผสมที่ใช้ในหมึกด้วย ดังนั้นหากคุณมีรอยสักและต้องการจะทำ MRI ควรตรวจสอบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน เพื่อให้แพทย์แจ้งถึงความเสี่ยงหากต้องมีการทดสอบเกิดขึ้น

การติดเชื้อที่ผิวหนัง

สำหรับการติดเชื้อที่ผิวหนังมักจะเกิดขึ้นหลังจากได้ทำการสักไปเรียบร้อยแล้ว

ปัญหาผิวหนังอื่น ๆ

บางครั้งอาการอักเสบที่เกิดขึ้นบนผิวหนังมักจะถูกเรียกว่า แกรนูโลมา (Granuloma) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ แกรนูโลมาสามารถก่อตัวขึ้นรอบ ๆ บริเวณรอยสัก นอกจากนี้ การสัก ยังนำไปสู่แผลเป็นแบบนูนได้อีกด้วย เนื่องจากเกิดเนื้อเยื่อแผลมากเกินไป

ติดเชื้อในกระแสเลือด

หากอุปกรณ์การสักปนเปื้อนเลือดที่ติดเชื้อ และไม่ได้รับการฆ่าเชื้ออยากถูกต้อง คุณก็สามารถติดเชื้อในกระแสเลือดได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) เชื้อเอชไอวี และบาดทะยัก

ข้อควรระวังก่อนคิดจะมีรอยสัก

คุณสามารถลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการสักได้ โดยใช้ความระมัดระวังง่าย ๆ ดังนี้

  • เข้ารับการสักในสถานที่ที่มีใบอนุญาตและมีชื่อเสียง ซึ่งกฎและข้อกำหนดในการสักของแต่ละรัฐจะแตกต่างกันออกไป ดังนั้นจึงควรตรวจสอบกฎหมายความปลอดภัยล่าสุดจากกรมอนามัยในพื้นที่นั้นๆ
  • ไม่ควรนำเข็มและมีดโกนกลับมาใช้ใหม่ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าช่างที่จะสักให้คุณได้นำเข็มออกมาจากบรรจุภัณฑ์ที่ใหม่และปิดสนิท
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าช่างสักใช้ถุงมือคู่ใหม่และล้างมือก่อนเริ่มทำ การสัก
  • อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการสักรวมไปถึงโต๊ะ เก้าอี้ จะต้องได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม
  • บริเวณที่ถูกสักควรได้รับการฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ก่อนที่จะทำ การสัก
  • รอยสักที่สักเสร็จใหม่ ๆ ควรถูกปกคลุมด้วยผ้าก๊อซหรือผ้าพันแผล
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของช่างสักในการดูแลผิวที่เพิ่งถูกสัก

วิธีการดูแลรอยสัก

โดยปกติแล้ว ช่างสักจะแนะนำวิธีการดูแลรอยสักให้ผู้ที่เข้ารับ การสัก อยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทและขอบเขตของงานสักด้วย โดยปกติการดูแลรอยสักมีวิธีดังนี้

  • รักษาผิวที่มีรอยสักให้สะอาดอยู่เสมอ ด้วยการใช้น้ำเปล่าหรือสบู่สูตรอ่อนโยนในการทำความสะอาด ในขณะอาบน้ำควรหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำโดนบริเวณรอยสักที่เพิ่งสักใหม่ อย่าถู และพยายามซับให้แห้ง
  • ใช้ครีมบำรุงผิว มอยส์เจอไรเซอร์อ่อน ๆ ทาวนบริเวณผิวที่มีรอยสักวันละหลาย ๆ ครั้ง
  • พยายามอย่าให้รอยสักโดนแสงแดดเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ หรือการแช่อ่างน้ำร้อนระหว่างที่กำลังรักษารอยสัก
  • เลือกเสื้อผ้าอย่างระมัดระวัง อย่าสวมใส่เสื้อผ้าที่อาจติดรอยสัก
  • ใช้เวลาในการรักษาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยหลีกเลี่ยงการแกะสะเก็ดแผล เนื่องจากการแกะสะเก็ดแผลจะเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ ทำให้เกิดแผล และสร้างความเสียหายให้กับรอยสักได้

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Getting Tattooed or Pierced. https://www.healthline.com/health/beauty-skin-care-tattoos-piercings. Accessed December 27, 2019

Think Before You Ink: Tattoo Health Risks. https://www.pennmedicine.org/updates/blogs/health-and-wellness/2018/july/tattoo-health-risks. Accessed December 27, 2019

Tattoos: Understand risks and precautions. https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/adult-health/in-depth/tattoos-and-piercings/art-20045067. Accessed December 27, 2019

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย แก้ไขล่าสุด 02/02/2021
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x