home

สุขภาพระบบทางเดินอาหาร

ระบบย่อยอาหาร คือหนึ่งในระบบที่สำคัญที่สุดของร่างกาย เนื่องจากร่างกายของเราจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นอาหาร เพื่อการทำงานที่เป็นปกติของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ สุขภาพระบบทางเดินอาหาร ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

หัวข้อ สุขภาพระบบทางเดินอาหาร เพิ่มเติม

สุขภาพระบบทางเดินอาหาร

อาหารเป็นพิษ คืออาการป่วยจากการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่ม ที่สามารถพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย และอาจมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน ตั้งแต่อาการป่วยเล็กน้อย ไปจนถึงอาการรุนแรง ที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ วันนี้ Hello คุณหมอ เลยอยากจะมาแนะนำ สัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณกำลังมี อาการอาหารเป็นพิษ เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถสังเกตอาการ และเข้ารับการรักษาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกันค่ะ สาเหตุที่ทำให้เกิด อาการอาหารเป็นพิษ อาการอาหารเป็นพิษ เกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อปรสิต เชื้อโรคเหล่านี้อาจปนเปื้อนมาในอาหารได้ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ขนส่ง หรือแม้กระทั่งการประกอบอาหาร อาหารเป็นพิษ จากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อแบคทีเรีย เป็นสาเหตุหลักของการเกิดอาการอาหารเป็นพิษ โดยเชื้อแบคทีเรียก่อโรคที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ เชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) เชื้ออีโคไล (E. coli) เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter) คลอสทริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) อาหารเป็นพิษ จากเชื้อปรสิต หรือพยาธิ ในบางครั้ง อาการ อาหารเป็นพิษ ก็อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อปรสิต หรือพยาธิต่าง ๆ แม้อาการอาหารเป็นพิษจากเชื้อปริสิตหรือพยาธิจะพบไม่บ่อยเท่ากับอาการอาหารเป็นพิษเนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย แต่ก็มีความอันตรายไม่แพ้กัน โดยเชื้อปรสิตที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษนั้น มักจะมาจากการติดเชื้อปรสิตท็อกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmais) ที่พบได้ในอึแมว อาหารเป็นพิษ จากเชื้อไวรัส เชื้อโนโรไวรัส (Norovirus) คือเชื้อไวรัสที่สามารถก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้ ซึ่งในกรณีที่รุนแรง อาจทำให้เสียชีวิตได้เลยทีเดียว […]

ปัญหาสุขภาพช่องท้องแบบอื่น

สุขภาพของลำไส้ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ หากร่างกายมีสุขภาพลำไส้ที่แข็งแรง ก็จะช่วยให้ระบอื่น ๆ ในร่างกายดีตามไปด้วย เมื่อสุขภาพลำไส้แข็งแรงไม่เพียงแต่ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและสมองด้วย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อ ลำไส้ไม่แข็งแรง ร่างกายก็จะส่งสัญญาณออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ท้องอืด ท้องผูก วันนี้ Hello คุณหมอ มีบทความเกี่ยวกับสัญญาณที่บ่งบอกว่า สุขภาพลำไส้ไม่ดี ไม่แข็งแรงมาให้อ่านกันค่ะ หน้าที่ของ จุลินทรีย์ในลำไส้  จุลินทรีย์ในลำไส้ (The Gut Microbiome) เป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ ซึ่งมีอยู่ในระบบทางเดินอาหารประมาณ 300-500 ชนิด แม้ว่าจุลินทรีย์จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ว่าจุลินทรีย์บางชนิดนั้นมีประโยชน์และมีความจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทหน้าที่ในการช่วยย่อยอาหารที่กระเพาะอาหารไม่สามารถย่อยได้ เพื่อนำไปเป็นพลังงานให้กับร่างกาย นอกจากนี้ จุลินทรีย์ในลำไส้ยังทำหน้าที่ในการดูดซึมสารอาหาร กระตุ้นการสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคต่าง ๆ สัญญาณที่บ่งบอกว่า ลำไส้ไม่แข็งแรง จุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารมีหน้าที่ในการย่อย ดูดซึมสารอาหาร ซึ่งพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ความเครียด นอนน้อยเกินไป รับประทานอาหารแปรรูป และอาหารที่มีน้ำตาลสูง อาจเป็นตัวทำลายจุลินทรีย์ในกระเพาะอาหาร จนส่งทำให้ สุขภาพลำไส้ไม่ดี ซึ่งสัญญาณเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า สุขภาพลำไส้ไม่ดี ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร อาการไม่สบายท้อง ท้องไส้ปั่นป่วนบ่อย ๆ เช่น มีแก๊สในกระเพาะอาหาร […]

ปัญหาสุขภาพช่องท้องแบบอื่น

การ ปรับปรุงแบคทีเรียในทางเดินอาหาร ในลำไส้ให้มีความแข็งแรงมีส่วนช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้นได้ด้วย ซึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารที่ดีต่อจุลินทรีย์ช่วยกระตุ้น แบคทีเรียในลำไส้ ให้ดีขึ้นได้ วันนี้ Hello คุณหมอ มีวิธีการปรับปรุงแบคทีเรียในทางเดินอาหารที่น่าสนใจมาให้อ่านกัน หน้าที่ของ แบคทีเรียในทางเดินอาหาร (Gut Bacteria) ร่างกายของคนเรานั้นเต็มไปด้วยแบคทีเรียหลายล้านล้านตัว ซึ่งมีทั้งชนิดที่ดีต่อสุขภาพและชนิดที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยจะจับคู่กับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ตัวอื่น เช่น ไวรัสและเชื้อรา โดยสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เหล่านี้จะสร้างไมโครไบโอตา (Microbiota) หรือไมโครไบโอม (Microbiome) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ซึ่งมีเกือบ  2 ล้านยีนที่อาศัยอยู่ในลำไส้ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารมีความสมดุล นั้นหมายถึง สุขภาพลำไส้ก็จะดีตามไปด้วย การดูแลรักษาสมดุลของจุลินทรีย์มีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ และระบบภูมิคุ้มกันเป็นอย่างมาก วิธี ปรับปรุงแบคทีเรียในทางเดินอาหาร (Gut Bacteria) ให้ดีขึ้น ร่างกายของคนเรานั้นมีปริมาณแบคทีเรียอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอาศัยอยู่ในลำไส้ โดยรวม ๆ แล้วเรียกว่า “จุลินทรีย์ในลำไส้“ ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก พฤติกรรมการกินถือเป็นเรื่องที่มีผล อย่างมากต่อแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ มีส่วนช่วยปรับปรุง แบคทีเรียในลำไส้ ให้ดีขึ้นได้ รับประทานให้มีความหลากหลาย แบคทีเรียในลำไส้นั้นมีอยู่หลายร้อยชนิด ซึ่งแบคทีเรียแต่ละชนิดก็มีบทบาท หน้าที่ในการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกันออกไป การรับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่แตกต่างกันออกไปเพื่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียแต่ละชนิด […]

โรคริดสีดวงทวาร

เมื่อเสร็จสิ้นการผ่าตัดเพื่อรักษา ริดสีดวงทวาร สิ่งที่คุณควรทำเป็นอันดับแรก คือการศึกษาและทำความเข้าใจถึงวิธีการ ดูแลแผลผ่าตัดริดสีดวงทวาร อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อเพิ่มเติมที่อาจตามมาในภายหลัง วันนี้ บทความของ Hello คุณหมอ จึงได้นำเคล็ดลับแสนง่าย เกี่ยวกับการดูแลแผลผ่าตัดริดสีดวงทวาร ด้วยตัวเองที่บ้านมาฝากทุกคน ให้ได้ลองนำไปปฏิบัติตามกันค่ะ ริดสีดวงทวาร คืออะไร ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) คือภาวะที่เกิดจากการที่หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักถูกแรงกดทับจนนูนบวม และส่งผลให้คุณมีอาการปวดบวมอย่างรุนแรง และอาจเกิดก้อนแข็งภายในหรือภายนอกทวารหนัก โดยส่วนใหญ่มักมาจากสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ การออกแรงเบ่งอุจจาระมากเกินไป อาการท้องร่วง หรือท้องผูกเรื้อรัง สตรีที่กำลังอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ต่ำ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน การนั่งอยู่บนโถส้วมเป็นเวลานาน ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากริดสีดวงทวาร เมื่อคุณมีอายุมากขึ้น ก็อาจทำให้คุณมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับ ริดสีดวง บริเวณทวารหนัก และเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ นั่นก็คือ โรคโลหิตจาง เนื่องจากเกิดการสูญเสียเลือดมากส่งผลให้ เลือดที่นำไปหล่อเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายไม่เพียงพอ การเกิดลิ่มเลือด แม้ว่าลิ่มเลือดอาจจะไม่ได้อันตรายมากนัก แต่ก็อาจทำให้คุณนั้นรู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก และทำให้เกิดอาการบวมได้ โรคริดสีดวงทวารบีบรัด หากเลือดที่ไปเลี้ยงในบริเวณ ริดสีดวงทวาร ถูกตัดขาด ก็อาจทำให้ริดสีดวงเกิดการบีบรัด แล้วทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง ถึงอย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกว่าตนเองกำลังมีอาการเจ็บปวด หรือระคายเคืองบริเวณรอบรูทวารหนักอยู่ละก็ โปรดเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด เพื่อตรวจวินิจฉัยและหาการรักษาที่เหมาะสมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทันที วิธี ดูแลแผลผ่าตัดริดสีดวงทวาร ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่แพทย์อาจเลือกวิธีการรักษา ริดสีดวงทวาร ด้วยการผ่าตัด เพราะเป็นเทคนิคที่ค่อนข้างรวดเร็วที่สุดที่จะนำก้อน ริดสีดวงทวาร ออก เมื่อเสร็จสิ้นการผ่าตัดแล้วนั้น แพทย์อาจอนุญาตให้คุณกลับไปพักฟื้นร่างกายที่บ้านได้ พร้อมแนะนำวิธีการดูแลบาดแผลด้วยตนเองง่าย ๆ ดังนี้ หลีกเลี่ยงการนั่งกดทับแผล งดการยกของหนัก รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง […]

สุขภาพระบบทางเดินอาหาร

ตด หรือ การผายลม เกิดจากการปล่อยแก๊สในลำไส้ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการสะสมในระบบย่อยอาหาร แต่หากกลิ่นและเสียงนั้นไม่ปกติ มันอาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้ เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเซลิแอค โรคตับ โรคลำไส้อักเสบ โดยปกติผู้ที่สุขภาพแข็งแรงดีจะตดประมาณ 14-23 ครั้ง/วัน หากตดมากกว่า 25 ครั้งต่อวัน จะมีกลิ่นเหม็นและเสียงดังกว่าปกติ ตด เกิดจากอะไร ตด หรือ การผายลม เกิดจากการปล่อยแก๊สในลำไส้ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการสะสมในระบบย่อยอาหาร โดยมีสาเหตุและปัจจัยอื่น ๆ ดังต่อไปนี้  อากาศที่กลืนเข้าไป ในทุก ๆ วันทุกคนอาจกลืนอากาศเข้าไปตลอดเวลา เช่น อากาศขณะที่เคี้ยวอาหาร การดื่มเครื่องดื่มจากน้ำอัดลม โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเซลิแอค โรคตับ โรคลำไส้อักเสบ อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตมากเกินไป อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีแก๊สมากจนอาจเกิดการตดบ่อย อาหารไม่ย่อย อาหารที่ถูกย่อยไม่หมดบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นแก๊สไฮโดรเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้เกิดการตด ตดกับปัญหาสุขภาพที่ควรรู้ ถึงแม้ว่าตดอาจเป็นเรื่องปกติ แต่หากกลิ่นและเสียงนั้นไม่ปกติ มันอาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้อีกด้วย นอกจากนี้ ตดยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ยาบางชนิด โดยลักษณะของกลิ่นตดอาจบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพดังต่อไปนี้  ตดมีกลิ่น เกิดจากการรับประทานที่มีเส้นใยสูง เช่น หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ […]

แผลในกระเพาะอาหาร

หนึ่งในอาการทางสุขภาพที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารที่เรามักจะพบกันได้บ่อย ๆ ก็คือ แผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นได้หากมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อระบบทางเดินอาหาร แต่ถ้าจู่ ๆ เราก็เป็นแผลในกระเพาะอาหารขึ้นมาล่ะ จะมีวิธีรับมืออย่างไรได้บ้าง หากสงสัยกันล่ะก็ วันนี้ Hello คณหมอ มีสาระน่ารู้และวิธีการรับมือเมื่อ เป็นแผลในกระเพาะอาหาร มาฝากค่ะ แผลในกระเพาะอาหารคืออะไร แผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) เกิดจากการที่เยื่อบุในกระเพาะอาหารถูกทำลายจากกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร หรือบางครั้งอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร (Helicobacter Pylori) การรับประทานยาแอสไพริน การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด หรือแม้แต่การรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดจัด ก็สามารถก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้เช่นเดียวกัน  แผลในกระเพาะ อาหารสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ แผลในกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้นด้านในของกระเพาะอาหาร (Gastric ulcers) แผลในกระเพาะอาหารที่เกิดบนเยื่อบุลำไส้เล็ก (Duodenal ulcer) อาการของแผลในกระเพาะอาหารเป็นอย่างไร ผู้ที่เป็น แผลในกระเพาะอาหาร มักจะมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดแสบปวดร้อนในท้อง ไม่สบายท้อง ท้องอืด เรอ แน่นหรือเจ็บหน้าอก คลื่นไส้และอาเจียน ไม่อยากอาหารหรือไม่กระหายน้ำ น้ำหนักลด อุจจาระมีสีคล้ำหรือมีเลือดปนออกมา อาการปวดของ แผลในกระเพาะอาหาร สามารถบรรเทาได้ด้วยการรับประทานยาแก้ปวด แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยา อาการปวดก็อาจกลับมาได้อีกครั้ง หรืออาจทำให้มีอาการปวดท้องในตอนกลางคืน เป็นแผลในกระเพาะอาหาร จะรักษาได้อย่างไร แผลในกระเพาะอาหาร สามารถหายเองได้ แต่ก็สามารถที่จะกลับมาเป็นอีกครั้งได้เช่นกัน แพทย์จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุเพื่อที่จะได้ทำการรักษาได้อย่างตรงจุด โดยอาจใช้วิธีการรักษาดังต่อไปนี้ หากสาเหตุในการเกิด แผลในกระเพาะอาหาร มาจากติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์ก็จะทำการรักษาด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รักษาโดยการให้รับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหาร รักษาโดยการให้รับประทานยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร รักษาโดยการให้รับประทานยาป้องกันเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กอักเสบ อย่างไรก็ตาม แผลในกระเพาะอาหาร อาจรักษาไม่หาย ถ้าหาก ไม่รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง เชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรเกิดการดื้อยา สูบบุหรี่เป็นประจำ หากเป็นแผลที่เกิดจากการใช้ยาแก้ปวดในกลุ่มสเตียรอยด์เป็นประจำ มีการผลิตกรดในกระเพาะอาหารมากจนเกินไป หากเป็นแผลที่เกิดจากติดเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นที่ไม่ใช่เชื้อเอชไพโลไร เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มีอาการทางสุขภาพอื่น ๆ […]

ปัญหาสุขภาพช่องท้องแบบอื่น

ปัญหาอาการปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ และอาเจียน เนื่องจากอาหารเป็นพิษ นอกจากจะทำให้คุณต้องทรมานกับอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นแล้ว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ยังอาจเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ด้วย วันนี้ Hello คุณหมอจึงอยากแนะนำ 5 พฤติกรรมเสี่ยงอาหารเป็นพิษ ที่คุณควรหลีกเลี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะอาหารเป็นพิษ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ 5 พฤติกรรมเสี่ยงอาหารเป็นพิษ ที่ควรระวัง 1. เสี่ยงอาหารเป็นพิษ เพราะไม่ล้างมือก่อนกินข้าว การไม่ล้างมือก่อนกินข้าว เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเกิดภาวะอาหารเป็นพิษ ในระหว่างวัน มือของคุณสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทำให้มีเชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ติดมากับมือของคุณมากมาย เมื่อคุณสัมผัสกับอาหารโดยไม่ได้ล้างมือให้ดีก่อน เชื้อโรคเหล่านั้นก็อาจปนเปื้อนในอาหาร และเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิด ภาวะอาหารเป็นพิษ ได้ สิ่งที่คุณควรทำคือ ล้างมือให้สะอาด ทั้งก่อนช่วงการเตรียมวัตถุดิบ ช่วงทำอาหาร และก่อนรับประทานอาหาร โดยล้างมือด้วยสบู่ให้ทั่วทั้งฝ่ามือ ซอกเล็บ และบริเวณรอบข้อมือ เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที นอกจากนี้ คุณควรล้างมือทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำและสัมผัสกับสิ่งสกปรกด้วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค 2. ทำความสะอาดวัตถุดิบผิดวิธี เวลาที่คุณซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ มาจากตลาด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบจำพวกผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ […]