ออร์โธปิดิกส์ / โรคกล้ามเนื้อและกระดูก

ร่างกายของคนเราโดยเฉพาะกล้ามเนื้อและข้อต่อถือเป็นเรื่องที่ควรต้องได้รับการใส่ใจ เพราะมันสามารถสึกกร่อนไปตามอายุที่เพิ่มขึ้นได้ จึงทำให้เกิดอาการปวดข้อ ปวดหลัง การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกอื่น ๆ ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวัน ทาง Hello คุณหมอเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ออร์โธปิดิกส์ / โรคกล้ามเนื้อและกระดูก เอาไว้ให้ทุกคนได้ศึกษาข้อมูล

เรื่องเด่นประจำหมวด

ออร์โธปิดิกส์ / โรคกล้ามเนื้อและกระดูก

ตะคริวเกิดจากอะไร และป้องกันได้อย่างไรบ้าง

ตะคริวเกิดจากอะไร? คำถามนี้มีคำตอบ ตะคริวเกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเป็นเวลานาน อันเนื่องจากการขาดน้ำ หรือการใช้กล้ามเนื้ออย่างหนัก ซึ่งตะคริวนั้นเกิดขึ้นได้กับอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณนิ้วมือ นิ้วเท้า น่อง ทั้งนี้ ตะคริวไม่ใช่อาการอันตราย แต่อาจทำให้รู้สึกปวดบริเวณที่เป็นตะคริวชั่วขณะเป็นครั้งคราว เมื่อปล่อยไว้อาการตะคริวจะหายไปเอง หรืออาจใช้วิธีเหยียดกล้ามเนื้อ หรือนวดบริเวณที่เป็นตะคริว เพื่อคลายอาการปวดเกร็ง ทั้งนี้ หากเป็นตะคริวบ่อยจนรบกวนการใช้ชีวิต ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อตรวจหาสาเหตุ ตะคริวเกิดจากอะไร ตะคริว เป็นอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดแบบเฉียบพลัน โดยปัจจุบัน ทางการแพทย์ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดว่าตะคริวเกิดจากอะไร แต่สันนิษฐานว่าตะคริวอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ยกตัวอย่างเช่น การออกกำลังกาย หรือกีฬาบางประเภทซึ่งต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งอย่างหนัก การขาดน้ำ เพราะการมีน้ำอยู่ในร่างกายอย่างเพียงพอจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและไม่หดเกร็ง การนั่งหรือยืน อย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าและเกิดการหดเกร็งได้ การตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ในช่วงสัปดาห์หลัง ๆ ซึ่งครรภ์มีขนาดใหญ่ ทำให้ขาของหญิงตั้งครรภ์ต้องรับน้ำหนักมากขึ้น การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก หรือเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง การมีอายุมาก หรือตั้งแต่ 50 ปี ขึ้นไป โดยเมื่ออายุมากความยืดหยุ่นของร่างกายน้อยลง ทำให้เส้นเอ็นมีโอกาสหดเกร็งบ่อยขึ้น การรับประทานยาบางอย่าง เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ยาป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกในหญิงวัยหมดประจำเดือน อาจมีผลข้างเคียงทำให้เป็นตะคริวได้ นอกจากนี้ […]

หัวข้อ ออร์โธปิดิกส์ / โรคกล้ามเนื้อและกระดูก เพิ่มเติม

โรคกระดูกแบบอื่น

ภาวะปลายเท้าตก กระดกปลายเท้าไม่ขึ้น สามารถรักษาได้

ภาวะปลายเท้าตก (Foot Drop) เป็นภาวะที่ กระดกปลายเท้าไม่ขึ้น ส่งผลต่อการเดิน ภาวะปลายเท้าตกนั้นเป็นอาการทั่วไปของโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis หรือ MS) ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการรับความรู้สึกต่าง ๆ วันนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ภาวะปลายเท้าตกมาให้อ่านกันค่ะ [embed-health-tool-heart-rate] ภาวะปลายเท้าตก คืออะไร ภาวะปลายเท้าตกเป็นภาวะที่ผู้ป่วย กระดกปลายเท้าไม่ขึ้น จึงทำให้เวลาเดินหัวแม่เท้าจะลากพื้น สำหรับผู้ที่มีภาวะปลายเท้าตกเมื่อเดินจะยกเข่าสูงกว่าปกติ บางครั้งอาจจะเดินแกว่งเท้าไปด้านหน้ามากกว่าปกติ ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นในเท้าเพียงข้างเดียวหรืออาจเกิดขึ้นกับเท้าทั้ง 2 ข้าง ภาวะปลายเท้าตกนั้นไม่ใช่โรค แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ระบบประสาทหรือระบบกล้ามเนื้อนั้นมีปัญหา บางครั้งอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หรืออาจเป็นถาวรเลยก็ได้ พฤติกรรมที่ส่งผลทำให้ กระดกปลายเท้าไม่ขึ้น ภาวะปลายเท้าตกนั้นเกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณเท้าที่ใช้ยก เกิดอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต จนทำให้ กระดกปลายเท้าไม่ขึ้น เกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้ เส้นประสาทได้รับบาดเจ็บ เส้นประสาทได้รับการบาดเจ็บ ซึ่งสาเหตุนี้เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ กระดกปลายเท้าไม่ขึ้น โดยเส้นประสาทบริเวณขาที่ทำหน้าที่ควบคุมการยกเท้าถูกกดทับ หรือเส้นประสาทนี้เกิดอาการบาดเจ็บจากการผ่าตัดสะโพกหรือเข่า นอกจากนี้ การที่เส้นประสาทบริเวณสันหลังถูกกดทับก็ทำให้เกิดภาวะปลายเท้าตกได้เช่นกัน สำหรับผู้ป่วยเบาหวานจะเกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทได้ง่าย จึงอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปลายเท้าตก กล้ามเนื้อและเส้นประสาทผิดปกติ โรคกล้ามเนื้อเสื่อม เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ สำหรับผู้ที่มีอาการโรคกล้ามเนื้อเสื่อมจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และส่งผลทำให้เกิดภาวะปลายเท้าตกได้ นอกจากนี้ยังมีโรคอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะปลายเท้าตกได้อีก เช่น โรคโปลิโอ วิธีรักษาภาวะปลายเท้าตก […]

โรคข้ออักเสบ

เป็นเกาต์ จะมีวิธีดูแลตัวเองให้สุขภาพดีได้อย่างไรบ้าง

โรคเกาต์ เป็นอาการทางสุขภาพที่ก่อให้เกิดอาการปวดที่ข้อต่อ เป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถพบได้ในหลายช่วงวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุระหว่าง 30-50 ปี แต่เกาต์เกิดจากอะไร และผู้ที่ เป็นเกาต์ จะมีวิธีดูแลสุขภาพอย่างไรบ้าง บทความนี้จาก Hello คุณหมอ จะพาทุกท่านมารู้จักกับวิธีรับมือเมื่อเป็นเกาต์ค่ะ  โรคเกาต์ เป็นอย่างไร เกาต์ หรือ โรคเกาต์ (Gout) เกิดจากการที่ร่างกายผลิตกรดยูริก (Uric acid) ออกมามากกว่าปกติ ทำให้มีค่ากรดยูริกในเลือดสูงกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อรกดยูริกเหล่านั้นสูงเกินความจำเป็นของร่างกายก็จะตกตะกอนเป็นผลึกเกลือยูเรต (Urate Crystal) และผลึกดังกล่าวจะค่อย ๆ สะสมอยู่ในร่างกายโดยเฉพาะบริเวณข้อต่อ จนกระทั่งส่งผลให้เกิดอาการบวม เจ็บ และปวดบริเวณข้อต่อขึ้นมา โดย โรคเกาต์ จัดเป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดอาการปวด เจ็บ หรือแดงที่บริเวณข้อต่ออย่างกะทันหัน โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเข่า ข้อศอก ซึ่งอาการของโรคเกาต์มักจะเป็น ๆ หาย ๆ แต่สามารถดูแลและรักษาได้ตามอาการ เป็นเกาต์ จะดูแลสุขภาพได้อย่างไรบ้าง หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเกาต์ สิ่งสำคัญนอกเหนือไปจากการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งแล้ว การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตประจำวันบางประการ ก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้อาการของ โรคเกาต์ ที่เป็นอยู่ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับได้ ซึ่งผู้ป่วยโรคเกาต์ สามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ง่าย […]

โรคกระดูกพรุน

ป้องกันโรคกระดูกพรุน ได้ง่าย ๆ แค่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต

โรคกระดูกพรุน เป็นอาการทางสุขภาพที่มักพบได้ในผู้สูงอายุ เนื่องจากมวลกระดูกมีการเสื่อมสภาพไปตามวัย แต่ด้วยรูปแบบวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันนี้ ทำให้กระดูกพรุนไม่ถูกจำกัดเฉพาะผู้สูงอายุอีกต่อไป วัยรุ่น วัยทำงานก็สามารถเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้เหมือนกัน หากใช้ชีวิตประจำวันที่เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ดังนั้นวันนี้ Hello คุณหมอ จึงมีเคล็ดลับดี ๆ ในการ ป้องกันโรคกระดูกพรุน มาฝาก แต่จะมีวิธีไหนบ้างนั้น มาติดตามที่บทความนี้เลยค่ะ โรคกระดูกพรุนเป็นอย่างไร กระดูกพรุน หรือ โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นอาการทางสุขภาพที่เกิดจากความหนาแน่นของมวลกระดูกเบาบางลง หรือเสื่อมลง ทำให้กระดูกมีความเปราะ เสี่ยงต่อการแตกหรือหัก ซึ่งกระดูกพรุนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การเสื่อมสลายของมวลกระดูกตามช่วงวัย โดยมวลกระดูกของเราจะสร้างขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อย ๆ เพื่อทดแทนมวลกระดูกเก่าที่สูญสลายไป วัยเด็กจะเป็นช่วงวัยที่กระดูกมีการสร้างมวลใหม่ขึ้นมาเร็วกว่าการเสื่อมสลาย มีความหนาแน่นและแข็งแรงที่สุดในช่วงตอนต้นของวัยรุ่น จนเมื่อเริ่มเข้าสู่อายุ 20 ต้น ๆ หรือ 20 ตอนปลาย กระบวนการนี้ก็จะเริ่มช้าลง และเมื่ออายุเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ กระดูกก็มีแนวโน้มที่จะสูญสลายเร็วมากขึ้น การขาดแคลเซียมและวิตามินดี แคลเซียม (Calcium) เป็นสารอาหารสำคัญสำหรับกระดูก ช่วยเสริมให้กระดูกแข็งแรง มวลกระดูกหนาแน่น แต่ถ้าหากร่างกายได้รับปริมาณแคลเซียมไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้มวลความหนาแน่นของกระดูกน้อยลง เสี่ยงต่อการเป็น โรคกระดูกพรุน นอกจากแคลเซียมแล้ว การขาดสารอาหารอื่น ๆ […]

โรคกระดูกแบบอื่น

ภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง (Hallux Valgus)

ภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง (Hallux Valgus) เกิดจากความผิดปกติของกระดูกที่ข้อต่อของนิ้วหัวแม่เท้า  โดยนิ้วหัวแม่เท้าเริ่มชี้เข้าด้านในและทับนิ้วที่อยู่ใกล้เคียง ส่งผลให้นิ้วหัวแม่เท้าขยายใหญ่ มีอาการเจ็บปวด บวมแดง  คำจำกัดความภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง (Hallux Valgus)  คืออะไร ภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง (Hallux Valgus) เกิดจากความผิดปกติของกระดูกที่ข้อต่อของนิ้วหัวแม่เท้า  โดยเกิดจากนิ้วหัวแม่เท้าเริ่มชี้เข้าด้านในและทับนิ้วที่อยู่ใกล้เคียง ส่งผลให้นิ้วหัวแม่เท้าขยายใหญ่ มีอาการเจ็บปวด บวมแดง  พบได้บ่อยเพียงใด ภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียงมักพบได้บ่อยในครอบครัวที่เคยมีประวัติอยู่ในภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่เท้า และผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบ  อาการอาการของภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง ลักษณะอาการของภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง จะมีอาการแสดงออก ดังต่อไปนี้  ไม่สามารถงอนิ้วหัวแม่เท้าได้  รู้สึกเจ็บปวด มีอาการบวมแดง บริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า  ผิวหนังบริเวณฐานนิ้วหัวแม่เท้าหนาขึ้นกว่าปกติ เอ็นนิ้วเท้าและข้อต่อมีอาการตึง และเจ็บปวด อาการชาที่นิ้วหัวแม่เท้า ปวดเท้าเป็นระยะ ๆ หรือมีอาการปวดต่อเนื่อง ควรไปพบหมอเมื่อใด หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใด ๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ สาเหตุสาเหตุของภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของงภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง โดยมีข้อสันนิาฐานว่าอาจเกิดจากการกลไกการเดิน เช่น การยืนเป็นเวลานาน การสวมรองเท้าที่คับแคบ หรือความผิดปกติของโครงสร้างเท้า ทำให้นิ้วหัวแม่เท้างอเข้านิ้วเท้าใกล้เคียง  ปัจจัยเสี่ยงของภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง ปัจจัยเสี่ยงของภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง มีดังต่อไปนี้ สมาชิกในครอบครัวเคยมีประวัติภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่เท้า ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ เช่น โรคไขข้ออักเสบ การวินิจฉัยและการรักษาข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การวินิจฉัยภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง ในการวินิจฉัยภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียงในเบื้องต้นแพทย์อาจต้องทำการตรวจดูความผิดปกติของเท้า หรืออาจเพิ่มเติมด้วยการเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อตรวจดูอาการบาดเจ็บ อาการผิดปกติของเท้า  การรักษาภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง วิธีการรักษาภาวะนิ้วหัวแม่เท้าเอียง ขึ้นอยู่กับอาการความรุนแรงของแต่ละบุคคล วิธีการรักษาในเบื้องต้นอาจเริ่มด้วยวิธีดังต่อไปนี้ เลือกสวมใส่รองเท้าที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้นิ้วเท้าเบียดกัน การประคบด้วยน้ำแข็งเพื่อบรรเทาอาการปวดและบวม รับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด  ในกรณีผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดรุนแรง ไม่สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ แพทย์อาจต้องทำทำการผ่าตัด […]

กระดูกร้าว กระดูกหัก

จมูกหัก (Broken Nose)

จมูกหัก (ฺBroken Nose) เป็นการบาดเจ็บบนใบหน้าที่พบได้บ่อยที่สุด ทั้งยังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ และทุกวัย แต่ผู้ที่เล่นกีฬาที่ต้องใช้คนจำนวนมาก มักจะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป นอกจากนั้น ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพกระดูก ก็มีความเสี่ยงที่จะจมูกหักได้มากกว่าคนทั่วไปเช่นกัน [embed-health-tool-bmi] คำจำกัดความ จมูกหัก (Broken Nose) คืออะไร จมูกหัก เรียกอีกอย่างว่า “การร้าวของจมูก” คือการแตกหรือร้าวของกระดูกในจมูก ซึ่งมักเป็นกระดูกที่อยู่เหนือดั้งจมูก จมูกหักมักเป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่ใบหน้า ซึ่งอาจจะจะมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็น ความเจ็บปวด ความผิดปกติที่มองเห็นได้ อย่างเช่น จมูกมีเลือดไหล ในกรณีที่รุนแรงอาจจะทำให้เกิดการหายใจลำบาก มีรอยช้ำรอบดวงตาหรือตาดำ จมูกหักพบบ่อยเพียงใด จมูกหักเป็นการบาดเจ็บบนใบหน้าที่พบได้บ่อยที่สุด ทั้งยังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้น ทุกคนจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจมูกหักได้ อาการ อาการของจมูกหัก สำหรับอาการที่สามารถบ่งบอกได้ว่าจมูกของคุณหัก มีดังนี้ ปวดหรือเจ็บบริเวณรอบ ๆ จมูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่สัมผัสกับจมูก อาการบวมที่จมูกหรือบริเวณโดยรอบ มีเลือดออกจากจมูก มีรอยฟกช้ำบริเวณจมูกและตา ซึ่งมักจะหายไปหลังจาก 2-3 วัน จมูกเบี้ยว งอ หรือผิดรูป แม้ว่าจะไม่เกิดการหักก็ตาม หายใจทางจมูกลำบาก รู้สึกว่าจมูกข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้างถูกปิดกั้น มีของเหลวใสไหลออกจากจมูกโดยที่ไม่สามารถหยุดได้ มีเสียงถู […]

โรคกระดูกแบบอื่น

เนื้องอกกระดูกอ่อน (Enchondroma)

เนื้องอกกระดูกอ่อน (enchondroma) คือโรคเนื้องอกกระดูกชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง มีจุดเริ่มต้นเนื้องอกในบริเวณกระดูกอ่อน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่งในร่างกายที่พบได้ในบริเวณข้อต่อต่าง ๆ หู จมูก และหลอดลม เป็นต้น คำจำกัดความเนื้องอกกระดูกอ่อน คืออะไร เนื้องอกกระดูกอ่อน (Enchondroma) คือโรคเนื้องอกกระดูกชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง มีจุดเริ่มต้นเนื้องอกในบริเวณกระดูกอ่อน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่งในร่างกายที่พบได้ในบริเวณข้อต่อต่าง ๆ หู จมูก และหลอดลม เป็นต้น เนื้องอกกระดูกอ่อนน้นมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับกลุ่มอาการที่เรียกว่า กลุ่มอ่าการ Ollier’s and Mafucci’s syndrome โดยส่วนใหญ่แล้ว เนื้องอกกระดูกอ่อนนี้มักจะเกิดขึ้นกับกระดูกอ่อนที่อยู่ภายในกระดูก และมักจะเกิดขึ้นกับกระดูกส่วนเล็ก ๆ เช่น กระดูกที่มือ หรือกระดูกที่เท้า แต่ก็สามารถเกิดขึ้นกับกระดูกอ่อนส่วนอื่น ๆ ได้เช่นกัน เนื้องอกกระดูกอ่อน พบบ่อยแค่ไหน เนื้องอกกระดูกอ่อนนี้จะพบได้มากในกลุ่มผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 10-20 ปี แต่ก็สามารถเกิดขึ้นกับคนในช่วงวัยอื่นได้เช่นกัน แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์ อาการอาการของเนื้องอกกระดูกอ่อน อาการของเนื้องอกกระดูกอ่อนนั้นจะแตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะไม่สามารถสังเกตเห็นอาการของเนื้องอกกระดูกอ่อนได้เลย แต่บางคนก็อาจจะมีอาการเล็กน้อย อาการของเนื้องอกกระดูกอ่อนที่พบได้บ่อยมีดังต่อไปนี้ ปวดมือ หากเนื้องอกเกิดขึ้นกับกระดูกอ่อนในบริเวณมือ อาจจะส่งผลให้เกิดอาการปวดมือ หรือกระดูกมือหักได้ นิ้วข้างที่มีอาการบวมขึ้น กระดูกเจริญเติบโตช้าลง ในบางครั้ง อาจการของเนื้องอกกระดูกอ่อนอาจจะถูกเข้าใจว่าเป็นอาการของโรคอื่น โปรดปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด หากคุณมีสัญญาณหรืออาการที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถามเกี่ยวกับอาการของโรคโปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ สาเหตุสาเหตุของเนื้องอกกระดูกอ่อน ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดเนื้องอกกระดูกอ่อนอย่างแน่ชัด แต่ทางการแพทย์คาดว่าจะมีสาเหตุดังต่อไปนี้ กระดูกอ่อนนั้นเจริญเติบโตมากเกินไป เนื้องอกที่เป็นอยู่ก่อนแล้วลุกลามมายังกระดูกอ่อน โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ปัจจัยเสี่ยงปัจจัยเสี่ยงของเนื้องอกกระดูกอ่อน ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเนื้องอกกระดูกอ่อน แต่ปัจจัยเสี่ยงของเนื้องอกกระดูกอ่อนอาจจะมีดังต่อไปนี้ อายุ […]

โรคกระดูกแบบอื่น

แคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia)

แคลเซียมในเลือดสูง หมายถึงภาวะที่มีความเข้มข้นของแคลเซียมในเลือดมากเกินไป จนทำให้เกิดความผิดปกติต่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย คำจำกัดความแคลเซียมในเลือดสูง คืออะไร ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia) หมายถึงภาวะที่มีความเข้มข้นของแคลเซียมในเลือดมากเกินไป จนทำให้เกิดความผิดปกติต่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น กระดูกเปราะบาง เป็นนิ่ว หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ และในกรณีรุนแรงอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้อีกด้วย ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน (overactive parathyroid gland) การใช้ยาบางชนิด การรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแคลเซียมหรือวิตามินดีมากเกินไป หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็ง แคลเซียมในเลือดสูง พบบ่อยแค่ไหน ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงนั้นอาจพบได้บ่อยในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และผู้สูงอายุ แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับคนในช่วงวัยอื่น ๆ ได้เช่นกัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์ อาการอาการของแคลเซียมในเลือดสูง สัญญาณและอาการของภาวะแคลเซียมในเลือดสูงนั้นอาจจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละคน บางคนอาจจะไม่มีอาการ หรือมีอาการในระดับเบา แต่บางคนก็อาจจะมีอาการที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน อาการของ ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง อาจแบ่งออกได้ตามอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ ดังต่อไปนี้ ไต หากภายในเลือดมีปริมาณของแคลเซียมมากเกินไป ก็จะทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกรองแคลเซียมส่วนเกินออก และอาจทำให้รู้สึกกระหายน้ำมากขึ้น และปัสสาวะบ่อยขึ้น กระดูกและฟัน แคลเซียมที่มากเกินไปอาจจะไปดึงดูดเอาแคลเซียมที่มีอยู่ในกระดูกและฟันออกมาได้ ทำให้กระดูกและฟันอ่อนแอ เปราะ และแตกง่าย ระบบย่อยอาหาร ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องผูกได้ สมอง ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ทำให้เกิดอาการสับสน […]

โรคข้ออักเสบ

ผักไนท์เฉด ส่งผลต่อโรคข้ออักเสบ และทำให้อาการอักเสบกำเริบจริงหรือไม่

ผักและผลไม้ตระกูลไนท์เฉด เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน แต่ผักไนท์เฉดมักจะมีโซลานีน (Solanine) ซึ่งมีความเชื่อว่าสารนี้มีส่วนช่วยทำให้เกิดการอาการปวด และทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้น วันนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากคุณผู้อ่านกันว่า ผักไนท์เฉด ส่งผลต่อโรคข้ออักเสบ ได้จริงหรือไม่ ทำความรู้จักกับ กลุ่มผักไนท์เฉด ผักไนท์เฉด (Nightshade vegetables) เป็นส่วนหนึ่งของพืชในตระกูลมะเขือ (Solanaceae) ซึ่งพืชบางชนิดในตระกูลนี้เป็นพืชที่มีพิษ ผักไนท์เฉดมีสารประกอบอัลคาลอยด์ที่เรียกว่า โซลานีน ซึ่งเป็นพิษที่มีความเข้มข้นสูง นั้นมีหลากหลายชนิด เช่น มันฝรั่ง มะเขือเทศ มะเขือ ประโยชน์ของผักไนท์เฉด ผักไนท์เฉดบางชนิดถือเป็นผักที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน โปรตีน และไฟเบอร์ การรับประทานผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมีส่วนช่วยทำให้อาการของโรคเรื้อรังนั้นดีขึ้นได้ ซึ่งผักไนท์เฉดหลายชนิดมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อร่างกาย ดังนี้ มะเขือม่วง มะเขือม่วงเป็นแหล่งของไฟเบอร์ โพแทสเซียมและวิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และวิตามินเคที่ดี มะเขือเทศ มะเขือเทศเป็นแหล่งวิตามินและแร่ธาตุชั้นเยี่ยม รวมถึงไบโอติน โพแทสเซียม ธาตุเหล็กและสังกะสี นอกจากนี้ยังมี ไลโคปีน (Lycopene) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีกับอาการอักเสบอีกด้วย มันฝรั่ง มันฝรั่งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินซีและวิตามินบี 6 ผักไนท์เฉด ส่งผลต่อโรคข้ออักเสบ ได้อย่างไร ผักไนท์เฉดมีสารประกอบอัลคอลอยด์ที่เรียกว่า โซลานีน ซึ่งเป็นสารพิษที่พบได้ในพืช หลาย ๆ […]

โรคเอ็นและข้อต่อแบบอื่น

เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear)

หากคุณลองสังเกตตนเองแล้วพบว่า ขณะเคลื่อนไหวมีอาการเจ็บปวดตามข้อต่อหัวไหล่ หรือแขน และไม่สามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดังเดิมเหมือนแต่ละวันที่ผ่านมา ก็สามารถเป็นไปได้ว่าสัญญาณแรกเริ่มของอาการ เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด หรือ เส้นเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear) และอาจจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัย รวมถึงเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คำจำกัดความเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear) คืออะไร เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด หรือ เส้นเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear) คือ ปัญหาเกี่ยวกับการฉีกขาดกลุ่มของกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นที่อยู่บริเวณล้อมรอบข้อหัวไหล่ของคุณ มากไปกว่านั้น การบาดเจ็บจากเอ็นหัวไหล่ฉีกขาดนี้หากปล่อยไว้เป็นระยะเวลานาน อาจทำให้การใช้งานด้านการเคลื่อนไหวของแขน เช่น การยกแขนเหนือศีรษะ การยกย้ายสิ่งของ การใช้แรงของแขน เป็นต้น มีประสิทธิภาพที่ถดถอยลง พร้อมทั้งยังเป็นการสะสมอาการปวดเมื่อยมากขึ้น จนนำไปสู่อาการเจ็บรุนแรงยังบริเวณหัวไหล่ และแขนได้ เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด สามารถพบบ่อยได้เพียงใด ภาวะเอ็นหัวไหล่ฉีกขาดอาจพบบ่อยได้กับผู้ที่ชื่นชอบเล่นกีฬาที่มีการใช้แรงเหวี่ยง แรงบิดของแขน หรือหัวไหล่อย่างมาก เช่น เบสบอล เทนนิส เป็นต้น รวมไปถึงผู้ที่ประกอบอาชีพที่มีการยกแขนขึ้นเหนือศีรษะตลอดเวลา เช่น ช่างทาสี ช่างทำความสะอาดหน้าต่าง และผู้ที่มักต้องใช้แรงแขนในการยกของหนักตลอดเวลาซ้ำไปซ้ำมาเป็นประจำทุกวัน อาการอาการของ เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด ผู้ป่วยบางคนนั้น อาจไม่ได้รับสัญญาณเตือนของอาการ เส้นเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด เสมอไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วหากเกิดอาการ ดังต่อนี้ไปนี้ […]

โรคกระดูกแบบอื่น

ความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง (Spina Bifida)

ความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง (Spina Bifida) เกิดจากความผิดปกติของกระดูกสันหลังและไขสันหลัง เป็นความผิดปกติประเภทหนึ่งของท่อประสาท ที่เป็นโครงสร้างตัวอ่อนเกิดขึ้นระหว่างการจัดตัวของกระดูกสันหลังและไขสันหลังตั้งแต่อยู่ในครรภ์ (ท่อประสาทไม่ปิด) โดยปกติท่อประสาทจะเกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์และจะปิดมันลงในวันที่ 28 หลังการตั้งครรภ์ คำจำกัดความความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง (Spina Bifida) คืออะไร ความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง (Spina Bifida) เกิดจากความผิดปกติของกระดูกสันหลังและไขสันหลัง เป็นความผิดปกติประเภทหนึ่งของท่อประสาท ที่เป็นโครงสร้างตัวอ่อนเกิดขึ้นระหว่างการจัดตัวของกระดูกสันหลังและไขสันหลังตั้งแต่อยู่ในครรภ์ (ท่อประสาทไม่ปิด) โดยปกติท่อประสาทจะเกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์และจะปิดมันลงในวันที่ 28 หลังการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ป่วยมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชัก และมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้หรือกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น พบได้บ่อยเพียงใด ความบกพร่องของกระดูกไขสันหลังเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในทารกผิวขาว นอกจากนี้เพศหญิงที่เป็นโรคเบาหวานหรือโรคอ้วน มีโอกาสเสี่ยงที่ทารกจะเกิดความบกพร่องที่กระดูกไขสันหลัง อาการ อาการความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง สัญญาณและอาการความบกพร่องของกระดูกไขสันหลังแตกต่างกันออกไปตามประเภทและความรุนแรงของแต่ละบุคคล โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ สไปนา ไบฟิดาชนิดมองไม่เห็นภายนอก (Spina Bifida Occulta : SBO) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดแต่มีความรุนแรงน้อยสุด ไขสันและเส้นประสาทไม่มีช่องเปิด แต่อาจจะมีช่องโหว่ขนาดเล็กในกระดูกสันหลัง ซึ่งความบกพร่องชนิดนี้นั้นจะไม่สร้างความเสียหายใด ๆ ให้กับร่างกาย ไม่ก่อให้เกิดความพิการ สไปนา ไบฟิดาชนิดเมนนิ้งโกซีล (Meningocele) เป็นชนิดหายากที่เกิดขึ้นเมื่อถุงน้ำไขสันหลัง (แต่ถุงน้ำนี้ไม่มีส่วนประกอบของไขสันหลัง เป็นถุงน้ำนอกร่างกาย) ดันผ่านช่องเปิดที่ด้านหลังของทารก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ สไปนา ไบฟิดาชนิดไมอีโลเมนนิ้งโกซีล (Myelomeningocele) […]

ผู้เชี่ยวชาญด้าน ออร์โธปิดิกส์ / โรคกล้ามเนื้อและกระดูก ของเรา

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม see-more-icon