home

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

ไม่ว่าคุณจะตั้งเป้าหมายเพื่อลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก หรือรักษาค่าดัชนีมวลกาย (ฺBMI) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ความมุ่งมั่นทั้งสิ้น รับคำแนะนำเกี่ยวกับ เคล็ดลับโภชนาการที่ดี เพื่อช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้น ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

น้ำมันที่เราใช้ปรุงอาหารเป็นประจำ อาจเป็นน้ำมันที่ประกอบด้วยไขมันไม่ดี หากสะสมในร่างกายในปริมาณมาก ก็สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ในระยะยาวได้ อีกทั้งยังอาจทำให้แคลอรี่ และมวลน้ำหนักของร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนรูปร่างที่เคยสวยงาม กระชับ ได้สัดส่วนของคุณต้องพังลง วันนี้ Hello คุณหมอ จึงขอนำ น้ำมันปรุงอาหารเพื่อสุขภาพ ทั้ง 5 ชนิด ที่คุณสามารถเลือกซื้อเลือกใช้ได้ง่าย ๆ มาฝากให้ทุกคนได้ลองกันค่ะ ทำไมเราจึงต้องเลือก น้ำมัน ที่ดี ถึงไขมันปรุงอาหารทั่วไปที่ใช้เป็นประจำจะให้ประโยชน์ทางด้านเพิ่มพลังกายแก่ร่างกายเราอยู่บ้าง แต่หากได้รับในปริมาณมากเกินกว่าร่างกายจะเผาผลาญได้ ก็อาจส่งผลให้เกิดไขมันสะสมภายหลัง ดังนั้น การปรับเปลี่ยนมาปรุงอาหารด้วยน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ตามแนวทางบริโภคอาหารสำหรับชาวสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2558-2563 ระบุว่า การใช้น้ำมัน หรือการรับประทานอาหารที่มีไขมันดี จะช่วยให้น้ำหนักคงที่ พร้อมกับลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาสุขภาพหัวใจได้ด้วย อย่างไรก็ตาม แม้คุณจะหันมาใช้น้ำมันปรุงอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว ก็ยังอาจต้องจำกัดปริมาณน้ำมันที่ใช้ และระหว่างประกอบอาหารก็ต้องระวังไม่ให้น้ำมันไหม้เกินไปด้วย เพราะอาจส่งผลให้น้ำมันผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น จนกระทบต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ ได้ 5 น้ำมันปรุงอาหารเพื่อสุขภาพ ที่ดีต่อการลดน้ำหนัก น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพส่วนใหญ่จะผ่านกระบวนการสกัดและกลั่นจากวัตถุดิบตามธรรมชาติ จนได้ออกมาเป็นน้ำมันที่วางขายอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ต หรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป โดยน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในด้านการควบคุมหรือลดน้ำหนัก มีดังต่อไปนี้ 1. น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันที่ขึ้นชื่อด้านการรักษาสุขภาพหัวใจ เนื่องจากมีสารประกอบของฟีนอลิก (Phenolic) เป็นกลุ่มของสารไฟโตเคมิคอล (Phytochemicals) ที่มีส่วนช่วยต้านการอักเสบ และขยายหลอดเลือด พร้อมช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี โดยปริมาณการบริโภคน้ำมันมะกอกที่เหมาะสมจะอยู่ที่ […]

หัวข้อ เคล็ดลับโภชนาการที่ดี เพิ่มเติม

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

ระบบทางเดินอาหารเป็นระบบที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ เนื่องจากมีหน้าที่ในการดูดซึมสารอาหารและกำจัดของเสีย หลาย ๆ คนแม้จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่ก็มักจะเจอปัญหาการย่อยอาหารอยู่บ่อย ๆ เนื่องจากมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อ ระบบย่อยอาหาร วันนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ อาหารช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี สำหรับใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับ ระบบย่อยอาหาร ไปดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่ดีต่อระบบย่อย สุดยอด อาหารช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี อาหารส่งผลต่อ ระบบย่อยอาหาร อาหารบางประเภทมีส่วนช่วยให้กระบวนการย่อยทำงานได้ดีขึ้น มีดังนี้ โยเกิร์ต โยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมโดยการหมัก ทำให้โยเกิร์ตมีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อลำไส้หรือที่รู้จักกันว่า โปรไบโอติก ซึ่งมีส่วนช่วยปรับปรุงการทำงานของ ระบบย่อยอาหาร และมีส่วนช่วยให้ลำไส้แข็งแรง นอกจากนี้ การรับประทานโยเกิร์ตยังช่วยลดอาการท้องอืด ท้องผูก และอาการท้องร่วงอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่โยเกิร์ตทุกชนิดที่มีโปรไบโอติก ก่อนซื้อควรอ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์ก่อนเสมอ แอปเปิล แอปเปิลเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยแพคติน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ส่วนใหญ่แล้วเพคตินจะไม่ถูกย่อยสลายในลำไส้เล็ก ทำให้เพคตินกลายไปเป็นอาหารของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ช่วยให้แบคทีเรียที่ดีในลำไส้ใหญ่เจริญเติบโตมากขึ้น มีส่วนช่วยให้ ระบบย่อยอาหาร ทำงานดีขึ้น ขับถ่ายได้ง่าย ลดอาการท้องผูก นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในลำไส้และการอักเสบของลำไส้ใหญ่อีกด้วย ขิง ขิงมีสารประกอบฟีนอลที่ชื่อว่า “จินเจอรอล (Gingerols)” ซึ่งเป็นสารที่มีส่วนช่วยลดการอักเสบและอาการปวดได้ นอกจากนี้ขิงยังเป็นพืชที่ช่วยลดอาการปวดท้องและคลื่นไส้ในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย ขมิ้น ขมิ้นมีสารที่เรียกว่า “เคอร์คูมิน (Curcumin)” เป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่พบได้ในขมิ้น มีส่วนช่วยปกป้องเยื่อบุทางเดินอาหาร ซึ่งช่วยรักษาความผิดปกติที่เกิดขึ้นในกระเพาะ เช่น โรคลำไส้อักเสบ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ผักผลไม้ที่กินทั้งเปลือก ผักและผลไม้ที่กินได้ทั้งเปลือก […]

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป เอนไซม์ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาก็จะทำการย่อยสลายอาหารเหล่านั้น เพื่อนำไปเป็นพลังงานให้แก่ร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่ร่างกายผลิตเอนไซม์ไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดปัญหาอาหารไม่ย่อย จนเกิดปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร ดังนั้นการรับประทาน อาหารที่มีเอนไซม์ช่วยย่อย จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยปรับปรุงการย่อยให้ดีขึ้นได้ วันนี้ Hello คุณหมอ มี อาหารที่มีเอนไซม์ มาให้อ่านกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzymes) คืออะไร เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzymes) เป็นเอนไซม์ที่ผลิตขึ้นจากร่างกาย มีบทบาทสำคัญมากในกระบวนการย่อยอาหาร โดยเอนไซม์ย่อยอาหารจะสลายโมเลกุล เช่น ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ให้เป็นโมเลกุลขนาดเล็ก ที่สามารถดูดซึมได้ง่าย เพื่อที่ร่างกายจะได้นำมาใช้เป็นพลังงาน เอนไซม์ย่อยอาหารนั้นผลิตมาจากอวัยวะในร่างกาย เช่น ตับอ่อน ถุงน้ำดี ตับ หรือแม้กระทั่งน้ำลายก็มี เอนไซม์ช่วยย่อย เช่นกัน เอนไซม์ช่วยย่อยอาหารสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ เอนไซม์โปรติเอส (Protease) เป็นเอนไซม์ที่มีหน้าที่ในการย่อยสลายโปรตีน ให้เป็นเปปไทด์และอะมิโนขนาดเล็ก ไลเปส (Lipases) เป็นเอนไซม์ที่มีหน้าที่ในการสลายไขมัน อะไมเลส (Amylases) อะไมเลสเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ในการย่อยแป้ง เช่น เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล หากร่างกายไม่สามารถสร้างเอนไซม์เพื่อมาย่อยอาหารได้เพียงพอ อาหารที่รับประทานเข้าไปก็จะไม่ได้รับการย่อยได้อย่างถูกต้อง ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารได้ อาหารที่มีเอนไซม์ช่วยย่อย มีอะไรบ้างนะ การย่อยอาหารเป็นกระบวนการหนึ่งที่ช่วยย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไป […]

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

ในปัจจุบันเราจะเห็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากสมุนไพรบัวหิมะจำนวนมาก เพราะมีสรรพคุณช่วยเติมน้ำให้ผิว ฟื้นฟูผิวจากแสงแดดและช่วยทำผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณด้านอื่น ๆ ที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย บทความนี้ Hello คุณหมอ จึงนำคุณประโยชน์ของ บัวหิมะ มาให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกัน ทำความรู้จัก สมุนไพร บัวหิมะ (Yacon Root) บัวหิมะ (Yacon Root) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Smallanthus Sonchifolius” เป็นพืชพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้ ความสูงประมาณ 1.5-2.5  เมตร ดอกสีส้มอมเหลืองขนาดเล็ก เป็นพืชสมุนไพรที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เช่น รักษาโรคเบาหวาน ควบคุมความดันโลหิต ส่งเสริมการลดน้ำหนัก เป็นต้น  ข้อมูลโภชนาการ บัวหิมะสด 1 กิโลกรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังต่อไปนี้  คาร์โบไฮเดรต 106 กรัม ฟรักโทแซน 62 กรัม โปรตีน  3.7 กรัม ไฟเบอร์ 3.6 กรัม ไขมัน 0.24 กรัม 5 คุณประโยชน์เพื่อสุขภาพจากบัวหิมะ บัวหิมะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ ดังต่อไปนี้ รักษาโรคเบาหวาน บัวหิมะมีคุณสมบัติต้านน้ำตาลในเลือด เนื่องจากอุดมด้วยสารฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (Fructo-Oligosaccharides : FOS)  ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาล และช่วยลดการผลิตกลูโคสในตับ การรับประทานบัวหิมะจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน  ควบคุมความดันโลหิต บัวหิมะอุดมด้วยธาตุโพแทสเซียมซึ่งทำหน้าที่ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนของระบบเลือด ลดความเสี่ยงต่อการโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง  ปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร บัวหิมะอุดมด้วยพรีไบโอติกส์ (Prebiotics) […]

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

อาหารเสริมโปรไบโอติก เป็นอาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มแบคทีเรียดีให้กับลำไส้ แต่วิธีการเพิ่มแบคทีเรียดีในลำไส้ไม่ได้มีเพียงวิธีการรับประทานอาหารเสริมโปรไบโอติกเท่านั้น การรับประทาน อาหารหมักดอง ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและสุขภาพของลำไส้ดีขึ้นได้ วันนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ อาหารหมักดอง ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ได้อย่างไร ไปดูกันว่ามีอาหาร เครื่องดื่มอะไรบ้างที่ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร เครื่องดื่ม อาหารหมักดอง ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร อย่างไร อาหารหมักดอง (Fermentation) เป็นวิธีถนอมอาหาร ยืดอายุอาหารให้อยู่ได้นานขึ้น วิธีการหมักดองเป็นกระบวนการที่จุลินทรีย์ อย่าง แบคทีเรียและยีสต์สลายโมเลกุลของน้ำตาล ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ทำให้อาหารเหล่านี้มีปริมาณแบคทีเรียที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น หลาย ๆ คนมักจะมีความเชื่อว่า การรับประทานอาหารหมักดองส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้ปวดท้องหรือเสียดท้อง แต่ว่าจริง ๆ แล้ว การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มหมักดองในปริมาณที่พอเหมาะ ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้ด้วย อาหารหมักดองเหล่านี้มีส่วนช่วยปรับปรุงระบบย่อยอาหารของเราให้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีส่วนช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดที่ดีในลำไส้ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยหลายพบว่า อาหารหมักดองมีจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ มีความสำคัญต่อสุขภาพ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลำไส้ เครื่องดื่ม อาหารหมักดองส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร มีอะไรบ้าง การเพิ่มแบคทีเรียที่มีประโยชน์ให้กับลำไส้นั้นไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมโปรไบโอติกเพียงอย่างเดียว แต่การรับประทานอาหารหมักดองก็สามารถเพิ่มแบคทีเรียในลำไส้ได้เช่นกัน ซึ่งอาหารเหล่านี้เป็นอาหารหมักดองที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร นัตโตะ (Natto) นัตโตะ (Natto) หรือ ถั่วเน่าญี่ปุ่น เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมเมนูหนึ่ง ทำจากถั่วเหลืองหมัก รสชาติเข้มข้น มีปริมาณไฟเบอร์สูง […]

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

ข้าวเป็นอาหารมื้อหลักของคนไทยมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จนอาจกล่าวได้ว่าคนไทยกับข้าวถือเป็นมิตรรักกันมานานไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แต่ทุกวันนี้เทรนด์การกินเพื่อสุขภาพเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น หลายคนจึงเริ่มมองหา ธัญพืช หุงกินแทนข้าว สลับกับการกินข้าวเป็นมื้อหลัก เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากธัญพืชที่หลากหลาย แต่ธัญพืชเองก็มีอยู่หลายชนิดเหลือเกิน แล้วธัญพืชแบบไหนเหมาะที่จะหุงกินแทนข้าวบ้าง บทความนี้ของ Hello คุณหมอ ได้รวบรวมเอาธัญพืชดี ๆ ที่เหมาะกับการหุง กินแทนข้าว มาฝากค่ะ  ธัญพืช หุงกินแทนข้าว มีอะไรบ้าง ควินัว ควินัว นอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่คล้ายกับข้าวแล้ว รสสัมผัสของควินัวก็ไม่ได้ต่างไปจากข้าวเท่าไหร่นัก มากไปกว่านั้น ควินัวยังให้สารอาหารสำคัญอย่างโปรตีน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ หรือวีแกน การกินควินัวจึงมีส่วนช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ มากไปกว่านั้น ควินัวยังมีแมกนีเซียม ที่ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก และมีทองแดง ที่ช่วยในการทำงานของระบบเผาผลาญ บาร์เลย์ บาร์เลย์หรือข้าวบาร์เลย์ มักนิยมนำมาทำเป็นแป้งหรือหมักเป็นเครื่องดื่ม การนำข้าวบาร์เลย์มาหุงกินจึงอาจจะไม่เป็นที่คุ้นหูนัก แต่จริง ๆ แล้ว ข้าวบาร์เล่ย์สามารถนำมาหุง กินแทนข้าว ได้ แถมยังให้คุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพด้วย โดยสารอาหารสำคัญในข้าวบาร์เลย์ก็คือไฟเบอร์ ที่ช่วยให้อิ่มท้องได้นานไม่ต่างจากข้าวขาวทั่วไป มากไปกว่านั้น ไฟเบอร์ในข้าวบาร์เล่ย์ยังเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ที่เรียกว่าเบต้ากลูแคน (Beta glucan) มีส่วนช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ลดความเสี่ยงของระดับน้ำตาลในเลือด อย่างไรก็ตาม ข้าวบาร์เลย์เป็นธัญพืชที่มีกลูเตน ผู้ที่มีอาการแพ้กลูเตนควรหลีกเลี่ยง ข้าวสาลีสีเขียว ข้าวสาลีสีเขียว หรือข้าวสาลีอ่อน หรือที่อาจจะรู้จักกันในชื่อ Freekeh […]

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

วันศุกร์หรรษา วันเงินเดือนออก วันเกิด วันฉลอง เป็นต้องรวมตัวกันที่ร้านปิ้งย่าง ลิ้มรสเนื้อเน้น ๆ น้ำจิ้มรสแซ่บ ยิ่งกินก็ยิ่งฟิน แต่…การกิน อาหารปิ้งย่าง บ่อยจนเกินไป อาจได้อันตรายต่อสุขภาพแฝงมาด้วย ดังนั้น เพื่อให้การ ปิ้งย่าง ยังคงไว้ซึ่งความอร่อย ขณะเดียวกันก็ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ Hello คุณหมอ มีวิธีกิน อาหารปิ้งย่าง อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพมาฝากค่ะ ความเสี่ยงสุขภาพจากการกิน อาหารปิ้งย่าง บ่อย ๆ อาหารปิ้งย่าง ไม่ว่าจะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ บาร์บีคิว สเต็ก หมูกระทะ หรือปิ้งย่างเกาหลี แม้จะอร่อย สะใจ และได้ความเพลิดเพลิน แต่หากกินบ่อย ๆ ในระยะยาว อาหารปิ้งย่างที่กินเข้าไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้หลายประการ ดังนี้ อาหารปิ้งย่าง เสี่ยงต่อมะเร็ง อาหารปิ้งย่าง เป็นอาหารที่ต้องผ่านกระบวนการปรุงสุกด้วยความร้อนสูง การปิ้งหรือย่างจะทำให้อาหารที่ส่วนมากแล้วเป็นเนื้อสัตว์มีการไหม้หรือเกรียม และส่วนที่ไหม้เกรียมเหล่านี้มักจะพบสารพอลิไซคลิกแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbons หรือ PAHs) และสารเฮเทอโรไซคลิกเอมีนส์ (Heterocyclic Amines หรือ HCAs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการเผาไหม้เนื้อสัตว์ เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง อาหารปิ้งย่าง มักมีโซเดียมสูง […]

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

Coffee or Tea? จะรับกาแฟหรือชาดีคะ คงเป็นคำถามที่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่รักทั้งชาและกาแฟอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าชอบดื่มทั้งสองอย่างเลยคงจะเลือกได้ยาก ดังนั้นวันนี้ Hello คุณหมอ จึงนำสาระน่ารู้เกี่ยวกับประโยชน์ของ ชากับกาแฟ มาฝากคุณผู้อ่าน เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการตัดสินใจว่าครั้งต่อไปจะรับชาหรือกาแฟดี ประโยชน์ของชา ชา หรือใบชา เป็นเครื่องดื่มที่อัดแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญหลายชนิด  การดื่มชาเป็นประจำจึงมีส่วนในการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้ ดังนี้ ชาไม่ว่าจะเป็นชาเขียว ชาดำ หรือชาอู่หลง ต่างก็อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ผ่านการวิจัยว่ามีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และหลอดเลือดอุดตัน ในใบชามีสารไทอามีน (Thiamine) และคาเฟอีน ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานและความตื่นตัวของสมอง ชา โดยเฉพาะชาเขียว มีสาร EGCG ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีในกลุ่มของสารคาเทชิน (Catechin) จากผลการวิจัยพบว่า มีส่วนช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือด ช่วยในการเผาผลาญไขมัน ลดความเครียด ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อระบบประสาทและสมองอีกด้วย อย่างไรก็ตาม นอกจาก ชา ที่ทำมาจากใบชาแล้ว ก็ยังมีชาสมุนไพรอีกหลายชนิดที่มีรูปแบบและกรรมวิธีในการชงเช่นเดียวกับใบชา แต่เป็นชาที่ไม่ได้ทำมาจากใบชา เช่น ชาดอกกุหลาบ ชาดอกชบา ชาขิง ชาโสม ชาใบมินต์ ซึ่งชาเหล่านี้ก็จะมีสรรพคุณที่แตกต่างกันไปตามสมุนไพรแต่ละประเภท เพราะชาสมุนไพรบางชนิดมีคุณสมบัติสำคัญช่วยในการผ่อนคลาย ขณะที่ชาสมุนไพรบางชนิดมีส่วนช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น หรือชาสมุนไพรบางชนิดมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ประโยชน์ของกาแฟ ในขณะที่ชาโดดเด่นในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระ คู่แข่งคนสำคัญของวงการเครื่องดื่มอย่าง กาแฟ […]

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

ตกดึกทีไรหัวใจมันเรียกร้องให้ต้องเข้าครัวไปเปิดตู้เย็นหาของอร่อย ๆ มากิน ทำบ่อย ๆ เข้าก็เลยกลายเป็น กินมื้อดึก จนติดเป็นนิสัย ซึ่งแม้จะดูเหมือนเป็นพฤติกรรมที่ใคร ๆ ก็ทำกัน ไม่เห็นจะเสียหายอะไร แต่ในระยะยาวแล้ว การกินมื้อดึกเป็นประจำสามารถส่งผลต่อสุขภาพได้ แต่…การกิน มื้อดึก ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างไรบ้างนั้น มาติดตามกันได้ที่บทความนี้จาก Hello คุณหมอ กันเลยค่ะ กินมื้อดึก เสี่ยงต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง การกิน มื้อดึก เป็นประจำ อาจส่งผลต่อสุขภาพได้หลายประการ ดังนี้ ส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย การกินมื้อดึกเป็นประจำจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น อินซูลิน เลปติน ฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่าง ๆ นี้จะส่งผลต่อสุขภาพที่แตกต่างกันไป เช่น การขึ้นลงของระดับอินซูลินจะเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ร่างกายจะใช้อินซูลินในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ความสามารถของอินซูลินจะลดลงในตอนกลางคืน ดังนั้น หากกินอาหารในตอนกลางคืนบ่อย ๆ ก็เสี่ยงที่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเมื่อตื่นนอนตอนเช้า เพราะปริมาณของอินซูลินมีไม่มากพอที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดขณะกิน มื้อดึก ทำให้น้ำหนักเพิ่ม หนึ่งในผลเสียต่อสุขภาพจากการกิน มื้อดึก เป็นประจำ คือเรื่องของน้ำหนักตัวที่จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากนาฬิกาชีวภาพในร่างกายจะถูกรบกวน ทำให้ระบบการทำงานของนาฬิกาชีวภาพมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะมีผลทำให้การกักเก็บและสลายไขมันในร่างกายทำได้ไม่ดีหรือเกิดข้อบกพร่อง ส่งผลให้ร่างกายมีมวลไขมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสะสมกลายเป็นโรคอ้วน และทำให้น้ำหนักพุ่งขึ้น มากไปกว่านั้น ระบบเผาผลาญในร่างกายก็มักจะทำงานได้ไม่ดีในตอนกลางคืน […]

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

พฤติกรรมการกินอาหารของหลายคนในปัจจุบัน เน้นกินเยอะ กินเร็ว และกินตามที่ใจต้องการ ซึ่งบ่อยครั้ง การกินอาหารโดยไม่มีการยั้งคิด อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ แต่ถ้ารู้จัก กินอย่างมีสติ กินอย่างรู้ตนเอง กินเพื่อตอบสนองความต้องการของร่างกายอย่างแท้จริง ก็อาจสามารถช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ดีขึ้นได้ แต่ การกินอย่างมีสติ คืออะไร และทำได้อย่างไรบ้างนั้น มาติดตามกันที่บทความนี้จาก Hello คุณหมอ กันค่ะ กินอย่างมีสติ คืออะไร กินอย่างมีสติ หรือ การกินอย่างมีสติ (Mindful Eating) คือรูปแบบการกินอาหารที่เน้นเรื่องการมีสติ สมาธิ รู้จักรับมือกับอารมณ์และความรู้สึกในการกินอาหารแต่ละมื้อ เน้นกินเพื่อให้อิ่ม ไม่กินอย่างพร่ำเพรื่อ หรือตามใจปาก โดยจะยึดในหลักของการกินอย่างมีสติ ดังนี้ กินอย่างช้า ๆ แต่ไม่ใจลอย กินเมื่อหิว และหยุดกินเมื่อรู้สึกอิ่ม แยกความหิวกับความอยากให้ออก กระตุ้นความรู้สึกด้วยสีสัน เสียง กลิ่น รูปร่าง รสชาติ รู้จักที่จะรับมือกับความรู้สึกผิดหรือความวิตกกังวลในการกินอาหาร กินเพื่อให้มีสุขภาพและสุขภาวะที่ดี สังเกตดูผลข้างเคียงจากอาหารที่มีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก และรูปร่าง รู้จักที่จะชื่นชมในอาหารมื้อนั้น ๆ  การกินอาหารโดยยึดหลัก การกินอย่างมีสติ จะช่วยให้เราใส่ใจกับอาหารการกินมากขึ้น รู้จักประมาณการกินในแต่ละมื้อ และรู้จักที่กินเพื่อให้มีสุขภาพดีมากขึ้นด้วย ประโยชน์ของการกินอย่างมีสติ การกินอย่างมีสติ จะมีส่วนช่วยในการปรับปรุงพฤติกรรมในการกินหลายประการ ดังนี้ การกินอย่างมีสติจะเน้นการกินอย่างค่อยเป็นค่อยไป กินอย่างช้า ๆ จะช่วยให้อิ่มได้นานขึ้น ไม่หิวบ่อย ช่วยลดความเสี่ยงในการกินมากเกินไป การกินอย่างมีสติจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน จากกินเพราะอยากกิน […]

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

หากคุณบริโภค คาเฟอีน (Caffeine) ในปริมาณน้อยจนถึงปานกลาง ก็อาจให้ประโยชน์ต่อสุขภาพที่น่าประทับใจสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่ในทางกลับกัน หากคุณ บริโภคคาเฟอีน มากเกินไป ไม่ว่าจะในรูปแบบเครื่อมดื่มใด ๆ  ก็อาจสามารถส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ และการดำเนินการใช้ชีวิตประจำวันของคุณนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้อีกด้วย แต่จะเกิดผลเสียมากน้อยแค่ไหนนั้น ลองอ่านได้ในบทความนี้ของ Hello คุณหมอ ที่นำมาฝากกันค่ะ บริโภคคาเฟอีน ปริมาณเท่าไหร่ จึงจะถือว่า มากเกินไป การบริโภคคาเฟอีน 400 มิลลิกรัมต่อวันถือว่าปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี นอกจากนี้วัยเด็กไม่ควรบริโภคคาเฟอีน ส่วนวัยรุ่นควรจำกัดปริมาณการบริโภคคาเฟอีน และควรหลีกเลี่ยงการผสมคาเฟอีนกับสารอื่น ๆ เช่น แอลกอฮอล์ มากไปกว่านั้นผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะไวต่อคาเฟอีน ผู้ที่กินยารักษาโรคบางชนิด ผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ หรือผู้หญิงที่กำลังให้นมบุตร ควรปรึกษาคุณหมอก่อนบริโภคคาเฟอีน และการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมากจนเกินไป สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ดังต่อไปนี้ ผลกระทบของการ บริโภคคาเฟอีน มากเกินไป 1. ความวิตกกังวล ถึงแม้ว่า การบริโภคคาเฟอีน สามารถเพิ่มการตื่นตัวของร่างกายได้ แต่การบริโภคในปริมาณมากเกินไปอาจนำไปสู่ความกังวล หรือความกระวนกระวายใจ เนื่องจากมีรายงานว่า การบริโภคคาเฟอีนต่อวัน 1000 มิลลิกรัมหรือมากกว่า สามารถทำให้เกิดความกังวลใจ ความกระวนกระวายใจ และอาการที่คล้ายกันในคนส่วนใหญ่ นอกจากนี้สำหรับผู้ที่บริโภคคาเฟอีนในระดับปานกลางก็อาจมีผลกระทบคล้ายกัน หากเป็นผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน (Caffeine sensitivity) มากไปกว่านั้นงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาในผู้ชายที่มีสุขภาพดีจำนวน 25 […]