ระหว่างตั้งครรภ์

ยินดีด้วยค่ะ คุณกำลังจะมีลูกแล้ว เมื่อชีวิตน้อย ๆ กำลังจะเกิดขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะรู้สึกเป็นกังวลหรือประหม่า Hello คุณหมอ จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดช่วงเวลา ระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ มีความมั่นใจในทุกย่างก้าวของพัฒนาการลูกน้อย

เรื่องเด่นประจำหมวด

ระหว่างตั้งครรภ์

โรคอ้วนและการตั้งครรภ์ ผลกระทบและแนวทางในการรับมือที่เหมาะสม

ในยุคปัจจุบัน อัตราการเกิดโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โรคอ้วนไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว แต่ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพของมารดาและทารกในช่วงการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ในภาวะที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง และครรภ์เป็นพิษ บทความนี้จะให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของโรคอ้วนต่อการตั้งครรภ์ พร้อมทั้งแนวทางการจัดการเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับทั้งแม่และทารก ผลกระทบของโรคอ้วนต่อสุขภาพการตั้งครรภ์ ผลกระทบต่อแม่ โรคอ้วนในช่วงตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อน เช่น: เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes): โรคนี้พบได้บ่อยในแม่ที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งแม่และทารกในระยะยาว ความดันโลหิตสูงและครรภ์เป็นพิษ (Pre-eclampsia): โรคอ้วนเพิ่มโอกาสเกิดภาวะความดันโลหิตสูงและครรภ์เป็นพิษ ซึ่งอาจนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอื่นๆ การผ่าคลอด: แม่ที่มีภาวะโรคอ้วนมักมีโอกาสสูงที่จะต้องผ่าคลอด ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการฟื้นตัวที่ช้ากว่า ผลกระทบต่อทารก ผลกระทบจากโรคอ้วนของมารดาต่อทารก ได้แก่: น้ำหนักแรกเกิดเกินมาตรฐาน (Macrosomia): ทารกที่มีน้ำหนักตัวเกินอาจทำให้เกิดความยากลำบากในการคลอด และมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บขณะคลอด ปัญหาสุขภาพในระยะยาว: ทารกมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนและเบาหวานในวัยเด็ก ความผิดปกติแต่กำเนิด: โรคอ้วนในมารดาเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น Neural Tube Defects. การจัดการโรคอ้วนในช่วงก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ การเตรียมตัวที่ดีสามารถลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้: การประเมินสุขภาพก่อนตั้งครรภ์: การตรวจสุขภาพทั่วไป รวมถึง BMI และระดับฮอร์โมน ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม การลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย: การปรับโภชนาการและการออกกำลังกายช่วยลดน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย การดูแลระหว่างตั้งครรภ์ การควบคุมน้ำหนัก: การปฏิบัติตามแนวทางควบคุมน้ำหนักในช่วงตั้งครรภ์ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน โภชนาการที่เหมาะสม: การรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เช่น โปรตีน ผัก และผลไม้ […]

หมวดหมู่ ระหว่างตั้งครรภ์ เพิ่มเติม

สำรวจ ระหว่างตั้งครรภ์

การดูแลก่อนคลอด

ท่าออกกําลังกายคนท้อง คลอดง่าย สุขภาพแข็งแรง

คนท้องทุกคนย่อมอยากให้ ทารกในครรภ์สุขภาพแข็งแรง คลอดง่าย การออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างเหมาะสม ใช้ ท่าออกกําลังกายคนท้อง ตามคำแนะนำ ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือใช้ท่าออกกำลังกายของคนปกติ [embed-health-tool-due-date] ท่าออกกําลังกายคนท้อง ช่วยให้แม่ตั้งครรภ์แข็งแรง การออกกําลังกายคนท้องนั้น สามารถทำได้ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อร่างกายคนท้องในหลายด้าน ช่วยให้คนท้องและทารกในครรภ์มีสุขภาพแข็งแรง คลอดง่าย ยิ่งหากควบคู่กับการรับประทานอาหารที่ดี ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง น้ำหนักทารกในครรภ์ก็จะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานด้วย ซึ่ง ท่าออกกําลังกายคนท้อง มีดังนี้ 1.ท่าหมุนหัวไหล่ นั่งขัดสมาธิใช้มือแตะไปที่ไหล่ทั้ง 2 ข้าง พยายามให้ศอกแนบกับลำตัว แล้วหมุนแขนไปด้านหน้า จากนั้นให้หมุนกลับมาที่ด้านหลัง 2.ท่ายืดตัวด้านข้างลำตัว นั่งขัดสมาธิ มือข้างหนึ่งวางไว้บนพื้น เหยียดแขน มืออีกข้างหนึ่งค่อย ๆ ข้ามศีรษะไปทางซ้ายขณะโน้มตัว จากนั้นเปลี่ยนข้างค่อย ๆ โน้มตัวไปด้านข้างขวาเช่นกัน บริเวณเอวจะรู้สึกตึง ๆ เป็นการยืดเหยียดลำตัวด้านข้าง 3.ท่าบริหารเท้า เป็นการบริหารต้นขาด้านหน้า เข่า และท้องส่วนล่าง โดยนั่งเหยียดยืดขาให้ตรง แขนทั้งสองข้างดันไว้ที่พื้น แล้วค่อย ๆ งอเข่าเข้ามาอย่างช้า ๆ เท่าที่คนท้องทำไหว และให้กระดกปลายเท้าขึ้นขณะงอเข่าบ้างเป็นบางจังหวะ 4.ท่าบิดลำตัว นั่งขัดสมาธิ ยืดตัวตรง แล้วให้บิดลำตัว เริ่มที่ด้านซ้ายก่อน เมื่อบิดลำตัวไปข้างซ้าย แขนทั้ง 2 ข้างเอาไว้ข้างลำตัว จากนั้นสลับบิดลำตัวไปด้านขวา […]


ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

เด็กคลอดก่อนกำหนด เกิดจากอะไร และป้องกันได้อย่างไร

เด็กคลอดก่อนกำหนด เป็นภาวะที่ทารกซึ่งอยู่ในครรภ์มารดาคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงก่อนที่การตั้งครรภ์จะเสร็จสมบูรณ์ มักเกิดขึ้นกะทันหัน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และในบางรายอาจเป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ นอกจากนี้ เด็กคลอดก่อนกำหนดยังอาจเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลในระยะสั้นหรือในระยะยาวได้ [embed-health-tool-due-date] เด็กคลอดก่อนกำหนด เกิดจากอะไร เด็กคลอดก่อนกำหนด (Preterm Birth) คือ เด็กทารกที่คลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงก่อนที่การตั้งครรภ์จะเสร็จสมบูรณ์ มักเกิดขึ้นกะทันหัน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และในบางรายอาจเป็นอันตรายต่อคุณแม่และเด็กทารกได้ โดยปกติแล้ว อายุการตั้งครรภ์จนถึงวันคลอดจะอยู่ที่ประมาณ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วัน หากเด็กทารกลืมตาดูโลกตอนอายุครรภ์น้อยอาจมีพัฒนาการที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่และเสี่ยงในการเกิดอาการแทรกซ้อนของเด็กคลอดก่อนกำหนด ที่อาจส่งผลในระยะสั้นหรือในระยะยาวขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของทารกและการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เด็กคลอดก่อนกำหนด ปัจจุบันยังไม่สามารถหาสาเหตุที่ทำให้เด็กคลอดก่อนกำหนด แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กคลอดก่อนกำหนด อาจมีดังนี้ เคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน ตั้งครรภ์ลูกแฝด ปฏิสนธินอกมดลูก เคยทำแท้งหรือแท้งบุตรหลายครั้ง ปัญหาเกี่ยวกับมดลูก ปากมดลูก หรือรก ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศส่วนล่างหรือน้ำคร่ำ ภาวะเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง น้ำหนักน้อยหรือน้ำหนักเกินก่อนตั้งครรภ์ เครียดมากเกินไป ร่างกายมีอาการบาดเจ็บ สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช้สารเสพติด หรือใช้ยาบางชนิดร่วมด้วย ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคน […]


ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

คนท้องติดโควิด มีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง

คนท้องติดโควิด ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนท้องเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้อีกด้วย หากอาการของโรครุนแรงอาจทำให้แท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ ทารกในครรภ์มีพัฒนาการช้า และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะตายคลอด (Stillbirth) ได้ ดังนั้น คนท้องจึงควรดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และหมั่นสังเกตอาการที่เกิดขึ้น หากพบความผิดปกติใด ๆ ก็ตาม ควรเข้าพบคุณหมอโดยด่วน เพื่อรับการวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] โควิด-19 คืออะไร โควิด-19 เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งไปกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ ส่งผลต่ออวัยวะในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ได้แก่ จมูก ลำคอ หลอดลม และปอด โดยผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจไม่เผยอาการใด ๆ แต่สำหรับบางคน หลังจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 เชื้อนี้จะเข้าสู่ระยะการฝักตัวประมาณ 5-6 วัน ก่อนเผยอาการเจ็บป่วยที่สังเกตได้ชัดภายใน 2-14 วัน ส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น มีไข้ เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก ทั้งยังอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย สูญเสียการรับรสและกลิ่น คนท้องติดโควิด มีความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างไร แม้ความเสี่ยงโดยรวมของโควิดต่อคนท้องจะอยู่ในระดับต่ำ แต่คนท้องหรือคนที่เพิ่งตั้งท้องที่มีสุขภาวะทางสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคอ้วน ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ […]


ไตรมาสที่ 3

คุณแม่ ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง และควรผ่าคลอดในกรณีใดบ้าง

การผ่าคลอด (Cesarean section หรือ C-section) เป็นการผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้อง มักใช้ในกรณีที่คุณแม่หรือทารกในครรภ์อาจเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพหากคลอดตามธรรมชาติ แม้การผ่าคลอดจะพบได้ทั่วไป แต่หลายคนก็อาจสงสัยว่า คุณแม่สามารถ ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง และการผ่าคลอดควรทำในกรณีใดบ้าง โดยทั่วไปแนะนำไม่ให้คุณแม่ผ่าคลอดเกิน 3 ครั้งเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับคุณแม่และทารกแรกเกิด และคุณหมอจะเป็นผู้พิจารณาว่าภาวะสุขภาพของคุณแม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าคลอดหรือไม่ [embed-health-tool-due-date] การผ่าคลอดใช้ในกรณีใดบ้าง ทางเลือกในการผ่าคลอดอาจแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. การผ่าคลอดแบบวางแผนมาก่อนล่วงหน้า จะใช้ในกรณีต่อไปนี้ คุณแม่เคยผ่าคลอด เพราะในบางกรณี หากเคยผ่าคลอดแล้ว ครั้งต่อไปจะเปลี่ยนไปคลอดธรรมชาติ อาจเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น มดลูกแตก คุณหมอจึงอาจแนะนำให้ใช้วิธีผ่าคลอด คุณแม่มีภาวะรกเกาะต่ำ (Placenta Previa) ที่ทำให้รกบังปากมดลูกบางส่วนหรือทั้งหมดเอาไว้ และเสี่ยงเกิดภาวะเลือดออกมากเกินไปหากคลอดธรรมชาติ ทารกอยู่ในท่าก้น (Breech Presentation) เป็นท่าที่ทารกเอาก้นหรือขาเป็นส่วนนำ ไม่กลับศีรษะลงมาที่อุ้งเชิงกรานของคุณแม่ตามปกติ ทำให้ไม่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้ ทารกอยู่ในท่าขวาง (Transverse Presentation) เป็นท่าที่ทารกนอนขวางอยู่ในมดลูก ทำให้ไม่สามารถกกลับศีรษะลงมาที่อุ้งเชิงกรานของคุณแม่เพื่อคลอดธรรมชาติได้ คุณแม่ตั้งครรภ์แฝด โดยเฉพาะเมื่อทารกอยู่ในท่าก้น ทั้งนี้ คุณแม่ที่มีภาวะดังกล่าวอาจไม่จำเป็นต้องผ่าคลอดเสมอไป คุณแม่สามารถปรึกษาคุณหมอเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการคลอดที่เหมาะสมกับภาวะสุขภาพและความต้องการของตัวเองได้ 2. การผ่าคลอดแบบไม่ได้วางแผนมาก่อน จะใช้ในกรณีต่อไปนี้ ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ ศีรษะของทารกไม่เคลื่อนลงมาที่อุ้งเชิงกรานและติดอยู่ในกระดูกอุ้งเชิงกราน ทำคลอดตามปกติไม่ได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อมดลูกหดตัวได้ไม่ดี […]


ระหว่างตั้งครรภ์

คนท้อง ท้องเสีย เกิดจากอะไร และควรดูแลตัวเองอย่างไร

คนท้อง ท้องเสีย เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง การไวต่ออาหารบางชนิด การติดเชื้อ เป็นต้น หากคนท้องมีอาการท้องเสียเพียงเล็กน้อย การดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเปล่าและของเหลวให้มาก ๆ รับประทานอาหารอ่อน จะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ แต่หากมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง ท้องเสียติดต่อกันนานเกิน 2 วัน มีไข้ ถ่ายเหลวมีมูกเลือดปน ควรไปพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม [embed-health-tool-due-date] คนท้อง ท้องเสีย เกิดจากอะไร อาการท้องเสียของคนท้องอาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง อาจทำให้กระบวนการย่อยอาหารทำงานช้าลง และบางครั้งอาจทำให้มีอาการท้องเสียได้ ความไวต่ออาหาร คนท้องบางคนไวต่ออาหารบางชนิดมากขึ้น ทำให้เมื่อรับประทานแล้วมีอาการท้องไส้ปั่นป่วนหรือท้องเสียได้ง่าย แม้ว่าก่อนท้องจะไม่เคยเป็นมาก่อนก็ตาม การปรับเปลี่ยนอาหาร เมื่อทราบว่าตั้งท้อง คนท้องอาจเปลี่ยนอาหารที่รับประทานกะทันหัน ร่างกายจึงปรับตัวไม่ทันจนอาจทำให้ไม่สบายท้อง หรือทำให้ คนท้อง ท้องเสีย ได้ ใกล้ถึงกำหนดคลอด อาการท้องเสียของคนท้องอาจเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนคลอด เนื่องจากร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่าพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) เพื่อกระตุ้นให้มดลูกบีบรัดตัว แต่ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน การติดเชื้อ คนท้องอาจติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสโรตา (Rotavirus) […]


ระหว่างตั้งครรภ์

เปิดเพลงให้ลูกในท้องฟัง ช่วยให้ลูกผ่อนคลายและเสริมสร้างพัฒนาการ

ลูกสามารถซึมซับภาษา รูปแบบของคำ และจังหวะในการพูดได้จากการฟังคุณแม่พูดตั้งแต่อยู่ในท้อง การ เปิดเพลงให้ลูกในท้องฟัง จึงอาจช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองที่ดีให้กับลูกน้อยได้ ทั้งในด้านความจำ อารมณ์ความรู้สึก และสติปัญญา คุณแม่ควรเปิดเพลงให้ลูกในท้องฟังเป็นประจำ เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูกน้อยแล้ว ยังทำให้คุณแม่อารมณ์ดีและลดความวิตกกังวลได้ด้วย ซึ่งดีต่อสุขภาพจิตของคุณแม่ทั้งขณะท้องและหลังคลอด [embed-health-tool-due-date] ลูกในท้อง ได้ยินเสียงเพลงจริงไหม ลูกในท้องจะมีพัฒนาการด้านการฟังอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 16-18 ของการตั้งครรภ์เป็นต้นไป และเมื่ออายุครรภ์ได้ 24 สัปดาห์ หูของลูกจะพัฒนาอย่างรวดเร็วและจะเริ่มตอบสนองต่อเสียงที่ได้ยิน หรือหันศีรษะไปตามเสียงที่มารบกวน เช่น เสียงหมาเห่า เสียงเครื่องตัดหญ้า เสียงที่มีความถี่ต่ำ เมื่อเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่ 27-40 หรือในไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ลูกในท้องจะจดจำเสียงของคุณแม่ที่สะท้อนผ่านร่างกายของคุณแม่ให้ลูกได้ยินอยู่เสมอได้แล้ว รวมถึงเสียงการทำงานของระบบในร่างกายคุณแม่ด้วย เช่น เสียงจังหวะการเต้นของหัวใจ เสียงท้องร้องของคุณแม่ ซึ่งหมายความว่าในไตรมาสที่ 3 ลูกในท้องก็สามารถได้ยินเสียงเพลงที่คุณแม่เปิดให้ฟังได้แล้วเช่นกัน เปิดเพลงให้ลูกในท้องฟัง เลือกเพลงสไตล์ไหนดี คุณแม่ที่ต้องการเปิดเพลงหรือดนตรีขับกล่อมลูกในท้อง อาจเลือกเปิดเสียงดนตรีบรรเลงเพลงสากลหรือเพลงคลาสิคที่ได้รับความนิยมและสามารถค้นหาได้ง่าย หรือเปิดเพลงกล่อมเด็ก เพลงที่มีทำนองปลอบประโลมใจ เพลงช้า ๆ ฟังสบาย เพลงที่คุณแม่ชื่นชอบ หรือคุณแม่จะร้องเพลงโปรดของตัวเองให้ลูกฟังก็ได้ การร้องเพลงหรือเปิดเพลงให้ลูกในท้องฟังเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบการได้ยินและทักษะการฟังให้กับลูก ช่วยกระตุ้นให้ลูกเคลื่อนไหวหรือดิ้น ทั้งยังช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายด้วย เทคนิคการ เปิดเพลงให้ลูกในท้องฟัง อย่างปลอดภัย คุณแม่ควรร้องเพลงหรือเปิดเพลงให้ลูกให้ท้องฟัง ในระดับเสียงที่ไม่ดังเกินไปหรือไม่เกิน 65 เดซิเบล และหากต้องการฟังเพลงเป็นเวลานาน […]


ระหว่างตั้งครรภ์

ลูกดิ้นน้อย ผิดปกติไหม และ วิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้น มากขึ้น

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เข้าสู่ช่วงอายุครรภ์ 4-6 เดือน จะเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้องได้ชัดเจนขึ้น แต่บางครั้งลูกก็อาจดิ้นน้อยลงหรือไม่ดิ้นเลย จนคุณแม่เริ่มเป็นกังวล ในเบื้องต้นคุณแม่อาจใช้ วิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้น แบบง่าย ๆ เช่น เคลื่อนไหวร่างกายด้วยการเดินระยะสั้น ดื่มเครื่องดื่มหวาน ๆ หรือน้ำเย็น รับประทานข้าวสักมื้อ รับประทานผลไม้จานเล็ก ๆ แต่หากลูกไม่กลับมาดิ้นตามเวลาปกติของวันหรือไม่ดิ้นเลย ควรรีบไปพบคุณหมอเพื่อตรวจเช็กสุขภาพของลูกว่าเป็นปกติหรือไม่ [embed-health-tool-due-date] ลูกในท้องจะเริ่มดิ้นเมื่อไหร่ ตามปกติแล้ว ลูกในท้องจะเริ่มขยับตัวตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 16-24 ของการตั้งครรภ์ สำหรับท้องแรก คุณแม่อาจไม่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวใด ๆ เลยจนกว่าจะถึงสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์ แต่หากเป็นท้องที่ 2 เป็นต้นไป คุณแม่อาจสัมผัสการเคลื่อนไหวของลูกได้เร็วกว่า โดยทั่วไป คุณแม่จะสามารถรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของลูกในท้องไปได้จนถึงวันคลอด การเคลื่อนไหวของลูกในท้องเป็นสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้คุณแม่รับรู้ว่าลูกกำลังเจริญเติบโต มีสุขภาพแข็งแรง ตลอดจนมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ตามอายุครรภ์ ทั้งนี้ หากถึงสัปดาห์ที่ 24 ของการตั้งครรภ์แล้ว แต่คุณแม่ไม่รู้สึกว่าลูกในท้องดิ้นเลย ควรแจ้งคุณหมอให้ทราบ คุณหมอจะได้ตรวจจังหวะการเต้นของหัวใจและการเคลื่อนไหวของทารกในท้องว่าปกติดีหรือไม่ ลูกในท้องดิ้นบ่อยแค่ไหน ลูกในท้องจะมีวงจรการนอนหลับเป็นของตัวเองไม่ต่างกับคุณแม่ จึงไม่แปลกที่บางครั้งคุณแม่จะไม่รู้สึกถึงการดิ้นของลูก เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่ลูกกำลังนอนหลับอยู่นั่นเอง โดยทั่วไป ความถี่ในการดิ้นของลูกจะไม่แน่นอนและรูปแบบการดิ้นของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตว่าลูกตื่นนอนและดิ้นไปมาอยู่ในท้องตอนไหน ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันทุกวัน โดยปกติแล้ว ลูกน้อยในท้องจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการนอน โดยจะนอนหลับประมาณครั้งละ 20-40 นาที […]


ระหว่างตั้งครรภ์

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม

ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์ ควรศึกษาเกี่ยวกับ การ ดูแล สุขภาพ ขณะ ตั้ง ครรภ์ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ทั้งการเลือกรับประทานอาหาร การรับประทานกรดโฟลิคเป็นประจำ การออกกำลังกาย การฉีดวัคซีนที่จำเป็น การนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้คุณแม่และทารกในครรภ์มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ทารกมีพัฒนาการตามวัย และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ตลอดการตั้งครรภ์ [embed-health-tool-due-date] น้ำหนักที่เหมาะสมขณะตั้งครรภ์ การวัดน้ำหนักที่เหมาะสมของคุณแม่ตั้งครรภ์ อาจอ้างอิงจากดัชนีมวลกาย (BMI) ซึ่งเป็นค่าชี้วัดความสมดุลระหว่างน้ำหนักกับส่วนสูง เพื่อประเมินสภาวะร่างกาย และสามารถนำมาวัดความสมบูรณ์ของร่างกายขณะตั้งครรภ์ได้เช่นกัน การเพิ่มน้ำหนักตัวที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ อ้างอิงตามค่าดัชนีมวลกาย อาจมีดังนี้ ค่า BMI น้อยกว่า 18.5 ถือว่า น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ประมาณ 13-18 กิโลกรัม ค่า BMI 18.5-24.9 ถือว่า น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ประมาณ 11-15 กิโลกรัม ค่า BMI 25-29.9 ถือว่า น้ำหนักเกินเกณฑ์ ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ประมาณ 6.8-11.3 กิโลกรัม ค่า BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป ถือว่า […]


ระหว่างตั้งครรภ์

น้ำหนัก ครรภ์ น้อยกว่าเกณฑ์ ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์อย่างไร

คุณแม่ที่มี น้ำหนัก ครรภ์ น้อยกว่าเกณฑ์ อาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น การคลอดก่อนกำหนด ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย และถึงแม้ภาวะน้ำหนักครรภ์น้อยกว่าเกณฑ์จะพบได้น้อยกว่าภาวะน้ำหนักครรภ์เกินเกณฑ์ แต่คุณแม่ที่น้ำหนักครรภ์น้อยกว่าเกณฑ์ก็ควรดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมเช่นกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพทั้งขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด และหากเป็นไปได้ คุณแม่ควรเพิ่มน้ำหนักให้เหมาะสมตามเกณฑ์ตั้งแต่ช่วงเตรียมตั้งครรภ์ เพื่อให้สามารถตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย ช่วยให้ทารกมีพัฒนาการที่สมบูรณ์และเหมาะสมตามอายุครรภ์ [embed-health-tool-due-date] น้ำหนัก ครรภ์ น้อยกว่าเกณฑ์ คือเท่าไหร่ ตามปกติแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรกจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากตอนก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 1-2 กิโลกรัมเนื่องจากครรภ์ยังไม่ขยายใหญ่มากนัก และน้ำหนักของคุณแม่ตั้งครรภ์จะเพิ่มขึ้นประมาณสัปดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม (500 กรัม) ไปจนถึงวันคลอด อย่างไรก็ตาม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอาจแตกต่างไปในคุณแม่แต่ละคน หากในช่วงก่อนตั้งครรภ์ คุณแม่มีรูปร่างผอมก็อาจมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นไม่มากนักขณะตั้งครรภ์ หรือคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว และมีน้ำหนักครรภ์เพิ่มขึ้นไม่มาก ก็อาจไม่แน่ใจว่าน้ำหนักครรภ์ของตัวเองเหมาะสม มากเกินเกณฑ์ หรือน้อยกว่าเกณฑ์หรือไม่ การคำนวณหาน้ำหนักครรภ์ที่เหมาะสมจึงอาจช่วยให้ทราบถึงสุขภาพขณะตั้งครรภ์ได้ในระดับหนึ่ง โดยทั่วไป น้ำหนักที่เหมาะสมขณะตั้งครรภ์สามารถอ้างอิงได้จากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ก่อนตั้งครรภ์ ดังต่อไปนี้ ค่า BMI น้อยกว่า 18.5 ถือว่า น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์น้อยกว่าเกณฑ์ ควรเพิ่มน้ำหนักขณะตั้งครรภ์ประมาณ 13-18 กิโลกรัม ค่า BMI 18.5-24.9 ถือว่า น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ตามเกณฑ์ […]


ระหว่างตั้งครรภ์

ท้อง1อาทิตย์ตรวจเจอไหม อาการคนท้องเป็นแบบไหน

สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันและเสี่ยงท้อง อาจสงสัยว่าหลังมีเพศสัมพันธ์ 1 อาทิตย์จะทราบได้เลยไหมว่าท้อง หรือ หาก ท้อง1อาทิตย์ตรวจเจอไหม และอาการคนท้องมีอะไรบ้าง ในช่วง 1 อาทิตย์หลังจากมีเพศสัมพันธ์ ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตรวจการตั้งครรภ์ เนื่องจากไข่และอสุจิที่ผสมกันและกลายเป็นตัวอ่อนในระยะแรกเพิ่งเริ่มฝังตัวในโพรงมดลูก และยังไม่มีการสร้างฮอร์โมนเข้าไปในกระแสเลือดหรือในปัสสาวะ หรือสร้างฮอร์โมนน้อยมากจนยังตรวจไม่พบ จึงอาจทำให้ผลตรวจครรภ์ออกมาคาดเคลื่อนได้ แนะนำให้ตรวจการตั้งครรภ์หลังพบว่าประจำเดือนไม่มาประมาณ 1 อาทิตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีอาการคนท้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย อยากอาหารมากขึ้น นอนหลับมากกว่าปกติ ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดปัสสาวะบ่อย ร่วมด้วย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและน่าเชื่อถือที่สุด [embed-health-tool-bmi] ท้อง1อาทิตย์ตรวจเจอไหม คุณแม่ที่ท้องระยะแรก อาจต้องการทราบว่า ท้อง1อาทิตย์ตรวจเจอไหม คำตอบคือ ในระยะนี้ฮอร์โมนการตั้งครรภ์เอชซีจี (Human chorionic gonadotropin หรือ hCG) ที่ผลิตจากรกยังอ่อนอยู่มาก จึงอาจทำให้ไม่สามารถตรวจจับการตั้งครรภ์ได้ โดยทั่วไปจะสามารถตรวจเจอได้เมื่อท้องได้ประมาณ 4 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน ตรวจตั้งครรภ์ เร็วสุดกี่วัน ในบางกรณี คุณแม่บางคนอาจตรวจพบการตั้งครรภ์ได้เร็วสุดประมาณ 10 วันหลังการปฏิสนธิ อย่างไรก็ตาม การตรวจครรภ์เร็วเกินไปก็อาจให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนได้ และอาจแสดงผลเป็นลบแม้ว่าจะตั้งครรภ์ […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

คุณกำลังกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ใช่หรือไม่?

หยุดกังวลได้แล้ว มาเข้าชุมชนสนทนาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และว่าที่คุณแม่คนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน