โภชนาการเพื่อสุขภาพ

"You are what you eat" อาหารที่คุณรับประทาน มีความสำคัญอย่างมาก ต่อสุขภาพร่างกายของคุณ แต่น่าเสียดายที่ยังคงมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ โภชนาการเพื่อสุขภาพ อยู่มากมาย ดังนั้น การแยกแยะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

เรื่องเด่นประจำหมวด

โภชนาการเพื่อสุขภาพ

โรคอ้วนกับหน้าร้อน ทำไมคนอ้วนถึงเสี่ยง "ฮีทสโตรก" มากกว่า

เมื่อเข้าสู่ช่วงที่อุณหภูมิในประเทศไทยพุ่งสูงทะลุ 40 องศาเซลเซียส หลายคนอาจนึกถึงการไปเที่ยวทะเลหรือการทำกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อให้สมกับเป็นช่วงซัมเมอร์ แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะ "โรคอ้วน" (Obesity) หน้าร้อนกลับไม่ได้มีเพียงแค่ความสนุกสนาน เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ร่างกายต้องเผชิญกับสภาวะวิกฤตที่อาจส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้ คนที่มีภาวะโรคอ้วนมีความเสี่ยงต่อการเกิด "ฮีทสโตรก" (Heatstroke) หรือโรคลมแดดมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า! ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้มาจากเพียงแค่สภาพอากาศภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลไกภายในร่างกายที่ทำงานผิดปกติไปเนื่องจากไขมันส่วนเกิน  Hello Khunmor จะพาคุณไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่คนอ้วนต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงหน้าร้อน และคำแนะนำในการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี "ชั้นไขมัน" กับการระบายความร้อนของร่างกาย ในสภาวะปกติ ร่างกายมนุษย์จะมีกลไกในการรักษาอุณหภูมิแกนกลางให้อยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส เมื่อสภาพอากาศภายนอกร้อนขึ้น ร่างกายจะระบายความร้อนออกผ่านทางการขับเหงื่อและการขยายตัวของหลอดเลือดที่ผิวหนัง เพื่อให้เลือดนำพาความร้อนจากภายในสู่ภายนอก ทำไมคนอ้วนถึงทนความร้อนได้น้อยกว่า? ตามหลักสรีรวิทยา ไขมันมีคุณสมบัติเป็น "ฉนวนกันความร้อน" (Thermal Insulator) ที่ดีเยี่ยม ชั้นไขมันหนา ๆ จะช่วยกักเก็บความร้อนไม่ให้ออกจากร่างกายเพื่อความอยู่รอดในช่วงที่มีอากาศหนาว แต่สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนและมีภาวะโรคอ้วน ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ที่หนาเกินไปจะทำให้ความร้อนจากภายในระบายออกมาสู่ผิวหนังได้ยาก นอกจากนี้ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมักมีสัดส่วนพื้นที่ผิวต่อมวลร่างกายน้อยกว่าคนที่มีรูปร่างสมส่วน หมายความว่าร่างกายมีพื้นที่ในการระบายความร้อน (ผ่านเหงื่อ) น้อยลง เมื่อเทียบกับปริมาณความร้อนที่ร่างกายผลิตขึ้นและกักเก็บไว้ภายใน ส่งผลให้อุณหภูมิแกนกลางของคนอ้วนพุ่งสูงขึ้นได้รวดเร็วกว่าคนปกติเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดหรืออากาศที่ร้อนจัด ภาระของหัวใจที่หนักขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (American Heart Association - AHA) ระบุว่า ความร้อนส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น […]

หมวดหมู่ โภชนาการเพื่อสุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ โภชนาการเพื่อสุขภาพ

เคล็ดลับโภชนาการที่ดี

4 สุดยอด อาหารต้านริ้วรอย ที่จะช่วยให้หน้าของคุณดูเด็กลงได้

สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ เรื่องของผิวพรรณ ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็คงอยากดูอ่อนเยาว์ ผิวพรรณเปล่งปลั่งอยู่เสมอ แต่เมื่ออายุมากขึ้น กลับมีริ้วรอยมาเยือนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ใครที่อยากหน้าเด็ก ผิวดูเต่งตึง ไร้ริวรอย Hello คุณหมอมี 4 สุดยอด อาหารต้านริ้วรอย มาฝาก 4 สุดยอด อาหารต้านริ้วรอย 1. อะโวคาโด ผลอะโวคาโดหรือที่รู้จักกันในชื่อ Alligator Pear มีรสชาติคล้ายครีมเนย อุดมไปด้วยวิตามินอีและบีรวม ช่วยบำรุงผิว เส้นผม และยังเต็มไปด้วยกรดไขมันที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว ทำให้ผิวนุ่มและเรียบเนียน นอกจากนี้ผลไม้สีเขียวอย่างอะโวคาโดยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยให้ผิวแข็งแรง กระจ่างใส ทั้งยังช่วยป้องกันหวัดได้อีกด้วย โดยคุณสามารถกินอะโวคาโดได้หลายวิธี เช่น กินเป็นผลไม้ กินกับผักสลัดชนิดอื่น หรือทำเป็นน้ำปั่นก็ได้ 2. ปลาแซลมอน ปลาแซลมอนถือเป็นอาหารโปรดของใครหลายๆ คน ปลาแซลมอนไม่ใช่แค่รสชาติดี แต่ยังเป็นอาหารต้าน ริ้วรอย ที่เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องการความอ่อนเยาว์ ปลาแซลมอน ประกอบด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว ปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายด้วยรังสียูวีจากแสงแดด นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันริ้วรอยก่อนวัยและรอยเหี่ยวย่นได้ด้วย นอกจากโอเมก้า 3 แล้ว ปลาแซลมอนยังมีสารต่อต้านริ้วรอยที่น่าสนใจอื่นๆ อีก เช่น แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ซึ่งทำให้ปลามีสีชมพูและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากการสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลตได้ […]


โภชนาการเพื่อสุขภาพ

วิตามินบำรุงผม ที่ช่วยให้ผมสวยสุขภาพดี มีอะไรบ้าง

วิตามินบำรุงผม มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วตามิซี วิตามินเอ วิตามินบี ซึ่งช่วยให้ผมมีสุขภาพดี เงางาม นอกจากนี้ ยังอาจช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวของกับผม เช่น ผมแห้ง ผมขาดหลุดร่วง ผมแห้ง โดยวิตามินบำรุงผมอาจพบได้ในอาหารหลากหลายชนิด ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอุดมด้วยวิตามิน อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพเส้นผมให้แข็งแรง วิตามินบำรุงผม เพื่อผมสวยสุขภาพดี สำหรับวิตามินบำรุงผมที่ช่วยให้ผมสวยสุขภาพดี อาจมีดังนี้ วิตามินเอ วิตามินเออาจจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ และเส้นผม รวมถึง ยังอาจช่วยส่งเสริมการผลิตไขมันบนหนังศีรษะ ซึ่งเป็นน้ำมันตามธรรมชาติที่ช่วยให้เส้นผมชุ่มชื่นเงางาม มีสุขภาพดี โดยวิตามินเออาจพบได้มากในแครอท มันหวาน ฟักทอง คะน้า โยเกิร์ต นม และไข่ อย่างไรก็ตาม การรับประทานวิตามินเอมากเกินไปก็อาจทำให้ผมร่วงได้ โดยปริมาณวิตามินเอที่ควรได้รับในแต่ละวัน สำหรับในแต่ละช่วงวัย อาจมีดังนี้ เด็กแรกเกิดถึง 6 เดือน ควรได้รับวิตามินเอ 400 ไมโครกรัม/วัน ทารกอายุ 7-12 เดือน ควรได้รับวิตามินเอ 500 ไมโครกรัม/วัน เด็กอายุ 1-3 ปี ควรได้รับวิตามินเอ 300 ไมโครกรัม/วัน […]


โภชนาการเพื่อสุขภาพ

อาหารทำลายความต้องการทางเพศ ที่ผู้ชายควรหลีกเลี่ยง

อาหารทำลายความต้องการทางเพศ เป็นอาหารที่ผู้ชายควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาหารบางชนิด เช่น ผลิตภัณ์จากนม กาแฟ ช็อกโกแลต อาจส่งผลกระทบต่อระดับฮอร์โมนที่มีผลต่อสุขภาพทางเพศโดยตรง ดังนั้น หากรู้ว่าอาหารชนิดใดบ้างที่ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง ก็อาจช่วยให้หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเหล่านั้นได้ นอกจากนี้ ยังควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม เพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเพศที่ดี อาหารทำลายความต้องการทางเพศ สำหรับอาหารที่สามารถทำลายความต้องการทางเพศ อาจมีดังนี้ ผลิตภัณฑ์จากนม ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ไอศกรีม ชีส มีกรดแลคติกที่อาจทำให้ระดับความต้องการทางเพศในผู้ชายลดลง นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมวัวยังอุดมไปด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ ซึ่งหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินอาจทำให้ร่างกายหยุดผลิตฮอร์โมนตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม แคลเซียมก็ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพทางเพศ ดังนั้น จึงควรเสริมแคลเซียมให้ร่างกายด้วยอาหารอื่น ๆ เช่น งา เมล็ดเจีย ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน อัลมอนด์ ผักใบเขียว แทนการรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมเพียงอย่างเดียว ไขมันทรานส์ อาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น ของทอด โดนัท เค้ก คุกกี้ ครีมเทียม นมข้นหวาน อาจเป็นอาหารที่ผู้ชายควรเลี่ยง เพราะอาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบอาจทำให้ความต้องการทางเพศลดลง รวมถึงยังอาจทำให้การผลิตอสุจิมีความผิดปกติ นอจกจากนี้ ไขมันทรานส์ยังอาจทำให้เกิดโรคเรื้องรังต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง กาแฟ แม้คาเฟอีนในกาแฟอาจช้วยทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า คึกคัก แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับผู้ชายทุกคน […]


ข้อมูลโภชนาการ

ชาเขียว ประโยชน์ และข้อควรระวัง

การใช้ประโยชน์ ชาเขียวชาเขียวใช้ทำอะไร ชาเขียว (Green Tea) มีสารคาเฟอีนเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ระบบหัวใจและกล้ามเนื้อ และใช้รักษาอาการต่างๆ ดังนี้ ช่วยลดน้ำหนัก อาเจียน ปวดศรีษะ โรคกระดูกพรุน โรคพาร์กินสัน ความดันต่ำ โรคฟันผุ นิ่วไนไต มะเร็งตับ มะเร็งปอด การทำงานของชาเขียวเป็นอย่างไรส่วนที่เป็นประโยชน์ของชาเขียวคือส่วนใบ และลำต้น ชาเขียวถูกผลิตขึ้นโดยการอบใบในอุณหภูมิสูง ระหว่างกระบวนการนี้ สามารถป้องกันอาการอักเสบบวม คุ้มกันกระดูกอ่อน และลดการเสื่อมของข้อ ชาเขียวยังสามารถต่อต้านการติดเชื้อไวรัส HPV และลดการเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติในบริเวณปากมดลูก  ข้อควรระวังและคำเตือนเราควรรู้อะไรบ้างก่อนใช้ชาเขียว ปรึกษาแพทย์ เภสัชกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรในกรณีที่: ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากในขณะให้นมบุตรนั้น ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น กำลังใช้ยาอื่น ๆ รวมถึงยาที่สามารถซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์ มีอาการแพ้สารในชาเขียว ยาอื่น ๆ หรืออาหารเสริมอื่น ๆ มีโรคอื่น ๆ มีความผิดปกติหรือพยาธิสภาพอื่น ๆ มีอาการแพ้อื่น ๆ เช่น แพ้อาหาร สีผสมอาหาร สารกันบูดหรือเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากชาเขียวนั้นมีความเข้มงวดน้อยกว่าข้อกำหนดยาอื่นๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย การใช้ผลิตภัณฑ์นี้ต้องมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ชาเขียวมีความปลอดภัยแค่ไหนข้อควรระวังและคำเตือนพิเศษ การตั้งครรภ์และให้นมบุตร: ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้ชาเขียวในระหว่างการตั้งครรภ์และช่วงให้นมบุตร เพื่อความปลอดภัยควรหลีกเลี่ยงการใช้ ผลข้างเคียงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ชาเขียวมีอะไรบ้าง ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้ชาเขียว ได้แก่: ปวดหัว อาการของโรคระบบทางเดินอาหาร ตับเป็นพิษ ผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และอาจจะมีอาการของผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวไว้ข้างต้นหากกังวลเรื่องผลข้างเคียง ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรหรือแพทย์ ปฏิกิริยาระหว่างยายาที่อาจเกิดปฏิกิริยากับชาเขียวมีอะไรบ้าง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรชนิดนี้อาจมีผลต่อยาหรือพยาธิสภาพในปัจจุบัน ควรปรึกษาหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรหรือแพทย์ก่อนการใช้งาน ขนาดการใช้ข้อมูลนี้ไม่สามารถเป็นคำสั่งในการใช้ยาได้ ควรปรึกษานักสมุนไพรศาสตร์หรือแพทย์ก่อนการใช้ยาเสมอ ปกติแล้วควรใช้ชาเขียวในปริมาณเท่าใดการรับประทาน: สำหรับผู้มีคอเลสเตอรอลสูง: ในชาเขียวหรือสารสกัดจากชาเขียวมี catechin 150-2500 มิลลิกรัม ใช้ครั้งเดียวต่อวัน หรือแบ่งเป็นสองครั้งต่อวันเป็นเวลา 24 สัปดาห์ สำหรับการเติบโตของเซลล์ผิดปกติในช่องคลอด: […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน