home

การตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์ อาจเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกปลื้มปิติ ยินดี ตื่นเต้น และความกังวลใจ นับตั้งแต่เริ่มเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์ ไปจนถึง ช่วงเวลาหลังคลอด แต่การเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม อาจจะช่วยลดทอนความกังวลเหล่านั้นลงไปได้ มาเรียนรู้เกี่ยวกับ การเตรียมตัวก่อนเป็นคุณพ่อคุณแม่ และการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

การตั้งครรภ์

ผู้หญิงที่ประจำเดือนไม่มา หรือประจำเดือนขาด และสงสัยว่าตนเองตั้งครรภ์หรือไม่ อาจทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเองได้ ด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์ โดยสามารถปรึกษาเภสัชกรเกี่ยวกับประเภทของชุดทดสอบการตั้งครรภ์ที่เหมาะสม และระยะเวลาว่า ตรวจครรภ์ได้ตอนไหน หรืออาจเข้ารับการตรวจครรภ์โดยคุณหมอที่สถานพยาบาล เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น การตรวจครรภ์ คืออะไร  การตรวจครรภ์ เป็นการทดสอบว่าตั้งครรภ์หรือไม่ โดยการตรวจหาฮอร์โมน Human Chorionic Gonadotropin (hCG) หรือที่เรียกว่าฮอร์โมนตั้งครรภ์ในเลือดหรือปัสสาวะ ฮอร์โมนนี้ถูกสร้างขึ้นจากรกหลังจากอสุจิปฏิสนธิกับไข่และเป็นตัวอ่อน โดยสามารถตรวจการตั้งครรภ์เองด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์ที่มีจำหน่ายตามร้านขายยา ซึ่งมีความแม่นยำถึง 97-99% เมื่อใช้อย่างถูกวิธี หรืออาจเข้ารับการตรวจครรภ์ที่สถานพยาบาลก็ได้ ตรวจครรภ์ได้ตอนไหน  หากมีเพศสัมพันธ์ แล้วสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากประจำเดือนขาด หรือประจำเดือนไม่มาตามปกติ สามารถตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง หรือเข้ารับการตรวจครรภ์โดยคุณหมอได้ตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนไม่มา หรือหากไม่แน่ใจว่าประจำเดือนควรมาวันไหน สามารถตรวจครรภ์ได้หลังจากมีประจำเดือน 21 วัน  หากตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีฮอร์โมน Human Chorionic Gonadotropin หรือ hCG ที่ผลิตออกมาจากรก หลังจากไข่และอสุจิปฏิสนธิกันเป็นตัวอ่อนได้ประมาณ 6 วัน และระดับฮอร์โมนนี้จะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในทุก ๆ 2-3 วัน  อาการบ่งชี้ที่ควรตรวจครรภ์  อาการของการตั้งครรภ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่อาการที่พบบ่อยที่สุดของการตั้งครรภ์ คือ ประจำเดือนไม่มา และสัญญาณอื่น ๆ […]

หัวข้อ การตั้งครรภ์ เพิ่มเติม

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

เลือดออกขณะตั้งครรภ์ อาจเป็นภาวะบ่งชี้ว่าเกิดความผิดปกติในครรภ์ ที่อาจต้องได้รับการรักษาทันที เช่น รกเกาะต่ำ หรืออาจเสี่ยงต่อการแท้งบุตร ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ เลือดออกขณะตั้งครรภ์อาจเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ (สัปดาห์ที่ 1-12) หากเลือดออกกะปริบกะปรอย อาจเกิดจากการที่ตัวอ่อนฝังตัวอยู่ในผนังของโพรงมดลูกจนกลายเป็นทารก ดังนั้น อย่างไรก็ตาม หากเกิดภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์​ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและรักษาได้อย่างทันท่วงที อาการเลือดออกขณะตั้งครรภ์ อาการเลือดออกขณะตั้งครรภ์ที่อาจพบได้ทั่วไป มีดังนี้ มีเลือดออกมากผิดปกติ เหนื่อยล้า ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือปวดไหล่ กระหายน้ำมาก เวียนศีรษะ และอาการอาจแย่ลงเมื่อลุกขึ้นยืน มีไข้ หรือหนาวสั่น เป็นลม ตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ มีเลือดออกในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ สาเหตุของเลือดออกขณะตั้งครรภ์ เลือดออกขณะตั้งครรภ์ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ดังนี้ การตั้งครรภ์ไตรมาสแรก สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ของการมีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับปากมดลูก เช่น การติดเชื้อที่ปากมดลูก ปากมดลูกอักเสบ เลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation Bleeding) อาจเกิดจากไข่ฝังตัวอยู่ในเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังจากการปฏิสนธิประมาณ 10-14 วัน การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) อาจเกิดจากไข่ฝังตัวและเติบโตนอกมดลูก เช่น ในท่อนำไข่ การตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ (Molar Pregnancy) เป็นภาวะที่พบได้ยาก เกิดจากไข่ปฏิสนธิผิดปกติ แทนที่จะเป็นทารก […]

ระหว่างตั้งครรภ์

อายุครรภ์ เป็นช่วงเวลาระหว่างเริ่มตั้งครรภ์จนถึงกำหนดคลอด โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย ซึ่งร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์และการพัฒนาของทารกในครรภ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละสัปดาห์ สำหรับทารกในครรภ์ โดยเฉพาะสมองจะเริ่มพัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยอวัยวะส่วนอื่น ๆ เช่น ไขสันหลัง หัวใจ จมูก หู ดวงตา อวัยวะเพศ รวมถึงขนาดตัว ดังนั้น อายุครรภ์จึงมีความสำคัญในการตรวจสอบการพัฒนาของทารกในครรภ์ได้เป็นอย่างดี อายุครรภ์ คืออะไร อายุครรภ์ คือ ช่วงเวลาระหว่างตั้งครรภ์จนถึงเวลาคลอด ในช่วงนี้ ทารกจะมีขนาดตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และมีพัฒนาการทั้งทางร่างกายและระบบประสาท โดยปกติอายุครรภ์จะอยู่ที่ 38-42 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนขาดจนถึงกำหนดคลอด หากทารกคลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ ถือว่าคลอดก่อนกำหนด และหากทารกคลอดหลังอายุครรภ์เลย 42 สัปดาห์ ถือว่าตั้งครรภ์เกินกำหนด วิธีคำนวณกำหนดคลอด สามารถคำนวณกำหนดคลอดด้วยตัวเองคร่าว ๆ ได้ ดังนี้ จากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย นับย้อนหลังไป 3 เดือน และบวกอีก 7 วัน ตัวอย่าง วันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายคือวันที่ 1 ธันวาคม นับย้อนหลัง 3 เดือน คือ วันที่ 1 […]

ระหว่างตั้งครรภ์

อาการคนท้องไม่รู้ตัว เป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้หากผู้หญิงไม่มีอาการบ่งชี้ว่าตั้งครรภ์ มีปัญหาสุขภาพร่างกาย หรืออาจมีปัญหาสุขภาพจิต จนทำให้อาจไม่ทันได้สังเกตอาการหรืออาจมีภาวะปฏิเสธการตั้งครรภ์ คือไม่ยอมรับว่าตนกำลังตั้งครรภ์ ดังนั้น การรู้สัญญาณคนท้องระยะแรกจึงอาจช่วยทำให้คนท้องรู้ตัว และเตรียมตัวดูแลสุขภาพของตนเองและทารกในครรภ์ได้ตั้งแต่เริ่มต้น [health-tool template="due-date"] ท้องไม่รู้ตัว เป็นไปได้จริงเหรอ ท้องไม่รู้ตัวอาจเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงหลายคนที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้ง ประจำเดือนมาไม่ปกติ ไม่ได้ตรวจสุขภาพเป็นประจำ หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ที่อาจมีภาวะปฏิเสธการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ อาจมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงมีอาการคนท้องไม่รู้ตัว ดังนี้ ปัญหาประจำเดือน ผู้หญิงบางคนอาจมีประจำเดือนมาไม่ปกติหรือไม่สม่ำเสมอ เมื่อประจำเดือนขาดจึงอาจทำให้ไม่รู้ตัวว่าท้อง ปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติอาจมีสาเหตุจากความเครียด ความผิดปกติของการรับประทานอาหาร โรคอ้วน โรคถุงน้ำในรังไข่ โรคเบาหวานระยะสุดท้าย หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยารักษาโรคลมชัก ไม่แสดงอาการว่าท้อง ผู้หญิงบางคนอาจไม่มีอาการที่บ่งบอกว่ากำลังท้อง เช่น แพ้ท้อง น้ำหนักตัวเพิ่ม หรือเมื่อยล้า จึงอาจทำให้ไม่รู้ตัวว่าท้อง หรืออาจมีร่างกายที่อ่อนแอจากภาวะสุขภาพอยู่แล้ว จึงอาจไม่ได้สังเกตว่าเป็นอาการคนท้อง น้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วน และผู้หญิงที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงบ่อยครั้ง อาจทำให้ไม่ทันสังเกตว่าน้ำตัวที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะมีทารกในครรภ์ ความเครียดหรือความหวาดกลัว อาจเกิดขึ้นได้ในผู้หญิงไม่พร้อมตั้งครรภ์ เช่น วัยรุ่น หรือผู้หญิงที่ตั้งท้องกับคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ครอง ความเครียดและความหวาดกลัวเหล่านี้อาจส่งผลให้รู้สึกปฏิเสธการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ผู้หญิงที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคสองขั้ว หรือโรคจิตเภท อาจเกิดภาวะปฏิเสธการตั้งครรภ์ได้เช่นกัน […]

สุขภาพคุณแม่

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ อาหารที่คนท้องห้ามกิน เช่น เครื่องดื่มคาเฟอีน อาหารทะเล ไข่ดิบ เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ เช่น ส่งผลให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เพิ่มความเสี่ยงในการแท้งบุตรหรือคลอดก่อนกำหนด อาหารที่คนท้องห้ามกิน มีอะไรบ้าง อาหารที่คนท้องห้ามกิน หรือควรหลีกเลี่ยง มีดังต่อไปนี้ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ชา ช็อกโกแลต เครื่องดื่มชูกำลัง เพราะการรับประทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อาจทำให้เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ทารกอาจพิการทางสติปัญญา หรือพิการแต่กำเนิด สำหรับคาเฟอีนอาจดื่มได้ประมาณ 100-200 มิลลิกรัม แต่ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งบุตร อาหารทะเล เช่น หอย ปลาอินทรี เพราะอาจมีสารปรอทปนเปื้อนในระดับสูง จึงอาจส่งผลเสียต่อระบบประสาทส่วนกลางของทารกในครรภ์ได้ นมและชีสที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ เช่น ชีสเม็กซิกัน เฟตาชีส กามองแบร์ชีส บลูชีส เพราะอาจเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย จนทำให้ทารกในครรภ์ติดเชื้อ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ไข่ดิบ เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลลา (Salmonella) ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นทารกเสียชีวิตในครรภ์ […]

ไตรมาสที่ 2

เจาะน้ำคร่ำ เป็นการตรวจคัดกรองระหว่างตั้งครรภ์ โดยคุณหมอจะนำตัวอย่างน้ำคร่ำมาตรวจสอบความผิดปกติของโครโมโซม ส่วนใหญ่การเจาะน้ำคร่ำมักทำในช่วงอายุครรภ์ 15-20 สัปดาห์ และคุณหมอมักแนะนำให้มีการเจาะน้ำคร่ำในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีอายุ 35 ปีขึ้นไป สมาชิกในครอบครัวมีโครโมโซมที่ผิดปกติ หรือพบสัญญาณปัญหาสุขภาพตอนตรวจครรภ์ เนื่องจากอาจมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ทารกในครรภ์มีภาวะผิดปกติ  [health-tool template="due-date"] เจาะน้ำคร่ำ คืออะไร  การเจาะน้ำคร่ำ เป็นการเก็บตัวอย่างน้ำคร่ำซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวใส หรือสีเหลืองอ่อน ที่ทำหน้าที่ปกป้องทารกในครรภ์ และช่วยให้ทารกมีพื้นที่ในการเคลื่อนไหว คุณหมอจะนำน้ำคร่ำที่อยู่รอบ ๆ ตัวของทารก ไปตรวจสอบ และวินิจฉัยความผิดปกติของโครโมโซม เช่น ดาวน์ซินโดรม เอ็ดเวิร์ดส์ซินโดรม (Edwards' Syndrome) หรือความผิดปกติของท่อประสาทชนิดเปิด (Open Neural Tube Defect หรือ ONTDs) เช่น ความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง ทำไมถึงต้องเจาะน้ำคร่ำ  การเจาะน้ำคร่ำเป็นการตรวจคัดกรองในกรณีพิเศษ มักใช้ในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์เข้ารับการตรวจคัดกรองชนิดอื่น ๆ เช่น อัลตราซาวด์ แล้วคุณหมอพบว่าทารกอาจเสี่ยงเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม โดยการเจาะน้ำคร่ำช่วยให้รับรู้ถึงความผิดปกติ หรือโรคทางพันธุกรรมได้ เช่น  โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle-Cell Disease หรือ SCD) โรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

อาการแพ้ท้อง มักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ อาการไม่พึงประสงค์เมื่อแพ้ท้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ไม่อยากอาหาร อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ แต่การรับประทาน อาหารแก้แพ้ท้อง อาจช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นได้ [health-tool template="due-date"] อาการแพ้ท้อง คืออะไร  อาการแพ้ท้อง คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ รวมถึงอาจไม่ชอบอาหารและกลิ่นบางอย่างอย่างรุนแรง โดยแต่ละคนอาจอาการ และระดับความรุนแรงของอาการมากน้อยต่างกันไป อาการแพ้ท้องสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลา แม้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายต่อทารก แต่อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกหงุดหงิด หรือรำคาญได้ แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของอาการแพ้ท้อง แต่คาดว่าอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์ และถ้าหากมีอาการแพ้ท้องหนัก อาจทำให้เกิดภาวะอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) โดยปัจจัยเสี่ยงของอาการแพ้ท้อง อาจมีผลมาจากการได้กลิ่น หรือรสชาติที่ไม่พึงประสงค์ การเมารถ เป็นต้น อาการแพ้ท้องอยู่นานแค่ไหน  อาการแพ้ท้องมักเกิดในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่อาการคลื่นไส้ อาเจียนจะหายไปในช่วงสัปดาห์ที่ 12-16 ของการตั้งครรภ์ แต่คุณแม่ตั้งครรภ์บางรายอาจมีอาการแพ้ท้องตลอดการตั้งครรภ์ได้ อาหารแก้แพ้ท้อง  อาหารเหล่านี้ อาจช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ น้ำสมุนไพร เช่น น้ำขิง โดยงานศึกษาวิจัยพบว่า ขิงสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ รวมถึงอาจช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร จึงบรรเทาอาการท้องอืด ท้องผูก ทำให้รู้สึกสบายท้องมากขึ้น ซึ่งงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่มีกลุ่มตัวอย่างเป็นคุณแม่ท้องอ่อนอายุครรภ์ไม่เกิน 4 เดือน […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

คนท้องปวดหลัง เป็นหนึ่งในปัญหาการตั้งครรภ์ที่พบได้บ่อย ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุต่าง ๆ ทั้งการขยายตัวของมดลูก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ การเรียนรู้เกี่ยวกับสาเหตุและวิธีการรับมือที่ถูกต้อง อาจช่วยลดปัญหาการปวดหลังระหว่างตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นได้ [health-tool template="due-date"] สาเหตุที่ทำให้ คนท้องปวดหลัง มดลูกขยายตัว อาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์อาจเกิดจากมดลูกที่ขยายตัวขึ้น จนสร้างแรงกดต่อหลอดเลือด และเส้นประสาทในกระดูกเชิงกรานและหลัง ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อท่าทางและการเคลื่อนไหว จนอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ กล้ามเนื้อหน้าท้องที่แยกออกจากกัน เนื่องจากขนาดของทารกในครรภ์ที่ขยายใหญ่ขึ้น ก็อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังได้เช่นกัน เพราะทารกในครรภ์อาจกดทับกล้ามเนื้อหน้าท้อง ทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องที่ขนานกันสองฝั่งแยกออกจากกัน และส่งผลทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมา การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์ อาจส่งผลต่ออาการปวดหลังได้ เพราะร่างกายจะสร้างฮอร์โมนรีแล็กซิน (Relaxin) ที่ช่วยให้เอ็นในอุ้งเชิงกรานและข้อต่อคลายตัวเพื่อเตรียมพร้อมคลอด ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้อาจทำให้เอ็นรองรับกระดูกสันหลังคลายตัว และนำไปสู่ อาการปวดหลังในคนท้อง ความเครียดในระหว่างตั้งครรภ์ อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อหลังและทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ วิธีบรรเทาอาการคนท้องปวดหลัง คนท้องปวดหลัง สามารถบรรเทาได้ด้วยวิธี ดังต่อไปนี้ ปรับเปลี่ยนท่าทาง เพื่อช่วยลดแรงกดและทำให้กระดูกสันหลังผ่อนคลาย โดยอาจใช้หมอนหรือผ้าขนหนูสอดรองไว้ด้านหลังในขณะนั่ง หรือสอดหมอนข้างไว้ระหว่างเข่าในขณะนอนตะแคง เพื่อช่วยลดแรงตึงที่หลัง หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงการยกของที่มีน้ำหนักมากเกินไป หากต้องการยกของควรยกด้วยท่าที่เหมาะสม คือนั่งงอเข่าลง หยิบของ จากนั้นจึงใช้ขาดันตัวขึ้นแทนการก้มตัว ออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อาจช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ ประคบร้อนหรือเย็นที่หลัง หรือนวด เพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ควรปรึกษาคุณหมอก่อนเสมอ เมื่อใดคนท้องปวดหลังควรพบแพทย์ อาการปวดหลัง เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อตั้งครรภ์ […]

ไตรมาสที่ 1

การท้องไตรมาสแรก โดยเฉพาะ ท้องเดือนแรก เป็นช่วงที่สำคัญ เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของการปฏิสนธิและพัฒนาตัวอ่อนในท้อง คุณแม่จึงควรได้รับการดูแลและตรวจสุขภาพอย่างใกล้ชิดนอกจากนี้ ควรมีการปรับตัวและเรียนรู้ถึงความเสี่ยงของการท้องนอกมดลูก การแท้งบุตร ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้คุณแม่และทารกในท้องมีสุขภาพที่ดี ท้องเดือนแรก การท้องเดือนแรก ฮอร์โมนและร่างกายจะเริ่มเปลี่ยนแปลง และมีการพัฒนาของตัวอ่อนเกิดขึ้น ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละสัปดาห์ สัปดาห์ที่ 1-2 เมื่อถึงช่วงตกไข่เยื่อบุมดลูกจะเริ่มหนาขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ บางคนอาจมีอาการตกขาวในช่วงวันตกไข่ โดยไข่ที่แข็งแรงเต็มที่จะเคลื่อนตัวผ่านท่อนำไข่ไปยังมดลูกเพื่อรอการปฏิสนธิ ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิภายใน 24-72 ชั่วโมง จะเคลื่อนตัวเข้าสู่มดลูกเพื่อพัฒนาเป็นตัวอ่อนต่อไป สัปดาห์ที่ 3 ในช่วงสัปดาห์นี้ยังไม่มีอาการหรือสัญญาณการท้องเกิดขึ้น แต่ฮอร์โมนจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังร่างกายให้หยุดการมีประจำเดือน ตัวอ่อนในช่วงสัปดาห์นี้ยังมีขนาดเล็กมาก เป็นเพียงกลุ่มเซลล์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และชั้นนอกของเซลล์จะเริ่มพัฒนาเป็นรกเพื่อห่อหุ้ม เอ็มบริโอ (Embryo) ที่อยู่ด้านใน สัปดาห์ที่ 4 คุณแม่อาจเริ่มมีอาการคัดตึงที่หน้าอก หน้าอกบวม หรืออาการอื่น ๆ และตัวอ่อนจะเริ่มฝั่งตัวอยู่ในมดลูก น้ำคร่ำเพิ่มมากขึ้น รกเริ่มพัฒนาเพื่อทำหน้าที่นำออกซิเจนและสารอาหารมาหล่อเลี้ยงทารก ในช่วงสัปดาห์นี้คุณแม่อาจสามารถทดสอบการตั้งครรภ์ได้เองที่บ้าน อาการคนท้องเดือนแรก คนท้องในช่วงไตรมาสแรกจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์และระบบการทำงานของอวัยวะในร่างกาย ทำให้ คนท้องเดือนแรก อาจมีอาการ ดังนี้ ประจำเดือนไม่มา อารมณ์แปรปรวน เหนื่อยล้า ปวดศีรษะ เต้านมบวมและไวต่อความรู้สึก ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น หรือไม่ชอบอาหารบางชนิด ปวดท้องหรือมีอาการแพ้ท้อง ท้องผูก เสียดท้อง ปัสสาวะบ่อยขึ้น น้ำหนักตัวไม่คงที่ อาการเหล่านี้อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิต บางคนอาจต้องเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน […]

ไตรมาสที่ 2

การ ตรวจสุขภาพไตรมาส 2 ของแม่ตั้งครรภ์ คุณหมอจะทำการนัดทุก 4 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนครั้ง สำหรับ การตรวจสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ ก็เพื่อให้คุณหมอได้ตรวจดูสุขภาพโดยรวม รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ  ที่อาจจะเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ นอกจากนั้น คุณแม่ยังจะได้เห็นพัฒนาการของลูกในครรภ์และตรวจคัดกรองสุขภาพสำหรับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์อีกด้วย  [health-tool template="ovulation"] ตรวจสุขภาพไตรมาส 2 มีอะไรบ้าง การตรวจสุขภาพในไตรมาสที่ 2 สามารถเห็นพัฒนาการของลูกในครรภ์และตรวจคัดกรองสุขภาพสำหรับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ โดย การตรวจสุขภาพครรภ์ในไตรมาสที่ 2 อาจมีดังต่อไปนี้ การสอบถามประวัติเพิ่มเติม เช่น มีเลือดออกทางช่องคลอดหรือไม่ มีปัญหาการนอนหลับหรือเปล่า รวมไปถึงสภาพจิตใจ และอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ การตรวจปัสสาวะ ตรวจหาโปรตีน น้ำตาล ที่เป็นสัญญาณการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ การตรวจกลูโคส โดยปกติจะทำการตรวจในสัปดาห์ที่ 24-28 การทดสอบนี้จะเป็นการวัดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นการทดสอบตามปกติสำหรับโรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งครรภ์ หรือตรวจหาเบาหวานขณะตั้งครรภ์  การเจาะเลือด สำหรับการตรวจ Maternal serum alpha-fetoprotein (MSAFP) เพื่อตรวจสอบระดับของฮอร์โมน Estriol และ hCG สามารถตรวจพบได้ในน้ำคร่ำและเลือดของคุณแม่ เป็นการทดสอบหาความผิดปกติของดาวน์ซินโดรมและความผิดปกติของภาวะหลอดประสาทไม่ปิด […]

ไตรมาสที่ 2

เมื่อผ่านช่วงเวลาในไตรมาสแรกมาแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก เช่น คลื่นไส้ อ่อนเพลียอาจลดลงหรือหายไป แต่อาจจะมี การเปลี่ยนแปลงในไตรมาสที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณแม่เอง หรือลูกน้อยในครรภ์ แล้วมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร มาดูกันเลย [health-tool template="due-date"] การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 เริ่มนับสัปดาห์ที่เท่าไหร่ การตั้งครรภ์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ไตรมาส โดย การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 จะเริ่มนับเมื่อเข้าสัปดาห์ 13-28 หรือก็คือเดือนที่ 4 ที่ 5 และ ที่ 6 เป็นช่วงกลางของการตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงในไตรมาสที่ 2 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ มีอะไรบ้าง เมื่อเข้าสู่ช่วง การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ย่อมเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์อย่างแน่นอน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ มีดังต่อไปนี้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นทางร่างกายของ คุณแม่ตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 ได้แก่ หน้าท้องและหน้าอกที่ใหญ่ขึ้น เมื่อหน้าอกของคุณแม่ขยายใหญ่ขึ้น จำเป็นจะต้องหาเสื้อชั้นในที่ช่วยพยุงเต้านมของคุณได้ดี รวมไปถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย […]