“แท้ง” สาเหตุ วิธีป้องกัน และโอกาสในการแท้งของผู้หญิง

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

แท้ง คือการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ หรือการสูญเสียทารกในครรภ์ โดยผู้หญิงที่เกิดภาวะแท้งบุตร มากกว่า 80% เกิดการแท้งภายใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ และมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์

ผู้หญิงที่เกิดภาวะแท้ง ประมาณ 50% แท้งในช่วงเวลาก่อนที่ประจำเดือนจะไม่มา หรือแท้งในตอนที่รู้ว่าตั้งครรภ์แล้ว และประมาณ 15-25% รับรู้ว่าการตั้งครรภ์สิ้นสุดลงในตอนแท้ง

สัญญาณและอาการของการแท้ง

  • เลือดไหลจากไหลจากบางเบาจนเลือดไหลหนัก
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • เจ็บท้อง
  • มีไข้
  • รู้สึกป่วย
  • ปวดหลัง

ถ้าคุณมีอาการดังที่กล่าวมา ให้คุณไปพบคุณหมอทันที

สาเหตุที่ทำให้เกิดการแท้ง

ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ สาเหตุการแท้งที่พบบ่อยคือ ความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งหมายถึงมีบางอย่างผิดปกติในโครโมโซมของทารก ที่เป็นเหตุให้ไข่หรือเซลล์อสุจิเสียหาย รวมถึงการมีปัญหาตอนที่ทารกเป็นไซโกต (Zygote) หรือเซลล์ไข่ที่ปฏิสนธิกับอสุจิแล้ว ซึ่งเป็นปัญหาในกระบวนการการแบ่งเซลล์ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้แท้ง ได้แก่

  • ปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน
  • การติดเชื้อ
  • ปัญหาสุขภาพของมารดา เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคไทรอยด์
  • การใช้ชีวิตของมารดา เช่น การสูบบุหรี่ การใช้ยาเสพติด ภาวะขาดแคลนสารอาหาร การกินคาเฟอีนมากเกินไป และการสัมผัสรังสีหรือสารพิษ
  • การฝังตัวของไข่ในมดลูกเกิดขึ้นอย่างไม่เหมาะสม
  • อายุของมารดา
  • การบาดเจ็บของมารดา
  • ความผิดปกติของมดลูก

โอกาสในการแท้งของผู้หญิง

อายุเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงในการแท้ง โดยผู้หญิงมีโอกาสแท้งโดยเฉลี่ยดังนี้

  • ผู้หญิงที่อายุกว่า 35 ปี มีโอกาสแท้งประมาณ 15%
  • ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 45 ปี มีโอกาสแท้งประมาณ 50%
  • ผู้หญิงที่แท้งมาก่อนมีโอกาส 25%
  • ผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 35-45 ปี มีโอกาสแท้งประมาณ 20-35%
  • ผู้หญิงที่เคยมีประวัติแท้ง มีโอกาสมีบุตร 25%

การป้องกัน

ส่วนใหญ่แล้วการแท้งมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของทารก ซึ่งไม่สามารถป้องกันได้ แต่อย่างไรก็ตามสาเหตุที่ทำให้แท้งไม่ได้มีเพียงแค่ความผิดปกติทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว การดูแลร่างกายให้แข็งแรงทั้งก่อนตั้งครรภ์และระหว่างตั้งครรภ์อาจช่วยป้องกันการแท้งได้ และวิธีดูแลตัวเองที่อาจช่วยป้องกันการแท้ง มีดังนี้

  • กินกรดโฟลิกอย่างน้อย 400 มิลลิกรัมทุกวัน และควรกินกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-2 เดือนหากเป็นไปได้
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ และกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
  • จัดการกับความเครียด
  • รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • เลิกบุหรี่ หรืออยู่ให้ห่างจากควันบุหรี่
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ดื่มเครื่องที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา มากกว่า 1-2 แก้วต่อวัน
  • ไม่ใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย
  • หลีกเลี่ยงรังสีและสารพิษ เช่น สารหนู สารตะกั่ว สารฟอร์มาลดีไฮด์ เบนซีน และเอทิลีน ออกไซด์
  • หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายที่เสี่ยงทำให้ได้รับบาดเจ็บ และควรใส่เข็มขัดนิรภัยเสมอเวลาอยู่บนยานพาหนะ
  • ควรปรึกษาคุณหมอทุกครั้ง ก่อนกินยาทุกชนิด
  • หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่อันตราย เช่น สถานที่ที่มีโรคติดต่อ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Share now :

Review Date: กันยายน 12, 2018 | Last Modified: กรกฎาคม 22, 2019

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน