home

ความผิดปกติของเลือด

"เลือด" มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย เพราะเป็นตัวกลางในการช่วยลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างทั่วถึง หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับเลือด ก็อาจส่งผลกระทบถึงส่วนประกอบภายในเลือด ทั้งเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว รวมไปจนถึงเกร็ดเลือด เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของเลือด ความผิดปกติของเลือด และการดูแลรักษาสุขภาพของระบบเลือดให้ดี ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

ความผิดปกติของเลือด

เลือดกำเดาไหลบ่อย อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น หลอดเลือดใกล้โพรงจมูกแตก เนื้องอกหรือริดสีดวงจมูก หรืออาจเป็นอาการที่มาจากโรคอื่น ๆ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการและสาเหตุที่ทำให้เลือดกำเดาไหลบ่อย อาจช่วยให้สามารถสังเกตพบความผิดปกติ และทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที เลือดกำเดาไหลบ่อย คืออะไร   เลือดกำเดาไหล คือ เลือดที่ไหลออกมาจากทางรูจมูกข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง ซึ่งเลือดอาจไหลออกมาน้อยหรือมากก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยและร่างกายของแต่ละบุคคล เลือดกำเดามักจะไหลในช่วงเวลาสั้น ๆ และหยุดไหลไปเองภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ถ้าหากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหลเป็นเวลานานกว่า 10 นาที แม้จะทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ควรไปพบคุณหมอ เพราะหากเลือดไหลออกมามากเกินไป ผู้ป่วยอาจเกิดอาการช็อคได้ นอกจากนี้ หากมีเลือดกำเดาไหลมากกว่า 4 ครั้ง/สัปดาห์ หรือ 2-3 ครั้ง/เดือน ควรไปปรึกษาคุณหมอเพื่อวินิจฉัยอาการของเลือดกำเดาไหลบ่อย เพราะอาจเกิดจากปัญหาสุขภาพร้ายแรง สาเหตุของเลือดกำเดาไหลบ่อย  เลือดกำเดาไหลอาจเกิดจากสาเหตุหลายปัจจัย ดังต่อไปนี้  เส้นเลือดในเยื่อบุโพรงจมูกแตก คัดจมูก จามบ่อย  แคะจมูกบ่อย ๆ  เป็นหวัด ภูมิแพ้ สั่งน้ำมูกบ่อย หรือสั่งน้ำมูกแรง  อากาศหนาว หรืออากาศแห้ง รวมถึงอากาศที่ร้อนก็สามารถก่อให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้เช่นกัน  หกล้มหรือจมูกกระแทกกับบางสิ่ง  ติดเชื้อที่เยื่อบุโพรงจมูก ไซนัสอักเสบ  สิ่งแปลกปลอมเข้าไปภายในจมูก  ภาวะสุขภาพที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดตามปกติ เช่น โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) เป็นโรคทางพันธุกรรม เลือดไหลออกง่ายหยุดยาก ผลข้างเคียงของการใช้ยา เช่น ยาแก้คัดจมูก ยาแก้แพ้ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( […]

หัวข้อ ความผิดปกติของเลือด เพิ่มเติม

ความผิดปกติของเม็ดเลือดขาว

เม็ดเลือดขาวสูง เป็นภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ อาจเกิดจากร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อต่อต้านเชื้อโรค ความผิดปกติของไขกระดูก การติดเชื้อ หรือภาวะอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง เหนื่อยล้า มีไข้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุหลักของอาการ นอกจากนี้ เม็ดเลือดขาวสูงอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพ เช่น การติดเชื้อ การอักเสบ การบาดเจ็บทางร่างกาย ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้น การรู้สาเหตุ การป้องกันและการรักษา อาจช่วยรับมือกับปัญหาสุขภาพในอนาคตได้

ความผิดปกติของเกล็ดเลือด

เกล็ดเลือด ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเลือด มีส่วนช่วยในการทำให้เลือดหยุดไหลในเวลาที่เราโดนมีดบาด หรือเป็นแผล ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างลิ่มเลือดด้วย การรักษาจำนวนของเกล็ดเลือดให้อยู่ในระดับปกติจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากคุณมีเกล็ดเลือดต่ำเมื่อไหร่ ร่างกายของคุณก็จะเกิดปัญหาในการห้ามเลือด หรืออาจมีเลือดไหลง่ายกว่าปกติ ฉะนั้น หากคุณไม่อยากประสบปัญหาเหล่านี้ Hello คุณหมอ ก็มี วิธีเพิ่มเกล็ดเลือด ที่ทำได้ง่ายๆ มาแนะนำ รับรองเลยว่าเกล็ดเลือดของคุณจะเพิ่มขึ้น แถมยังสุขภาพดีขึ้นด้วย เกล็ดเลือดและจำนวนเกล็ดเลือดสำคัญอย่างไร เกล็ดเลือด (Platelets) หรือ ทรอมโบไซท์ (Thrombocytes) เป็นเซลล์เม็ดเลือดชนิดไม่มีสี มีหน้าที่ช่วยในการทำให้เลือดแข็งตัว และลดการสูญเสียเลือดจากร่างกายเวลาเกิดแผล กล่าวคือ เมื่อหลอดเลือดถูกทำลาย หลอดเลือดจะส่งสัญญาณไปยังเกล็ดเลือด แล้วเกล็ดเลือดก็จะหลั่งเอนไซม์ที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวออกมา พร้อมกับยึดเกาะกันเป็นก้อนเลือดเพื่อหยุดการไหลของเลือด จากนั้นเมื่อปากแผลถูกอุด และเลือดหยุดไหลแล้ว เกล็ดเลือดก็จะลดขนาดของลิ่มเลือดที่อุดปากแผลอยู่ให้เล็กลง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือด เกล็ดเลือดถูกสร้างขึ้นในไขกระดูกพร้อมกับเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดแต่ละชุดจะไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดประมาณ 8-10 วัน โดยทั่วไปแล้ว ปริมาณเกล็ดเลือดปกติของคนเราจะอยู่ที่ 150,000-450,000 ต่อไมโครลิตร แต่หากจำนวนเกล็ดเลือดลดลง หรือมีน้อยกว่า 150,000 ต่อไมโครลิตร ก็จะเข้าสู่ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ทำให้เกิดเลือดออกง่าย หรือร่างกายมีปัญหาในการทำให้เลือดหยุดไหล ยิ่งหากมีจำนวนเกล็ดเลือดต่ำกว่า 50,000 ต่อไมโครลิตร ก็ยิ่งเสี่ยงเกิดปัญหาเลือดออกผิดปกติขั้นรุนแรง จนอาจเป็นอันตรายได้ สัญญาณและอาการของภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) […]

ความผิดปกติของเลือดแบบอื่น

การผ่าตัดทุกชนิดย่อมมีความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงหรืออาการแทรกซ้อน และหนึ่งในอาการแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยของการผ่าตัดก็คือ การเกิดลิ่มเลือดอุดตัน หรือ เลือดคั่งหลังผ่าตัด ที่ในบางกรณี หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ วันนี้มารู้เรื่องนี้กับกับ Hello คุณหมอ เลือดคั่งหลังผ่าตัด… ภาวะอันตราย การสร้างลิ่มเลือด (Blood clot formation) หรือการแข็งตัวของเลือด (Blood coagulation) คือกระบวนการทำให้เลือดกลายเป็นลิ่มเลือด ซึ่งเป็นกลไกการห้ามเลือดตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น เมื่อเราโดนมีดบาดนิ้วจนเลือดออก ร่างกายก็จะสร้างลิ่มเลือดขึ้นในบริเวณรอยมีดบาด เพื่อห้ามเลือด ช่วยรักษาแผล และช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายต้องเสียเลือดมากเกินไป ลิ่มเลือดสามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนในร่างกาย หากเป็นลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีแผล ส่วนใหญ่จะอยู่บนผิวหนัง หรือที่เรียกว่าสะเก็ดแผล เมื่อแผลหาย สะเก็ดแผลหรือลิ่มเลือดก็จะหลุดออกไปได้เอง และไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แต่ในบางกรณี เช่น ขณะผ่าตัด หรือหลังผ่าตัด ก็อาจมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นได้ และหากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นไหลไปตามหลอดเลือด เข้าไปยังปอด ก็อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน ที่เรียกว่า โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (Pulmonary Embolism) ทำให้หายใจเหนื่อยหอบเฉียบพลัน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หรือหากลิ่มเลือดอุดตันในสมอง ก็เป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตเช่นกัน อาการของเลือดคั่งหลังผ่าตัดที่ควรรู้ อาการของเลือดคั่งหลังผ่าตัดนั้นจะแตกต่างกันไป ตามบริเวณที่เกิดเลือดคั่ง ซึ่งคุณสามารถสังเกตเบื้องต้นได้ดังนี้ หัวใจ : รู้สึกเจ็บหน้าอก มือชา แขนชา […]