home

ความผิดปกติของเลือด

"เลือด" มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย เพราะเป็นตัวกลางในการช่วยลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างทั่วถึง หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับเลือด ก็อาจส่งผลกระทบถึงส่วนประกอบภายในเลือด ทั้งเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว รวมไปจนถึงเกร็ดเลือด เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของเลือด ความผิดปกติของเลือด และการดูแลรักษาสุขภาพของระบบเลือดให้ดี ได้ที่นี่

ความรู้ทั่วไป

บทความ ความผิดปกติของเลือด

ภาวะโลหิตจาง

ภาวะเลือดออกผิดปกติ คืออะไร ภาวะเลือดออกผิดปกติ (Bleeding Disorders)  คือ อาการที่มีผลกระทบต่อวิธีที่เลือดแข็งตัวตามปกติ ขั้นตอนของการแข็งตัวเป็นที่รู้จักเรียกว่า “การแข็งตัว” เป็นการเปลี่ยนเลือดจากของเหลวไปเป็นของแข็ง เมื่อคุณได้รับบาดเจ็บ โดยปกติเลือดจะเริ่มแข็งตัวเพื่อป้องกันการเสียเลือดมาก บางครั้งการป้องกันเลือดแข็งตัวอย่างไม่เหมาะสม อาจมีผลให้เลือดออกมาก หรือนาน บางครั้งอาจทำให้เลือดออกผิดปกติทั้งภายนอก และภายในร่างกาย บางอาการผิดปกติอาจค่อย ๆ เพิ่มจำนวนของเลือดที่ออกจากร่างกาย อาจทำให้เกิดเลือดออกใต้ผิวหนัง หรือในอวัยวะที่สำคัญ เช่น สมอง ภาวะเลือดออกผิดปกติมีความแตกต่างมากมาย แต่ส่วนมากโดยทั่วไปมีดังต่อไปนี้ ฮีโมฟีเลีย ประเภท A และ B เป็นอาการที่เกิดเมื่อมีปัจจัยเลือดแข็งตัวในระดับต่ำ ทำให้ เกิดเลือดออกผิดปกติ ในข้อต่อ แม้ว่าฮีโมฟีเลียจะพบได้ยาก แต่หากมีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถคุกคามชีวิตได้ ปัจจัยที่เป็นข้อบกพร่องที่ 2 5 7 10 หรือ 12 เป็น ภาวะเลือดออกผิดปกติ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการแข็งตัวของเลือด หรือปัญหาเลือดออกผิดปกติ โรควอนวิลลิแบรนด์ (Von Willebrand’s Disease) เป็นภาวะเลือดออกผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบมากที่สุด มันพัฒนาเมื่อเลือดขาดปัจจัย วอนวิลลิแบรนด์ ที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว หากมีอาการเลือดออกผิดปกติกรุณาปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ภาวะโลหิตจาง

โลหิตจางเป็นโรคร้ายแรง และโลหิตจางก็มีหลายประเภทจากสาเหตุที่ต่างกัน มาทำความรู้จักกับ โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก อีกหนึ่งสาเหตุของโลหิตจางที่ร้ายแรง โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตกคืออะไร ด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้สามารถลำเลียงออกซิเจน จากปอดไปยังหัวใจและทั่วร่างกายได้ เซลล์เม็ดเลือดแดงจำนวนมาก เกิดขึ้นจากไขกระดูก โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) เกิดขึ้นเมื่อไขกระดูกไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงในระดับที่เพียงพอ เพื่อทดแทนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ตายแล้วได้ โดยทั่วไปแล้ว โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตกสามารถเกิดจากปัจจัยภายในหรือปัจจัยภายนอก โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตกภายนอก (extrinsic hemolytic anemia) ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าภูมิต้านทานตนเองทำลายเม็ดเลือดแดง (autoimmune hemolytic anemia) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เม็ดเลือดแดงปกติ ถูกเก็บและทำลายโดยม้าม ภูมิต้านทานตนเองทำลายเม็ดเลือดแดง ยังสามารถเกิดจากการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เกิดจากลูคีเมีย (leukemia) เนื้องอก การติดเชื้อ โรคภูมิต้านทานตัวเอง หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยา คุณจะเป็นโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตกภายใน (intrinsic hemolytic anemia) เมื่อร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงที่บกพร่อง โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตกภายใน มักถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเฉพาะในผู้ป่วยธาลัสซีเมีย หรือโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell anemia) ภาวะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จากโรคบางประเภท อาจเกิดจากตับอักเสบ (hepatitis) ไข้ไทฟอยด์ (typhoid fever) ม้ามโต (enlarged spleen) โรคลูปัส (lupus) การติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส (streptococcus) […]

โรคธาลัสซีเมีย

ธาลัสซีเมีย เป็นความผิดปกติเกี่ยวกับเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพื่อความเข้าใจในอาการของโรคนี้ให้ดีขึ้น มาทำความรู้จักกับ ประเภทของธาลัสซีเมีย สองแบบที่แตกต่างกัน ธาลัสซีเมียคืออะไร ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นความผิดปกติเกี่ยวกับเลือด ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่ทำให้ร่างกายสร้างฮีโมโกลบินในรูปแบบที่ผิดปกติ ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นส่วนประกอบหลักของเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งมีหน้าที่ในการลำเลียงออกซิเจน ผลประการหนึ่งของธาลัสซีเมียคือ เซลล์เม็ดเลือดแดงจำนวนมากถูกทำลายลง จึงทำให้เกิดภาวะเลือดจาง ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายไม่มีเซลล์เม็ดเลือดแดง ที่เป็นปกติและสุขภาพดีอย่างเพียงพอ ธาลัสซีเมียบ่งชี้ว่า พ่อแม่ของคุณอย่างน้อยหนึ่งคน เป็นพาหะของโรค การกลายพันธ์ุของยีน หรือการสูญเสียยีนสำคัญเฉพาะ สามารถทำให้เกิดธาลัสซีเมียได้ ธาลัสซีเมียที่มีอาการไม่รุนแรง อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา อย่างไรก็ดี มีธาลัสซีเมียประเภทที่รุนแรงกว่า อาจจำเป็นต้องเข้ารับการถ่ายเลือดอยู่เสมอ อาการของธาลัสซีเมียมีอะไรบ้าง                                                       […]

ภาวะโลหิตจาง

สาเหตุของการเกิดโลหิตจางมีอยู่มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปอาจจะไม่ทราบนั่นก็คือ ปัจจัยทางพันธุกรรม ภาวะโลหิตจางบางชนิดเป็น โลหิตจางจากปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle Cell Anemia) สามารถถ่ายทอดได้จากบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน มีความเชื่อกันทั่วไปว่า ภาวะโลหิตจางไม่เพียงแต่จะเกิดจากอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และปัจจัยภายนอก แต่ยังสามารถเกิดได้จากปัญหาทางสุขภาวะที่นอกเหนือการควบคุม โรคเกี่ยวกับเลือดที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมีดังนี้ รู้จักกับโรค โลหิตจางจากปัจจัยทางพันธุกรรม ชนิดต่างๆ โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle Cell Disease) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่าภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว เป็นโรคเกี่ยวกับเลือดที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ลักษณะก็คือมีความผิดปกติของโมเลกุลฮีโมโกลบิน ที่ลำเลียงออกซิเจนภายในเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เหล่านี้มีจะแนวโน้มที่จะมีความผิดปกติ แข็ง และมีรูปร่างเหมือนเคียว ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพ แบบฉับพลันและแบบเรื้อรังจำนวนหนึ่ง เช่น การติดเชื้อที่รุนแรงและอาการปวดที่รุนแรง (ภาวะเม็ดเลือดแดงรูปเคียววิกฤต) และเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิต โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวจะเกิดขึ้น เมื่อบุคคลนั้นได้รับถ่ายทอดรูปแบบดีเอ็นเอที่ผิดปกติของยีนฮีโมโกลบิน ทั้งจากพ่อและแม่ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย สาเหตุของโรคธาลัสซีเมีย คือ ความผิดปกติของโครงสร้างฮีโมโกลบินมนเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยสองความผิดปกติหลักของโรคนี้ ได้แก่ อัลฟ่าธาลัสซีเมีย และเบต้าธาลัสซีเมีย ขึ้นอยู่กับส่วนของฮีโมโกลบินที่หายไป (ฮีโมโกลบินคือโครงสร้างโปรตีนที่ลำเลียงออกซิเจนในเซลล์เม็ดเลือดแดง) รูปแบบของโรคอัลฟ่าธาลัสซีเมียที่รุนแรงที่สุด และที่พบมากที่สุดในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และฟิลิบปินส์ ก็คือการแท้งบุตรหรือเด็กเสียชีวิตตั้งแต่กำเนิด คนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคอัลฟ่าธาลัสซีเมีย ต้องทรมานกับภาวะโลหิตจางเรื้อรัง บางส่วนมีความผิดปกติอย่างรุนแรง และมีอายุสั้น ธาลัสซีเมียเป็นโรคที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของยีนด้อย จึงไม่สามารถส่งต่อจากลูกคนหนึ่งไปสู่ลูกอีกคนหนึ่งได้ มนุษย์ทุกคนนั้นจะมียีนอยู่สองยีน (จากพ่อและแม่อย่างละหนึ่ง) […]

ความผิดปกติของเลือดแบบอื่น

โรคธาลัสซีเมียสามารถปรากฏขึ้นได้ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค และ ภาวะแทรกซ้อนของโรคธาลัสซีเมีย จะมีอาการแตกต่างกันไป  ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มียีนอัลฟ่าธาลัสซีเมีย หรือเบต้าธาลัสซีเมีย มักจะไม่แสดงอาการของโรค สัญญาณของภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) เช่น ผิวซีดหรือตับม้ามโตแต่กำเนิด (สำหรับยีนอัลฟ่าธาลัสซีเมีย) หรือไม่กี่เดือนหลังจากกำเนิด (สำหรับเบต้าธาลัสซีเมีย) บ่งชี้ว่าเป็นโรคนี้ในระดับที่รุนแรง โดยเฉพาะหากมีอาการขาดเม็ดเลือดแดงเล็ก ภาวะแทรกซ้อนของโรคธาลัสซีเมีย มีอะไรบ้าง ภาวะเหล็กเกิน นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย เมื่อเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีฮีโมโกลบินผิดปกตินั้นถูกทำลาย หรือเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ได้รับการถ่ายเลือดมานั้นมีอายุเพิ่มมากขึ้น ก็จะปล่อยธาตุเหล็กในปริมาณมากออกมา และค่อยๆ สะสมอยู่ในอวัยวะต่างๆ เช่น ตับหรือหัวใจ ทำให้เกิดพังผืดและอวัยวะล้มเหลว ผู้ป่วยจะมีเลือดออกง่ายและไวต่อการติดเชื้อ อาการระบบต่อมไร้ท่อบกพร่องแบบทุติยภูมิ (Secondary endocrine disorders) ในผู้ป่วยที่ได้รับการถ่ายเลือดหลายครั้งจะแสดงออกดังนี้ ภาวะต่อมใต้สมองทำงานน้อย ส่วนสูงลดลง โรคเบาหวาน ภาวะขาดไทรอยด์ การติดเชื้อ ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดม้ามออกไปจะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากม้ามมีส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกัน การเปลี่ยนรูปของกระดูก ผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียในระดับรุนแรง เซลล์เม็ดเลือดแดงจะถูกทำลาย ทำให้มีการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกในปริมาณมาก เพื่อชดเชยส่วนที่ขาด สภาพที่ถูกปั้นได้ง่าย (Hyperplasticity) ของไขกระดูกทำให้กระดูกนั้นเปลี่ยนรูปร่าง และทำให้กระดูกเปราะและบอบบาง กระดูกชิ้นแบนอย่างกะโหลกศีรษะ จะมีความบิดเบี้ยวมาก เด็กที่เป็นโรคธาลัสซีเมียในระดับรุนแรง จะมีหน้าผาก ปลายจมูก และกรามยื่นออกมา ภาวะม้ามโต หน้าที่ทางสรีรวิทยาที่สำคัญของม้ามมีดังนี้ ขจัดเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดงเก่า ผลิตแอนติบอดี้ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน เก็บรักษาเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด […]

x