home

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ในทุกช่วงชีวิตของลูกน้อย เหล่าคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องรู้วิธีดูแลและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมของลูกน้อย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของลูกน้อยดีขึ้น เพราะฉะนั้นใน พ่อแม่เลี้ยงลูก คุณจะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงเคล็ดลับในการดูแลลูกให้แข็งแรง มีความสุข และสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

ความรู้ทั่วไป

พ่อแม่เลี้ยงลูก

แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมอยากสื่อสาร พูดคุยโต้ตอบกับลูกรัก แต่เนื่องจากความแตกต่างของพัฒนาการในเด็กแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน ทำให้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าเด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ และพูดคุยโต้ตอบได้มากน้อยเพียงใด และจะรู้ได้อย่างไรว่ามี ปัญหาลูกพูดช้า หรือไม่ วันนี้ Hello คุณหมอ จะมานำเสนอ เทคนิคการสังเกตอาการ ลูกพูดช้า รวมถึงวิธีการกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย ให้คุณพ่อคุณแม่ได้เริ่มฝึกฝนให้ลูกน้อยสื่อสารอย่างเหมาะสมตามวัย สาเหตุหลักที่อาจทำให้ ลูกพูดช้า บางครั้งการที่มี ปัญหาลูกพูดช้า อาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากพัฒนาการล่าช้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ลูกรักมีการตอบสนองด้านการสื่อสารช้ากว่าปกติ ดังนี้ ความผิดปกติทางด้านการได้ยิน เพราะถ้าหากเด็กได้ยินเสียงรอบข้างไม่ชัดเจน อาจทำให้มีการตอบสนอง หรือสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้น้อยลง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น อัมพาตทางสมอง โรคกล้ามเนื้อเสื่อม รวมไปถึงอุบัติเหตุที่กระทบต่อสมองจนส่งผลให้สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการพูดได้รับความเสียหาย กลุ่มโรคออทิสติก (Autistic) ที่มักมีปัญหาทางด้านการพูดและการสื่อสาร ส่งผลให้มี ปัญหาพูดช้า อาการอะแพรกเซีย (Apraxia) เป็นภาวะที่มีความเชื่อมโยงกับการทำงานของสมอง ทำให้เด็ก ๆ มีปัญหาด้านการพูด การจัดลำดับคำ และเรียบเรียงประโยคผิด เป็นต้น การคลอดก่อนกำหนด เด็กที่คลอดก่อนกำหนดอาจมี ปัญหาพูดช้า อาจมีส่วนที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้าได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเจริญเติบโต […]

หัวข้อ พ่อแม่เลี้ยงลูก เพิ่มเติม

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

หนึ่งในปัญหากวนใจของคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายเมื่อลูกเริ่มโตขึ้นจนรู้ความแล้ว ก็คือการแยกให้ ลูกนอนคนเดียว ในห้องส่วนตัว เพื่อหวังจะให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะทำอะไรด้วยตัวเองเป็น โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อกับแม่เสมอไป แต่แน่นอนว่าการ ฝึกลูกนอนคนเดียว นั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด หากโชคดีมีเคล็ดลับ ฝึกเพียงไม่นานเด็กก็สามารถที่จะเข้านอนเองโดยไม่ต้องมีพ่อกับแม่อยู่ด้วย แต่บางครั้งก็เล่นเอาคนเป็นพ่อเป็นแม่จนมุม กว่าจะหาวิธีดี ๆ ที่จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กยอมเข้านอนด้วยตัวเองได้ สำหรับผู้ปกครองท่านใดที่กำลังมองหาเคล็ดลับดี ๆ อยู่ล่ะก็ Hello คุณหมอ มีเทคนิคง่าย ๆ ที่อาจช่วยให้ปัญหาการฝึกลูกนอนคนเดียวไม่อยากจนเกินไป มาฝากค่ะ ฝึกลูกนอนคนเดียว ดีอย่างไร การฝึกให้เด็กรู้จักเข้านอนคนเดียวโดยไม่ต้องมีคุณพ่อคุณแม่คอยตามประกบเข้านอนด้วยนั้น เป็นผลดีต่อเด็กในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้ ฝึกการจัดการกับความรู้สึก การฝึกให้ลูกนอนคนเดียว เป็นการฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะสำหรับเด็กแล้วการอยู่คนเดียวในตอนกลางคืนหรือท่ามกลางความมืดอาจเป็นเรื่องน่ากลัวจนยากจะรับไหว หากคุณพ่อคุณแม่ยังต้องนอนกับลูกทุกครั้งอาจจะเป็นการจำกัดความสามารถในการจัดการกับความรู้สึกตัวเองของเด็ก ๆ ได้ การฝึกให้ ลูกนอนคนเดียว จะช่วยให้เด็ก ๆ สามารถรับมือกับความกลัวในตอนกลางคืน หรือรับมือกับความรู้สึกที่ต้องนอนคนเดียวได้ เข้าใจสิทธิความเป็นส่วนตัว เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะเข้านอนคนเดียวในห้องนอนของตัวเอง เด็กจะเริ่มเข้าใจว่าทุก ๆ คนต่างก็มีมุมส่วนตัวของกันและกันที่ไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย เมื่อเด็กมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการนึก คิด หรือทำอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องส่วนตัว ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้จักที่จะเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นด้วย ลูกนอนคนเดียว เสริมความมั่นใจให้เด็ก การฝึกให้เด็กได้ทำอะไรด้วยตนเอง ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับเด็ก ๆ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการนอนคนเดียว การใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง การไปโรงเรียนเอง หรือการล้างจานเอง สิ่งเหล่านี้เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความกล้าและการตัดสินใจด้วยตัวเอง […]

วัคซีน

บทความนี้ Hello คุณหมอ นำข้อมูลเกี่ยวกับ การฉีด วัคซีนโรคคางทูม หัด หัดเยอรมัน  มาฝากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กันค่ะ คุณพ่อคุณแม่จะได้ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนได้ง่ายและเข้าใจมากขึ้น จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น ติดตามอ่านได้ในบทความนี้เลยค่ะ  วัคซีนโรคคางทูม หัด หัดเยอรมัน  ลูกน้อยต้องได้รับการฉีด วัคซีนโรคคางทูม หัด หัดเยอรมันเข็มแรกเมื่ออายุ 12-15 เดือน และเข็มที่ 2 เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 4-6 ปี เพื่อป้องกันโรคที่สำคัญ 3 โรค ซึ่งได้แก่ โรคคางทูม โรคหัด และโรคหัดเยอรมัน โดยแต่ละโรคมีลักษณะอาการ ดังต่อไปนี้  โรคคางทูม (Mumps) เกิดจากเชื้อไวรัสคางทูม สาเหตุเกิดจากการสัมผัสโดยตรงทางระบบการหายใจ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการไข้ ปวดศีรษะ มีอาการเบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามร่างกาย โรคหัด (Measles)  เกิดจจากเชื้อไวรัสหัด  สาเหตุเกิดจากละอองการหายใจ การจาม ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการไข้และไข้ออกผื่น อาการไอ โรคหัดเยอรมัน (German Measles) เกิดจากเชื้อไวรัสหัดเยอรมัน สาเหตุเกิดจากการหายใจ การจาม และการสัมผัสโดยตรง […]

โรคเด็กและอาการทั่วไป

ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ  แต่ถ้าสุขภาพตามีปัญหา สุขภาพใจอาจแย่ตามไปด้วย โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่มักจะพบกับปัญหาสุขภาพตาได้บ่อย ๆ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้ปัญหาสุขภาพตาของเด็กรุนแรงจนนำไปสู่ภาวะสุขภาพที่รุนแรง แต่ โรคตาในเด็ก ที่ควรระวังมีอะไรบ้าง และจะมีวิธีไหนในการดูแล สุขภาพดวงตา ของเด็ก ๆ ให้แข็งแรง มาหาคำตอบกันได้ที่บทความนี้จาก Hello คุณหมอ กันเลยค่ะ   โรคตาในเด็ก ที่พบได้บ่อยมีอะไรบ้าง ปัญหาเกี่ยวกับ สุขภาพดวงตา ที่สามารถพบได้บ่อย ๆ มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ดังนี้ ภาวะตาขี้เกียจ  ภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia) เป็นภาวะที่สายตามีระดับการมองเห็นที่ผิดปกติ โดยที่การมองเห็นของสายตาข้างใดข้างหนึ่งอาจเห็นได้ไม่ชัดเท่ากับสายตาอีกข้างหนึ่ง ส่งผลให้เกิดภาวะตาเหล่ ภาวะหนังตาตก รวมถึงโรคต้อกระจกตามมา อย่างไรก็ตาม โรคตาขี้เกียจสามารถรักษาหายได้ตั้งแต่อายุน้อย ๆ แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เด็ก ๆ อาจเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคตามัวชนิดถาวร ตาเขหรือตาเหล่ อาการตาเขหรือตาเหล่ในเด็ก เกิดจากการที่ตำแหน่งของดวงตาชี้ไปในทิศทางที่ต่างกัน สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ ความผิดปกติของเส้นประสาท หรือเป็นผลมาจากภาวะตาขี้เกียจ อย่างไรก็ตาม อาการตาเหล่ ตาเขในเด็ก สามารถที่จะรักษาได้ตั้งแต่อายุยังน้อย และไม่ควรปล่อยเอาไว้จนโต เพราะอาจตาเหล่ถาวร ตากุ้งยิง ตากุ้งยิง (Chalazion) เป็นปัญหา สุขภาพดวงตา เกิดจากการอักเสบหรืออุดตันที่บริเวณต่อมไขมันของเปลือกตาบนหรือล่าง […]

โรคติดเชื้อในเด็ก

บทความนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ “โรคแพ้ถั่วปากอ้า” กันค่ะ หลายคนพอได้ยินชื่อนี้แล้วอาจจะฟังดูไม่คุ้นหู แต่เชื่อหรือไม่คะว่า มีประชากรเป็นโรคนี้ 200-400 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะประชากรในแถบแอฟริกา เสียชีวิตจากโรคนี้มากถึง 20% เราจะมีวิธีการดูแลและป้องกันตนเองอย่างไร ให้ห่างไกลจากโรคแพ้ถั่วปากอ้า ติดตามอ่านได้ในบทความนี้เลยค่ะ  โรคแพ้ถั่วปากอ้า ภาวะขาดเอนไซม์ในเด็ก รองศาสตราจารย์นายแพทย์กิตติ ต่อจรัส  ระบุว่า โรคแพ้ถั่วปากอ้า (Glucose-6-phosphate dehydrogenase : G6PD) เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของโครโมโซมเพศเอ็กซ์ ที่ส่งผลต่อเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สำคัญในขบวนการสร้างน้ำตาลกลูโคส (Pentose Phosphate Pathway) และควบคุมปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย ในผู้ป่วยที่เกิดภาวะพร่องเอนไซม์ชนิดนี้เสี่ยงต่อการเกิดอาการเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolysis) และในที่สุดก็จะนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง  อย่างไรก็ตาม โดยส่วนใหญ่มักพบผู้ป่วยโรคแพ้ถั่วปากอ้าในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยเฉพาะในประชากรชาวไทย พบร้อยละ 12 ในเพศชาย และร้อยละ 2 ในเพศหญิง ภาวะขาดเอนไซม์ในเด็ก เกิดจากสาเหตุอะไร โรคแพ้ถั่วปากอ้า เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของโครโมโซมเอ็กซ์ (X Syndrome) กลายพันธ์จากผู้เป็นแม่ โดยลูกชายมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคแพ้ถั่วปากอ้าในอัตราร้อยละ 50 และลูกสาวจะเป็นพาหะร้อยละ 50 […]

ขวบปีแรกของลูกน้อย

ทารกหายใจเร็ว และถี่กว่าผู้ใหญ่นั้นถือเป็นเรื่องที่ปกติ ในบางจังหวะอาจมีบ้างที่พวกเขามีอัตราการหายใจเร็ว แต่ก็กลับมาหายใจในจังหวะที่ปกติ เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ปกติ วันนี้ Hello คุณหมอ มีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ทารกแรกเกิดหายใจเร็ว ปกติ หรือควรกังวล การหายใจแบบใดที่ควรปรึกษาคุณหมอ ทารกแรกเกิดหายใจเร็ว เกิดจากอะไรได้บ้าง ทารกหายใจเร็ว ถือเรื่องปกติที่เกิดขึ้น เนื่องจากร่างกายของพวกเขาต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น บางครั้งเมื่อเขาออกแรงอย่างเช่น การคลาน การร้องไห้ ทำให้พวกเขาต้องการออกซิเจน อัตราการหายใจก็เร็วขึ้นด้วย โดยปกติแล้ว ทารกหายใจเร็ว นั้นไม่ใช่เรื่องอันตราย ตราบใดที่พวกเขากลับมาหายใจในอัตราที่ปกติ แต่ก็ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ ทารกหายใจ ได้เร็ว เช่น ภาวะหายใจลำบากชั่วขณะในทารกแรกเกิด (Transient tachypnea of the newborn หรือ TTNB) ภาวะหายใจลำบากชั่วขณะในทารกแรกเกิด ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดในทารกที่มีอายุไม่เกิน 9-10 เดือน โดยปกติแล้วทารกแรกเกิดจะมีการขับของเสียออกจากปลอดหลังคลอด แต่สำหรับทารกที่มีภาวะนี้จะขับของเสียของจากปอดได้ไม่ดี ทำให้ร่างกายรับออกซิเจนไม่เพียงพอ จนส่งผลให้ ทารกหายใจเร็ว เพื่อที่จะได้รับออกซิเจนเข้าร่างกายมากขึ้น อารมณ์เสีย ทารกหายใจเร็ว เมื่อพวกเขารู้สึกอารมณ์ไม่ดี ไม่ว่าจะเกิดจาก การโมโห โกรธ หรืออารมณ์ฉุนเฉียว ซึ่ง ทารกหายใจเร็ว ที่เกิดจากอารมณ์จะหายใจมากกว่า […]

การดูแลทารก

ปัญหา ลูกร้องไห้กลางดึก เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พ่อแม่หลาย ๆ คนต้องเจอ ช่วงเวลากลางคืนควรเป็นเวลาแห่งการพักผ่อน จากกิจกรรมที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือว่าการเลี้ยงเจ้าตัวเล็ก แต่หากเจอปัญหา ลูกร้องกลางดึก อาจจะยิ่งทำให้เหนื่อยกว่าเดิมจากการอดหลับอดนอน ไม่เพียงเท่านั้น การที่ ลูกร้องกลางดึก บ่อย ๆ ยังทำให้พวกเขาอดนอน จนอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการได้ วันนี้ Hello คุณหมอ มีเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยรับมือกับปัญหา ลูกร้องไห้กลางดึก ที่เกิดขึ้น มาฝากกันค่ะ ลูกร้องกลางดึก อาจเกิดจากปัญหาเหล่านี้ การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้า นอกจากนี้การนอนหลับยังมีส่วนช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี สำหรับทารกการนอนหลับถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะส่งผลต่อพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ความเข้าใจ อารมณ์ และการเรียนรู้ หากพวกเขานอนหลับไม่เพียงพออาจทำใหเกิดความบกพร่องในการพัฒนาได้ ลูกร้องไห้กลางดึก อาจเกิดได้จากสาเหตุ ดังนี้ อาการป่วย เด็กทารกเป็นวัยที่ยังไม่สามารถสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้ เมื่อพวกเขาเกิดอาการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดหรือหูเกิดการอักเสบ พวกเขาก็จะร้องไห้ออกมา ฟันกำลังจะขึ้น ในช่วงที่ฟันกำลังจะขึ้น เด็ก ๆ หลายคนจะรู้สึกคันเหงือก บางครั้งอาจมีอาการเหงือกบวมแดง จนทำให้ ลูกร้องไห้กลางดึก และไม่ยอมนอนในตอนกลางคืนได้ รู้สึกไม่สบายตัว เมื่อพวกเขารู้สึกไม่สบายตัว ไม่ว่าจะร้อนเกินไป หนาวเกินไป หรือว่ารู้สึกคัน พวกเขาก็จะร้องไห้ขึ้นมา ดังนั้น […]

พ่อแม่เลี้ยงลูก

โรคเรื้อน หนึ่งในโรคผิวหนังที่ทำให้เกิดอาการผื่นแดง ผิวหนังเป็นด่าง และประสาทสัมผัสลดลง โรคนี้ไม่ได้เกิดเพียงแค่กับสัตว์เลี้ยงอย่างน้องหมาหรือน้องแมวเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นกับคนได้อีกด้วย โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคเรื้อน วันนี้ Hello คุณหมอ เลยจะพาทุกคนมารู้จักกับ โรคเรื้อนในเด็ก ว่าเป็นอย่างไร และมีอะไรที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคนี้บ้าง โรคเรื้อนในเด็ก อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม โรคเรื้อน (Leprosy) คือโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่สามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้ผ่านสารคัดหลั่งในตัวผู้ป่วย เช่น น้ำลาย น้ำมูก โรคเรื้อนเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Mycobacterium leprae เมื่อเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย จะไปรบกวนการทำงานของผิวหนัง เยื่อเมือก และระบบประสาท ส่งผลให้การรับรู้ความรู้สึกลดลง เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้นที่ผิวหนัง และอาจนำไปสู่การเป็นอัมพาตได้ เมื่อปี ค.ศ. 2011 ประเทศที่มีการตรวจพบผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่มากที่สุดในโลก 3 อันดับคือ อินเดีย 83% บราซิล 16% และอินโดนีเซีย 9% โดยจากข้อมูลพบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จะพบโรคเรื้อนได้มากที่สุดในช่วงอายุ 10-14 ปี อีกทั้งยังมีกรณีที่เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ติดโรคเรื้อนอีกด้วย แม้โรคเรื้อนจะพบได้มากในกลุ่มผู้ใหญ่ […]

ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

ในช่วงวัยของเด็กเล็ก อาจเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย ไข้หวัด หรือรวมถึงประสบกับ ภาวะเท้าบิดเข้าด้านใน นี้อีกด้วย ซึ่งอาการของภาวะดังกล่าวนี้ จะสามารถเกิดจากปัจจัยใดบ้างนั้น ติดตามได้ในบทความของ Hello คุณหมอ กันค่ะ ภาวะเท้าบิดเข้าด้านใน คืออะไร ภาวะเท้าบิดเข้าด้านใน (Pigeon Toes) มักถูกพบได้บ่อยในเด็กตั้งแต่ช่วงวัยทารก จนถึง 10 ขวบด้วยกัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ที่เผชิญอยู่กับพื้นที่ในมดลูกของคุณแม่อย่างแออัด จึงทำให้เด็กเกิดการหักปลายเท้าเข้า อีกทั้งยังสามารถเกิดได้จากการบิดตัวของบริเวณกระดูกหน้าแข้งโดยเฉพาะกับช่วงวัยที่ลูกรักกำลังหัดเดินจนทำให้พวกเขาทรงตัวไม่อยู่ และล้มง่ายในขณะยืน หรือเดิน นอกจากนี้ครอบครัวผู้ป่วยที่เคยมีประวัติของภาวะเท้าบิดเข้าด้านในมาจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น ก็สามารถเป็นไปได้ว่าเด็กนั้นจะถูกส่งต่อของภาวะดังกล่าวมาจากทางพันธุกรรมถึงพัฒนาการสุขภาพกระดูก และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อความผิดปกติของรูปลักษณ์เท้าและขาได้ อาการของ ภาวะเท้าบิดเข้าด้านใน อาการที่เกิดขึ้นกับเด็กของร่างกายส่วนมาก อาจแตกต่างกันออกไปตามการเจริญเติบโตแต่ละบุคคล ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยทารกที่อยู่ในครรภ์ คุณแม่สามารถสังเกตได้จากรูปเท้าที่บิดเบี้ยวเข้าหากันจากการสัมผัสบริเวณผิวหน้าท้อง แต่หากคุณแม่มีข้อกังวล และไม่แน่ใจ ก็อาจสามารถเข้ารับการอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) ตามการนัดหมายจากแพทย์เพิ่มเติมได้ อีกทั้งกรณีที่ลูกรักของคุณเติบโตขึ้นเข้าสู่ช่วงวัยกำลังหัดเดิน คุณแม่อาจตรวจสอบลักษณะของเท้า หรือหน้าแข้ง ของพวกเขาขณะเดินได้ โดยมักจะมีลักษณะเท้าทั้งสองข้างที่บิดเข้าหากัน และมักจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 3-6 ขวบ การรักษาภาวะเท้าบิดเข้าด้านใน ในบางครั้งภาวะเท้าบิดเข้าด้านในสามารถหายไปเองได้ในกรณีที่ไม่รุนแรงมากนัก แต่หากมีลักษณะที่บิดเข้าด้านในมากจนเห็นได้ชัด […]

x