เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า นมแม่ คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กทารก เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อพัฒนาการของเด็กทารก Hello คุณหมอ จึงได้รวบรวมเรื่องน่ารู้ดี ๆ เกี่ยวกับ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มาไว้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

นมแม่เป็นแหล่งอาหารหลักของทารกแรกเกิด ทารกควรกินนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนหลังคลอด หากเป็นไปได้ ควรให้ทารกได้กินนมสด ๆ จากอกคุณแม่ แต่ในบางครั้ง คุณแม่ก็อาจไม่สามารถให้ทารกกินนมจากเต้าได้ การปั๊มนมเก็บไว้ใช้ภายหลังจึงอาจเป็นวิธีที่สะดวกมากกว่า อย่างไรก็ตาม คุณแม่อาจต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเก็บรักษานมแม่อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะเรื่อง อายุ นม แม่ เพื่อให้สามารถวางแผนให้ลูกกินนมจากนวดได้เหมาะสมขึ้น วิธีเก็บรักษาน้ำนมแม่ วิธีเก็บรักษาน้ำนมแม่ที่เหมาะสม อาจมีดังนี้ เก็บในอุณหภูมิห้อง (ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส) สามารถเก็บได้นานสูงสุด 4 ชั่วโมง แต่ควรนำมาใช้ภายใน 2 ชั่วโมง ยิ่งหากสถานที่จัดเก็บมีอุณหภูมิสูง ยิ่งควรรีบใช้ให้หมด ก่อนคุณภาพของนมแม่จะลดลง เก็บในกระติกเก็บน้ำนมแม่ สามารถเก็บได้นานสูงสุด 24 ชั่วโมง เมื่อแช่รวมกับเจลเก็บความเย็น นิยมใช้เมื่อต้องเดินทางและไม่สามารถเก็บนมไว้ในตู้เย็นได้ เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดา สามารถเก็บได้นานสูงสุด 4 วัน แต่ควรใส่ไว้ด้านในสุดของตู้เย็น เพื่อคงอุณหภูมิไว้ให้คงที่ และควรนำมาใช้หรือเปลี่ยนไปเก็บในช่องแช่แข็งภายใน 3 วัน เพื่อคงคุณภาพของน้ำนมให้ได้นานที่สุด เก็บในช่องแช่แข็ง สามารถเก็บได้นานสูงสุด 12 เดือน แต่ก็ควรนำมาใช้ภายใน 6 เดือน […]

หัวข้อ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพิ่มเติม

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

การ เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ ถือเป็นเรื่องที่เหล่าคุณแม่ควรจะทำเป็นอย่างมาก เนื่องจากในน้ำนมแม่นั้นมีสารอาหารที่เหมาะสมสำหรับทารก ทั้งยังเป็นอาหารที่เหมาะสมกับการย่อยของเด็กอีกด้วย นอกจากสารอาหารแล้ว ในน้ำนมแม่ยังมีประโยชน์อะไรต่อทารกอีกบ้าง ต้องติดตามกันใน Hello คุณหมอ ประโยชน์ของการ เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ จากการศึกษาพบว่า การเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งของทารกและคุณแม่ด้วย ซึ่งเราจะมาดูประโยชน์ที่มีต่อทารกกันก่อน สำหรับประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ มีดังนี้ ให้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับทารก หน่วยงานด้านสุขภาพส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน จากนั้นจะแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ในน้ำนมของแม่นั้นมีทุกสิ่งที่ทารกต้องการในข่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ทั้งยังมีสัดส่วนที่เหมาะสม องค์ประกอบในน้ำนมแม่ยังสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของทารกได้ โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกของชีวิต ในช่วงวันแรกหลังคลอด หน้าอกจะผลิตของเหลวสีเหลืองข้นออกมา ซึ่งเรียกว่า “น้ำนมเหลือง” ซึ่งมีโปรตีนที่สูง น้ำตาลต่ำ และเต็มไปด้วยสารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อทารก โคลอสตรัม (Colostrum) เป็นนมชนิดแรกที่เหมาะกับทารกแรกเกิด เพราะมันสามารถช่วยพัฒนาระบบย่อยอาหารของทารกแรกเกิด หลังจากนั้น 2-3 วันแรก หน้าอกจะเริ่มผลิตน้ำนมในปริมาณที่มากขึ้น สิ่งเดียวที่อาจขาดในน้ำนมแม่ก็คือ วิตามินดี นั่นเอง เพื่อชดเชยการขาดวิตามินดี ได้มีการแนะนำให้หยดวิตามินดีตั้งแต่อายุ 2-4 สัปดาห์ มีแอนติบอดีที่สำคัญ น้ำนมแม่เต็มไปด้วยแอนติบอดีที่ช่วยให้ลูกน้อยต่อสู้กับไวรัสและแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในน้ำนมเหลืองซึ่งเป็นนมแรก โคลอสตรัมให้อิมมูโนโกลบูลินเอ (Immunoglobulin A หรือ IgA) […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

สำหรับคุณแม่มือใหม่อาจไม่ทันสังเกตสีน้ำนมของตนเอง แต่ถ้าหากลองมองดูดี ๆ แล้วจะเห็นได้ว่า น้ำนมหยดแรกๆ มักจะมีสีแตกต่างจากที่เคยเข้าใจ โดยน้ำนมหยดแรกหรือน้ำนมเหลืองนี้จะมีลักษณะเป็นสีค่อนข้างเหลืองนวลจนถึงเหลืองเข้ม การมีน้ำนมเหลืองไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะน้ำนมนี้ไม่ส่งผลอันตรายต่อลูกรักแต่แท้จริงแล้วกลับมีคุณค่าและประโยชน์มากล้น น้ำนมเหลือง คืออะไร น้ำนมเหลือง หรือเรียกอีกอย่างได้ว่า โคลอสตรุม (Colostrum) เป็น น้ำนมแรกที่ออกมาจากอกของคุณแม่เพื่อให้ลูกน้อยได้รับประทาน ในบางครั้งอาจมีเลือดปะปนมากับน้ำนมด้วย ซึ่งโคลอสตรุมไม่ได้มีเพียงแค่ในมนุษย์เท่านั้น แต่มีอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยได้ ยกตัวอย่างเช่น วัว แต่มิได้ไม่ความว่าจะต้องไปกินแบบสด ๆ จากเต้า ถึงจะได้ประโยชน์เหมือนการดื่มน้ำนมจากเต้าของคุณแม่ เพราะในร่างกายของวัวอาจมีสารบางอย่าง หรือเชื้อโรคปะปนเข้าสู่ร่างกายของลูกรักคุณ ทั้งนี้การนำ โคลอสตรุม จากวัว อาจมาในรูปแบบที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ หรือผลิตภัณฑ์แบบกล่องดูด นมผง รวมถึงแบบขวด ที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน นับว่าเป็นข้อดีที่เราสามารถนำมารับประทานได้กับทุกเพศทุกวัย รวมถึงทารกตัวน้อย ที่ไม่สามารถดื่มนมจากอกของคุณแม่ได้ คุณค่าด้านโภชนาการ และประโยชน์ในน้ำนมเหลือง สารอาหารในน้ำนมเหลืองนี้ล้วนมีวิตามินหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ที่มีค่อนข้างสูง และยังมีธาตุอาหารอื่น ๆ ที่ดีต่อสุขภาพของลูกรักคุณด้วยอีกด้วย คือ แลคโตเฟอร์ริน (Lactoferrin) เป็นโปรตีนที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้เด็กแรกเกิดมีร่างกายที่แข็งแรง ลดอัตราการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ที่อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้ แอนติบอดี (Antibody) คือ โปรตีนอีกชนิดที่เข้าไปเสริมสร้างกระตุ้นให้ภูมิคุ้นกันต่อสู้กับไวรัส หรือแบคทีเรียที่แทรกซ้อนเข้ามา […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

คุณแม่มือใหม่ต้องคอยสังเกตและดูลูกน้อยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกรณีที่ ลูกสำลักนม นับเป็นอันตรายใกล้ตัวที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากสำลักนมและได้รับการดูแลไม่ถูกวิธี อาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ คุณแม่ควรหาวิธีป้องกันและวิธีแก้ไขเพื่อไม่ให้ลูกน้อยสำลักนมบ่อยเกินไป เรื่องน่ารู้ สำหรับคุณแม่ให้นม หลังคลอดลูก คุณแม่ควรให้นมลูกเร็วที่สุดภายใน 1 ชั่วโมง ให้นมลูกบ่อยๆ หรือทุก 2-3 ชั่วโมง หลังจากคลอดลูก เพื่อกระตุ้นให้ลูกชินกับเต้านม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เน้นอาหารบำรุงน้ำนม เช่น หัวปลี ตำลึง หลังคลอดอย่าทำความสะอาดหัวนมมากจนเกินไปจะทำให้หัวนมแห้ง และไหลน้อย ใช้ลูกประคบอุ่นๆ นวดเต้านมเพื่อกระตุ้นการไหลของน้ำนม งดเว้นการอาบน้ำอุ่นเพราะจะทำให้หัวนมขาดความชุ่มชื้น และหัวนมแตกได้ สาเหตุที่ทำให้ลูกสำลักนม สาเหตุที่ทำให้ลูกสำลักนมนั้นเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันทั้งสาเหตุจากคุณแม่เองและตัวคุณลูก  โดยสาเหตุจากคุณแม่นั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การให้นมที่ผิดท่า การที่คุณแม่ดึงเต้านมออกก่อนขณะที่ลูกกำลังดูดนม หรือการที่ให้ลูกน้อยกินนมมากจนเกินความต้องการ รวมถึงน้ำนมที่ไหลเร็วจนเกินไป  ส่วนสาเหตุที่เกิดจากตัวลูกเอง เช่น ลูกน้อยมีอาจมีปัญหาเรื่องความผิดปกติภายในร่างกายอย่างปอดและหัวใจ หรืออาจมีพัฒนาการที่ช้า สังเกตอาการลูกสำลักนมอย่างใกล้ชิด ลูกจะมีอาการไอ เหมือนขย้อนนมหรือคายออกมา หากมีอาการสำลักแบบรุนแรง หน้าลูกจะเริ่มเปลี่ยนสี ลูกมีอาการหายใจผิดปกติ ระหว่างที่คุณแม่ให้นมลูกควรปรับการไหลของปริมาณน้ำนมโดยการกดบริเวณลานหัวนมเพื่อไม่ให้น้ำนมไหลเข้าปากลูกเร็วจนเกินไป จับลูกน้อยนอนตะแคงระหว่างการให้นมเพื่อป้องกันการสำลัก อย่าให้นมลูกบ่อยจนเกินไป หากลูกน้อยร้องไห้ควรสังเกตอาการให้แน่ใจว่าลูกนั้นร้องไห้เพราะหิวจริงๆ หรือเพราะสาเหตุใด รับมืออย่างไร เมื่อลูกสำลักนม หากลูกมีอาการสำลักนม ไม่ควรจับลูกอุ้มขึ้นทันทีเมื่อเกิดอาการสำลัก ควรจับลูกนอนตะแคงให้ศีรษะต่ำลง เป็นการป้องกันนมที่อยู่ในปากลูกไหลย้อนกลับไปที่ปอด ถึงแม้ว่าลูกสำลักนม อาจจะไม่ได้เป็นภาวะที่ร้ายแรงมากนัก แต่ย่อมดีกว่าหากคุณแม่ให้นมลูกอย่างถูกวิธี และรู้จักระมัดระวัง […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เครื่องปั๊มนม เป็นตัวช่วยผ่อนแรงสำหรับคุณแม่ที่ต้องการให้ลูกน้อยดื่มนมแม่แต่อาจไม่มีเวลา เนื่องด้วยต้องไปทำงานนอกบ้าน มีน้ำนมน้อย รวมทั้งแม่ที่มีปัญหาลูกน้อยไม่ยอมดื่มนมจากเต้า เครื่องปั๊มนมจะช่วยให้คุณแม่ปั๊มนมเก็บไว้ล่วงหน้าได้ทั้งตอนที่อยู่บ้านหรืออยู่นอกบ้าน  ปัจจุบันนี้เครื่องปั๊มนมมีหลายประเภททั้งแบบปั๊มมือและแบบปั๊มด้วยระบบไฟฟ้า คุณแม่ควรศึกษาเกี่ยวกับเครื่องปั๊มนม เพื่อเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะเต้า ความชอบ และความสะดวกในการใช้งาน ประเภทของเครื่องปั๊มนม เครื่องปั๊มนมนั้นมีให้เลือกหลากหลาย แต่หลักๆ แล้วเครื่องปั๊มนมมีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภท ได้แก่ เครื่องปั๊มนมแบบใช้มือ หรือเครื่องปั๊มนมแบบคันโยก ข้อดี คือ ไม่เปลืองไฟ คุณแม่สามารถพกพาไปใช้งานได้ทุกที่ แต่ข้อเสีย คือ อาจต้องใช้เวลาปั๊มนมนานกว่าเครื่องปั๊มนมประเภทอื่น และอาจรู้สึกเมื่อยมือ เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าเดี่ยว หรือเครื่องปั๊มนมไฟฟ้าเต้าเดี่ยว เป็นเครื่องปั๊มนมแบบอัตโนมัติที่อาศัยพลังงานไฟฟ้าจากระบบไฟบ้าน หรือถ่านอัลคาไลน์ ใช้ปั๊มน้ำนมได้ทีละเต้า เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าคู่ หรือเครื่องปั๊มนมไฟฟ้าเต้าคู่ เพียงแค่ใส่ถ่าน หรือเสียบปลั๊กก็สามารถทำงานได้เช่นเดียวกับเครื่องปั๊มนมไฟฟ้าเดี่ยว แต่ดีกว่าตรงที่สามารถ ปั๊มน้ำนม ได้พร้อมกันสองเต้า จึงประหยัดเวลากว่า เครื่องปั๊มนมสำหรับใช้ในโรงพยาบาล หรือเครื่องปั๊มนมเกรดโรงพยาบาล ตัวเครื่องจะมีขนาดใหญ่  มักใช้งานในหอเด็กอ่อนเพื่อกระตุ้นน้ำนมหลังคลอด หรืออาจใช้งานในหน่วยอภิบาลทารกแรกเกิดภาวะวิกฤต (Neonatal Intensive Care Unit หรือ NICU) เทคนิคเลือกซื้อ เครื่องปั๊มนม การเลือกซื้อเครื่องปั๊มนมสักเครื่องมาใช้งาน คุณแม่ควรดูตามลักษณะการใช้งาน และงบประมาณที่มี โดยอาจพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้ […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

การให้นมลูกมีประโยชน์ต่อสุขภาพคุณแม่และทารก นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลก ที่พบว่า ให้นมลูก สามารถลดโอกาสที่เด็กจะอ้วนในอนาคต ได้มากถึง 25% Hello คุณหมอ บทความนี้จึงชวนมาดูประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ที่มีต่อสุขภาพของลูกน้อย ดังนี้ค่ะ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีส่วนช่วยป้องกันโรคอ้วนในเด็ก งานวิจัยจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) ที่ศึกษาใน 16 ประเทศทั่วทวีปยุโรปเรื่อง การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และ ให้นมลูก ที่มีต่อสุขภาพของลูกน้อย ผลการวิจัยพบว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สามารถลดโอกาสที่เด็กจะอ้วน ได้ถึง 25% โดยผลการวิจัยพบว่า เด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ 22% มีแนวโน้มว่าจะอ้วน และเด็กที่กินนมแม่ในเวลาไม่ถึง 6 เดือน 12% มีแนวโน้มว่าจะอ้วน เมื่อเทียบกับกลุ่มเด็กที่กินนมแม่เป็นเวลา 6 เดือน นอกจากนี้ งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร the journal Obesity Facts ได้ให้ข้อมูลว่า มีเหตุผลหลายประการที่การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สามารถป้องกันเด็กจากโรคอ้วนได้ และยังมีหลักฐานที่พบว่าการให้ทารกกินนมผง อาจมีระดับอินซูลินในเลือดสูงกว่า เมื่อเทียบกับการกินนมแม่ ซึ่งการมีระดับอินซูลินในเลือดสูงจะสามารถกระตุ้นการสะสมไขมัน ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าให้กินนมแม่ เพราะเปรียบเหมือนเป็นวัคซีนแรกของเด็ก ที่ป้องกันการติดเชื้อ และยังส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว รวมถึงป้องกันโรคอ้วนด้วย […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ลดน้ำหนัก หลังคลอดจะแตกต่างกันออกไปในผู้หญิงแต่ละคน คุณแม่ส่วนใหญ่อาจน้ำหนักลดลงประมาณ 0.45-0.9 กิโลกรัมต่อเดือน ในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากคลอดลูก มีข้อมูลที่ชี้ว่าการให้นมลูกอาจมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักหลังคลอดของคุณแม่ เนื่องจากการร่างกายเผาผลาญแคลอรี่เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ย 500 แคลอรี่ต่อวัน แต่ในคุณแม่บางคนแม้จะให้นมลูกแต่น้ำหนักอาจจะไม่ลดลงก็ได้เช่นกัน การให้นมลูกมีส่วนช่วยลดน้ำหนักอย่างไร คุณแม่อาจน้ำหนักลดลงประมาณ 0.45-0.9 กิโลกรัมต่อเดือน ในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากคลอดลูก และน้ำหนักจะค่อย ๆ ลดลงช้ากว่าเดิมหลังจากนั้น ซึ่งการลดน้ำหนักหลังคลอด จะใช้เวลาประมาณ 6-9 เดือนเพื่อลดน้ำหนักที่ได้มาในช่วงตั้งครรภ์ นอกจากนั้น ยังข้อมูลที่ชี้ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อาจมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักหลังคลอดของคุณแม่ ดังนี้ ช่วยเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น การให้นมลูกได้รับการพิจารณาว่าเป็นวิธีทางธรรมชาติ ที่ช่วยให้คุณแม่สามารถลดน้ำหนักได้ เนื่องจากการให้นมลูก สามารถทำให้คุณแม่ได้เผาผลาญแคลอรี่ในแต่ละวัน โดยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า การให้นมลูกมีแนวโน้มว่าจะทำให้คุณแม่เผาผลาญแคลอรี่เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ย 500 แคลอรี่ต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับการหยุดกินอาหารมื้อเล็ก ขนมถุงใหญ่ หรือเทียบเท่ากับการออกกำลังกายประมาณ 45-60 นาทีในระดับปานกลาง มากไปกว่านั้น เวลาที่คุณแม่ให้นมลูกอาจระมัดระวังเรื่องอาหารมากกว่าเดิม เช่น ลดการกินอาหารแปรรูป และบริโภคโปรตีนไร้ไขมัน ผลไม้ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด และพืชตระกูลถั่ว จึงอาจมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก การให้นมลูกอาจทำให้ลดน้ำหนักได้ดีกว่า แม่ให้นมลูกมีแนวโน้มว่าจะลดน้ำหนักได้ไวกว่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ให้นมลูก เนื่องจากงานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ให้นมลูกอย่างน้อย […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ในกระบวนการผลิตน้ำนมแม่ ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานสูง อาหารที่คุณแม่กินระหว่างให้นมลูก จึงนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยในการผลิตน้ำนมให้มีคุณภาพ และเพื่อช่วยให้ทารกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง แต่ สารอาหารบำรุงนมแม่ ที่แม่ให้นมลูกควรกินมีอะไรบ้างนั้น Hello คุณหมอ มีคำตอบมาฝากค่ะ สารอาหารบำรุงนมแม่ มีอะไรบ้าง โปรตีน ทารกที่กำลังเจริญเติบโตต้องการโปรตีนสูง ดังนั้น แม่ให้นมลูก จึงต้องกินโปรตีนในปริมาณที่มากพอกับที่ทารกต้องการ เพราะโปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต การรักษาสภาพร่างกาย และการซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ โดยปริมาณโปรตีนที่แม่ให้นมลูกควรได้รับจะอยู่ที่ประมาณ 54 กรัมต่อวัน แต่ในคุณแม่บางรายอาจต้องการถึง 67 กรัมต่อวันหรือมากกว่า แหล่งโปรตีนที่สำคัญ ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่วต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง โฟเลต โฟเลตเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งที่สำคัญต่อการเติบโตของร่างกาย โดยปกติ แม่ให้นมลูก ควรได้รับโฟเลตในปริมาณ 450 ไมโครกรัมต่อวัน แต่ในคุณแม่บางรายอาจต้องการในปริมาณ 500 ไมโครกรัมต่อวันหรือมากกว่า แหล่งโฟเลตที่สำคัญได้แก่ ผักประเภทใบ ธัญพืช ถั่วต่าง ๆ อะโวคาโด สารสกัดจากยีสต์ ไอโอดีน ไอโอดีนเป็นแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ เพื่อพัฒนาการของสมองและระบบประสาท แม่ให้นมลูก ควรได้รับไอโอดีนปริมาณ 190 ไมโครกรัมต่อวัน หรือ 270 ไมโครกรัมในคุณแม่บางราย แหล่งไอโอดีนที่ดีได้แก่ […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ท่าให้นม เป็นท่านั่งสำหรับคุณแม่ที่ต้องเน้นลักษณะท่าทางที่ผ่อนคลาย เนื่องจากเป็นการนั่งที่อาจต้องใช้เวลานาน หากนั่งผิดท่านอกจากจะไม่สบายตัวแล้ว อาจส่งผลต่อสุขภาพหลังและสุขภาพด้านอื่นๆ ในระยะยาว ดังนั้น คุณแม่จึงควรเลือกท่าให้นมที่เหมาะสมกับสรีระ รวมทั้งต้องคำนึงถึงท่าทางการดื่มนมของลูกน้อยด้วย เพื่อลูกจะได้ดื่มนมอย่างถูกวิธีไม่เกิดปัญหาการสำลัก แก๊สในกระเพาะอาหาร หรือปัญหาอื่นๆ ตามมา ท่าให้นมที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ 1. ท่าลูกนอนขวางตัก (Cradle Hold) ท่านี้เป็นท่าให้นมที่พบมากที่สุด โดยคุณแม่จะนั่งตัวตรง หลังพิงเก้าอี้หรือหมอนตามความถนัด ร่วมกับการงอแขนแล้วประคองตัวลูก โดยให้ศีรษะของลูกวางอยู่ที่ด้านในของข้อศอก ใช้ฝ่ามือของแขนข้างเดียวกัน ประคองก้นของลูกเอาไว้ ให้ลำตัวของลูกหันเข้ามาลำตัวของแม่ ซึ่งหน้าท้องของเด็กต้องอยู่แนบกับหน้าท้องของแม่ จากนั้นยกลูกขึ้นหาเต้านม โดยใช้มืออีกข้างหนึ่งเพื่อจับเต้านม เพื่อให้หัวนมอยู่ในตำแหน่งที่พอดีกับปากของลูก เพื่อให้ลูกอมหัวนมได้ง่ายขึ้น 2. ท่าลูกนอนขวางตักแบบประยุกต์ (Cross-cradle hold) ท่านี้คล้ายกับท่าลูกนอนขวางตัก แต่การวางตำแหน่งแขนจะต่างกัน นั่นคือให้ใช้แขนข้างที่ถนัดโอบด้านหลังลูก แล้วใช้มือข้างนั้นประคองศีรษะลูกเอาไว้ พร้อมกับหันตัวลูกเข้าหาลำตัวของแม่ โดยหน้าท้องของเด็ก และแม่อาจต้องแนบชิดกัน หรือหากไม่ถนัด อาจใช้หมอนรองแขน เพื่อช่วยยกตัวลูกให้อยู่ในระดับที่ใกล้กับหัวนมมากขึ้น แล้วใช้มืออีกด้านหนึ่งประคองเต้านมเอาไว้ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยอมหัวนมได้ถนัดขึ้น 3. ท่าอุ้มฟุตบอล (Football Hold) ถือได้ว่าเป็นอีกท่าที่เหมาะสำหรับแม่ที่คลอดลูกด้วยการผ่าท้องคลอด หรือแม่ที่มีขนาดหน้าอกค่อนข้างใหญ่ ท่านี้ลำตัวส่วนล่างของเด็กจะถูกหนีบอยู่ใต้แขนของแม่ คล้ายกับการล็อคลำตัวของเด็กไว้ไม่ให้เคลื่อนขณะให้นม จากนั้นแม่จะใช้มือข้างเดียวกันประคองศีรษะของเด็กเอาไว้ และหันหน้าเด็กเขาหาเต้านม พร้อมนำอีกมือหนึ่งของแม่ประคองเต้านมไว้ร่วม เพื่อให้ลูกดื่มนมจากเต้าคุณแม่ได้ถนัดขึ้น 4. ท่าตะแคงข้าง (Side Lying) ท่านี้อาจเหมาะสำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอด […]

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ปั๊มนม เป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของคุณแม่มือใหม่ โดยเฉพาะคุณแม่ที่จะต้องกลับไปทำงานหลังครบกำหนดลาคลอด จำเป็นต้องปั๊มนมเก็บเอาไว้ให้ลูกน้อยกินระหว่างวัน คุณแม่มักเริ่มปั๊มนมทันทีหลังจากที่ลูกคลอด โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลซึ่งมักจะมีพยาบาลมืออาชีพคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีปั๊มนม นอกจากนั้นแล้ว คุณแม่ควรศึกษาถึงขั้นตอนการปั๊ม การเก็บรักษา และวิธีการนำนมที่ปั๊มเก็บไว้มาให้ลูกน้อยดื่มเพิ่มเติมอีกด้วย ข้อควรรู้ในการ ปั๊มนม เวลาในการปั๊มนม คุณแม่ส่วนใหญ่มักเลือกที่จะปั๊มนมในตอนเช้า แต่ทั้งนี้ เวลาในการปั๊มนมอาจขึ้นอยู่กับความสะดวกของคุณแม่แต่ละคน การปั๊มนมอาจทำหลังจากให้นมลูก 30-60 นาที หรือก่อนให้นมลูกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ ภายใน 24 ชั่วโมงคุณแม่อาจปั๊มน้ำนมได้ถึง 8-10 ครั้ง โดยปริมาณนมแม่ที่เหมาะสมคือวันละ 750-1,035 มิลลิลิตร การให้นมลูกไปด้วย ปั๊มนมไปด้วย อาจไม่เหมาะกับคุณแม่บางคน คุณแม่จึงอาจปั๊มนมหลังจากให้นมลูก 1 ชั่วโมงแทน คุณแม่และลูกน้อยแต่ละครอบครัวมีกิจวัตรประจำวันที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงควรจัดเวลาในการปั๊มนมให้เหมาะกับตัวเอง วิธีปั๊มนม โดยทั่วไปแล้ว คุณแม่มักเลือกซื้อเครื่องปั๊มนมตามงบประมาณและความชอบเป็นหลัก และเครื่องปั๊มนมมักมีคู่มือวิธีการใช้มาให้ด้วย แต่โดยหลักๆ แล้ววิธีปั๊มนมทำได้ดังนี้ อ่านคู่มือการใช้เครื่องปั๊มนมให้ละเอียด นั่งในท่าสบายๆ ตรวจสอบอุปกรณ์การปั๊มนมให้เรียบร้อย เครื่องปั๊มนมต้องพอดีกับเต้านมคุณแม่ การปั๊มนม จะคล้ายเวลาให้นมลูก คุณแม่สามารถปรับระดับขณะใช้เครื่องปั๊มนมได้ การปั๊มนม ต้องไม่เจ็บ เวลาปั๊มนมลูกต้องไม่รู้สึกเจ็บ คุณแม่อาจมีความรู้สึกคัดตึงเต้านม หรือรู้สึกไม่สบายตัวได้ แต่ไม่ควรถึงขั้นเจ็บ หากรู้สึกเจ็บ ต้องลองเปลี่ยนที่ปั๊มนม ให้เป็นขนาดที่เหมาะสมกับหน้าอก […]


กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!


ผู้เชี่ยวชาญด้าน เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ของเรา

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม see-more-icon