home

เด็กวัยเรียน

เด็กวัยเรียน (7-15 ปี) เป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญมาก เพราะเด็กจะต้องเริ่มใช้ชีวิตในสังคมใหม่ นั่นก็คือ สังคมโรงเรียน แถมการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ก็อาจทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างไรดี แต่เรามีคำตอบมาให้แล้ว

ความรู้ทั่วไป

เด็กวัยเรียน

ปัญหาสุขภาพเด็กวัยเรียน เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของ เด็กวัยเรียน ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะต้านทานโรคได้ ดังนั้นเพื่อเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพเด็กวัยเรียน Hello คุณหมอ ได้รวบรวม 9 ปัญหาสุขภาพเด็กวัยเรียน ที่พบบ่อยมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนกันแล้วค่ะ ปัญหาสุขภาพเด็กวัยเรียน ที่พบบ่อยมีอะไรบ้างนะ? 9 ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยใน เด็กวัยเรียน อายุ 6-12 ปี มีดังนี้ 1.โรคหวัดและอาการไอ โรคหวัด เป็นปัญหาสุขภาพ เด็กวัยเรียน ที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างบ่อย และจะพบมากในช่วงฤดูหนาว เด็กอาจเป็นหวัดได้บ่อย เนื่องจากยังไม่มีระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัด เมื่อเด็กเติบโตขึ้นร่างกายจะค่อย ๆ สร้างระบบภูมิคุ้มกันทำให้เป็นหวัดน้อยลง การไอ เด็กมักมีอาการไอเมื่อเป็นหวัด เพื่อช่วยขจัดเอาเสมหะที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจออก ทำให้จมูกปลอดโปร่ง หายใจง่ายขึ้น 2.ท้องร่วงและอาเจียน ท้องร่วง เป็นวิธีกำจัดเชื้อโรคของร่างกาย ส่วนใหญ่มักมีอาการ 2-3 วันหรือเป็นสัปดาห์ โรคอุจจาระร่วงอาจเกิดขึ้นร่วมกับอาการไข้ คลื่นไส้ อาเจียน สูญเสียน้ำ และผื่นแดง คุณควรให้เด็กดื่มน้ำเพื่อทดแทนปริมาณน้ำที่สูญเสียไป อย่าให้น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลม เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงได้ อาการท้องร่วงนี้อาจเกิดจาก การติดเชื้อไวรัส เกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาระบาย ยาปฏิชีวนะ หรืออาหารเป็นพิษ แต่ถ้าบุตรหลานของคุณมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบหมอทันที่ ท้องเสียและอาเจียนในเวลาเดียวกัน […]

หัวข้อ เด็กวัยเรียน เพิ่มเติม

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

เด็ก ๆ ที่เข้าสู่ช่วงวัยประถมส่วนใหญ่มักอยู่ในช่วงอายุ 6-12 ปี ด้วยกัน พร้อมมีการเจริญเติบโตขึ้นตามแต่ละช่วงวัย รวมไปถึงการอบรม เอาใจใส่ และการดูแลของคุณพ่อคุณแม่ร่วมด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่คะว่า ในช่วงอายุลูกรักดังกล่าว จะส่งผลให้พวกเขามีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นในด้านใดบ้าง ถ้าหากยังไม่ทราบละก็ วันนี้บทความของ Hello คุณหมอ จึงขอนำความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ถึง พัฒนาการเด็กวัยประถม และเคล็ดลับการดูแลให้เหมาะกับช่วงวัย มาฝากผู้ปกครองทุกคนกันค่ะ รูปแบบการเรียนรู้ของ เด็กวัยประถม แต่ละช่วงอายุ และอุปนิสัยเด็ก ๆ แต่ละบุคคลนั้น ย่อมมีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป บางคนอาจมีความต้องการอยากจะเรียนรู้ทางด้านวิชาการ ในขณะที่เด็กบางคนอาจอยากเรียนรู้ทางด้านกิจกรรม แต่ส่วนใหญ่โดยรวมแล้วเด็กในช่วงวัยประถมมักอยากเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ที่เข้ามาเสมอ พวกเขาจะกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น ชอบสำรวจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการพบเจอสังคมใหม่ในโรงเรียน วิชาเรียน กิจกรรมต่าง ๆ ที่ทางคุณครูผู้สอนได้มอบหมายให้ ซึ่งมักจะทำให้เด็กคัดกรองในสิ่งที่ตนเองชอบได้ว่า ตัวพวกเขานั้นถนัดอะไร ชอบทำอะไร และสิ่งใดที่ไม่ค่อยถนัด ดังนั้นรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กในช่วงวัยนี้ผู้ปกครองทุกคนควรสนับสนุนหากเป็นไปในทางที่ดี และควรตักเตือนหากลูกรักมีพฤติกรรมที่ไม่สมควร แต่ไม่ถึงกับต้องบังคับตลอดเวลา เนื่องจากเด็กวัยประถมต้องการอิสระในภายใต้การขอความคิดเห็นจากผู้ปกครองร่วม เพื่อทำให้เขาตัดสินใจลงมือทำ และเพลิดเพลินกับสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบได้อย่างสนุกขึ้น พัฒนาการเด็กวัยประถม แต่ละช่วงอายุ อย่างที่ทราบกันดีว่า เด็กวัยประถม ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 6-12 ปี […]

โภชนาการเด็กวัยเรียน

หากไม่อยากให้ลูกรักมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง เจ็บป่วยง่าย การให้ลูกลดปริมาณขนม หรือปรับเปลี่ยนจากขนมที่ส่งผลเสียเป็น ขนมเพื่อสุขภาพ อาจเป็นอีกทางออกที่ดี และช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายให้กลับคืนมาได้ แต่จะมีขนมประเภทใดบ้างนั้นที่คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกให้ลูกรักรับประทาน วันนี้ Hello คุณหมอ นำมาฝากเอาไว้ในบทความให้แล้วค่ะ เด็กกินขนมมากไป ส่งผลเสียได้อย่างไร เนื่องจากขนมทั่วไปที่เด็ก ๆ รับประทานอาจประกอบด้วยโซเดียม และน้ำตาล หากลูกรักได้รับประทานเข้าไปในปริมาณมาก ก็อาจส่งผลให้ร่างกายของพวกเขานั้นมีการสะสมสารอาหารที่ไม่ดีอยู่ภายใน จนก่อให้เกิดโรคอ้วนตั้งแต่ยังเยาว์วัย โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ระดับคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในตับ และเกิดปัญหาด้านสุขภาพช่องปาก อีกทั้งยังทำให้ระบบการย่อยอาหารผิดปกติส่งผลให้เป็นโรคลำไส้แปรปรวน ท้องอืด ท้องร่วง ได้อีกด้วย ที่สำคัญไม่ใช่เพียงแต่ในขนมเท่านั้นที่จะสร้างความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ให้แก่เด็กได้ แต่อาหารให้แต่ละมื้อที่คุณมีการปรุงให้ลูกรับประทานก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลในเชิงลบได้ด้วยเช่นกัน หากใส่เกลือ หรือน้ำตาลท่ากเกินไป ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจึงควรจำกัดปริมาณให้แต่พอดี โดยควรจำกัดน้ำตาลไว้ที่ 25 กรัมสำหรับเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป ส่วนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี ควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำตาลอย่างสิ้นเชิง ส่วนโซเดียมแบ่งแยกตามอายุได้ ดังนี้ เด็กที่มีอายุ 1-3 ปี ควรบริโภคน้อยกว่า 1,500 มิลลิกรัม เด็กที่มีอายุ 4-8 ปี ควรบริโภคน้อยกว่า 1,900 […]

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

พยายามหลอกล่อก็แล้ว เล่นด้วยก็แล้ว เล่านิทานไปก็ไม่รู้ตั้งกี่เรื่อง ร้องเพลงกล่อมไปก็ตั้งหลายเพลง แต่เจ้าตัวเล็กก็ยังตาแป๋ว ไม่ยอมที่จะ เข้านอน สักที หากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่และมือฉมังกำลังพบกับปัญหานี้อยู่ล่ะก็ Hello คุณหมอ มีวิธีดี ๆ ช่วย ฝึกลูกนอนเร็ว มาฝากค่ะ ประโยชน์ของการ ฝึกลูกนอนเร็ว การฝึกให้ลูก เข้านอน แต่หัววัน ถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่ส่งผลดีต่อเด็กในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้ การเข้านอนแต่หัววัน จะทำให้เด็กได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ลดปัญหานอนไม่พอ หรืออ่อนเพลียเนื่องจากนอนไม่พอ มีส่วนช่วยให้พัฒนาการด้านความจำและสุขภาพจิตดีขึ้น อันเป็นผลมาจากการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง การพาลูกเข้านอนแต่หัววันจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาความดันโลหิตได้ การพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาโรคอ้วน การพาลูก เข้านอน แต่หัววัน จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคอ้วนในเด็กได้ การพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด ซึมเศร้า การพาลูกเข้านอนแต่หัววันจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าได้ วิธีฝึกลูกนอนเร็ว ทำได้อย่างไรบ้าง สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือฉมังที่เลี้ยงลูกมาจนช่ำชองแล้ว ก็พอจะมีเคล็ดลับดี ๆ ในการพาเจ้าตัวเล็ก เข้านอน แต่หัววันอยู่บ้าง แม้บางครั้งปัญหานี้อาจรับมือได้ยากอยู่สักหน่อย แต่คุณก็สามารถรับมือได้เป็นอย่างดีเพราะมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว แต่สำหรับพ่อแม่มือใหม่ การพาเจ้าตัวเล็กเข้านอนแต่ละครั้งอาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย โดยเฉพาะถ้าเจ้าตัวเล็กไม่ยอมนอนสักที ก็น่าจะทำเอาเหนื่อยอยู่ไม่น้อย หากกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่ล่ะก็ ลองใช้วิธีดังต่อไปนี้ กำหนดเวลาเข้านอนให้ชัดเจน เพื่อให้เด็ก ๆ […]

ช่วงวัยเรียน

การตีลูก เพื่อให้เชื่อฟัง บางครั้งอาจไม่ได้เป็นเทคนิคที่เหมาะสมเสมอไป เพราะยังมีหนทางอื่น ๆ อีกมากมายในการอบรมสั่งสอนอย่างสร้างสรรค์ ที่จะช่วยให้ลูกรักรู้จักเหตุผล และพร้อมรับฟัง หรือเต็มใจพิจารณาสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อสารกับพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ว่าแต่การตีลูกส่งผลอย่างไรกับเด็กบ้าง แล้วคุณพ่อคุณแม่จะมีเทคนิคในการเลี้ยงลูกอย่างไรให้เหมาะสมกว่า หาคำตอบได้ในบทความที่ Hello คุณหมอ นำมาฝากทุกครอบครัวกันได้เลยค่ะ ทำไม การตีลูก บ่อย ๆ ถึงไม่ดี ถึงแม้ในประเทศไทยของเรา จะใช้การตีลูก เป็นหนึ่งในวิธีอบรมสั่งสอน หรือเอาไว้ทำโทษกันมาอย่างยาวนาน แต่วิธีนี้ก็อาจจะไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะยังมีวิธีอื่น ๆ อีกมากมายที่คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ในการอบรมสั่งสอนลูกได้ เช่น การแสดงสีหน้า น้ำเสียงที่ดุอย่างชัดเจน งดให้ทำกิจกรรมที่ชอบสักระยะจนกว่าพวกเขาจะรู้สึกผิด ที่สำคัญ หากคุณใช้วิธีการตีลูกอย่างเดียวอยู่บ่อยครั้ง อาจส่งผลเสียต่อเด็ก ๆ นั่นคือ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงลบได้ในอนาคต เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่มีความสุขดังเดิม สภาพจิตใจของเด็กเปลี่ยนแปลงไป หรือมีการจดจำเพียงแต่ความเจ็บปวดจากการถูกตีมากกว่าการจดจำความทรงจำดี ๆ ทำให้เด็กก้าวร้าวมากขึ้น เด็ก ๆ อาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเป็นประจำ เป็นการเพิ่มความรุนแรงในครอบครัว เพราะบางครั้งเด็กอาจมีการโต้ตอบที่รุนแรงกลับ เช่น การตะโกน ส่งเสียงดัง ทำร้ายพ่อแม่กลับ หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูกรัก ก็สามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์เพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ดี เรามีคำแนะนำหรือเคล็ดลับในการเลี้ยงลูกมาฝาก คุณจะได้นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมอุปนิสัยและพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน จะได้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความรุนแรงหรือผลเสียข้างต้น เคล็ดลับสำหรับ การเลี้ยงลูก อย่างที่ทราบว่า […]

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

เนื่องจากการเป็นพ่อแม่คนนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด บางครั้งเมื่อลูกทำผิดก็อาจจะต้องมีการอบรบสั่งสอน และเข้มงวดให้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันเชื่อว่าคุณก็อยากให้ลูกรักย่อมมีการเรียนรู้ความผิดพลาดด้วยตนเองจนปล่อยปะละเลย วันนี้ Hello คุณหมอ จึงขอนำข้อแตกต่างระหว่าง การเลี้ยงลูกแบบอิสระ และการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวด มาฝากให้ทุกครอบครัวได้นำไปพิจารณา เพื่อปรับการเลี้ยงลูกรักให้เหมาะสมไปพร้อม ๆ กันค่ะ ข้อแตกต่าง การเลี้ยงลูกแบบอิสระ และแบบเข้มงวด แน่นอนว่าการเลี้ยงดูลูกทั้ง 2 รูปแบบนี้ย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการเลี้ยงลูกแบบอิสระเป็นการปล่อยให้ลูกรักตัดสินใจใช้ชีวิตด้วยตนเอง โดยไม่มีข้อบังคับ หรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่ทางผู้ปกครองตั้งไว้ ส่งผลให้เด็ก ๆ มีความมั่นใจ สุขภาพจิตดีขึ้น และกล้าจะเข้าสังคมใหม่ ๆ ในอนาคตที่ต้องพบเจอ แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้เด็ก ๆ ไร้วินัย ถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดีได้ง่าย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ที่เหล่าบรรดาวัยรุ่นนิยม เป็นต้น ส่วนการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวด ถึงแม้จะถูกผู้คนมองว่าเป็นการเลี้ยงลูกที่ไม่สมควรมากนัก เนื่องจากเป็นการเลี้ยงแบบไม่รับฟังความคิดเห็นของเด็กเสียเท่าไหร่ อีกทั้งยังมีกฏเกณฑ์มากเกินไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจพวกเขาในเชิงลบได้ แต่ทว่า เมื่อเด็ก ๆ ถูกเข้มงวดมากขึ้นบางครั้งก็อาจทำให้เกิดระเบียบมีวินัย ไม่กล้าจะประพฤติผิด เพราะเกรงกลัวว่าจะถูกผู้ปกครองลงโทษ จนนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตดั่งเป้าหมายในอนาคต เรียกได้ว่า การเลี้ยงลูกทั้งแบบอิสระ และแบบเข้มงวด ย่อมให้ข้อดีข้อเสียไม่แพ้กัน เพื่อเป็นทางออกที่ดีที่สุดนั้น คุณพ่อคุณแม่ รวมถึงผู้ปกครองทุกคน ควรศึกษาจากลักษณะนิสัยของเด็ก […]

โภชนาการเด็กวัยเรียน

หนึ่งในตัวการทำลายสุขภาพเด็ก ๆ ก็คือ น้ำอัดลม ซึ่งแม้จะช่วยให้เด็กรู้สึกสดชื่น คลายร้อน แต่ในระยะยาวหากดื่มเป็นประจำจนเข้าขั้น ติดน้ำอัดลม อาจเสี่ยงที่จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพของเด็ก ๆ ได้ Hello คุณหมอ มีเคล็ดลับดี ๆ เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามาถรับมือกับปัญหา ลูกติดน้ำอัดลม มาฝากค่ะ ลูกติดน้ำอัดลม อันตรายอย่างไร เด็กที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำจนเข้าขั้น ติดน้ำอัดลม ในระยะยาวอาจมีผลเสียต่อสุขภาพที่ควรระวัง ดังนี้ ติดน้ำอัดลม เสี่ยงโรคอ้วน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงอย่างน้ำอัดลม มักให้แคลอรี่สูงแต่ให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพน้อย การดื่มน้ำอัดลมบ่อย ๆ จึงเสี่ยงที่จะเกิดความไม่สมดุลของสารอาหารในร่างกาย ทั้งยังอาจทำให้ร่างกายสะสมแคลอรี่เอาไว้มากขึ้น จนอาจทำให้น้ำหนักขึ้น หรือเสี่ยงต่อโรคอ้วนตั้งแต่อายุยังน้อย ติดน้ำอัดลม เสี่ยงต่อฟันผุ น้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลที่ค่อนข้างสูง หากคุณพ่อคุณแม่ไม่คอยดูแลให้เด็ก ๆ ดื่มน้ำอัดลมในปริมาณที่เหมาะสม อาจเสี่ยงที่จะมีการสะสมน้ำตาลไว้จนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพช่องปากอย่างฟันผุได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเด็กดื่มน้ำอัดลมในมื้อเย็นแล้วไม่ค่อยแปรงฟัน ก็จะยิ่งเสี่ยงต่อฟันผุมากขึ้นไปอีก เสี่ยงต่อปัญหาในกระเพาะอาหาร นอกจากน้ำอัดลมจะให้น้ำตาลสูงแล้ว น้ำอัดลมก็ยังมีกรดจำพวก กรดคาร์บอนิก ซึ่งหากเด็ก ติดน้ำอัดลม หรือดื่มน้ำอัดลมบ่อย ๆ ก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการอักเสบในกระเพาะอาหาร เนื่องจากกรดในน้ำอัดลมทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร ทั้งยังเสี่ยงต่ออาการลำไส้อักเสบได้อีกเช่นกัน เสี่ยงต่อกระดูกพรุน น้ำอัดลมมีส่วนผสมของกรดฟอสฟอริก ซึ่งหากดื่มบ่อย ๆ อาจทำให้ร่างกายสะสมกรดฟอสฟอริกมากจนเกินไป ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้แคลเซียมในมวลกระดูกสูญสลาย ในระยะยาวอาจทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ วิธีรับมือเมื่อ ลูกติดน้ำอัดลม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของเด็ก ๆ ดังต่อไปนี้ อาจมีส่วนช่วยแก้ปัญหาเด็ก […]

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

หนึ่งในปัญหากวนใจของคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายเมื่อลูกเริ่มโตขึ้นจนรู้ความแล้ว ก็คือการแยกให้ ลูกนอนคนเดียว ในห้องส่วนตัว เพื่อหวังจะให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะทำอะไรด้วยตัวเองเป็น โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อกับแม่เสมอไป แต่แน่นอนว่าการ ฝึกลูกนอนคนเดียว นั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด หากโชคดีมีเคล็ดลับ ฝึกเพียงไม่นานเด็กก็สามารถที่จะเข้านอนเองโดยไม่ต้องมีพ่อกับแม่อยู่ด้วย แต่บางครั้งก็เล่นเอาคนเป็นพ่อเป็นแม่จนมุม กว่าจะหาวิธีดี ๆ ที่จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กยอมเข้านอนด้วยตัวเองได้ สำหรับผู้ปกครองท่านใดที่กำลังมองหาเคล็ดลับดี ๆ อยู่ล่ะก็ Hello คุณหมอ มีเทคนิคง่าย ๆ ที่อาจช่วยให้ปัญหาการฝึกลูกนอนคนเดียวไม่อยากจนเกินไป มาฝากค่ะ ฝึกลูกนอนคนเดียว ดีอย่างไร การฝึกให้เด็กรู้จักเข้านอนคนเดียวโดยไม่ต้องมีคุณพ่อคุณแม่คอยตามประกบเข้านอนด้วยนั้น เป็นผลดีต่อเด็กในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้ ฝึกการจัดการกับความรู้สึก การฝึกให้ลูกนอนคนเดียว เป็นการฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะสำหรับเด็กแล้วการอยู่คนเดียวในตอนกลางคืนหรือท่ามกลางความมืดอาจเป็นเรื่องน่ากลัวจนยากจะรับไหว หากคุณพ่อคุณแม่ยังต้องนอนกับลูกทุกครั้งอาจจะเป็นการจำกัดความสามารถในการจัดการกับความรู้สึกตัวเองของเด็ก ๆ ได้ การฝึกให้ ลูกนอนคนเดียว จะช่วยให้เด็ก ๆ สามารถรับมือกับความกลัวในตอนกลางคืน หรือรับมือกับความรู้สึกที่ต้องนอนคนเดียวได้ เข้าใจสิทธิความเป็นส่วนตัว เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะเข้านอนคนเดียวในห้องนอนของตัวเอง เด็กจะเริ่มเข้าใจว่าทุก ๆ คนต่างก็มีมุมส่วนตัวของกันและกันที่ไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย เมื่อเด็กมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการนึก คิด หรือทำอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องส่วนตัว ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้จักที่จะเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นด้วย ลูกนอนคนเดียว เสริมความมั่นใจให้เด็ก การฝึกให้เด็กได้ทำอะไรด้วยตนเอง ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับเด็ก ๆ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการนอนคนเดียว การใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง การไปโรงเรียนเอง หรือการล้างจานเอง สิ่งเหล่านี้เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความกล้าและการตัดสินใจด้วยตัวเอง […]

ช่วงวัยเรียน

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่า การสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะกับกาลเทศะ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเด็กมากกว่าที่คุณคิด เวลาจะแต่งตัวให้ลูก โดยเฉพาะหากลูกของคุณกำลังอยู่ในวัยอนุบาลหรือต้องไปเนอสเซอรี่ คุณพ่อคุณแม่ยิ่งต้องคำนึงถึงความสะดวกสบาย ความคล่องตัว ความปลอดภัย สุขภาพ และรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของลูกมากเป็นพิเศษ ว่าแต่ การแต่งตัวให้ลูก เมื่อลูกต้องไปโรงเรียนอนุบาล หรือไปเนอสเซอรี่ แบบไหนถึงจะเหมาะสม Hello คุณหมอ จะพาไปดูกันเลย การแต่งตัวให้ลูก ไป โรงเรียนอนุบาล หรือเนอสเซอรี่ หากลูกไม่ได้ใส่ชุดเครื่องแบบของ โรงเรียนอนุบาล หรือเนอสเซอรี่ เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับฤดูกาล ข้อแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงเวลาแต่งตัวให้ลูกก็คือ การเลือกเสื้อผ้าลูกให้เหมาะสมกับฤดูกาล หากเป็นฤดูร้อน ควรเลือกเสื้อผ้าที่ทำจากเนื้อผ้าสวมใส่สบาย ระบายเหงื่อได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย และอย่าลืมเตรียมหมวก และเสื้อคลุม ไว้ให้ลูกใส่กันแดดด้วย หากเป็นฤดูหนาว ควรเตรียมเสื้อกันหนาว กางเกงขายาว และรองเท้าที่ปิดทั้งเท้า หรือถ้าเป็นฤดูฝน อย่าลืมเตรียมเสื้อกันฝน รองเท้ากันฝน และร่มให้ลูกด้วย เลือกเสื้อผ้าสวมใส่สบาย และเหมาะกับกาลเทศะ เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่คับและไม่หลวมจนเกินไป จะทำให้เด็กสามารถโฟกัสกับการเรียนรู้ หรือการเล่นเพื่อเสริมทักษะได้มากขึ้น เสื้อผ้าสำหรับเด็กวัยอนุบาลควรเป็นเสื้อผ้าที่ทำความสะอาดง่าย และเด็กสามารถใส่ได้อย่างปลอดภัย ไม่ควรมีของประดับตกแต่ง เช่น ลูกปัด เลื่อม ที่อาจหลุดออกมาแล้วเด็กเผลอเอาเข้าปาก และคุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงถึงกิจกรรมในแต่ละวันที่ลูกต้องทำด้วย เช่น หากเป็นวันออกกำลังกาย ก็ควรให้ลูกใส่ชุดกางเกงที่ขยับตัวได้ง่าย […]

โภชนาการเด็กวัยเรียน

คุณพ่อคุณแม่น่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า การกินอาหารสำคัญต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของลูกรักของคุณมากแค่ไหน ร่างกายของเด็ก ๆ แอคทีฟอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งพวกเขาก็ยังอยู่ในวัยกำลังโต จึงควรได้รับพลังงานและสารอาหารต่าง ๆ อย่างพอเพียง ยิ่งหากลูกของคุณชอบทำกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าปกติ เช่น การเล่นกีฬา การออกกำลังกาย ด้วยแล้ว คุณก็ยิ่งต้องใส่ใจเรื่องโภชนาการของลูกมากขึ้นไปอีก วันนี้ Hello คุณหมอ จะมาแนะนำกันว่า ถ้า ลูกเป็นนักกีฬา หรือชอบออกกำลังกาย คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลเรื่องอาหารการกินอย่างไรถึงจะเหมาะสม เราไปดูกันเลย สารอาหารที่ควรเน้น เมื่อ ลูกเป็นนักกีฬา เด็กหรือวัยรุ่นที่เป็นนักกีฬา และชอบออกกำลังกายเป็นประจำ ควรได้รับสารอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่เหมาะสม เขาจะได้ทำกิจกรรมที่ชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โปรตีน ร่างกายต้องการโปรตีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อใหม่ และใช้ในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ลูกกินโปรตีนให้เพียงพอ โดยคุณสามารถหาโปรตีนได้จากเนื้อสัตว์ (เช่น เนื้อปลา เนื้อสัตว์ปีก เนื้อหมู เนื้อวัว) ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม ถั่วชนิดต่าง ๆ แต่คุณต้องระวังอย่าให้ลูกได้รับโปรตีนมากเกินพอดีด้วย เพราะอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ หรือการสูญเสียแคลเซียมได้ คาร์โบไฮเดรต คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานชั้นดี แม้นักกีฬาเด็กหรือวัยรุ่นจะไม่จำเป็นต้องกินคาร์โบไฮเดรตเยอะ ๆ ก่อนลงสนามเหมือนผู้ใหญ่ แต่คุณก็ควรให้เขาได้กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ผักและผลไม้นานาชนิด ให้ได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากเด็กบริโภคคาร์โบไฮเดรตน้อยเกินไป อาจทำให้เขาหมดพลังงานอย่างรวดเร็วได้ ไขมัน เด็กควรได้รับไขมันดีจากอะโวคาโด […]

โภชนาการเด็กวัยเรียน

สำหรับเด็กแล้วการได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอ จะช่วยส่งเสริมให้สุขภาพที่ดีของพวกเขา เด็กส่วนใหญ่ได้รับสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอจากอาหารที่สมดุล แต่บางครั้ง พวกเขาก็อาจจะต้องการ อาหารเสริมสำหรับเด็ก ความจริงแล้ว ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สำหรับเด็กที่ช่วยเสริมวิตามินหรือแร่ธาตุนั้น สำคัญต่อลูกน้อยมากเพียงไหน ทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝาก เมื่อไหร่ที่ควรให้ลูกน้อยควรได้รับ อาหารเสริมสำหรับเด็ก เนื่องจากบางครั้ง ผู้ปกครองมีเวลาจำกัดในการทำอาหาร นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่กุมารแพทย์อาจจะแนะนำ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สำหรับเด็ก ให้กับเด็ก ๆ ที่ไม่ได้กินอาหารที่สมดุลเป็นประจำ เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุที่ครบถ้วน นอกจากนั้น เด็กที่มีอาการป่วยเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด ปัญหาทางเดินอาหาร แล้วกำลังกินยาเพื่อรักษาอาหารเหล่านี้ ก็อาจจะต้องได้รับ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สำหรับเด็กเช่นกัน แต่ทั้งนี้ ผู้ปกครองควรต้องพูดคุยกับแพทย์ให้แน่ใจเสียก่อนว่า พวกเขาสามารถรับประทาน ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ไปพร้อม ๆ กับยาที่รักษาอาการป่วยเรื้อรังได้หรือไม่ เด็กๆ ที่ต้องกินอาหารจานด่วน อาหารสะดวกซื้อ อาหารแปรรูป ก็ควรจะต้องได้รับ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สำหรับเด็กเช่นกัน สำหรับเด็กที่กินอาหารมังสวิรัติ พวกเขาอาจจะต้องการอาหารเสริมธาตุเหล็ก ส่วนเด็กที่กินอาหารที่ปราศจากส่วนผสมของนมวัว อาจจะต้องการอาหารเสริมแคลเซียม สำหรับเด็กที่ชอบดื่มโซดาคาร์บอเนต (Carbonated Soda) หรือน้ำอัดลมจำนวนมาก พวกเขาก็ต้องการ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เช่นกัน เพราะ […]

ผู้เชี่ยวชาญด้าน เด็กวัยเรียน ของเรา

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม see-more-icon
expert-avatarbadge
อาจารย์วรัญญา เตชะสุขถาวร

คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

x