home

เด็กวัยเรียน

เด็กวัยเรียน (7-15 ปี) เป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญมาก เพราะเด็กจะต้องเริ่มใช้ชีวิตในสังคมใหม่ นั่นก็คือ สังคมโรงเรียน แถมการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ก็อาจทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างไรดี แต่เรามีคำตอบมาให้แล้ว

เรื่องเด่นประจำหมวด

เด็กวัยเรียน

แน่นอนว่าแคลเซียมมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่คุณรู้หรือไม่ว่า แคลเซียมสำหรับเด็กวัยเรียน มีความสำคัญอย่างไรและควรได้รับในปริมาณมากน้อยแค่ไหน ซึ่งแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่พบได้ในอาหารบางชนิด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นมที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ลองมาอ่านบทความนี้เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจและเพิ่มเติมแหล่ง แคลเซียมเพื่อเด็กวัยเรียน ที่เหมาะสมให้กับลูกรักของคุณกันค่ะ แคลเซียมสำหรับเด็กวัยเรียน สำคัญอย่างไร วัยเด็กเป็นวัยที่ต้องการแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง นอกจากนั้นแคลเซียมยังมีความสำคัญต่อระบบการทำงานของร่างกายในส่วนอื่น ๆ เช่น การทำงานของกล้ามเนื้อ ฮอร์โมน การเต้นของหัวใจ ซึ่งแน่นอนว่าแคลเซียมมีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย และกระดูกเป็นส่วนที่สะสมแคลเซียมไว้มาก หากไม่มีการสะสมเพิ่มเติมแคลเซียมในกระดูกจะถูกดึงออกเพื่อใปใช้ในส่วนอื่น ๆ และเมื่อเวลาผ่านไปกระดูกจะอ่อนแอลงและเปราะบาง ซึ่งอาจส่งผลต่อโรคกระดูกพรุนในอนาคตได้ ปริมาณแคลเซียมที่เด็กวัยเรียนควรได้รับ       ในแต่ละช่วงวัยควรได้รับปริมาณแคลเซียมที่เหมาะสมไม่เท่ากัน ซึ่งในเด็กวัยเรียนควรได้รับปริมาณแคลเซียม ดังนี้ เด็กอายุ 1-3 ปี ควรได้รับแคลเซียม 700 มิลลิกรัม/วัน ประมาณ 2-3 มื้อ เด็กอายุ 4-8 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม/วัน ประมาณ 2-3 มื้อ เด็กและวัยรุ่นอายุ 9-18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,300 มิลลิกรัม/วัน ประมาณ 4 มื้อ อาหารที่อุดมไปด้วย แคลเซียมสำหรับเด็กวัยเรียน อาหารดังต่อไปนี้เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมที่เหมาะสำหรับเด็กวัยเรียน […]

หัวข้อ เด็กวัยเรียน เพิ่มเติม

ช่วงวัยเรียน

พัฒนาการด้าน การเข้าสังคมของเด็กวัยเรียน เป็นกระบวนการที่เด็กเรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น พัฒนาทักษะการสื่อสารกับผู้อื่น และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ อีกทั้งยังสามารถจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ Hello คุณหมอ ได้นำข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับการเข้าสังคมของ เด็กวัยเรียน มาฝากทุกคนแล้วในบทความนี้ค่ะ สาเหตุที่ทำให้เด็กวัยเรียนปฏิเสธการเข้าสังคม เด็กวัยเรียน บางคนอาจจะปฏิเสธการเข้าสังคมหรือปฏิเสธการไปโรงเรียน ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุดังต่อไปนี้ ความรู้สึกไม่ดี ลูกของคุณอาจกำลังพยายามหลีกเลี่ยงบางสิ่งที่โรงเรียนเหรือเพื่อนทำให้เกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือรู้สึกลำบากใจ เช่น การแกล้งกัน การถูกทำร้าย หลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เด็กอาจมีปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ปัญหาการสร้างมิตรภาพกับเพื่อน หรือเด็กอาจไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเมื่อเจอกับเหตุการณ์นั้น มีความสนใจนอกโรงเรียน เด็กอาจสนใจทำกิจกรรม เล่นเกม ดูทีวีอยู่ที่บ้านมากกว่าการมาโรงเรียน ติดพ่อแม่ เด็กอาจติดพ่อแม่ ไม่ชอบที่จะแยกจากพ่อแม่จึงทำให้เกิดการปฏิเสธสังคมขึ้น การเข้าสังคมของเด็กวัยเรียน ส่งผลต่อเด็กอย่างไร ประสบการณ์การใช้ชีวิตประจำวันกับผู้ปกครองเป็นสิ่งพื้นฐานในการพัฒนาการเข้าสังคมของวัยเรียน พ่อแม่ที่เปิดโอกาสให้ลูกได้พัฒนาความสัมพันธ์ พูดคุย โต้ตอบกัน เป็นแบบอย่างที่ลูกของคุณสามารถจดจำ และนำไปใช้โต้ตอบกับคนรอบข้างได้ เด็กที่อายุ 5 ปีขึ้นไป จะเริ่มมีพัฒนาการทางสังคม เด็กวัยเรียน ส่วนใหญ่จะใช้เวลาทั้งวันไปกับการพูดคุย เล่น กับเด็กคนอื่น ๆ ดังนี้ สร้างมิตรภาพ พยายามทำให้เพื่อนพอใจ หรือพยายามทำตามเพื่อน เรียนรู้การสร้างสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น ๆ รับรู้ถึงการถูกรังแก กลัวการรังแก […]

ช่วงวัยเรียน

เด็กมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว ทั้งทางร่างกายและสมอง การเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยเรียน จึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองควรให้ความใส่ใจ เพื่อช่วยให้เด็กวัยเรียนมีการพัฒนาทางสมองมากยิ่งขึ้นและส่งผลไปถึงพัฒนาการทางร่างกายอีกด้วย แล้วการเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยเรียนจะมีอะไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย การเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยเรียน มีอะไรบ้าง? การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของ เด็กวัยเรียน เด็กวัยเรียน ในช่วงอายุตั้งแต่ 5-12 ปี มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหลายส่วน ดังนี้ เด็กวัยเรียน จะมีพัฒนาทางความสูงของร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กในวัยเรียนจะเติบโตอย่างรวดเร็วจึงมีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นด้วย เด็กวัยเรียนจะมีการพัฒนาด้านความสมดุลของร่างกาย ทั้งการเคลื่อนไหว และการทรงตัว มวลกล้ามเนื้อจะเริ่มเปลี่ยนแปลง และมีความแข็งแรงมากขึ้น เด็กเริ่มพัฒนาลักษณะทางเพศมากขึ้น เช่น เด็กผู้หญิงเริ่มมีพัฒนาการของเต้านม มีขนตามร่างกาย ส่วนเด็กผู้ชาย อาจเริ่มมีขนตามร่างกาย การเจริญเติบโตของอัณฑะและองคชาต ตัวอย่างพัฒนาการทางกายภาพแต่ละช่วงอายุ 5 ขวบ การทรงตัวดีขึ้น ยืนบนเท้าข้างเดียวได้นาน 10 วิ กระโดดข้ามสิ่งของได้ ตีลังกา ใช้ช้อนส้อมได้ ใช้ห้องน้ำได้เอง 6-8 ขวบ กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น มีความสมดุลและความอดทนของร่างกายมากขึ้น ลักษณะทางกายภาพเริ่มพัฒนามากขึ้น 9-12 ขวบ ลักษณะทางกายภาพพัฒนาขึ้น มีพัฒนาทางกายภาพเพิ่มขึ้น เช่น หน้าอกใหญ่ขึ้น มีขนตามร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของเด็กผู้ชาย เด็กวัยเรียน จะมีการพัฒนาของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของอวัยวะสืบพันธ์ […]

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

เด็ก ๆ ที่เข้าสู่ช่วงวัยประถมส่วนใหญ่มักอยู่ในช่วงอายุ 6-12 ปี ด้วยกัน พร้อมมีการเจริญเติบโตขึ้นตามแต่ละช่วงวัย รวมไปถึงการอบรม เอาใจใส่ และการดูแลของคุณพ่อคุณแม่ร่วมด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่คะว่า ในช่วงอายุลูกรักดังกล่าว จะส่งผลให้พวกเขามีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นในด้านใดบ้าง ถ้าหากยังไม่ทราบละก็ วันนี้บทความของ Hello คุณหมอ จึงขอนำความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ถึง พัฒนาการเด็กวัยประถม และเคล็ดลับการดูแลให้เหมาะกับช่วงวัย มาฝากผู้ปกครองทุกคนกันค่ะ รูปแบบการเรียนรู้ของ เด็กวัยประถม แต่ละช่วงอายุ และอุปนิสัยเด็ก ๆ แต่ละบุคคลนั้น ย่อมมีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป บางคนอาจมีความต้องการอยากจะเรียนรู้ทางด้านวิชาการ ในขณะที่เด็กบางคนอาจอยากเรียนรู้ทางด้านกิจกรรม แต่ส่วนใหญ่โดยรวมแล้วเด็กในช่วงวัยประถมมักอยากเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ที่เข้ามาเสมอ พวกเขาจะกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น ชอบสำรวจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการพบเจอสังคมใหม่ในโรงเรียน วิชาเรียน กิจกรรมต่าง ๆ ที่ทางคุณครูผู้สอนได้มอบหมายให้ ซึ่งมักจะทำให้เด็กคัดกรองในสิ่งที่ตนเองชอบได้ว่า ตัวพวกเขานั้นถนัดอะไร ชอบทำอะไร และสิ่งใดที่ไม่ค่อยถนัด ดังนั้นรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กในช่วงวัยนี้ผู้ปกครองทุกคนควรสนับสนุนหากเป็นไปในทางที่ดี และควรตักเตือนหากลูกรักมีพฤติกรรมที่ไม่สมควร แต่ไม่ถึงกับต้องบังคับตลอดเวลา เนื่องจากเด็กวัยประถมต้องการอิสระในภายใต้การขอความคิดเห็นจากผู้ปกครองร่วม เพื่อทำให้เขาตัดสินใจลงมือทำ และเพลิดเพลินกับสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบได้อย่างสนุกขึ้น พัฒนาการเด็กวัยประถม แต่ละช่วงอายุ อย่างที่ทราบกันดีว่า เด็กวัยประถม ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 6-12 ปี […]

โภชนาการเด็กวัยเรียน

หากไม่อยากให้ลูกรักมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง เจ็บป่วยง่าย การให้ลูกลดปริมาณขนม หรือปรับเปลี่ยนจากขนมที่ส่งผลเสียเป็น ขนมเพื่อสุขภาพ อาจเป็นอีกทางออกที่ดี และช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายให้กลับคืนมาได้ แต่จะมีขนมประเภทใดบ้างนั้นที่คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกให้ลูกรักรับประทาน วันนี้ Hello คุณหมอ นำมาฝากเอาไว้ในบทความให้แล้วค่ะ เด็กกินขนมมากไป ส่งผลเสียได้อย่างไร เนื่องจากขนมทั่วไปที่เด็ก ๆ รับประทานอาจประกอบด้วยโซเดียม และน้ำตาล หากลูกรักได้รับประทานเข้าไปในปริมาณมาก ก็อาจส่งผลให้ร่างกายของพวกเขานั้นมีการสะสมสารอาหารที่ไม่ดีอยู่ภายใน จนก่อให้เกิดโรคอ้วนตั้งแต่ยังเยาว์วัย โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ระดับคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในตับ และเกิดปัญหาด้านสุขภาพช่องปาก อีกทั้งยังทำให้ระบบการย่อยอาหารผิดปกติส่งผลให้เป็นโรคลำไส้แปรปรวน ท้องอืด ท้องร่วง ได้อีกด้วย ที่สำคัญไม่ใช่เพียงแต่ในขนมเท่านั้นที่จะสร้างความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ให้แก่เด็กได้ แต่อาหารให้แต่ละมื้อที่คุณมีการปรุงให้ลูกรับประทานก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลในเชิงลบได้ด้วยเช่นกัน หากใส่เกลือ หรือน้ำตาลท่ากเกินไป ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจึงควรจำกัดปริมาณให้แต่พอดี โดยควรจำกัดน้ำตาลไว้ที่ 25 กรัมสำหรับเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป ส่วนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี ควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำตาลอย่างสิ้นเชิง ส่วนโซเดียมแบ่งแยกตามอายุได้ ดังนี้ เด็กที่มีอายุ 1-3 ปี ควรบริโภคน้อยกว่า 1,500 มิลลิกรัม เด็กที่มีอายุ 4-8 ปี ควรบริโภคน้อยกว่า 1,900 […]

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

พยายามหลอกล่อก็แล้ว เล่นด้วยก็แล้ว เล่านิทานไปก็ไม่รู้ตั้งกี่เรื่อง ร้องเพลงกล่อมไปก็ตั้งหลายเพลง แต่เจ้าตัวเล็กก็ยังตาแป๋ว ไม่ยอมที่จะ เข้านอน สักที หากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่และมือฉมังกำลังพบกับปัญหานี้อยู่ล่ะก็ Hello คุณหมอ มีวิธีดี ๆ ช่วย ฝึกลูกนอนเร็ว มาฝากค่ะ ประโยชน์ของการ ฝึกลูกนอนเร็ว การฝึกให้ลูก เข้านอน แต่หัววัน ถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่ส่งผลดีต่อเด็กในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้ การเข้านอนแต่หัววัน จะทำให้เด็กได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ลดปัญหานอนไม่พอ หรืออ่อนเพลียเนื่องจากนอนไม่พอ มีส่วนช่วยให้พัฒนาการด้านความจำและสุขภาพจิตดีขึ้น อันเป็นผลมาจากการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง การพาลูกเข้านอนแต่หัววันจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาความดันโลหิตได้ การพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาโรคอ้วน การพาลูก เข้านอน แต่หัววัน จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคอ้วนในเด็กได้ การพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด ซึมเศร้า การพาลูกเข้านอนแต่หัววันจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าได้ วิธีฝึกลูกนอนเร็ว ทำได้อย่างไรบ้าง สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือฉมังที่เลี้ยงลูกมาจนช่ำชองแล้ว ก็พอจะมีเคล็ดลับดี ๆ ในการพาเจ้าตัวเล็ก เข้านอน แต่หัววันอยู่บ้าง แม้บางครั้งปัญหานี้อาจรับมือได้ยากอยู่สักหน่อย แต่คุณก็สามารถรับมือได้เป็นอย่างดีเพราะมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว แต่สำหรับพ่อแม่มือใหม่ การพาเจ้าตัวเล็กเข้านอนแต่ละครั้งอาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย โดยเฉพาะถ้าเจ้าตัวเล็กไม่ยอมนอนสักที ก็น่าจะทำเอาเหนื่อยอยู่ไม่น้อย หากกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่ล่ะก็ ลองใช้วิธีดังต่อไปนี้ กำหนดเวลาเข้านอนให้ชัดเจน เพื่อให้เด็ก ๆ […]

ช่วงวัยเรียน

การตีลูก เพื่อให้เชื่อฟัง บางครั้งอาจไม่ได้เป็นเทคนิคที่เหมาะสมเสมอไป เพราะยังมีหนทางอื่น ๆ อีกมากมายในการอบรมสั่งสอนอย่างสร้างสรรค์ ที่จะช่วยให้ลูกรักรู้จักเหตุผล และพร้อมรับฟัง หรือเต็มใจพิจารณาสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อสารกับพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ว่าแต่การตีลูกส่งผลอย่างไรกับเด็กบ้าง แล้วคุณพ่อคุณแม่จะมีเทคนิคในการเลี้ยงลูกอย่างไรให้เหมาะสมกว่า หาคำตอบได้ในบทความที่ Hello คุณหมอ นำมาฝากทุกครอบครัวกันได้เลยค่ะ ทำไม การตีลูก บ่อย ๆ ถึงไม่ดี ถึงแม้ในประเทศไทยของเรา จะใช้การตีลูก เป็นหนึ่งในวิธีอบรมสั่งสอน หรือเอาไว้ทำโทษกันมาอย่างยาวนาน แต่วิธีนี้ก็อาจจะไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะยังมีวิธีอื่น ๆ อีกมากมายที่คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ในการอบรมสั่งสอนลูกได้ เช่น การแสดงสีหน้า น้ำเสียงที่ดุอย่างชัดเจน งดให้ทำกิจกรรมที่ชอบสักระยะจนกว่าพวกเขาจะรู้สึกผิด ที่สำคัญ หากคุณใช้วิธีการตีลูกอย่างเดียวอยู่บ่อยครั้ง อาจส่งผลเสียต่อเด็ก ๆ นั่นคือ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงลบได้ในอนาคต เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่มีความสุขดังเดิม สภาพจิตใจของเด็กเปลี่ยนแปลงไป หรือมีการจดจำเพียงแต่ความเจ็บปวดจากการถูกตีมากกว่าการจดจำความทรงจำดี ๆ ทำให้เด็กก้าวร้าวมากขึ้น เด็ก ๆ อาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเป็นประจำ เป็นการเพิ่มความรุนแรงในครอบครัว เพราะบางครั้งเด็กอาจมีการโต้ตอบที่รุนแรงกลับ เช่น การตะโกน ส่งเสียงดัง ทำร้ายพ่อแม่กลับ หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูกรัก ก็สามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์เพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ดี เรามีคำแนะนำหรือเคล็ดลับในการเลี้ยงลูกมาฝาก คุณจะได้นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมอุปนิสัยและพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน จะได้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความรุนแรงหรือผลเสียข้างต้น เคล็ดลับสำหรับ การเลี้ยงลูก อย่างที่ทราบว่า […]

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

เนื่องจากการเป็นพ่อแม่คนนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด บางครั้งเมื่อลูกทำผิดก็อาจจะต้องมีการอบรบสั่งสอน และเข้มงวดให้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันเชื่อว่าคุณก็อยากให้ลูกรักย่อมมีการเรียนรู้ความผิดพลาดด้วยตนเองจนปล่อยปะละเลย วันนี้ Hello คุณหมอ จึงขอนำข้อแตกต่างระหว่าง การเลี้ยงลูกแบบอิสระ และการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวด มาฝากให้ทุกครอบครัวได้นำไปพิจารณา เพื่อปรับการเลี้ยงลูกรักให้เหมาะสมไปพร้อม ๆ กันค่ะ ข้อแตกต่าง การเลี้ยงลูกแบบอิสระ และแบบเข้มงวด แน่นอนว่าการเลี้ยงดูลูกทั้ง 2 รูปแบบนี้ย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการเลี้ยงลูกแบบอิสระเป็นการปล่อยให้ลูกรักตัดสินใจใช้ชีวิตด้วยตนเอง โดยไม่มีข้อบังคับ หรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่ทางผู้ปกครองตั้งไว้ ส่งผลให้เด็ก ๆ มีความมั่นใจ สุขภาพจิตดีขึ้น และกล้าจะเข้าสังคมใหม่ ๆ ในอนาคตที่ต้องพบเจอ แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้เด็ก ๆ ไร้วินัย ถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดีได้ง่าย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ที่เหล่าบรรดาวัยรุ่นนิยม เป็นต้น ส่วนการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวด ถึงแม้จะถูกผู้คนมองว่าเป็นการเลี้ยงลูกที่ไม่สมควรมากนัก เนื่องจากเป็นการเลี้ยงแบบไม่รับฟังความคิดเห็นของเด็กเสียเท่าไหร่ อีกทั้งยังมีกฏเกณฑ์มากเกินไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจพวกเขาในเชิงลบได้ แต่ทว่า เมื่อเด็ก ๆ ถูกเข้มงวดมากขึ้นบางครั้งก็อาจทำให้เกิดระเบียบมีวินัย ไม่กล้าจะประพฤติผิด เพราะเกรงกลัวว่าจะถูกผู้ปกครองลงโทษ จนนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตดั่งเป้าหมายในอนาคต เรียกได้ว่า การเลี้ยงลูกทั้งแบบอิสระ และแบบเข้มงวด ย่อมให้ข้อดีข้อเสียไม่แพ้กัน เพื่อเป็นทางออกที่ดีที่สุดนั้น คุณพ่อคุณแม่ รวมถึงผู้ปกครองทุกคน ควรศึกษาจากลักษณะนิสัยของเด็ก […]

โภชนาการเด็กวัยเรียน

หนึ่งในตัวการทำลายสุขภาพเด็ก ๆ ก็คือ น้ำอัดลม ซึ่งแม้จะช่วยให้เด็กรู้สึกสดชื่น คลายร้อน แต่ในระยะยาวหากดื่มเป็นประจำจนเข้าขั้น ติดน้ำอัดลม อาจเสี่ยงที่จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพของเด็ก ๆ ได้ Hello คุณหมอ มีเคล็ดลับดี ๆ เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามาถรับมือกับปัญหา ลูกติดน้ำอัดลม มาฝากค่ะ ลูกติดน้ำอัดลม อันตรายอย่างไร เด็กที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำจนเข้าขั้น ติดน้ำอัดลม ในระยะยาวอาจมีผลเสียต่อสุขภาพที่ควรระวัง ดังนี้ ติดน้ำอัดลม เสี่ยงโรคอ้วน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงอย่างน้ำอัดลม มักให้แคลอรี่สูงแต่ให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพน้อย การดื่มน้ำอัดลมบ่อย ๆ จึงเสี่ยงที่จะเกิดความไม่สมดุลของสารอาหารในร่างกาย ทั้งยังอาจทำให้ร่างกายสะสมแคลอรี่เอาไว้มากขึ้น จนอาจทำให้น้ำหนักขึ้น หรือเสี่ยงต่อโรคอ้วนตั้งแต่อายุยังน้อย ติดน้ำอัดลม เสี่ยงต่อฟันผุ น้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลที่ค่อนข้างสูง หากคุณพ่อคุณแม่ไม่คอยดูแลให้เด็ก ๆ ดื่มน้ำอัดลมในปริมาณที่เหมาะสม อาจเสี่ยงที่จะมีการสะสมน้ำตาลไว้จนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพช่องปากอย่างฟันผุได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเด็กดื่มน้ำอัดลมในมื้อเย็นแล้วไม่ค่อยแปรงฟัน ก็จะยิ่งเสี่ยงต่อฟันผุมากขึ้นไปอีก เสี่ยงต่อปัญหาในกระเพาะอาหาร นอกจากน้ำอัดลมจะให้น้ำตาลสูงแล้ว น้ำอัดลมก็ยังมีกรดจำพวก กรดคาร์บอนิก ซึ่งหากเด็ก ติดน้ำอัดลม หรือดื่มน้ำอัดลมบ่อย ๆ ก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการอักเสบในกระเพาะอาหาร เนื่องจากกรดในน้ำอัดลมทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร ทั้งยังเสี่ยงต่ออาการลำไส้อักเสบได้อีกเช่นกัน เสี่ยงต่อกระดูกพรุน น้ำอัดลมมีส่วนผสมของกรดฟอสฟอริก ซึ่งหากดื่มบ่อย ๆ อาจทำให้ร่างกายสะสมกรดฟอสฟอริกมากจนเกินไป ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้แคลเซียมในมวลกระดูกสูญสลาย ในระยะยาวอาจทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ วิธีรับมือเมื่อ ลูกติดน้ำอัดลม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของเด็ก ๆ ดังต่อไปนี้ อาจมีส่วนช่วยแก้ปัญหาเด็ก […]

การเติบโตและพัฒนาการในวัยเรียน

หนึ่งในปัญหากวนใจของคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายเมื่อลูกเริ่มโตขึ้นจนรู้ความแล้ว ก็คือการแยกให้ ลูกนอนคนเดียว ในห้องส่วนตัว เพื่อหวังจะให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะทำอะไรด้วยตัวเองเป็น โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อกับแม่เสมอไป แต่แน่นอนว่าการ ฝึกลูกนอนคนเดียว นั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด หากโชคดีมีเคล็ดลับ ฝึกเพียงไม่นานเด็กก็สามารถที่จะเข้านอนเองโดยไม่ต้องมีพ่อกับแม่อยู่ด้วย แต่บางครั้งก็เล่นเอาคนเป็นพ่อเป็นแม่จนมุม กว่าจะหาวิธีดี ๆ ที่จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กยอมเข้านอนด้วยตัวเองได้ สำหรับผู้ปกครองท่านใดที่กำลังมองหาเคล็ดลับดี ๆ อยู่ล่ะก็ Hello คุณหมอ มีเทคนิคง่าย ๆ ที่อาจช่วยให้ปัญหาการฝึกลูกนอนคนเดียวไม่อยากจนเกินไป มาฝากค่ะ ฝึกลูกนอนคนเดียว ดีอย่างไร การฝึกให้เด็กรู้จักเข้านอนคนเดียวโดยไม่ต้องมีคุณพ่อคุณแม่คอยตามประกบเข้านอนด้วยนั้น เป็นผลดีต่อเด็กในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้ ฝึกการจัดการกับความรู้สึก การฝึกให้ลูกนอนคนเดียว เป็นการฝึกให้เด็กเรียนรู้ที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะสำหรับเด็กแล้วการอยู่คนเดียวในตอนกลางคืนหรือท่ามกลางความมืดอาจเป็นเรื่องน่ากลัวจนยากจะรับไหว หากคุณพ่อคุณแม่ยังต้องนอนกับลูกทุกครั้งอาจจะเป็นการจำกัดความสามารถในการจัดการกับความรู้สึกตัวเองของเด็ก ๆ ได้ การฝึกให้ ลูกนอนคนเดียว จะช่วยให้เด็ก ๆ สามารถรับมือกับความกลัวในตอนกลางคืน หรือรับมือกับความรู้สึกที่ต้องนอนคนเดียวได้ เข้าใจสิทธิความเป็นส่วนตัว เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะเข้านอนคนเดียวในห้องนอนของตัวเอง เด็กจะเริ่มเข้าใจว่าทุก ๆ คนต่างก็มีมุมส่วนตัวของกันและกันที่ไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย เมื่อเด็กมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการนึก คิด หรือทำอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องส่วนตัว ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้จักที่จะเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นด้วย ลูกนอนคนเดียว เสริมความมั่นใจให้เด็ก การฝึกให้เด็กได้ทำอะไรด้วยตนเอง ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับเด็ก ๆ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการนอนคนเดียว การใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง การไปโรงเรียนเอง หรือการล้างจานเอง สิ่งเหล่านี้เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความกล้าและการตัดสินใจด้วยตัวเอง […]

ช่วงวัยเรียน

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่า การสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะกับกาลเทศะ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเด็กมากกว่าที่คุณคิด เวลาจะแต่งตัวให้ลูก โดยเฉพาะหากลูกของคุณกำลังอยู่ในวัยอนุบาลหรือต้องไปเนอสเซอรี่ คุณพ่อคุณแม่ยิ่งต้องคำนึงถึงความสะดวกสบาย ความคล่องตัว ความปลอดภัย สุขภาพ และรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของลูกมากเป็นพิเศษ ว่าแต่ การแต่งตัวให้ลูก เมื่อลูกต้องไปโรงเรียนอนุบาล หรือไปเนอสเซอรี่ แบบไหนถึงจะเหมาะสม Hello คุณหมอ จะพาไปดูกันเลย การแต่งตัวให้ลูก ไป โรงเรียนอนุบาล หรือเนอสเซอรี่ หากลูกไม่ได้ใส่ชุดเครื่องแบบของ โรงเรียนอนุบาล หรือเนอสเซอรี่ เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับฤดูกาล ข้อแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงเวลาแต่งตัวให้ลูกก็คือ การเลือกเสื้อผ้าลูกให้เหมาะสมกับฤดูกาล หากเป็นฤดูร้อน ควรเลือกเสื้อผ้าที่ทำจากเนื้อผ้าสวมใส่สบาย ระบายเหงื่อได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย และอย่าลืมเตรียมหมวก และเสื้อคลุม ไว้ให้ลูกใส่กันแดดด้วย หากเป็นฤดูหนาว ควรเตรียมเสื้อกันหนาว กางเกงขายาว และรองเท้าที่ปิดทั้งเท้า หรือถ้าเป็นฤดูฝน อย่าลืมเตรียมเสื้อกันฝน รองเท้ากันฝน และร่มให้ลูกด้วย เลือกเสื้อผ้าสวมใส่สบาย และเหมาะกับกาลเทศะ เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่คับและไม่หลวมจนเกินไป จะทำให้เด็กสามารถโฟกัสกับการเรียนรู้ หรือการเล่นเพื่อเสริมทักษะได้มากขึ้น เสื้อผ้าสำหรับเด็กวัยอนุบาลควรเป็นเสื้อผ้าที่ทำความสะอาดง่าย และเด็กสามารถใส่ได้อย่างปลอดภัย ไม่ควรมีของประดับตกแต่ง เช่น ลูกปัด เลื่อม ที่อาจหลุดออกมาแล้วเด็กเผลอเอาเข้าปาก และคุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงถึงกิจกรรมในแต่ละวันที่ลูกต้องทำด้วย เช่น หากเป็นวันออกกำลังกาย ก็ควรให้ลูกใส่ชุดกางเกงที่ขยับตัวได้ง่าย […]