พ่อแม่เลี้ยงลูก

ในทุกช่วงชีวิตของลูกน้อย เหล่าคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องรู้วิธีดูแลและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมของลูกน้อย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของลูกน้อยดีขึ้น เพราะฉะนั้นใน พ่อแม่เลี้ยงลูก คุณจะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงเคล็ดลับในการดูแลลูกให้แข็งแรง มีความสุข และสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

เรื่องเด่นประจำหมวด

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ทารกสะอึกแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวัง

เรื่องใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่คงจะหนีไม่พ้นการดูแลลูกน้อยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย แน่นอนว่าการใส่ใจในทุกรายละเอียดของชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่คงจะรู้จักลูกน้อยของตนเองดีกว่าใคร ยิ่งถ้าหากวันไหนลูกเกิดมีอาการผิดสังเกตไปจากปกติ คุณพ่อคุณแม่คงหวั่นใจไม่น้อย หนึ่งในอาการที่มักพบได้บ่อยในเด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 12 เดือน คืออาการ “สะอึก”1 คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่าอาการสะอึกของลูกปกติดีหรือไม่? ลูกไม่สบายตรงไหนรึเปล่า? Hello คุณหมอได้รวบรวมคำตอบ พร้อมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาการสะอึกของทารก เอาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่ลูกสะอึกก็พร้อมรับมือด้วยความมั่นใจได้อย่างแน่นอน ลูกสะอึกแต่ละที สะเทือนไปทั้งตัว แม้ว่าอาการสะอึกจะเกิดขึ้นกับคนได้ทุกวัย ถ้าแก้ไขถูกวิธีแค่ไม่นานก็หาย ดูแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เมื่อเด็กทารกสะอึก กลับดูสะเทือนไปทั้งตัว จนคุณพ่อคุณแม่อดห่วงไม่ได้ว่าลูกจะเจ็บตรงไหนหรือรู้สึกไม่สบายหรือเปล่า ที่จริงแล้วอาการสะอึกไม่ได้รบกวนลูกน้อยแต่อย่างใด ทารกที่สะอึกสามารถกินและนอนได้ตามปกติ หากอาการสะอึกนั้นเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ เพียง 5-10 นาที2 สาเหตุที่ทารกสะอึกคืออะไร ทารกสะอึกไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด โดยอาการนี้มักเกิดขึ้นหลังจากที่ทารกอิ่มนมแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าเพราะดื่มเยอะ ดื่มเร็ว หรือกลืนอากาศเข้าไปด้วย สาเหตุเป็นเพราะนมที่ดื่มเข้าไปทำให้กระเพาะอาหารขยายตัว จนเกิดแรงดันส่งไปยังกล้ามเนื้อกะบังลม พอหายใจออก กล้ามเนื้อกะบังลมก็จะหดตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงสะอึกออกมา³ อาการสะอึกของเด็กทารก มักพบได้บ่อยในช่วง 3 เดือนแรก พออายุเข้า 4-5 เดือน อาการสะอึกก็จะค่อยๆ ลดลง หายไปเอง นอกเหนือจากสาเหตุข้างต้นแล้ว เหตุผลที่เด็กทารกสะอึกก็อาจมาจากอาการท้องอืด เพราะระบบย่อยอาหารยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรืออาจเป็นผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิดก็ได้เช่นกัน3 ทารกสะอึกแบบไหนถึงเรียกว่าอันตราย     อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ว่าทารกสะอึกจะเกิดขึ้นเพียง 5-10 นาที จากนั้นจะค่อยๆ […]

หมวดหมู่ พ่อแม่เลี้ยงลูก เพิ่มเติม

สำรวจ พ่อแม่เลี้ยงลูก

พ่อแม่เลี้ยงลูก

Grooming คือ การเข้าหาเด็กเพื่อละเมิดทางเพศ ภัยต่อเด็กที่ควรรู้เท่าทัน

การกรูมมิ่ง หรือ Grooming คือ พฤติกรรมการเข้าหาเด็กเพื่อละเมิดทางเพศ โดยผู้ที่มีพฤติกรรมนี้จะเข้ามาตีสนิทกับเด็กหรือครอบครัวของเด็กเพื่อให้เกิดความไว้วางใจและตายใจ เมื่อคุ้นเคยกันดีแล้ว บุคคลนั้นอาจเริ่มชักจูงหรือข่มขู่ให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเพศโดยที่เด็กไม่ทราบว่าตัวเองกำลังถูกควบคุมหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศอยู่ การเรียนรู้ว่า Grooming คืออะไร และมีลำดับขั้นตอนอย่างไร อาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองรู้เท่าทันและสอนเด็กให้ระมัดระวังตัว สามารถสังเกต และออกห่างจากบุคคลที่มีพฤติกรรมในลักษณะนี้ได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] Grooming คือ อะไร การกรูมมิ่ง หรือ Grooming คือ พฤติกรรมการเข้าหาเด็กเพื่อละเมิดทางเพศ ด้วยการพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่น่าไว้วางใจกับตัวเด็กหรือครอบครัวของเด็ก ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวัน หลายเดือน หรือใช้เวลาเป็นปี เมื่อเด็กและครอบครัวและเด็กรู้สึกสนิทใจและเชื่อว่าว่าบุคคลนั้น ๆ ไม่มีจุดประสงค์อื่นใดแอบแฝง ก็อาจทำให้บุคคลนั้นสามารถใช้เวลาร่วมกับเด็กได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเด็กรู้สึกคุ้นเคย ผูกพัน และไม่ทันระวังตัว ก็อาจโดนฉวยโอกาสล่วงละเมิดทางเพศเมื่ออยู่ตามลำพัง หรือในขณะที่เด็กหรือครอบครัวไม่ทันสังเกต การ Grooming เกิดขึ้นได้อย่างไร การ Grooming เป็นพฤติกรรมที่หวังได้รับความรู้สึกจากเด็กตอบแทนและหวังล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual abuse) เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยผู้กระทำสามารถเป็นเพศใดก็ได้ และเด็กทั้งผู้หญิงและผู้ชายล้วนมีความเสี่ยงถูก Grooming ได้ไม่ต่างกัน ผู้กระทำอาจเป็นบุคคลใกล้ชิด เช่น ญาติสนิทของเด็ก หรืออาจเป็นคนแปลกหน้าที่เข้ามาตีสนิทกับเด็กโดยที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองไม่ทราบ บางครั้งผู้กระทำการ Grooming อาจเข้ามาตีสนิทกับสมาชิกในครอบครัวของเด็กอย่างโจ่งแจ้งเพื่อให้ตัวเองสามารถเข้าหาและเรียกร้องเรื่องทางเพศกับเด็กในภายหลังได้สะดวกที่สุด โดยไม่มีใครสังเกตหรือสงสัย นอกจากนี้ ยังมีการ […]


เด็กทารก

Jaundice คือ ภาวะตัวเหลือง สาเหตุ อาการ วิธีรักษา

Jaundice คือ ภาวะตัวเหลือง หรือที่เรียกว่า ดีซ่าน พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด ทารกแรกเกิดที่มีภาวะตัวเหลืองจะมีสีผิวและสีตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเนื่องจากร่างกายผลิตสารเคมีสีเหลืองที่ชื่อว่าบิลิรูบิน (Bilirubin) มากเกินไป หรือตับไม่สามารถขับบิลิรูบินออกได้ทัน โดยทั่วไปแล้วอาการนี้จะหายไปเองภายใน 2 สัปดาห์ คุณแม่อาจให้ทารกกินนมแม่ให้มากและบ่อยขึ้นเพื่อช่วยเร่งการขับบิลิรูบิน แต่หากอาการตัวเหลืองไม่ดีขึ้น ร่วมกับทารกมีอาการเซื่องซึม กินนมน้อยลง ร้องไห้งอแง ควรพาไปพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม [embed-health-tool-vaccination-tool] Jaundice คือ อะไร ดีซ่าน หรือ Jaundice คือภาวะตัวเหลือง มักเกิดขึ้นกับทารกหลังคลอดอายุประมาณ 2 วัน เกิดจากระดับบิลิรูบินในร่างกายสูงกว่าปกติ บิลิรูบิน คือ สารประกอบสีเหลืองที่เกิดจากกระบวนการสลายเซลล์เม็ดเลือดแดง มักถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางน้ำดี ปัสสาวะ และอุจจาระ แต่ร่างกายของทารกแรกเกิดอาจยังไม่สามารถขับบิลิรูบินได้ทัน เนื่องจากตับยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้มีบิลิรูบินสะสมอยู่ในกระแสเลือดจนส่งผลให้สีผิวและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โดยทั่วไปแล้ว ภาวะ Jaundice ไม่เป็นอันตรายและมักหายไปภายใน 2 สัปดาห์หรือ 10-14 วันหลังคลอด แต่หากเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้ว ภาวะ Jaundice ยังไม่ดีขึ้นรวมถึงเป็นมากขึ้น อาจจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์เพื่อลดระดับบิลิรูบินในร่างกาย สาเหตุของ Jaundice คือ อะไร สาเหตุของ Jaundice หรือภาวะตัวเหลือง […]


ความผิดปกติทางพัฒนาการและพฤติกรรม

Asperger syndrome คือ โรคแอสเพอร์เกอร์ สาเหตุ อาการ วิธีรักษา

โรคแอสเพอร์เกอร์ หรือ Asperger syndrome คือ กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติด้านพัฒนาการและการทำงานของสมองและระบบประสาท จัดเป็นโรคในกลุ่มอาการออทิสติกสเปกตรัมเช่นเดียวกับโรคออทิสติก โรคนี้ส่งผลต่อพัฒนาการด้านสังคม ภาษาและการสื่อสาร และพฤติกรรม ผู้ป่วยมักแสดงอาการน้อยและไม่รุนแรงมาก และมักมีระดับสติปัญญาสูงกว่าค่าเฉลี่ย ผู้ที่เป็นโรคแอสเพอร์เกอร์จะมีทักษะทางภาษาที่ดีกว่าผู้ที่เป็นโรคอื่นในกลุ่มอาการออทิสติกสเปกตรัม แต่มีข้อบกพร่องด้านทักษะทางสังคม อารมณ์ ความรู้สึก โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป้าหมายของการรักษาจะอยู่ที่การกระตุ้นและฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เพื่อให้เด็กสามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] Asperger syndrome คือ อะไร โรคแอสเพอร์เกอร์ หรือ Asperger syndrome คือ กลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองและระบบประสาทที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก ทั้งด้านพฤติกรรมการแสดงออก การมองและเข้าใจโลก การใช้ภาษา และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ภาวะนี้จัดอยู่ในกลุ่มอาการออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder) แต่จะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าโรคอื่น ๆ ในกลุ่มอาการเดียวกัน ผู้ที่มีอาการของแอสเพอร์เกอร์จัดเป็นกลุ่มออทิสติกที่มีศักยภาพสูง (High functioning autism) หรือที่เรียกว่าเด็กอัจฉริยะ ส่วนใหญ่มักมีระดับสติปัญญาเป็นปกติหรือสูงกว่าคนทั่วไป มีทักษะการใช้ภาษาและการพูดอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่อาจไม่เข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง การเปรียบเทียบ หรือความหมายโดยนัย อาจมีความสนใจในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ เป็นแบบแผนไม่ยืดหยุ่น จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และมักจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวเนื่องจากมีทักษะทางสังคมต่ำ […]


พ่อแม่เลี้ยงลูก

เด็กซน เกิดจากอะไร ควรรับมืออย่างไร

เด็กซน เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม พันธุกรรม หรือภาวะสุขภาพจิต ที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็ก ส่งผลให้เด็กแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมซุกซนมาก หรือบางคนอาจมีอารมณ์โกรธ หงุดหงิด และพฤติกรรมก้าวร้าวร่วมด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่นได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] เด็กซน เกิดจากอะไร เด็กซน เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยที่ส่วนใหญ่อาจนำไปสู่ความโกรธ ความหงุดหงิดและความก้าวร้าวในเด็ก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น โดยสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เด็กซนที่พบได้บ่อย อาจมีดังนี้ พันธุกรรม หากคนในครอบครัวมีสภาวะอารมณ์ที่แปรปรวนง่าย เป็นคนโมโหร้าย ก้าวร้าว รวมถึงมีโรคทางพฤติกรรมเช่นโรคต่อต้านสังคม (Antisocial Disorder) หรือ โรคดื้อต่อต้าน (Oppositional Defiant Disorder หรือ ODD) อาจเป็นไปได้ว่านิสัยเหล่านี้อาจส่งต่อทางพันธุกรรมได้เช่นกัน การเลี้ยงดูที่ผิดพลาด ปัญหาเด็กซนส่วนใหญ่อาจเกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิดพลาด จึงผลต่อนิสัยและพฤติกรรมของเด็ก เช่น การเป็นคนโปรดในครอบครัว สำหรับบางครอบครัวที่มีลูกหลายคน อาจมีคนใดคนหนึ่งที่เป็นคนโปรด จึงทำให้ลูกอีกคนอาจถูกละเลยการดูแลใส่ใจจนกลายเป็นเด็กขาดความรักและอาจเป็นปมด้อย ทำให้เด็กอาจเกิดพฤติกรรมไม่ดีเพื่อเรียกร้องความสนใจขึ้น อย่างไรก็ตาม ลูกคนที่ได้รับความสนใจมากเกินไป เมื่อคุณพ่อคุณแม่ละเลยเพียงเล็กน้อยหรือไม่ตามใจอย่างที่เคย ก็อาจเกิดเป็นพฤติกรรมเอาแต่ใจตัวเองได้เช่นกัน การไม่ลงโทษเมื่อทำผิด สำหรับเด็กเล็กเมื่อทำความผิดและไม่ได้รับคำตักเตือนหรือการลงโทษอย่างเหมาะสม อาจทำให้เด็กไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของคุณพ่อคุณแม่และกลายเป็นเด็กซนในที่สุด การดูแลที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป โดยเฉพาะการดูแลประคบประหงมเด็กมากเกินไป ไม่ให้เด็กได้ออกไปเรียนรู้อะไรด้วยตัวเอง อาจทำให้เด็กรู้สึกถูกบังคับและกักขัง ส่วนเด็กที่ถูกละเลยการดูแลมากเกินไป ไม่สนใจความรู้สึกหรือความต้องการจนขาดความรัก ก็อาจทำให้เด็กซนเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือต่อต้านคุณพ่อคุณแม่ได้ การเลี้ยงดูที่แตกต่างกันของคนในครอบครัว เช่น คุณแม่ห้ามกินขนมเด็ดขาด แต่คุณยายแอบเอาขนมใส่ในกระเป๋าให้ […]


ขวบปีแรกของลูกน้อย

เด็ก1ขวบ มีพัฒนาการสำคัญอะไรบ้างที่ควรรู้

เด็ก1ขวบ มีการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการในหลายส่วนทั้งทางร่างกาย สติปัญญา การเรียนรู้ การสื่อสาร ภาษา สังคมและอารมณ์ ซึ่งพัฒนาการเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมจากคุณพ่อคุณแม่และสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เนื่องจากเด็ก1ขวบเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ ทำความเข้าใจและลอกเลียนแบบสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ดังนั้น การเป็นตัวอย่างที่ดีและการให้เด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี จึงอาจช่วยส่งเสริมพัฒนาการและทักษะของเด็กให้เหมาะสมตามวัย [embed-health-tool-vaccination-tool] เด็ก1ขวบ มีพัฒนาการอะไรเกิดขึ้นบ้าง เด็ก1ขวบมีพัฒนาการที่เกิดขึ้นในหลายด้านที่บ่งบอกถึงพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยและมีสุขภาพดี ดังนี้ การเจริญเติบโตทางร่างกาย น้ำตัวของเด็กทารกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3 เท่าตั้งแต่แรกเกิด และเมื่ออายุครบ 1 ขวบ เด็กจะตัวโตขึ้นประมาณ 9-11 นิ้ว หลังจากนั้น น้ำหนักตัวของเด็กจะเพิ่มขึ้นช้าลงหรืออาจคงที่ เนื่องจากระดับกิจกรรมที่มากขึ้น ดังนั้น การให้เด็กกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เช่น ผลไม้ ผัก โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เพื่อช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทักษะการเคลื่อนไหวและการประสานงานของกล้ามเนื้อ เด็ก1ขวบจะมีพัฒนาการในการเคลื่อนไหวและการประสานงานของร่างกายทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยเด็กจะเรียนรู้ทักษะในการหยิบจับสิ่งของด้วยการใช้มือและนิ้วมือ เช่น การส่งของจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่ง การหยิบของเข้าปาก การเปิดหน้าหนังสือ รวมทั้งการเคลื่อนไหวร่างกายในส่วนอื่น ๆ เช่น การพลิกตัว การคลาน การยืนด้วยการจับวัตถุรอบข้าง การยืนด้วยตัวเอง การเดินพร้อมกับการจับวัตถุรอบข้าง การสื่อสารและภาษา เด็ก1ขวบจะเริ่มเรียนรู้คำศัพท์สั้น ๆ ง่าย ๆ […]


เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

วิธีให้ลูกดูดเต้า ช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ ทำได้อย่างไรบ้าง

น้ำนมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กแรกเกิด โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก เนื่องจากมีสารอาหารที่จำเป็นและมีแอนติบอดีที่ช่วยป้องกันโรค ทั้งนี้ คุณแม่ควรศึกษา วิธี ให้ ลูก ดูด เต้า ที่ถูกต้อง เพราะนอกจากจะช่วยให้ลูกกินนมได้มากพอแล้ว ยังสามารถช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ได้ด้วย การให้ลูกดูดเต้าอาจทำได้หลายวิธี เช่น วางตัวลูกให้สัมผัสแนบชิดกับคุณแม่เพื่อให้ลูกรู้สึกสงบและกินนมจากเต้าได้ง่ายขึ้น คุณแม่ควรหมั่นสังเกตว่าลูกดูดเต้านมได้อย่างถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้อง อาจแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนท่าทางให้นมลูก เปลี่ยนไปให้นมลูกในสถานที่ที่สงบขึ้น เพื่อให้ลูกได้รับน้ำนมแม่ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีแอนติบอดีที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอย่างเพียงพอ และช่วยให้ลูกเจริญเติบโตได้อย่างสมวัย [embed-health-tool-bmi] สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ดูดนมแม่ สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ดูดนมแม่ หรือดูดนมแม่ได้ไม่เต็มที่ อาจมีดังนี้ กลิ่นของคุณแม่ผิดไปจากปกติ หากคุณแม่เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง เช่น สบู่ น้ำหอม โลชั่น น้ำยาระงับกลิ่นกาย อาจทำให้กลิ่นของคุณแม่เปลี่ยนไป จนลูกรู้สึกไม่คุ้นกลิ่นและไม่อยากกินนมจากเต้าเหมือนเดิม ลูกเครียด หากคุณแม่กระตุ้นให้ลูกกินนมมากเกินไป ให้นมช้ากว่าปกติ หรือลูกอยู่ห่างจากคุณแม่เป็นเวลานาน อาจทำให้ลูกรู้สึกเครียดจนงอแง และไม่ยอมดูดนม มีสิ่งรบกวนขณะให้นม หากอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงรบกวน หรือมีคนพลุกพล่าน อาจทำให้ลูกเสียสมาธิและไม่ยอมดูดนม ลูกไม่สบาย หากลูกกำลังไม่สบาย เป็นหวัด หรือมีน้ำมูก อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หรือหายใจไม่ค่อยสะดวกเวลากินนม จนกินนมได้น้อยลงหรือไม่ยอมกินนมตามปกติ นอกจากนี้ หากฟันของลูกกำลังงอก (โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่อายุ […]


การดูแลทารก

ทารกไม่ถ่าย อาการ สาเหตุและการรักษา

ทารกไม่ถ่าย เป็นอาการท้องผูกที่มักเกิดขึ้นเมื่อทารกเปลี่ยนอาหาร ร่างกายขาดน้ำและขาดใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย เนื่องจากระบบย่อยอาหารของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องดูแลเรื่องการกินอาหารของทารกอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอาการทารกไม่ถ่าย [embed-health-tool-vaccination-tool] สาเหตุที่ทำให้ ทารกไม่ถ่าย อาหารที่ทารกกินและร่างกายมีของเหลวไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้อุจจาระแข็ง เหนียวและแห้งมาก จนเป็นสาเหตุทำให้ทารกไม่ถ่าย ท้องผูก และขับถ่ายยาก นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้ ภาวะขาดน้ำ ทารกบางคนที่ได้รับของเหลวไม่เพียงพออาจมีปัจจัยจากฟันน้ำนมขึ้น ทำให้รู้สึกไม่สบายและไม่อยากกินน้ำหรืออาหาร รวมถึงอาจเกิดจากอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นหวัด คอหรือหูติดเชื้อ จนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำในปริมาณมาก นอกจากนี้ ทารกที่เริ่มกินอาหารแข็งอาจกินนมหรือน้ำน้อยลง จนอาจส่งผลให้ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอได้เช่นกัน การเปลี่ยนอาหาร ระบบย่อยอาหารของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ทารกบางคนที่เปลี่ยนมากินนมผงแทนนมแม่อาจมีอาการท้องอืดหรือท้องผูกได้ เนื่องจากนมผงอาจย่อยได้ยากกว่านมแม่ สำหรับทารกที่เริ่มกินอาหารแข็งในช่วงแรกอาจมีอาการท้องผูกเกิดขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากร่างกายกำลังเรียนรู้กับการย่อยอาหารรูปแบบใหม่ การขาดใยอาหาร สำหรับทารกที่โตแล้วและสามารถกินอาหารแข็งได้ อาจมีปัญหาที่ร่างกายไม่ได้รับใยอาหารอย่างเพียงพอจากผักและผลไม้ ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหารและลำไส้ จึงอาจส่งผลให้ทารกไม่ถ่ายและมีอาการท้องผูกได้ อาการทารกไม่ถ่าย คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตอาการทารกไม่ถ่ายได้ ดังนี้ อุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์ ทารกมีอาการไม่สบายตัว หงุดหงิด ร้องไห้งอแง ขับถ่ายยาก จนอุจจาระสะสมในลำไส้ปริมาณมากส่งผลให้เมื่อขับถ่ายจะมีปริมาณอุจจาระมากกว่าปกติ เบ่งอุจจาระยาก ร้องไห้ขณะอุจจาระ อุจจาระแห้ง แข็ง เป็นก้อน หรือมีลักษณะเป็นเม็ดคล้ายกระสุน อุจจาระและการผายลมมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ทารกอาจกินอาหารได้น้อยกว่าปกติ […]


โภชนาการเด็กวัยเรียน

เมนูอาหารวัยเรียน6-12 ปี ควรเป็นอย่างไร

เมนูอาหารวัยเรียน6-12 ปี ควรเป็นเมนูอาหารที่หลากหลายและอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิดทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินและแร่ธาตุ ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็ก และส่งเสริมพัฒนาการทางสมองและสติปัญญา ซึ่งส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็กวัยเรียนที่เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ [embed-health-tool-bmi] เมนูอาหารวัยเรียน6-12 ปี ควรเป็นอย่างไร เมนูอาหารวัยเรียน 6-12 ปี ควรอุดมไปด้วยอาหารที่หลากหลายและมีสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินและแร่ธาตุ เพื่อช่วยส่งเสริมทั้งการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการทางระบบประสาท ที่ส่งผลดีต่อสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็กวัยเรียน 6-12 ปี ดังนี้ วิตามินและแร่ธาตุ พบได้จากผักและผลไม้ทุกชนิด เช่น ผักใบเขียว ผักกาด บร็อคโคลี่ แครอท พริกหยวก ผักปวยเล้ง ผักโขม คะน้า ส้ม มะละกอ แตงโม สับปะรด แอปเปิ้ล องุ่น ลูกพรุน ลูกแพร์ กล้วย เบอร์รี่ โดยวิตามินและแร่ธาตุเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทในการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และยังอาจช่วยปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อหรือโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ ผักและผลไม้ยังอุดมไปด้วยใยอาหารที่ดีต่อสุขภาพระบบย่อยอาหารและลำไส้ ซึ่งอาจช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ เด็กวัยเรียนจึงควรรับประทานผักและผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วนบริโภค/วัน เช่น กล้วยขนาดกลาง แอปเปิ้ล ส้ม ลูกพีช 1 ลูก […]


โรคเด็กและอาการทั่วไป

ลูกหายใจครืดคราด เกิดจากอะไร ควรรักษาอย่างไร

ลูกหายใจครืดคราด อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อในทางเดินหายใจ ความผิดปกติของกล่องเสียง การอุดตันในทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้ทางเดินหายใจตีบแคบลงจนเกิดเป็นเสียงครืดคราดเมื่อหายใจ ดังนั้น การรู้ถึงสาเหตุหลักของอาการจึงเป็นวิธีที่จะสามารถช่วยรักษาอาการลูกหายใจครืดคราดได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] ลูกหายใจครืดคราด เกิดจากอะไร ลูกหายใจครืดคราด เป็นอาการทั่วไปที่มักเกิดขึ้นในเด็กที่มีความเจ็บป่วยเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจที่ทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง ส่งผลให้ลูกหายใจลำบาก หายใจมีเสียงครืดคราด ไอ จาม หรืออาจรุนแรงถึงขั้นหยุดหายใจ โดยสาเหตุที่ทำให้ลูกหายใจครืดคราดที่พบได้บ่อย อาจมีดังนี้ การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนจากไวรัสหรือแบคทีเรีย เช่น โรคหวัด หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ไอกรน โรคปอดบวม โรคภูมิแพ้ กล่องเสียงอักเสบ ที่เกิดจากเนื้อเยื่อในกล่องเสียงกีดขวางทางเดินหายใจบางส่วน ทางเดินหายใจผิดรูป ซึ่งอาจเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดหรืออาจเกิดขึ้นหลังจากการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บที่ทางเดินหายใจ การอุดตันที่ผิดปกติในทางเดินหายใจ เนื่องจากมีแผลเป็นในทางเดินหายใจที่อาจบวมหรือโต อาการกล้ามเนื้อในทางเดินหายใจตีบแคบ หดตัว ที่เกิดจากโรคหอบหืดหรือสิ่งระคายเคืองในแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน ควันบุหรี่ กล่องเสียงเป็นอัมพาตตั้งแต่แรกเกิดหรือพัฒนาในภายหลัง การสำลักอาหารหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในทางเดินหายใจ ทำให้ลูกมีอาการไออย่างกะทันหัน โรคประจำตัวที่พบไม่บ่อย เช่น โรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis หรือ CF) ซึ่งส่งผลต่อปอดหรือทางเดินหายใจ ภาวะทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น […]


โภชนาการสำหรับทารก

นมผงเด็กแรกเกิด เลือกอย่างไร และนมแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง

นมแม่เป็นนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการและควรเป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียวของเด็กแรกเกิดไปอย่างน้อย 6 เดือน แต่หากคุณแม่ไม่สามารถให้นมแม่เพียงอย่างเดียวได้ หรือไม่สะดวกให้เด็กกินนมแม่เลย ก็สามารถให้เด็กกิน นมผงเด็กแรกเกิด ได้เช่นกัน การศึกษาวิธีเลือกซื้อนมผง ประเภทนมผงที่เหมาะกับเด็กแรกเกิด ตลอดจนประเภทของนมที่ควรหลีกเลี่ยง ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกนมผงได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยต่อสุขภาพของเด็ก ช่วยให้เด็กได้รับสารอาหารที่เพียงพอ และมีพัฒนาการที่สมบูรณ์สมวัย [embed-health-tool-vaccination-tool] นมผงเด็กแรกเกิด คืออะไร นมผงเด็กแรกเกิด (Infant Formula) คือ นมดัดแปลงที่เป็นอาหารสำหรับเด็กแรกเกิดเพื่อทดแทนน้ำนมแม่ มีทั้งแบบผงที่ต้องชงกับน้ำก่อนและแบบพร้อมดื่ม มักใช้ในกรณีที่เด็กแรกเกิดไม่สามารถกินนมแม่ได้ หรือสำหรับกินควบคู่ไปกับน้ำนมแม่ในกรณีที่คุณแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอ หรือคุณแม่ไม่สะดวกปั๊มนมและให้นมด้วยตัวเอง ทั้งนี้ คุณแม่ควรขอคำแนะนำจากคุณหมอเกี่ยวกับนมผงที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมกับเด็กแรกเกิดที่สุด แม้การกินนมผงเด็กแรกเกิดจะช่วยให้เด็กได้รับสารอาหารและอิ่มท้องแต่นมผงและอาหารอื่น ๆ ไม่สามารถทดแทนนมแม่ได้ 100% เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการและอุดมไปด้วยแอนติบอดีที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กแรกเกิด หากเป็นไปได้จึงควรให้เด็กแรกเกิดกินนมแม่เป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียวไปถึงอายุ 6 เดือนเป็นอย่างต่ำ ประเภทของ นมผงเด็กแรกเกิด ประเภทของนมผงเด็กแรกเกิด มีดังนี้ นมดัดแปลงสำหรับทารก (Stage 1 formulas) อาจเรียกว่านมผงเด็กแรกเกิด หรือนมสูตร 1 นิยมทำจากนมวัว อาจผสมสารอาหารต่าง ๆ เช่น วิตามิน เกลือแร่ น้ำมันพืช เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร โดยทั่วไป นมผงที่ทำจากนมวัวจะมีส่วนประกอบของโปรตีน 2 ชนิด คือ เวย์ […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน