ปัญหาโลกแตก! รับมืออย่างไรเมื่อ เพื่อนร่วมงานเป็นไบโพลาร์

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date มิถุนายน 2, 2020 . 6 mins read
Share now

ชีวิตในการทำงานของแต่ละคนอาจไม่ราบรื่นเสมอไป การทำงานส่วนใหญ่มักมีปัญหาให้เราต้องแก้ไขอยู่ตลอดเวลา แต่บางครั้ง ปัญหาจากงานอาจกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดจากคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงาน เพราะเป็นคนที่เราต้องทำงานด้วยและเจอหน้ากันแทบทุกวัน ยิ่งหากใครเจอ เพื่อนร่วมงานเป็นไบโพลาร์ ด้วยแล้ว ชีวิตในการทำงานอาจยิ่งย่ำแย่ จนส่งผลกระทบกับสุขภาพและลามไปถึงคุณภาพในการทำงานด้วย ใครกำลังประสบปัญหานี้อยู่ Hello คุณหมอ มีวิธีรับมือมาให้คุณแล้ว รับรองว่า… ชีวิตการทำงานของคุณจะง่ายขึ้นอีกเยอะ

เพื่อนร่วมงานเป็นแบบนี้ ไบโพลาร์ชัวร์!

โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างช่วงซึมเศร้าหรือภาวะซึมเศร้า (Depressive Episode) กับช่วงมาเนีย (Mania) หรือภาวะฟุ้งพล่าน หรือ คุ้มคลั่ง (Manic Episode)

โดยอาการในแต่ละช่วง อาจเป็นอยู่หลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน และอาจกลับมาเป็นปกติได้ในช่วงสั้นๆ ก่อนจะกลับไปมีอาการของโรคไบโพลาร์สลับกันไปมาอีกครั้ง อาการของโรคไบโพลาร์นั้นวินิจฉัยได้ยาก

แต่หากคุณสงสัยว่า เพื่อนร่วมงานเป็นไบโพลาร์หรือไม่ ก็สามารถสังเกตเบื้องต้นได้จากอาการและสัญญาณดังต่อไปนี้ 

สัญญาณของภาวะฟุ้งพล่าน

  • รู้สึกมีความสุข หรือคึกคักเกินปกติ ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ไม่อยากนอน หรือนอนน้อย
  • พูดเร็ว คิดเร็ว
  • หุนหันพลันแล่น หรือ ด่วนตัดสินใจ
  • ไม่มีสมาธิ
  • มั่นใจในตัวเองมากเกินไป
  • มักแสดงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ช้อปปิ้งกระจาย เอาเงินเก็บมาใช้แบบไม่เหมาะสม

สัญญาณของภาวะซึมเศร้า

  • รู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวัง ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ปลีกตัวออกจากเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว คนใกล้ชิด
  • เลิกสนใจกิจกรรมที่เคยโปรดปราน
  • ความอยากอาหารเปลี่ยนไป เช่น จากกินจุกลายเป็นไม่อยากอาหาร จากกินน้อยกลายเป็นกินจุ
  • รู้สึกอ่อนเพลียรุนแรง หรือหมดพลัง
  • มีปัญหาด้านความจำ การรวบรวมสมาธิ และการตัดสินใจ
  • ชอบคิดเรื่องการฆ่าตัวตาย หรือสนใจเรื่องการตายมากเกินปกติ

คนเป็นโรคไบโพลาร์ เหมาะกับงานแบบไหน

เราคงไม่สามารถเจาะจงได้ว่าคนลักษณะไหนเหมาะสมกับงานอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์

แต่ถึงอย่างนั้น เราก็มีสิ่งที่คนเป็นไบโพลาร์ควรพิจารณา ก่อนตัดสินใจเลือกทำงาน เพื่อให้ได้งานที่เหมาะกับคุณมากขึ้น ดังนี้

สภาพแวดล้อมในการทำงาน

ลองตั้งข้อสังเกต และพิจารณาว่างานนี้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณไหม ทำแล้วมีโอกาสก้าวหน้ามากน้อยเพียงใด เช่น งานท้าทายเกินไปหรือไม่ ทำให้เครียดเกินไปหรือเปล่า

สำหรับผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์ สถานที่ทำงานที่เงียบสงบและผ่อนคลายจะช่วยให้คุณสามารถทำงานในแต่ละวันได้อย่างเป็นปกติ และช่วยพัฒนาศักยภาพในการทำงาน และพัฒนาอารมณ์ของคุณได้ด้วย

ตารางหรือกำหนดการในการทำงาน

งานพาร์ทไทม์ที่สามารถปรับตารางการทำงาน หรือเวลาในการทำงานได้สะดวก อาจเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์มากกว่า แต่ควรเป็นงานที่ทำในช่วงกลางวันมากกว่างานแบบควบกะ งานกะกลางคืน หรืองานที่คุณอาจโดนเรียกตัวไปทำงานในตอนกลางคืน เพราะการนอนถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ไม่ควรละเลย การนอนหลับและตื่นนอนให้เป็นเวลา สามารถช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นได้

เพื่อนร่วมงาน

การมีเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจ และสามารถช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ คุณควรหางานที่สนับสนุนนโยบาย “เวิร์คไลฟ์บาลานซ์ (Work Life Balance)” คือ การสนับสนุนให้พนักงานมีเวลาทำงาน และเวลาใช้ชีวิตส่วนตัวที่เหมาะสม ไม่ใช่ทำแต่งาน

ความสร้างสรรค์ในการทำงาน

ผู้ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ส่วนใหญ่ มักทำงานประเภทต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ดี คุณจึงควรหางานที่สามารถใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของคุณได้เต็มที่ และต้องมีเวลาในการรังสรรค์ผลงานอย่างเพียงพอด้วย ไม่ใช่มีงานเร่งเป็นประจำ

หากหางานในองค์กรที่เหมาะสมไม่ได้จริงๆ คุณอาจเริ่มทำธุรกิจของตัวเองก็ได้ เพราะคุณจะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ แถมยังมีความยืดหยุ่นในด้านต่าง ๆ มากกว่าการทำงานในองค์กรด้วย แต่ก่อนเริ่มประกอบธุรกิจใด ๆ ก็ควรศึกษาข้อมูลในด้านนั้น ๆ ให้ดีเสียก่อน และควรเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไปจะดีที่สุด

ความเครียดจากงาน… สิ่งที่ต้องระวัง

ไม่ว่าจะทำงานในองค์กร หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว ก็อาจเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด หรือความยากลำบากในการทำงาน จนก่อให้เกิดความเครียดได้ และความเครียดจากงานที่เกิดขึ้น ก็สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์ได้ทั้งสิ้น

วิธีการรับมือกับความเครียดจากงาน

  • พักเบรกบ่อยๆ และสม่ำเสมอ แม้ว่าคุณจะไม่รู้สึกอยากพักก็ตาม
  • ใช้เทคนิคผ่อนคลายความเครียด เช่น สูดหายใจลึกๆ นั่งสมาธิ ฟังเพลงผ่อนคลาย ฟังเสียงธรรมชาติ
  • ออกไปเดินเล่นช่วงพักกลางวันบ้าง
  • หากจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา หรือมีนัดกับคุณหมอ ควรลาหยุดไปพบคุณหมอตามนัด
  • รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด ก็ช่วยลดเครียด และช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นได้

วิธีรับมือเมื่อ เพื่อนร่วมงานเป็นไบโพลาร์

เมื่อมีเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานเป็นไบโพลาร์ ย่อมทำให้การทำงานกลายเป็นเรื่องท้าทาย หรืออาจประสบปัญหาในการทำงานได้มากขึ้น เพราะบางครั้งอาการของโรคไบโพลาร์ก็ควบคุมไม่ได้ หรือทั้งตัวผู้ป่วยเองและคนรอบข้างก็ไม่ได้ใส่ใจกับอาการของโรคมากนัก กว่าจะรู้ตัว ปัญหาในการทำงานก็อาจเกิดไปแล้ว แต่คุณก็สามารถเตรียมตัวรับมือได้ เพื่อให้ชีวิตการทำงานราบรื่นขึ้น

เมื่อมีเพื่อนร่วมงานเป็นไบโพลาร์ คุณสามารถรับมือได้ดังต่อไปนี้

ทำความเข้าใจกับอาการของโรค

อาการของโรคไบโพลาร์ คือ มีอาการฟุ้งพล่านและอาการซึมเศร้าสลับกันไปมาเป็นช่วงๆ หากอยู่ในช่วงฟุ้งพล่าน หรือช่วงคึก เพื่อนร่วมงานของคุณอาจวางแผนการทำงานที่เกินจริง หรือทำตามได้ยาก รวมถึงอาจตื่นตัวมากจนแทบไม่หลับไม่นอน และส่งผลกระทบกับตารางงานได้ ส่วนในช่วงซึมเศร้า เขาอาจรู้สึกหมดพลัง ทำงานให้สำเร็จไม่ได้แม้จะเป็นแค่งานง่าย ๆ ก็ตาม หรืออาจขาดงานบ่อย ไม่ให้ความร่วมมือในการทำงาน และไม่ยอมทำตามคำแนะนำใด ๆ ของคุณเลย

เมื่อคุณเข้าใจอาการเบื้องต้นของโรคไบโพลาร์แล้ว คุณก็จะรู้สึกโมโหหรือไม่สบอารมณ์น้อยลง หากจู่ ๆ เพื่อนร่วมงานที่เคยมีมารยาทดี คุยง่าย กลายเป็นคนก้าวร้าว หรือฉุนเฉียวง่ายขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

กำหนดขอบเขต

การเข้าใจในอาการของโรคไบโพลาร์ ไม่ได้แปลว่า คุณต้องยอมตลอดเวลาที่เพื่อนร่วมงานแสดงอาการออกมา แต่คุณควรกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนว่า พฤติกรรมไหนที่คุณรับได้หรือรับไม่ได้ เช่น คุณอาจแจ้งเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานที่เป็นไบโพลาร์ไว้เลยว่า หากจะโทรมาหาคุณตอนตีสอง ต้องเป็นเรื่องด่วนจริง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่โทรมาเพราะนึกไอเดียงานใหม่ ๆ ออก หรือคุยกับเขาให้เข้าใจเลยว่า หากเขาแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรงหรือหยาบคาย เขาจะต้องเข้าไปสงบสติอารมณ์ในพื้นที่ส่วนตัว และกลับออกมาเมื่อควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้แล้ว

สิ่งสำคัญคือ คุณต้องอธิบายให้เพื่อนร่วมงานที่เป็นไบโพลาร์เข้าใจว่า คุณรู้ว่า เขาควบคุมอารณ์ตัวเองได้ลำบากแค่ไหน แต่เขาก็ต้องเข้าใจด้วยว่าคุณทนได้ถึงขั้นไหน เพราะไม่อย่างนั้น คุณจะต้องมานั่งเครียด และเสียสุขภาพ รวมถึงอาจเสียงานด้วย

หลีกเลี่ยงปัญหา

หากทำงานด้วยกันมาระยะหนึ่งแล้ว คุณอาจเริ่มจับทางได้ว่า เมื่อไหร่ที่อาการโรคไบโพลาร์ของเพื่อนร่วมงานจะก่อให้เกิดปัญหาในการทำงาน และสามารถป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้นได้

การป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เมื่อร่วมงานกับคนที่สงสัยว่า… เป็นโรคไบโพลาร์

  • หากใกล้ถึงเวลาส่งงาน แต่เพื่อนร่วมงานยังเฉื่อยชา คุณอาจนั่งทำงานเป็นเพื่อนเขา และคอยเตือนเขาว่าต้องทำอะไรบ้าง
  • หากเจ้านายเป็นโรคไบโพลาร์และไม่เข้าออฟฟิศบ่อย ๆ จนไม่สามารถให้คำปรึกษาหรืออนุมัติงานที่มีเวลากำหนดแน่นอนได้ คุณอาจขออนุญาตเป็นคนตัดสินใจเองในช่วงที่เขาไม่อยู่ และกำหนดให้ชัดเจนว่า หน้าที่ใดบ้างที่คุณสามารถตัดสินใจเองได้โดยไม่ต้องรอเจ้านายอนุมัติ
  • การขจัดสิ่งรบกวนในที่ทำงาน เช่น ให้เพื่อนร่วมงานที่เป็นไบโพลาร์ได้นั่งทำงานในจุดที่สงบ คนไม่พลุกพล่าน ก็ช่วยให้เขาสามารถโฟกัสกับการทำงาน และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • นอกจากนี้คุณควรให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานด้วย หากเขาทำงานสำเร็จก็ชื่นชมและแสดงความยินดีไปกับเขา วิธีนี้จะช่วยให้เขารู้สึกดี และเห็นคุณค่าในตัวเอง โดยเฉพาะหากเขาเป็นคนที่อ่อนไหวกับสถานการณ์ตึงเครียด

ขอความช่วยเหลือ

หากการมีเพื่อนร่วมงานเป็นไบโพลาร์ทำให้คุณเครียด จนส่งผลกระทบกับสุขภาพจิต สุขภาพกาย หรือประสิทธิภาพในการทำงานของคุณ คุณและเพื่อนร่วมงานควรขอความช่วยเหลือจากหัวหน้างาน แจ้งให้หัวหน้างานทราบว่าคุณกังวลเรื่องใด และพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานที่เป็นไบโพลาร์ส่งผลกระทบต่อการทำงานของคุณอย่างไรบ้าง เพื่อให้หัวหน้างานช่วยหาวิธีแก้ปัญหา

แต่หากคนที่เป็นไบโพลาร์ คือ หัวหน้างานของคุณ และอาการของโรคส่งผลให้เขาไม่สามารถตัดสินใจเรื่องงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม คุณอาจต้องแจ้งหัวหน้างานในระดับที่สูงขึ้น หรือแจ้งฝ่ายบุคคล เพื่อให้คนเหล่านั้นพูดคุยหรือชี้แนะให้หัวหน้างานของคุณเข้ารับการรักษาต่อไป

หากไม่อยากให้พนักงานเป็นโรคไบโพลาร์

หากเจ้านายหรือหัวหน้างาน ไม่อยากให้คนในองค์กรป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่สืบเนื่องมาจากการทำงานได้ ดังนี้

  • สร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไบโพลาร์ เช่น ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงาน หมั่นตรวจสอบระดับความเครียดของพนักงาน จัดกิจกรรมคลายเครียดบ้าง
  • ตั้งกฎและนโยบายที่เสริมสร้างสุขภาพของพนักงานให้ดีขึ้น เช่น Work Life Balance เพื่อให้พนักงานมีเวลาทำงาน พักผ่อน และใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างสมดุล
  • จัดอบรมการเฝ้าระวังด้านสุขภาพจิตให้พนักงานทุกระดับ เพื่อให้ทุกคนรู้สึกใส่ใจ และเห็นปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ กล้าเปิดอกพูดคุย และให้คำแนะนำกันได้อย่างถูกต้อง
  • จัดชั่วโมงทำงานให้ยืดหยุ่น และให้พนักงานสามารถทำงานทางไกลได้บ้าง โดยเฉพาะกับพนักงานที่เป็นโรคไบโพลาร์ เพื่อลดความเครียดที่อาจส่งผลให้อาการของโรคแย่ลง และควรอนุญาตให้สามารถลาหยุดเพื่อพบแพทย์หรือพักรักษาตัวได้นานขึ้น

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

จัดการปัญหาเรื่องเซ็กส์ จากผลข้างเคียง ของการใช้ยารักษาโรคซึมเศร้า ก่อนคู่รักจะเหี่ยวเฉา

ยารักษาโรคซึมเศร้า ส่งผลต่อเซ็กซ์ ได้โดยยาตระกูล SSRI จะช่วยเพิ่มระดับสารเซโรโทนินในสมอง ทำให้ผู้ที่ได้ยาจะรู้สึกสงบ และความต้องการทางเพศลดลง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์

การอยู่คนเดียว จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ ภาวะซึมเศร้าหรือไม่

การอยู่คนเดียว เสี่ยง ภาวะซึมเศร้า ได้ สาเหตุหลักๆ ของภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากการอยู่คนเดียวคือ ความเหงา ทำให้รู้สึกไม่มีแรงจูงใจในการใช้ชีวิต

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์

ผวาแรงเพียงแค่เห็นหุ่นปั้น อาจเป็นที่มาของอาการ กลัวหุ่นขี้ผึ้ง ก็เป็นได้

กลัวหุ่นขี้ผึ้ง เป็นความกลัวที่จัดอยู่ในกลุ่มโฟเบีย มักจะมีอาการตกใจเมื่อพบเห็นหุ่นจำลอง ซึ่งอาจเกิดจากการเสพสื่อในเชิงลบเกี่ยวกับหุ่นมากไปในช่วงวัยเด็ก

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin

ซึมเศร้า หลังแต่งงาน ปัญหาสุขจิต ที่คู่แต่งงานใหม่ควรรู้

ซึมเศร้า หลังแต่งงาน เป็นภาวะที่เกิดความเครียด หดหู่ และไม่มีจุดหมาย หลังจากแต่งงาน ซึ่งอาจเกิดจากความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาและยังไม่สามารถปรับตัวได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
Uncategorized มีนาคม 10, 2020 . 2 mins read

บทความแนะนำ

อาหารที่ช่วยเพิ่มเซโรโทนิน-ทริปโตเฟน

อาหารดีๆ ที่ช่วยเพิ่มเซโรโทนิน เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 9, 2020 . 2 mins read
กลัวการข้ามถนน-อาการ-วิธีรักษา

ออกไปข้างนอกทีสุดแสนจะลำบาก เพราะฉันมีอาการ กลัวการข้ามถนน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 12, 2020 . 2 mins read
โรคซึมเศร้าของนักศึกษา-สัญญาณ

โรคซึมเศร้าของนักศึกษา ปัญหาเรื้อรัง ที่หากไม่ระวัง อาจนำมาสู่การสูญเสีย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ เมษายน 13, 2020 . 3 mins read
การบำบัดด้วยความเย็น-ฟื้นฟูร่างกาย

การบำบัดด้วยความเย็น เทรนด์ใหม่มาแรง ที่อาจช่วยฟื้นฟูร่างกาย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin
เผยแพร่วันที่ เมษายน 2, 2020 . 3 mins read