โภชนาการเพื่อสุขภาพ

"You are what you eat" อาหารที่คุณรับประทาน มีความสำคัญอย่างมาก ต่อสุขภาพร่างกายของคุณ แต่น่าเสียดายที่ยังคงมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ โภชนาการเพื่อสุขภาพ อยู่มากมาย ดังนั้น การแยกแยะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

เรื่องเด่นประจำหมวด

โภชนาการเพื่อสุขภาพ

โรคอ้วนกับความเสี่ยงโรคหัวใจ ทำไมการลดน้ำหนัก ถึงช่วยเซฟชีวิตคุณได้

"แค่อ้วนขึ้นนิดหน่อย คงไม่เป็นไร" หลายคนคงเคยคิดแบบนี้ เวลาที่ใส่กางเกงตัวโปรดไม่ได้ หรือเดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นก็รู้สึกเหนื่อยหอบ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ในขณะที่คุณกำลังมองข้ามน้ำหนักตัวที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น หัวใจของคุณอาจกำลังทำงานหนักขึ้นทุกวันโดยไม่มีเสียงเตือนใด ๆ จนกระทั่งร่างกายและหัวใจของคุณเริ่มมีปัญหา บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า โรคอ้วน กับ โรคหัวใจ เกี่ยวข้องกันอย่างไรในทางการแพทย์ และทำไมแค่ "ลดน้ำหนัก" จึงอาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยปกป้องหัวใจของคุณไว้ได้ โรคอ้วน กับโรคหัวใจ เกี่ยวข้องกันอย่างไร? โรคอ้วน (Obesity) ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องรูปร่างหรือความมั่นใจเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ ไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงหลักที่นำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease) จากแถลงการณ์ทางวิชาการของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ระบุว่าไขมันในช่องท้องที่มากเกินไปอาจเร่งกระบวนการที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตันตั้งแต่ยังอายุน้อย ผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลินและการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งไขมันสะสมรอบเอวมากเท่าไหร่ หลอดเลือดและหัวใจก็ยิ่งต้องแบกรับภาระมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าตัวเลขบนตาชั่งจะบอกอะไรคุณก็ตาม เจาะกลไก ทำไมไขมันส่วนเกิน หลายคนอาจสงสัยว่า ไขมันที่สะสมอยู่ตามร่างกาย ไปทำร้ายหัวใจที่อยู่คนละตำแหน่งได้อย่างไร คำตอบคือ เซลล์ไขมันไม่ได้เป็นแค่ "ก้อนพลังงานสำรอง" อีกต่อไป แต่มันทำหน้าที่เหมือนโรงงานที่ส่งผลกระทบไปทั่วร่างกาย ผ่าน 3 กลไกหลักดังนี้ 1. การอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (Chronic Inflammation) เมื่อเซลล์ไขมันขยายตัวมากเกินไป […]

หมวดหมู่ โภชนาการเพื่อสุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ โภชนาการเพื่อสุขภาพ

ข้อมูลโภชนาการ

รางจืด ประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภค

รางจืด เป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยใช้เป็นยาพื้นบ้านในการรักษาโรคมาตั้งแต่สมัยโบราณ ส่วนใหญ่มักใช้ในการช่วยล้างพิษในร่างกาย เนื่องจาก รางจืดอาจมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพและต้านการอักเสบ นอกจากนี้ รางจืดยังอาจมีคุณสมบัติช่วยรักษาบาดแผล ปกป้องตับ ป้องกันโรคเบาหวานและป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย ประโยชน์ของรางจืดที่มีต่อสุขภาพ รางจืด เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณของรางจืดในการส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้ อาจช่วยขับสารพิษ รางจืดอาจมีฤทธิ์กระตุ้นกระบวนการขับสารพิษในร่างกาย โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Thai Journal of Toxicology เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของรางจืดที่เกี่ยวกับการทำงานของเอนไซม์ต่อการขับสารพิษในลำไส้ พบว่า รางจืดอาจมีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของสารพิษในร่างกาย และกระตุ้นการทำงานของพี ไกลโปรตีน (P-Glycoprotein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการขับสารพิษในร่างกาย ทั้งนี้ ยังคงเป็นการทดลองในสัตว์ ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมในมนุษย์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของรางจืดในการขับสารพิษ อาจช่วยรักษาโรคเบาหวาน รางจืดเป็นพืชสมุนไพรที่อาจช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ตับอ่อนที่ช่วยในการหลั่งอินซูลิน เพื่อช่วยเผาผลาญน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน The Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเบาหวานของสารสกัดจากน้ำใบรางจืด พบว่า การบริโภคสารสกัดจากน้ำใบรางจืด 60 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร/วัน ช่วยกระตุ้นเซลล์ในตับอ่อน […]


ข้อมูลโภชนาการ

ผักแว่น ประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภค

ผักแว่น เป็นพืชตระกูลเฟิร์น เจริญเติบโตในน้ำตื้น ใบมีลักษณะเป็น 4 แฉก มีสีเขียว เมื่อแก่ใบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล นิยมนำมาใช้เป็นยาหรือประกอบอาหาร อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อาจช่วยบำรุงกระดูก บำรุงสุขภาพตา และอาจช่วยป้องกันโรคหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน มะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ คุณค่าทางโภชนาการของผักแว่น ผักแว่น ปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 18 กิโลแคลอรี่ และประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น น้ำ 94 กรัม ไฟเบอร์ 3.3 กรัม โปรตีน 1.0 กรัม ไขมัน 1.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 0.7 กรัม นอกจากนี้ ผักแว่นยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ฟอสฟอรัส แคลเซียม ธาตุเหล็ก ประโยชน์ของผักแว่นที่มีต่อสุขภาพ ผักแว่นมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณของผักแว่นในการส่งเสริมสุขภาพ […]


ข้อมูลโภชนาการ

สาเก ประโยชน์และข้อควรระวังในการดื่ม

สาเก เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยอดนิยมของประเทศญี่ปุ่น ที่หากดื่มในปริมาณน้อยถึงปานกลางอาจส่งผลดีต่อสุขภาพ เช่น ช่วยเพิ่มไขมันดีและลดไขมันไม่ดี ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด อาจช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหาร ส่งเสริมสุขภาพผิว นอกจากนี้ สาเกยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและกรดอะมิโนหลายชนิด เช่น อะลานีน (Alanine) อาร์จินีน (Arginine) กรดกลูตามิก (Glutamic Acid) ที่อาจต้านการอักเสบและส่งเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายอีกด้วย คุณค่าทางโภชนาการของสาเก สาเก หนึ่งหน่วยบริโภคปริมาณ 177 มิลลิลิตร ให้พลังงานประมาณ 234 กิโลแคลอรี่ และประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน โพแทสเซียม โซเดียม นอกจากนี้ สาเกยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ซีลีเนียม (Selenium) ฟอสฟอรัส แคลเซียม ทองแดง สังกะสี แม้ว่าแอลกอฮอล์อาจมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ควรดื่มมากจนเกินไป โดยผู้หญิงควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1 แก้ว/วัน และผู้ชายควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 2 แก้ว/วัน แต่สำหรับสาเกไม่ควรดื่มเกิน 250-375 มิลิลิตร/วัน หรือ 1-1 […]


ข้อมูลโภชนาการ

หญ้าหนวดแมว ประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภค

หญ้าหนวดแมว เป็นพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นยารักษาโรค ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤษเคมีหลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น ต้านการอักเสบ รักษาโรคเบาหวาน รักษาความดันโลหิตสูง รักษาโรคข้ออักเสบ ทั้งยังอาจช่วยปรับปรุงระบบประสาท อย่างไรก็ตาม หากใช้เป็นยาควรอยู่ในความควบคุมของคุณหมอเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ คุณค่าทางโภชนาการของหญ้าหนวดแมว หญ้าหนวดแมวปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 3.45 กิโลแคลอรี่ และประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น โซเดียม 81.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 78 กรัม ไฟเบอร์ 17 กรัม โปรตีน 6.8 กรัม น้ำตาล 6 กรัม ไขมัน 0.04 กรัม ประโยชน์ของหญ้าหนวดแมวที่มีต่อสุขภาพ หญ้าหนวดแมว มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณของหญ้าหนวดแมวในการส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้ อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ หญ้าหนวดแมวมีสารประกอบที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น เมทานอล (Methanol) เอทานอล (Ethanol) ที่อาจมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในร่างกายได้ โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Journal of Agricultural and Food Chemistry […]


ข้อมูลโภชนาการ

ตะลิงปลิง ประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภค

ตะลิงปลิง เป็นผลไม้รสชาติเปรี้ยวที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการมากมาย เช่น วิตามินซี  ไฟเบอร์ วิตามินบี 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ เช่น อาจช่วยควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยบรรเทาอาการไอและหวัด ส่งเสริมสุขภาพกระดูกและสุขภาพผิว นอกจากนี้ ยังอาจช่วยบรรเทาอาการโรคริดสีดวงทวารได้อีกด้วย คุณค่าทางโภชนาการของตะลิงปลิง ตะลิงปลิงปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 26 กิโลแคลอรี่ และประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต 2.8 กรัม ไขมัน 1.3 กรัม โปรตีน 0.7 กรัม ไฟเบอร์ 0.7 กรัม วิตามินซี 15.7 มิลลิกรัม แคลเซียม 12 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 1 มิลลิกรัม นอกจากนี้ ตะลิงปลิงยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ประโยชน์ของตะลิงปลิงที่มีต่อสุขภาพ ตะลิงปลิงมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณของตะลิงปลิงในการส่งเสริมสุขภาพ […]


ข้อมูลโภชนาการ

เลม่อน ประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภค

เลม่อนเป็นผลไม้ตระกูลส้ม ลักษณะเป็นไม้พุ่ม ผลมีลักษณะกลมรี เปลือกสีเหลือง มีกลิ่นหอม อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ เช่น อาจช่วยปรับปรุงสุขภาพหัวใจ ควบคุมน้ำหนัก ป้องกันโรคนิ่วในไต อาจลดความเสี่ยงมะเร็ง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น คุณค่าทางโภชนาการของเลม่อน เลม่อนปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 29 กิโลแคลอรี่ และประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต 9.32 กรัม ไฟเบอร์ 2.8 กรัม โปรตีน 1.1 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม วิตามินซี 53 มิลลิกรัม โคลีน 5.1 มิลลิกรัม นอกจากนี้ เลม่อนยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 […]


ข้อมูลโภชนาการ

มะเดื่อ ประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภค

มะเดื่อ เป็นผลไม้ลักษณะกลม แป้นหรือเป็นรูปไข่ เปลือกบาง ผลสุกมีสีเหลือง แดงหรือชมพู รสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอมหวาน สามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดและแบบแห้ง โดยมะเดื่อนั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ เช่น ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ดีต่อสุขภาพผิว ปรับปรุงระบบทางเดินอาหาร และอาจช่วยต้านมะเร็งได้ คุณค่าทางโภชนาการของมะเดื่อ มะเดื่อ ปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 249 กิโลแคลอรี่ และประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต 63.87 กรัม น้ำตาล 47.92 กรัม ไฟเบอร์ 9.8 กรัม โปรตีน 3.3 กรัม ไขมัน 0.93 กรัม นอกจากนี้ มะเดื่อยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี แมกนีเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม โซเดียม ประโยชน์ของมะเดื่อที่มีต่อสุขภาพ มะเดื่อมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณของมะเดื่อในการส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้ อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร มะเดื่อเป็นผลไม้ที่อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร ปรับปรุงอาการลำไส้แปรปรวนและช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร […]


ข้อมูลโภชนาการ

ลางสาด ประโยชน์และข้อควรระวังในการบริโภค

ลางสาด เป็นผลไม้เมืองร้อนลักษณะคล้ายลองกอง แต่มีเปลือกบางกว่า ผลกลมรี ผิวเปลือกเนียนละเอียด สีเหลืองสดใส รสชาติหวานอมเปรี้ยว อุดมไปด้วยสารอาหารและสารประกอบหลายชนิด เช่น สารลิโมนอยด์ (Limonoids) สารไฟโตเคมิคอล (Phytochemicals) ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น อาจช่วยป้องกันโรคมาลาเรีย ป้องกันมะเร็ง รักษาอาการท้องร่วง คุณค่าทางโภชนาการของลางสาด ลางสาด ปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 67 กิโลแคลอรี่ และประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต 9.5 กรัม ไฟเบอร์ 2.3 กรัม โปรตีน 0.8 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม นอกจากนี้ ลางสาดยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ประโยชน์ของลางสาดที่มีต่อสุขภาพ ลางสาดมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณของลางสาดในการส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้ อุดมไปด้วยสารพฤษเคมีไฟโตเคมิคอล ลางสาดอุดมไปด้วยไฟโตเคมิคอลซึ่งเป็นสารพฤษเคมีที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อาจช่วยป้องกันโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น […]


โภชนาการเพื่อสุขภาพ

ท้องผูก กินอะไรดี ให้ขับถ่ายคล่อง

ท้องผูก เป็นภาวะที่ร่างกายมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ ส่งผลให้ถ่ายอุจจาระลำบาก อุจจาระมีลักษณะก้อนใหญ่ แข็ง แห้ง จึงต้องใช้แรงแบ่งมาก ดังนั้น ผู้ที่มีอาการท้องผูกอาจมีคำถามว่า ท้องผูก กินอะไรดี เพื่อช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกควรอุดมไปด้วยใยอาหารและสารอาหารที่หลากหลาย เช่น ผักและผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี รวมถึงควรดื่มน้ำให้มากขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย นอกจากนี้ การออกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็อาจช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร การเคลื่อนตัวของอุจจาระในลำไส้ และทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ท้องผูกเกิดจากอะไร อาการท้องผูกมักเกิดขึ้นเมื่อของเสียในระบบย่อยอาหารเคลื่อนตัวช้าเกินไป หรือไม่สามารถขับถ่ายออกมาได้หมด ทำให้อาหารที่ถูกย่อยแล้วตกค้างอยู่ในลำไส้นานเกินไป ส่งผลให้มีอาการท้องอืด อุจจาระน้อย อุจจาระแข็งและแห้ง ขับถ่ายยาก ต้องใช้แรงแบ่งมาก รู้สึกถ่ายอุจจาระไม่หมด ซึ่งอาการท้องผูกอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้ การกินใยอาหารและน้ำไม่เพียงพอ คือ การกินใยอาหารน้อยกว่า 22 กรัม/วัน และดื่มน้ำน้อยกว่า 2.7 ลิตร/วัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน สภาพแวดล้อมและกิจกรรมที่ทำเป็นประจำ เช่น การอุจจาระนอกบ้าน กินอาหารที่ไม่เคยกิน บางคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร การดื่มนมหรือบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม เช่น โยเกิร์ต ชีส ครีม มากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่มีแลคโตสสูงอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร […]


ข้อมูลโภชนาการ

คอเลสเตอรอล คืออะไร และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร

คอเลสเตอรอล คือ ไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นและได้รับจากอาหารที่รับประทาน พบได้มากในกระแสเลือด ร่างกายต้องการคอเลสเตอรอลเพื่อสร้างเซลล์ที่แข็งแรง แต่หากร่างกายมีคอเลสเตอรอลมากเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ นำไปสู่การเกิดโรคร้ายแรงได้ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น จึงควรควบคุมระดับคอเลสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ด้วยการปรับพฤติกรรม เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย [embed-health-tool-bmi] คอเลสเตอรอล คืออะไร คอเลสเตอรอล คือ ไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยสร้างเซลล์ให้แข็งแรง สร้างฮอร์โมนที่จำเป็นต่อร่างกาย และช่วยให้ย่อยอาหารได้ดี นอกจากนี้ ร่างกายยังอาจได้รับคอเลสเตอรอลเพิ่มเติมจากอาหารที่รับประทาน ซึ่งหากคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสมก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้น จึงควรควบคุมคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำว่า สำหรับผู้ที่มีสุขภาพร่างกายปกติ ควรบริโภคคอเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/วัน คอเลสเตอรอลแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) เป็นคอเลสเตอรอลที่มาจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำมันมะกอก ธัญพืชเต็มเมล็ด พืชตระกูลถั่ว ผักผลไม้ ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีภายในร่างกายควรอยู่ในเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ ผู้ชาย ควรมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี 40-60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ผู้หญิง ควรมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี 50-60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เด็ก ควรมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน