home

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

นอกจากโรคเบาหวานจะสร้างปัญหาให้กับสุขภาพแล้ว ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่อาจมองข้าม เพราะหากจัดการได้ไม่มี อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ว่าเป็นอย่างไร และจะรับมือได้อย่างไรบ้าง ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

อาการคอดำในผู้ป่วยเบาหวาน เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งมีลักษณะผิวคล้ำ หนา นูน หยาบกร้าน หรือบางคนอาจมีติ่งเนื้อยื่นออกมา เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ระดับอินซูลินเพิ่มสูงขึ้นและกระตุ้นการเจริญเติบโตของผิวหนังมากขึ้น มักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีรูปร่างอ้วน ดังนั้น หากมีอาการคอดำเกิดขึ้นอย่างกะทันหันควรเข้าพบคุณหมอทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน อาการคอดำ ในผู้ป่วยเบาหวาน อาการคอดำ เป็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ได้แก่ ผิวคล้ำขึ้น ผิวหนา หยาบกร้าน บางคนอาจมีติ่งเนื้อยื่นออกมา และอาจมีอาการคันหรือมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย ส่วนใหญ่อาจพบตามบริเวณรอยพับของผิวหนัง เช่น รักแร้ ขาหนีบ คอ ทั้งนี้ควรเข้าพบคุณหมอหากมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือมีอาการคัน เจ็บปวด มีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ [engage-subot id="620"] สาเหตุของคอดำ ในผู้ป่วยเบาหวาน คอดำ ในผู้ป่วยเบาหวาน มีสาเหตุจากระดับอินซูลินที่สูงขึ้นไปกระตุ้นเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเจริญเติบโตมากกว่าปกติ ภาวะนี้เรียกว่า โรคผิวหนังช้าง (Acanthosis Nigricans) ส่วนใหญ่พบมากผู้ที่มีน้ำหนักเกินและมีรูปร่างอ้วน หรือในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินและมีรูปร่างอ้วน การรักษาคอดำ ในผู้ป่วยเบาหวาน ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาอาการคอดำ อาจเป็นเพียงการรักษาในกรณีของผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนให้ลดน้ำหนัก โดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย […]

หัวข้อ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เพิ่มเติม

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ภาวะสูญเสียการได้ยิน ในผู้สูงอายุจากโรคเบาหวาน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการสื่อสาร  วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนมาสังเกตอาการเข้าข่ายภาวะสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุจากโรคเบาหวานกันค่ะ หากผู้สูงอายุใกล้ตัวของเรามีอาการเข่าขายของภาวะดังกล่าว จะได้รีบทำการรักษาเพื่อลดความเสี่ยงก่อนที่จะสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร ภาวะสูญเสียการได้ยิน ในผู้สูงอายุจากโรคเบาหวาน ภาวะสูญเสียการได้ยิน ในผู้สูงอายุจากโรคเบาหวาน เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำเกินไป โดยหากปล่อยไว้เป็นระยะเวลานานโดยไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทในหู ดังนี้  ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ส่งผลให้หลอดเลือดขนาดเล็กและเส้นประสาทในหูชั้นในถูกทำลาย ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียการได้ยิน ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ส่งผลให้ตัวส่งสัญญาณประสาทที่เดินทางหูชั้นในไปยังสมองถูกทำลาย ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียการได้ยิน สัญญาณเตือนภาวะสูญเสียการได้ยิน ในผู้สูงอายุจากโรคเบาหวาน  สัญญาณเตือนภาวะสูญเสียการได้ยิน ในผู้สูงอายุจากโรคเบาหวาน มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ มักขอให้พูดซ้ำ ๆ มีปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารกับบุคคลมากกว่า 1 คน หูแว่ว คิดว่าคนอื่นบ่น มีปัญหาการได้ยินในสถานที่ที่มีเสียงดัง เช่น ร้านอาหารที่มีผู้คนพลุกพล่าน มีปัญหาในเรื่องของการฟังเสียง โดยเฉพาะเสียงของเด็กเล็ก เปิดโทรทัศน์หรือวิทยุเสียงดังเกินไป  อย่างไรก็ตาม หากผู้สูงอายุของคุณมีอาการเข้าข่ายสัญญาณเตือนของภาวะสูญเสียการได้ยิน ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม  ลดความเสี่ยงภาวะสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุจากโรคเบาหวาน ผู้สูงอายุจากโรคเบาหวานควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้ เพื่อลดความเสี่ยงภาวะสูญเสียการได้ยินในผู้ป่วยเบาหวาน  ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจสอบการได้ยินเป็นประจำทุกปี สอบถามแพทย์ที่ทำการรักษาเกี่ยวกับยาที่ใช้รับประทานเพื่อรักษาโรคประจำตัวว่ามีผลข้างเคียงที่ส่งผลกระทบต่อการได้ยินหรือไม่ ภาวะสูญเสียการได้ยินนอกจากจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและคนรอบข้างอีกด้วย ดังนั้นผู้สูงอายุจากโรคเบาหวานจึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ใส่ใจดูแลตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างภาวะสูญเสียการได้ยิน

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

เบาหวานขึ้นจอประสาทตา เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่ส่งผลกระทบต่อดวงตา ซึ่งหากได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ บทความนี้ Hello คุณหมอ นำข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาหรือเบาหวานขึ้นตามาให้ทุกคนได้ศึกษากันค่ะ เพื่อที่เราจะได้รับมือเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้อย่างทันท่วงที  เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) คืออะไร เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่ส่งผลกระทบต่อดวงตา โดยมีสาเหตุมาจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานาน ทำให้เส้นเลือดที่จอประสาทตาที่เรียกว่า จอเรตินา (Retina) ได้รับความเสียหายจากน้ำตาลอุดตัน ส่งผลให้เลือดไหลเวียนผิดปกติ  อย่างไรก็ตามในระยะแรกผู้ป่วยเบาหวานอาจไม่พบอาการหรือมีปัญหาเกี่ยวกับด้านการมองเห็น แต่หากปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน โดยไม่ควบคุมระดับน้ำตาลให้คงที่ อาจส่งผลร้ายแรงถึงขัันสูญเสียการมองเห็นได้  ระยะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา เบาหวานขึ้นจอประสาทตาแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังต่อไปนี้  เบาหวานขึ้นตาระยะแรก (Non–proliferative diabetic retinopathy : NPDR) หรือระยะที่ยังไม่มีเส้นเลือดงอกออกมาใหม่ โดยในระยะนี้ผนังหลอดเลือดเรตินาจะเริ่มบางลง มีรอยนูนเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากผนังหลอดเลือด ซึ่งในบางครั้งอาจมีเลือดและน้ำรั่วไหลเข้าไปในจอตาเรตินา ซึ่งเป็นจุดควบคุมความคมชัดของสายตา เบาหวานขึ้นตาระยะรุนแรง (Proliferative diabetic retinopathy : PDR) หรือระยะที่มีเส้นเลือดงอกออกมาใหม่ โดยในระยะนี้หลอดเลือดที่เสียหายจะเริ่มเสื่อมสภาพลง ทำให้เกิดเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติในหลอดเลือดเรตินา หลอดเลือดใหม่นี้มีผนังเปราะบางมากและเมื่อแตกเลือดจะเข้าไปในน้ำวุ้นตา ทำให้วุ้นตาขุ่นเกิดเป็นต้อหินได้  ปัจจัยเสี่ยงของเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ปัจจัยเสี่ยงของเบาหวานขึ้นจอประสาทตา มีดังนี้ เป็นเบาหวานมาเป็นระยะเวลานาน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง การตั้งครรภ์ สูบบุหรี่ ลดความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อนเบาหวานขึ้นจอประสาทตา วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกัน ภาวะแทรกซ้อนเบาหวานขึ้นจอประสาทตา คือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม รวมถึงวิธีอื่น ๆ […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ภาวะเบาหวานลงไต (Diabetic Nephropathy หรือ Diabetic Kidney Disease) เป็นอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อน ที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 วันนี้ Hello คุณหมอ จึงนำข้อมูลเกี่ยวกับภาวะเบาหวานลงไต มาให้ผู้ป่วยเบาหวานได้ศึกษากันค่ะ เพื่อที่เราจะได้รู้ทันและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างทันท่วงที  ภาวะเบาหวานลงไต (Diabetic Nephropathy หรือ Diabetic Kidney Disease) คืออะไร ภาวะเบาหวานลงไต (Diabetic Nephropathy หรือ Diabetic Kidney Disease) พบในผู้ป่วยเบาหวานประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ จัดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ไตชนิดรุนแรงของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่1 (Type 1 diabetes) และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 diabetes) โดยสาเหตุหลักเกิดจากไตทำงานหนักจนประสิทธิภาพการทำงานลดลง (กำจัดของเสียออกจากร่างกายลดลง) เมื่อกระบวนการขับของเสียที่ไตไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ของเสียที่บริเวณไตจึงเริ่มส่งผลเสียต่ออวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย อย่างไรก็ตาม ภาวะเบาหวานลงไตในระยะแรกมักไม่แสดงอาการมากนัก แต่เมื่อผ่านไปสักระยะผู้ป่วยเบาหวานจะเริ่มมีอาการแสดง ดังต่อไปนี้ อาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ  คลื่นไส้อาเจียน  โปรตีนในปัสสาวะ หายใจถี่  บริเวณข้อมือและข้อเท้ามีอาการบวม ความอยากอาหารลดลง  ร่างกายขาดอินซูลิน ปัจจัยเสี่ยงภาวะเบาหวานลงไต มีอะไรบ้าง ปัจจัยเสี่ยงของภาวะเบาหวานลงไต มีดังต่อไปนี้ ระดับความดันโลหิตสูง […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและภาวะขาดเลือด อาจทำให้เกิดแผลที่เท้านอกจากนี้ยังส่งผลให้แผลที่เท้าหายช้ากว่าปกติอีกด้วย บทความนี้ Hello คุณหมอ จึงพาทุกคนมาดูภาวะแทรกซ้อนอย่าง ตาปลาและหนังหนาด้านในผู้ป่วยเบาหวาน กัน จะมีความเกี่ยวข้องและมีวิธีการดูแลสุขภาพเท้าอย่างไร เรามาดูไปพร้อมกันเลย ตาปลาและหนังหนาด้านในผู้ป่วยเบาหวาน  ตาปลาและหนังหนาด้านในผู้ป่วยเบาหวาน เป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพเท้าที่พบได้บ่อย โดยเกิดจากแรงเสียดทานหรือแรงกดทับซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน ๆ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม เช่น หลวมเกินไป หรือคับเกินไป หากปล่อยให้ ตาปลาและหนังหนาด้าน เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจส่งผลให้ผิวหนังเกิดการอักเสบ และมีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิด ตาปลาและหนังหนาด้าน ด้วยการดูแลสุขภาพเท้าเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เลือกสวมใส่รองเท้าที่พอดีกับเท้าของตนเอง  ลักษณะอาการตาปลาและหนังหนาด้าน ที่ผู้ป่วยเบาหวานควรรู้ หากผู้ป่วยเบาหวานมีอาการดังต่อไปนี้  นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณมีลักษณะอาการ ตาปลาและหนังหนาด้าน  ผิวหนังมีลักษณะหนา แข็ง และหยาบกร้าน ผิวเป็นขุยแห้ง มีลักษณะผิวคล้ายกับขี้ผึ้ง กดแล้วรู้สึกเจ็บภายใต้ผิวหนัง จัดการตาปลาและหนังหนาด้าน ด้วยการเลือกสวมใส่รองเท้าที่เหมาะสม รู้หรือไม่คะว่ารองเท้าแต่ละแบบมีรูปแบบการกดทับที่เท้าต่างกัน หากเท้าเกิดการกดทับซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด ตาปลาและหนังหนาด้าน ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องเลือกสวมใส่รองเท้าที่เหมาะสม โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เลือกรองเท้าที่สวมใส่สบายและมีขนาดพอดีกับเท้า ไม่คับเกินไป หรือหลวมเกินไป หากซื้อรองเท้ามาใหม่ ให้สวมใส่อย่างน้อย 2-3 […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

อาการบวมส่วนปลาย (Peripheral Edema) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท ระบบหมุนเวียนเลือด จึงทำให้เกิดอาการบวมและเป็นแผลได้ง่าย ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องให้ความสำคัญในดูแลแผล และควบคุมอาการบวม แต่จะมีวิธีการรับมืออย่างไร ติดตามอ่านได้ในบทความ Hello คุณหมอ  อาการบวมส่วนปลาย ในผู้ป่วยเบาหวาน  อาการบวมส่วนปลาย (Peripheral Edema) เกิดจากความดันที่เพิ่มขึ้น จนทำให้น้ำรั่วออกมาจากเส้นเลือดฝอยออกมาสู่บริเวณเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้ผิวหนังเกิดอาการบวมตึง และมีลักษณะบุ๋มลงไป แต่ในผิวผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีลักษณะบุ๋ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุและอาการในแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม อาการบวมสามารถขึ้นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณขา หน้าท้อง ปอด แต่ส่วนใหญ่อาการบวมส่วนปลายมักเกิดขึ้นบริเวณเท้า ข้อเท้า และขา เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดเพียงข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้ สาเหตุของ อาการบวมส่วนปลายในผู้ป่วยเบาหวาน อาการบวมส่วนปลายในผู้ป่วยเบาหวาน เกิดจากหลายสาเหตุ หลายปัจจัยด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ลิ่มเลือดอุดตันของเส้นเลือดดำ การอักเสบของเนื้อเยื่อ  ถุงน้ำบริเวณใต้ข้อพับเข่าแตก  ระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองเกิดการอุดตัน อาการบวมน้ำจากการใช้อินซูลิน  ภาวะอื่น ๆ เช่น ผู้ป่วยเป็นโรคตับ โรคหัวใจ และโรคไตอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมด้วย และมีอาการบวมที่เท้าหรือข้อเท้า  ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้อักเสบ ยาฮอร์โมน ยาลดความดันโลหิต ยากล่อมประสาท ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวานบางชนิด รับมืออย่างไร หากมีอาการบวมส่วนปลายในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานสามารถลด อาการบวมส่วนปลายในผู้ป่วยเบาหวาน ในเบื้องต้นด้วยตนเองได้ […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ภาวะแทรกซ้อนในโรคเบาหวานระดับรุนแรงที่คุณควรระมัดระวัง นั่นก็คือ หลอดเลือดแข็ง เพราะเป็นสาเหตุที่สามารถทำให้คุณถึงขั้นเสียชีวิตได้ เนื่องจาก เลือดไม่อาจเข้าไปหล่อเลี้ยงหัวใจ บทความนี้ Hello คุณหมอ จึงนำข้อมูลเกี่ยวกับ หลอดเลือดแข็ง ภาวะแทรกซ้อน ที่พบบ่อยในโรคเบาหวาน มาฝากกันค่ะ จะมีวิธีการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างไร เรามาดูไปพร้อมกันเลย ความเชื่อมโยงระหว่าง หลอดเลือดแข็ง และโรคเบาหวาน  ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก็ล้วนอาจก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งได้ เนื่องจาก มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และไขมันในเลือดสูงเป็นเวลานาน เพราะการที่คุณมีระดับน้ำตาลสูง และไขมันสะสมมากขึ้นอยู่เรื่อย ๆ อาจส่งผลให้เอนไซม์ลดความสามารถในการย่อยสลาย กลายเป็นคราบพลัคคาโรทีค (Carotid) หรือการก่อตัวของจุลินทรีย์ที่เข้าไปขวางการไหลเวียนในหลอดเลือดจนหลอดเลือดแข็งตัว นำไปสู่การพัฒนาเกี่ยวกับโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดที่รุนแรงขึ้น ได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมองได้ สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวาน นำไปสู่ ภาวะหลอดเลือดแข็ง โรคเบาหวานส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการในร่างกายที่เปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงาน โดยมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของอินซูลินที่ผลิตจากตับอ่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะอินซูลินนั้นมีหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่เมื่อใดที่ตับอ่อนเกิดปัญหาไม่สามารถผลิตอินซูลินตามปกติ ก็อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเกินกว่าการควบคุม จนระบบไหลเวียนเลือดเสียหาย และก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ รวมไปถึง หลอดเลือดแข็ง ได้นั่นเอง วิธีป้องกัน หลอดเลือดแข็ง ภาวะแทรกซ้อน ของโรคเบาหวาน สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หากคุณไม่อยากให้ภาวะแทรกซ้อนอย่าง หลอดเลือดแข็ง เข้ามาทำลายสุขภาพของคุณเพิ่มเติม […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

เบาหวานลงไต หรือ โรคไตจากเบาหวาน อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ในอนาคตหากผู้ป่วยไม่ดูแลตนเองให้ดี ดังนั้น เมื่อมีภาวะเบาหวานลงไต จึงควรตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งลองหาเคล็ดลับง่าย ๆ ในการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยเบาหวานลงไต  เบาหวานลงไต คืออะไร? เบาหวานลงไต หรือโรคไตจากเบาหวาน (Diabetic Nephropathy)  ถือเป็นภาวะรุนแรงเชื่อมโยงกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สามารพบได้บ่อยถึง 25% ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยมีสาเหตุมาจากความดันโลหิตที่สูง รวมถึงหลอดเลือด และเซลล์ต่าง ๆ ในไตนั้นถูกทำลาย ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง ไม่สามารถที่จะกรองของเสียออกจากเลือดได้อีกต่อไป จนนำไปสู่ไตวายได้ในที่สุด ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานลงไต เบาหวานลงไต นอกจากจะทำลายสุขภาพไตแล้ว ยังอาจนำพาโรคอื่น ๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ เป็นต้น มาสู่ร่างกายได้อีกด้วย วิธีที่ดีทีสุดคือ ผู้ป่วยควรเร่งป้องกันตนเองให้พ้นจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ดังต่อไปนี้   การสูบบุหรี่เป็นประจำระยะยาว คอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากปัจจัยเสี่ยงข้างต้น ยังคงมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ นั่นคือ การถ่ายทอดโรค เบาหวานลงไต มาจากพันธุกรรมในครอบครัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เพียงแค่หันมาดูแลสุขภาพตนเองให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้ลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานลงไตไปได้  5 เคล็ดลับ ดูแลตนเอง เมื่อ เบาหวานลงไต ผู้ป่วย […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน คือ โรคที่เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างกายของเรามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และพันธุกรรม จนส่งผลอาจสามารถทำให้คุณมี ภาวะแทรกซ้อน อย่าง โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ ตามมาได้ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย บทความนี้ Hello คุณหมอจึงนำสัญญาณเตือนที่คุณควรสังเกต พร้อมวิธีรักษาโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบเบื้องต้น มาฝากกัน โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ (Peripheral Artery Disease หรือ PAD) เป็นหนึ่งใน ภาวะแทรกซ้อน ที่เกิดขึ้นจากโรคเบาหวานชนิดที่ 1  โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคอ้วน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โดยมีสาเหตุมาจากไขมัน คอเลสเตอรอล เข้าไปสะสมเกาะอยู่บนผนังหลอดเลือดส่วนแขนและขา จนขัดขวางระบบการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง โดยส่วนใหญ่ โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบมักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งมีประวัติเป็นโรคเบาหวานและมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือด 5 สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ สัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ อาจอยู่ในระดับปานกลางจนถึงขั้นรุนแรง ดัวนั้น เพื่อเป็นการเช็กตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ คุณอาจสังเกตได้จากอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เป็นตะคริวบ่อยครั้งบริเวณสะโพก ต้นขา […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวาน เป็นภาวะแทรกซ้อนทางตาที่พบได้บ่อย หากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที อาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงต้องดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน บทความนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ โรคต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวาน ให้มากขึ้นกัน ทำความรู้จัก ต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวาน ต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย เนื่องจาก ตับอ่อนผลิตอินซูลิน (Insulin) ไม่เพียงพอ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเป็นระยะเวลานาน ๆ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อส่วนต่าง ๆ ภายในดวงตา เช่น จอประสาทตา เรตินา เลนส์ตา เป็นต้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง เช่น มองเห็นไม่ชัด เห็นภาพซ้อน สายตาพร่ามัว เนื่องจาก เลนส์แก้วตามีการขุ่นมัว อาการปวดตาอย่างรุนแรง เป็นต้น  สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่า ผู้ป่วยเบาหวานเป็นโรคต้อกระจก อาการต้อกระจกในระยะแรกจะไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยใน ผู้ป่วยเบาหวานเป็นโรคต้อกระจก มีดังต่อไปนี้ สายตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน เห็นภาพไม่ชัดเจน  เห็นแสงเป็นจุด ๆ สีดำลอยอยู่ในสายตา การมองเห็นสีอาจเปลี่ยนไปจากเดิม เห็นแสงไฟกระจายเป็นวงกลม  วิธีการรักษาต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานด้วยการผ่าตัด ต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 15 นาที โดยแพทย์จะทำการกรีดตาเล็กน้อย เพื่อผ่าตัดนำเลนส์ตาที่ขุ่นออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมทดแทน  ควบคุมน้ำตาล ลดความเสี่ยงเบาหวานขึ้นตา หากคุณเป็นโรคเบาหวาน ควรเข้ารับการตรวจดวงตาเป็นประจำสม่ำเสมอ […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

การตรวจเช็ค อาการเบาหวานระยะสุดท้าย เป็นสิ่งสำคัญ หากคนในครอบครัวของคุณเป็นโรคเบาหวานระยะสุดท้ายอาจมีแนวโน้มที่ทำให้การรักษาเป็นไปได้ยากขึ้น แต่ถ้าคุณรู้จักอาการโรคเบาหวานระยะสุดท้าย และเตรียมความพร้อมรับมือก่อนก็สามารถที่จะอยู่กับคนที่เรารักได้นานยิ่งขึ้น วันนี้ Hello คุณหมอ ได้รวบรวม อาการโรคเบาหวานระยะสุดท้าย มาแบ่งปันกันค่ะ พร้อมแล้วไปเช็คพร้อม ๆ กันเลย อาการเบาหวานระยะสุดท้าย อาการของโรคเบาหวานระยะสุดท้ายเกิดขึ้นได้เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ เนื่องจากร่างกายดื้อต่ออินซูลินหรือไม่สามารถผลิตอินซูลินเองได้ น้ำตาลจึงไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานงานได้อาการที่พบบ่อยที่สุด คือ กระหายน้ำมาก อาการนี้เกิดจากเนื้อเยื่อในร่างกายของคุณขาดน้ำ เนื่องจากระดับน้ำตาลในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ร่างกายของคุณจึงจำเป็นที่จะต้องดึงน้ำเพื่อมาเจือจางน้ำตาลในร่างกาย ทำให้คุณรู้สึกหิวน้ำมากขึ้น หิวง่าย คุณอาจมีอาการหิวง่ายเนื่องจากร่างกายของคุณขาดอินซูลินในการย่อยสลายน้ำตาลเพื่อใช้เป็นพลังงาน เมื่อเนื้อเยื่อของคุณขาดพลังงานจึงส่งผลให้คุณมีอาการหิวง่ายกว่าปกติ เหนื่อยล้าเพิ่มขึ้น น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย เมื่อร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานได้ จึงทำให้คุณเกิดอาการเหนื่อยล้ามากขึ้น ปัสสาวะในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง การดื่มน้ำในปริมาณมากเกินไปจะทำให้คุณปัสสาวะมากขึ้นเช่นกัน และร่างกายก็ต้องการที่จะขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ มีปัญหาเรื่องการมองเห็น ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงผิดปกติสามารถส่งผลต่อการมองเห็นได้ เนื่องจากของเหลวสามารถเคลื่อนเข้าสู่ท่อตา สามารถรักษาได้ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในปริมาณที่ปกติ อาการติดเชื้อที่ผิดปกติ โรคเบาหวานอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น และหากมีอาการที่ร้ายแรงมากขึ้นอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้ออื่น ๆ ตามมา อาการโรคเบาหวานระยะสุดท้ายที่บ่งบอกว่าอาการของคุณกำลังแย่ลง เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานระยะสุดท้ายอาจมีความไวต่อการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำร่วมด้วย และอาจแสดงอาการเหล่านี้ อาการเหงื่อออก ตัวสั่น หรือใจสั่น เกิดความวิตกกังวล มีอาการหงุดหงิดง่าย ผิวซีด ทั้งนี้แต่ละคนอาจแสดงอาการไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย และการดูแลร่างกายของคุณด้วย การดูแลผู้ป่วยเบาหวานระยะสุดท้าย ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายสิบปี การดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานจึงเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากอาจมีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่มีสาเหตุมาจากโรคเบาหวานได้ เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคสมองเสื่อม แต่สำหรับการดูแลผู้ป่วยเบาหวานระยะสุดท้ายคุณควรให้ความสำคัญกับความสุข […]

ผู้เชี่ยวชาญด้าน ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ของเรา

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม see-more-icon