ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

นอกจากโรคเบาหวานจะสร้างปัญหาให้กับสุขภาพแล้ว ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่อาจมองข้าม เพราะหากจัดการได้ไม่มี อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ว่าเป็นอย่างไร และจะรับมือได้อย่างไรบ้าง ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

อาการน็อคเบาหวาน หรือช็อคน้ำตาล หมายถึง ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานลดลงต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร มักเกิดจากการใช้ฮอร์โมนอินซูลินเกินขนาด หรือออกกำลังกายหักโหม หรืองดการรับประทานอาหารบางมื้อ ทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีอาการตัวสั่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หมดแรง หรือง่วงซึม ทั้งนี้ เมื่อเกิดอาการน็อคเบาหวาน ควรรับประทานของหวาน ขนมขบเคี้ยว หรือน้ำผลไม้ เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้นสู่ระดับที่ปลอดภัยประมาณ 70-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และหากระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้น ควรรีบไปพบคุณหมอ [embed-health-tool-bmr] อาการน็อคเบาหวาน คืออะไร อาการน็อคเบาหวานเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของอาการช็อคน้ำตาล (Insulin Shock) หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยเบาหวานฉีดหรือบริโภคอินซูลินทดแทน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในปริมาณมากกว่าที่คุณหมอแนะนำจนส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ปลอดภัย หรือต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยทั่วไป ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีสุขภาพดีจะอยู่ระหว่าง 70-100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หากตรวจพบว่าระดับน้ำตาลสูงกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร อาจหมายความว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ส่วนระดับน้ำตาลในเลือดของของผู้ป่วยเบาหวานจะเท่ากับ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือสูงกว่า อาการน็อคเบาหวาน เป็นอย่างไร ผู้ที่มีอาการน็อคเบาหวาน หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอีพิเนฟรีน (Epinephrine) หรืออะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมา ส่งผลให้ มีอาการดังต่อไปนี้ […]

หัวข้อ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เพิ่มเติม

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

หนังหุ้มปลายอักเสบ (Balanitis) เกิดจากการติดเชื้อหรือการอักเสบบริเวณส่วนปลายของอวัยวะเพศชาย ส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบต่อผู้ชายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยขลิบอวัยวะเพศ หรือมีสุขอนามัยที่ไม่ดี จนเกิดการหมักหมมของเชื้อโรคจนอักเสบ นอกจากนี้ เบาหวาน ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงของภาวะหนังหุ้มปลายอักเสบได้เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลที่แฝงอยู่ในปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้นด้วย เมื่อปัสสาวะที่เต็มไปด้วยน้ำตาลไหลผ่านไปยังอวัยวะเพศและใต้หุ้มหนังปลายอวัยวะเพศ ก็อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือยีสต์ที่ส่งผลให้หนังหุ้มปลายอักเสบ และอาจทำให้เนื้อบริเวณหนังหุ้มปลายเน่าตาย  นอกจากนี้ เบาหวานยังอาจส่งผลให้ระบบทางเดินปัสสาวะติดเชื้อจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การทำงานผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เข้าไปต่อสู้กับเชื้อโรค การไหลเวียนของเลือดบกพร่อง จนนำไปสู่การสะสมของแบคทีเรียในปัสสาวะ ทำให้อาจมีหนองปนในปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ และอาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด หากปล่อยไว้นาน หรือมีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี อาจทำให้ร่างกายต่อสู้กับภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้ยากขึ้น ประเภทของหนังหุ้มปลายอักเสบ หนังหุ้มปลายอักเสบอาจแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ เซอร์ซิเนส บาลานิติส (Circinate Balanitis) อาจเกิดขึ้นกับผู้ชายที่เป็นโรคข้ออักเสบรีแอคทีฟ (Reactive Arthritis) ซึ่งเป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ ส่งผลให้หัวองคชาตเกิดแผล อักเสบ บวม และมีรอยแดง ซูโดแอปพิเลียลิโอเมทัส เคราโทติก (Pseudoepitheliomatous Keratotic) และเมเคทรัส บาลานิติส ( Micaceous Balanitis) อาจทำให้บริเวณหัวองคชาตเกิดหูดที่เป็นสะเก็ด ภาวะหนังหุ้มปลายอักเสบประเภทนี้พบได้ยาก มักส่งผลกระทบต่อผู้ชายที่มีอายุ 60 […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

มือชา เป็นอาการหนึ่งที่เกิดจากโรคเส้นประสาทที่เกิดจากเบาหวาน เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง จนส่งผลให้เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ที่หล่อเลี้ยงเส้นประสาทเสียหาย เส้นประสาทจึงไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2 โดยทั่วไปอาจส่งผลต่อเส้นประสาทที่มือและเท้า ทำให้มือชา เท้าชา ปวดมือ ปวดเท้า ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นเพียงอาการเบื้องต้น แต่หากเป็นโรคเส้นประสาทจากเบาหวานเรื้อรังและไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวด และไม่รู้ตัวหากเป็นแผล จึงอาจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดแผลเรื้อรัง และติดเชื้อได้ง่าย แม้โรคเส้นประสาทจะเป็นโรคที่ไม่มีวิธีรักษา แต่หากผู้ป่วยเบาหวานตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็อาจช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ กลุ่มอาการของโรคเส้นประสาทที่เกิดจากเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคเส้นประสาทที่เกิดจากเบาหวาน มักไม่ทราบว่าเส้นประสาทเสียหายจนกว่าจะได้รับการวินิจฉัยจากคุณหมอ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล ทั้งยังขึ้นอยู่กับชนิดและจำนวนของเส้นประสาทที่ได้รับผลกระทบ โดยอาการและประเภทของโรคเส้นประสาทที่เกิดจากเบาหวาน อาจแบ่งได้ดังนี้ โรคเส้นประสาทจากเบาหวานเฉพาะที่เสียหาย (Diabetic Mononeuropathy) โรคเส้นประสาทชนิดนี้อาจมีผลต่อเส้นประสาทเส้นเดียว หรือหลายเส้นพร้อม ๆ กันก็ได้ โดยจะเกิดอาการในส่วนที่ได้รับผลกระทบ เช่น อาจส่งผลต่อเส้นประสาทบริเวณหน้าอก ทำให้เกิดอาการชาและเจ็บที่ผนังหน้าอก อาการที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ เจ็บหน้าอก ท้อง หรือสีข้าง ปวดที่ต้นขา ปวดหลังส่วนล่างหรือกระดูกเชิงกรานอย่างรุนแรง มีปัญหาการได้ยิน อัมพาตที่ด้านใดด้านหนึ่งของใบหน้า ดวงตาโฟกัสภาพให้ชัดเจนไม่ได้ ปวดกระบอกตา มองเห็นภาพซ้อน โรคเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

อาการคอดำ สามารถมีสาเหตุได้หลากหลาย แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานจะมีลักษณะเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งมีลักษณะผิวคล้ำ หนา นูน หยาบกร้าน หรือบางคนอาจมีติ่งเนื้อยื่นออกมา เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ระดับอินซูลินเพิ่มสูงขึ้นและกระตุ้นการเจริญเติบโตของผิวหนังมากขึ้น มักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีรูปร่างอ้วน ดังนั้น หากมีอาการคอดำเกิดขึ้นอย่างกะทันหันควรเข้าพบคุณหมอทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน อาการคอดำ ในผู้ป่วยเบาหวาน อาการคอดำ เป็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ได้แก่ ผิวคล้ำขึ้น ผิวหนา หยาบกร้าน บางคนอาจมีติ่งเนื้อยื่นออกมา และอาจมีอาการคันหรือมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย ส่วนใหญ่อาจพบตามบริเวณรอยพับของผิวหนัง เช่น รักแร้ ขาหนีบ คอ ทั้งนี้ควรเข้าพบคุณหมอหากมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือมีอาการคัน เจ็บปวด มีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ สาเหตุของคอดำ ในผู้ป่วยเบาหวาน คอดำ ในผู้ป่วยเบาหวาน มีสาเหตุจากระดับอินซูลินที่สูงขึ้นไปกระตุ้นเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเจริญเติบโตมากกว่าปกติ ภาวะนี้ทางการแพทย์ เรียกว่า โรคผิวหนังช้าง (Acanthosis Nigricans) ส่วนใหญ่พบมากผู้ที่มีน้ำหนักเกินและมีรูปร่างอ้วน หรือในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินและมีรูปร่างอ้วน การรักษาคอดำ ในผู้ป่วยเบาหวาน ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาอาการคอดำ อาจเป็นเพียงการรักษาในกรณีของผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนให้ลดน้ำหนัก […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

เท้าบวม เบาหวาน หรือเท้าเบาหวาน เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวานเมื่อผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และสะสมในเส้นเลือดมากขึ้นทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่ดีจนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเนื้อเยื่อที่เท้าได้เพียงพอ ของเหลวจะเข้าไปสะสมอยู่ตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ เช่น ขา ข้อเท้า เท้า จนทำให้เกิดอาการบวมขึ้น นอกจากนี้ บาดแผลที่เท้าและการติดเชื้ออาจส่งผลทำให้เกิดอาการเท้าบวมได้เช่นกัน หากมีบาดแผลที่เท้าหรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ควรเข้ารับการรักษา เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน สาเหตุของอาการเท้าบวม เบาหวาน เท้าบวมจากเบาหวาน อาจเกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ ที่ผู้ป่วยเบาหวานพบบ่อยและส่งผลต่อเท้า ดังนี้ โรคหลอดเลือดตีบ โรคเบาหวานส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือด ทำให้เส้นเลือดต่างๆ แข็งตัวและขาดความยืดหยุ่น จากการสะสมของน้ำตาลและไขมันในเส้นเลือด จนทำให้หลอดเลือดแดงตีบหรืออุดตันเรื้อรัง ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเนื้อเยื้อบริเวณเท้าได้อย่างเพียงพอ หากผู้ป่วยเบาหวานเกิดบาดแผลที่เท้าจะส่งผลให้แผลหายช้าหรือแผลอาจไม่สมานตัว เนื่องจากหลอดเลือดตีบจนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเนื้อเยื่อที่เท้าเพื่อรักษาแผลได้ จนอาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ เช่น เท้าบวม ตะคริว ปวด แผลเปื่อย สีผิวที่เท้าเปลี่ยน ในกรณีรุนแรงเมื่อเลือดไหลเวียนได้น้อยลงอาจทำให้มีอาการเจ็บปวด ติดเชื้อ กลายเป็นเนื้อตาย คุณหมออาจต้องรักษาด้วยการตัดเนื้อเยื่อบริเวณเนื้อตาย นิ้วเท้า หรือรุนแรงถึงขั้นตัดขา โรคระบบประสาทจากเบาหวาน โรคเบาหวานที่เกิดขึ้นอย่างยาวนานอาจทำลายเส้นประสาทจนทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีการรับรู้ความรูสึกที่เท้าเปลี่ยนแปลงไป หลากหลายรูปแบบตั้งแต่ เจ็บปวด ระคายเคืองหรือชา ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด ซึ่งหากเป็นการชาที่รุนแรงนั้น จะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อมีบาดแผล จนนำไปสู่การติดเชื้อรุนแรงที่เท้าได้ จึงอาจทำให้ไม่รู้ตัวว่าได้รับบาดเจ็บบริเวณเท้า นำไปสู่ความเสี่ยงทำให้แผลอักเสบ […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

แผลเบาหวาน เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ทำให้ผิวหนังรักษาตัวเองได้ช้าลง เมื่อผู้ป่วยเบาหวานมีแผลเกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถพัฒนากลายเป็นแผลที่ใหญ่ขึ้นและเสี่ยงติดเชื้อได้ โดยส่วนใหญ่แผลเบาหวานมักเกิดขึ้นบริเวณเท้า เนื่องจากเส้นเลือดตีบตันจนเลือดไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณเท้าได้ ทำให้เลือดไหลเวียนกลับมาไม่สะดวก ทำให้เกิดปลายประสาทอักเสบ ไม่รู้สึกเจ็บ เกิดบาดแผลได้ง่าย และเมื่อเกิดแผลจึงทำให้แผลหายช้า สาเหตุที่ทำให้แผลเบาหวานหายช้า แผลเบาหวาน ส่วนใหญ่เป็นแผลเปิดที่เท้าและอาจมีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย เช่น การติดเชื้อ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้แผลเบาหวานหายช้า อาจมีดังนี้ ความผิดปกติของหลอดเลือด ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีภาวะเส้นเลือดตีบแข็งและอุดตันในเส้นเลือดแดงใหญ่และเส้นเลือดฝอย ทำให้เลือดไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ และเกิดเป็นแผลขึ้น พบบ่อยที่บริเวณปลายนิ้วเท้าและตำแหน่งการลงน้ำหนัก เช่น ส้นเท้า นอกจากนี้ การที่เลือดไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เพียงพอ ยังอาจส่งผลให้แผลที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น เช่น ตะปูตำ เล็บขบ หรือแผลจากการบาดเจ็บสมานตัวได้ช้าลง โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่ มีไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มการตีบตันของเส้นเลือดมากขึ้นอีกด้วย การติดเชื้อแทรกซ้อน ส่วนใหญ่แผลเบาหวานมักมีการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้ออื่น ๆ ร่วมด้วย ส่งผลทำให้แผลเกิดการอักเสบและลุกลามมากขึ้น ร่วมกับปัญหาเส้นเลือดฝอยอุดตันทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ จนอาจทำให้แผลไม่สมานตัวและมีกลิ่นเหม็นเน่า นอกจากนี้ หากผู้ป่วยเบาหวานมีภาวะแทรกซ้อนทางประสาทและหลอดเลือด อาจมีแนวโน้มทำให้แผลเบาหวานรักษายากยิ่งขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่คุณหมอจะรักษาอวัยวะเหล่านั้นไว้ได้ จนจำเป็นต้องตัดเนื้อตายส่วนนั้นทิ้งไป ปลายประสาทเสื่อม ปลายประสาทเสื่อมเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมานานหลายปี โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมีเมตาบอลิซึม (Metabolism) ซึ่งเป็นกระบวนการทางเคมีที่รักษาความสมดุลของร่างกายที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์เส้นประสาท ปลายประสาทเสื่อม สามารถแบ่งได้ดังนี้ ประสาทอัตโนมัติเสื่อม ส่งผลกระทบต่อการควบคุมการหดและขยายของหลอดเลือดและการหลั่งเหงื่อ ทำให้ร่างกายหลั่งเหงื่อน้อยลง ผิวแห้ง แตก […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

เบาหวานขึ้นตา หรือ ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เกิดจากความเสียหายของเนื้อเยื่อหลอดเลือดบริเวณด้านหลังดวงตา หรือที่เรียกว่า เรตินา (Retina) ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ยิ่งระยะของโรคเบาหวานลุกลามและระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น อาจยิ่งเพิ่มโอกาสทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในดวงตามากขึ้น จนอาจทำให้สูญเสียการมองเห็น นอกจากนี้ หากอาการรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้หลอดเลือดฝอยบริเวณจอประสาทตาและหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกายเสื่อมได้เช่นกัน เบาหวานขึ้นตา อาการเป็นอย่างไร เบาหวานขึ้นตา อาจทำให้หลอดเลือดด้านหลังดวงตาเกิดความเสียหาย ผู้ป่วยโรคเบาหวานประมาณ 40%-45% มักเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา ซึ่งในระยะเริ่มต้นอาจยังไม่แสดงอาการใด ๆ หรืออาจมีปัญหาการมองเห็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ อาการเบาหวานขึ้นจอตา เมื่อโรคเบาหวานลุกลามมากขึ้นหรือเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้มีอาการเหล่านี้ มองเห็นภาพซ้อน มองเห็นเป็นจุดหรือเส้นสีดำในดวงตา ตาพร่ามัว การมองเห็นไม่ชัดเจน ดวงตาไม่สามารถปรับให้มองเห็นในที่มืดได้ดีเท่าที่ควร ไขมันรั่วในจอตา ทำให้จอประสาทตาบวม จอประสาทตาหลุดลอก เลือดออกในน้ำวุ้นตา สูญเสียการมองเห็น อาการจอตาบวมน้ำจากเบาหวาน เกิดจากของเหลวสะสมอยู่บริเวณกึ่งกลางของเรตินา อาจทำให้มีอาการเหล่านี้ ตาพร่ามัว มองเห็นเป็นคลื่นหรือเส้นสีดำในตา มองเห็นสีซีดจางลงหรือสีเหลือง มองเห็นเงาตะกอนน้ำวุ้นตา (Floaters) คือ เห็นเป็นเงาดำเล็ก ๆ ที่เกิดจากตะกอนในน้ำวุ้นตา อาการเบาหวานและต้อหิน ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีความเสี่ยงเกิดโรคต้อหินเป็น 2 เท่า เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานอาจมีภาวะแทรกซ้อนมีเส้นเลือดผิดปกติที่บริเวณม่านตา อาจอุดทางเดินของน้ำภายในลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้น หากปล่อยไว้เป็นเวลานานความดันที่เกิดขึ้นอาจกดให้ประสาทตาฝ่อได้ ซึ่งโรคต้อหินเป็นโรคที่ทำลายเส้นประสาทตา […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

เบาหวานลงไต (Diabetic Nephropathy หรือ Diabetic Kidney Disease) เป็นอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนชนิดรุนแรงที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งทำให้ไตทำงานผิดปกติ และเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของไตวาย อีกทั้งก่อให้เกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น  ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง  โรคหลอดเลือดหัวใจ  สาเหตุเบาหวานลงไต เบาหวานลงไต (Diabetic Nephropathy หรือ Diabetic Kidney Disease) จัดเป็นภาวะแทรกซ้อนชนิดรุนแรงของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 diabetes) และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 diabetes) โดยสาเหตุหลักเกิดจากโรคเบาหวานทำให้หลอดเลือดและเซลล์อื่น ๆ ในไตถูกทำลาย เมื่อไตเกิดความผิดปกติจึงกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้น้อยลง เมื่อกระบวนการขับของเสียที่ไตไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ของเสียบริเวณไตจึงเริ่มส่งผลเสียต่ออวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งผลร้ายแรงทำให้เกิดภาวะไตวาย เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ อาการเบาหวานลงไต    เบาหวานลงไตในระยะแรกมักไม่แสดงอาการมากนัก แต่เมื่อผ่านไปสักระยะผู้ป่วยเบาหวานจะเริ่มมีอาการ ดังต่อไปนี้ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ  คลื่นไส้อาเจียน  หายใจถี่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ใบหน้า […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและภาวะขาดเลือด อาจทำให้เกิดแผลที่เท้า นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลให้แผลที่เท้าหายช้ากว่าปกติด้วย ทั้งนี้ การทราบข้อมูลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนอย่าง ตาปลาและหนังหนาด้านในผู้ป่วยเบาหวาน รวมถึงวิธีดูแลเท้าที่เหมาะสม อาจช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานดูแลสุขภาพเท้าได้ดีขึ้น ตาปลาและหนังหนาด้านในผู้ป่วยเบาหวาน  ตาปลาและหนังหนาด้านในผู้ป่วยเบาหวาน เป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพเท้าที่พบได้บ่อย โดยเกิดจากแรงเสียดทานหรือแรงกดทับซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน ๆ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม เช่น หลวมเกินไป หรือคับเกินไป หากปล่อยให้ ตาปลาและหนังหนาด้าน เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจส่งผลให้ผิวหนังเกิดการอักเสบ และมีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดตาปลาและหนังหนาด้าน ด้วยการดูแลสุขภาพเท้าเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เลือกสวมใส่รองเท้าที่พอดีกับเท้าของตนเอง  ลักษณะอาการตาปลาและหนังหนาด้าน ที่ผู้ป่วยเบาหวานควรรู้ หากผู้ป่วยเบาหวานมีอาการดังต่อไปนี้  นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณมีลักษณะอาการ ตาปลาและหนังหนาด้าน  ผิวหนังมีลักษณะหนา แข็ง และหยาบกร้าน ผิวเป็นขุยแห้ง มีลักษณะผิวคล้ายกับขี้ผึ้ง กดแล้วรู้สึกเจ็บภายใต้ผิวหนัง จัดการตาปลาและหนังหนาด้าน ด้วยการเลือกสวมใส่รองเท้าที่เหมาะสม องเท้าแต่ละแบบมีรูปแบบการกดทับที่เท้าต่างกัน หากเท้าเกิดการกดทับซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดตาปลาและหนังหนาด้าน ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องเลือกสวมใส่รองเท้าที่เหมาะสม โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เลือกรองเท้าที่สวมใส่สบายและมีขนาดพอดีกับเท้า ไม่คับเกินไป หรือหลวมเกินไป หากซื้อรองเท้ามาใหม่ ให้สวมใส่อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงทุกวันเพื่อให้เท้าชินกับรองเท้า หลีกเลี่ยงการสวมใส่รองเท้านานเกินไป เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดตาปลาและหนังหนาด้าน […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

อาการบวมส่วนปลาย หรืออาการบวมของรยางค์ (Peripheral Edema) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท ระบบหมุนเวียนเลือด จึงทำให้เกิดอาการบวมและเป็นแผลได้ง่าย ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องให้ความสำคัญในดูแลแผลและควบคุมอาการบวม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นและส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ [embed-health-tool-bmi] อาการบวมส่วนปลาย ในผู้ป่วยเบาหวาน  อาการบวมส่วนปลาย เกิดจากแรงดันในหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น จนทำให้น้ำรั่วออกมาจากเส้นเลือดฝอยออกมาสู่บริเวณเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้ผิวหนังเกิดอาการบวมตึง และมีลักษณะบุ๋มลงไป แต่ในผิวผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีลักษณะบุ๋ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุและอาการในแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม อาการบวมสามารถขึ้นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณขา หน้าท้อง ปอด แต่ส่วนใหญ่อาการบวมส่วนปลายมักเกิดขึ้นบริเวณเท้า ข้อเท้า และขา เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดเพียงข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้ สาเหตุของ อาการบวมส่วนปลายในผู้ป่วยเบาหวาน อาการบวมส่วนปลายในผู้ป่วยเบาหวาน เกิดจากหลายสาเหตุ หลายปัจจัยด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ลิ่มเลือดอุดตันของเส้นเลือดดำ การอักเสบของเนื้อเยื่อ  ถุงน้ำบริเวณใต้ข้อพับเข่าแตก  ระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองเกิดการอุดตัน อาการบวมน้ำจากการใช้อินซูลิน  ภาวะอื่น ๆ เช่น ผู้ป่วยเป็นโรคตับ โรคหัวใจ และโรคไตอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมด้วย และมีอาการบวมที่เท้าหรือข้อเท้า  ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้อักเสบ ยาฮอร์โมน ยาลดความดันโลหิต ยากล่อมประสาท ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวานบางชนิด รับมืออย่างไร หากมีอาการบวมส่วนปลายในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานสามารถลด อาการบวมส่วนปลายในผู้ป่วยเบาหวาน […]

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

หลอดเลือดแข็ง เป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนในโรคเบาหวานระดับรุนแรงที่ควรระวัง เนื่องจากอาจทำให้เลือดไม่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้เพียงพอ ทำให้หัวใจขาดเลือด และอาจนำไปสู่การเสียชีวิต ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรเรียนรู้วิธีการลดความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดแข็งจากโรคเบาหวาน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต [embed-health-tool-bmi] หลอดเลือดแข็ง ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน  ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก็ล้วนอาจก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งได้ เนื่องจาก มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และไขมันในเลือดสูงเป็นเวลานาน เพราะการมีระดับน้ำตาลสูง และไขมันสะสมมากขึ้นอยู่เรื่อย ๆ อาจส่งผลให้เอนไซม์ลดความสามารถในการย่อยสลาย กลายเป็นคราบพลัคคาโรทีค (Carotid) หรือการก่อตัวของจุลินทรีย์ที่เข้าไปขวางการไหลเวียนในหลอดเลือดจนหลอดเลือดแข็งตัว นำไปสู่การพัฒนาเกี่ยวกับโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดที่รุนแรงขึ้น ได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมองได้ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งในผู้ป่วยเบาหวาน โรคเบาหวานส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการในร่างกายที่เปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงาน โดยมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของอินซูลินที่ผลิตจากตับอ่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะอินซูลินนั้นมีหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่เมื่อใดที่ตับอ่อนเกิดปัญหาไม่สามารถผลิตอินซูลินตามปกติ ก็อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเกินกว่าการควบคุม จนระบบไหลเวียนเลือดเสียหาย และก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ รวมไปถึง หลอดเลือดแข็ง ได้นั่นเอง วิธีป้องกันหลอดเลือดแข็ง ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน สามารถลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างหลอดเลือดแข็งได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ เลิกสูบบุหรี่ เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หมั่นเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี หรือตามแพทย์กำหนด โดยเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิต นอกจากนี้ ยังสามารถบรรเทาอาการของโรคเบาหวานควบคู่ไปด้วยได้ โดยการใช้อินซูลิน ยารักษาที่แพทย์กำหนด พร้อมทำตามคำแนะนำของแพทย์ถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ งด หรือจำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยแอลกอฮอล์ให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาล […]


คุณกำลังเป็นเบาหวานอยู่ใช่หรือไม่?

คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เข้าร่วมชุมชนเบาหวานและแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ของคุณ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!


ผู้เชี่ยวชาญด้าน ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ของเรา

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม see-more-icon