โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน คือโรคที่สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานและสุขภาพโดยรวมของร่างกายได้อย่างมาก อีกทั้งในปัจจุบัน อัตราผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานประเภทต่าง ๆ ปัจจัยเสี่ยง และรักษาโรคเบาหวาน จึงมีความสำคัญเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานให้ดียิ่งขึ้น

เรื่องเด่นประจำหมวด

โรคเบาหวาน

เบาหวาน อาการ และวิธีการป้องกัน

เบาหวานเป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ที่เกิดจากร่างกายจัดการอินซูลินและน้ำตาลได้ไม่ดีพอ เกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยอินซูลินมีหน้าที่นำพาน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดที่ได้จากการรับประทานอาหาร เข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินไม่เพียงพอจึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป และเมื่อป่วยเป็นโรค เบาหวาน อาการ ที่พบอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค อย่างไรก็ตาม หากไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ไตเสียหาย จอประสาทตาเสื่อมได้ [embed-health-tool-bmi] เบาหวาน คืออะไร เบาหวาน คือ โรคเรื้อรังที่จะวินิจฉัยเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงตั้งแต่ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป ซึ่งเป็นผลจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หากปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะนี้นานอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน เช่น โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง ระบบประสาทเสื่อม   เบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 1 พบได้บ่อยในวัยเด็ก เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่อง ทำให้ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นำไปสู่ภาวะน้ำตาลสะสมในเลือดสูงขึ้น อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย เบาหวานชนิดที่ 2 พบได้บ่อยในวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ที่อายุ 40 ปี ขึ้นไป เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือเซลล์ในร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการหิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย และน้ำหนักลดได้ ข้อมูลจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ระบุว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานร้อยละ […]

หมวดหมู่ โรคเบาหวาน เพิ่มเติม

สำรวจ โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน

เป็นเบาหวานตอนท้อง ควรทำอย่างไร

ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มักพบหลังจากอายุครรภ์ขอคุณเเม่เข้าช่วงไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป ซึ่งอาจไม่แสดงอาการใด ๆ หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย เเต่หากไว้โดยไม่ทำการรักษา หรือ ควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี อาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะครรภ์เป็นพิษและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทารกได้ ดังนั้นจึงควรหมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองและเข้ารับการตรวจครรภ์ตามที่คุณหมอกำหนดอย่างเคร่งครัด [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] เบาหวานตอนท้อง เกิดจากอะไร ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เกิดเนื่องจากร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิเพิ่มขึ้น โดยในระหว่างตั้งครรภ์ รกจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) คอร์ติซอล (Cortisol) และแลคโตเจน (Lactogen) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีฤทธิ์ต้านกับฮอร์โมนอินซูลิน จึงส่งผลให้เซลล์ในร่างกายของคุณเเม่ตอบสนองต่ออินซูลินลดลง นำน้ำตาลเข้าไปเผาผลาญได้ลดลง จึงทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น จนนำไปสู่โรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ได้ อย่างไรก็ตามคุณเเม่จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานตอนขณะตั้งครรภ์ เมื่อตรวจพบหลังจากเข้าอายุครรภ์ในไตรมาสที่ 2 ไปเเล้ว หากตรวจพบตั้งเเต่อายุครรภ์น้อย ๆ อาจเเปลได้ว่า คุณเเม่อาจจะมีโรคเบาหวานอยู่เดิมตั้งเเต่ยังไม่ตั้งครรภ์ได้ (ไม่ทราบมาก่อน) นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง ที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เช่น ผู้ที่มีประวัติเป็นภาวะก่อนเบาหวาน หรือมีประวัติเคยมีภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน ๆ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน คุณแม่ที่เป็นโรคอ้วน หรือ มีภาวะน้ำหนักเกิน และภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) เบาหวานตอนท้อง อันตรายอย่างไร เบาหวานตอนท้อง อาจส่งผลอันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่และทารก ดังนี้ ทารกตัวใหญ่ […]


โรคเบาหวาน

CGM (เครื่องวัดระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง) คืออะไร ใช้งานอย่างไร

CGM ย่อมาจาก Continuous Glucose Monitoring เป็นเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ที่ต้องการควบคุมเบาหวานให้ได้ดี สามารถใช้ติดตามค่าน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเองได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาวิธีการใช้งานรายละเอียดข้อมูล ทั้งข้อดี และข้อเสียของเครื่อง CGM ก่อนใช้ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดระหว่างใช้งาน [embed-health-tool-bmr] CGM คืออะไร CGM คือ เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง โดยจะวัดระดับน้ำตาลที่อยู่เนื้อเยื่อซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กับระดับน้ำตาลในกระเเสเลือดทุก ๆ 5-10 นาที ตลอด 24 ชั่วโมงแล้วส่งข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นไปแสดงผลที่ตัวรับสัญญาน หรือ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนของผุ้ใช้ ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงค่าน้ำตาลในเลือด ณ ขณะนั้น ๆ ได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ เมื่อเครื่องวัดระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่องรบอายุการใช้งานควรเปลี่ยนเครื่องใหม่ตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ ซึ่งอาจเเตกต่างกันในเเต่ละยี่ห้อ เครื่องวัดระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่องประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้ เซนเซอร์ (Sensor) เป็นวัสดุที่ทำจากโลหะ มีขนาดเล็ก ซึ่งจะฝังอยุ่ใต้ผิวหนัง เพื่อตรวจวัดระดับน้ำตาลที่อยู่ในเนื้อเยื่อ ส่วนมากมักจะติดเซนเซอร์นี้ที่บริเวณหน้าท้อง และต้นแขนด้านหลัง ตัวส่งสัญญาณ (Transmitter) เมื่อเซนเซอร์ตรวจจับระดับน้ำตาล ตัวส่งสัญญาณนี้จะส่งข้อมูลที่ได้จากเซนเซอร์ไปยังตัวรับข้อมูล ตัวรับข้อมูล […]


โรคเบาหวาน

น้ำตาลในเลือดสูงเกิน 500 อันตรายหรือไม่ มีวิธีแก้ไขอย่างไร

น้ำตาลในเลือดสูงเกิน 500 มิลลิกรัม/เดซิลิตร สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย เเต่มักพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะเลือดข้นจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงเเก่ชีวิตได้ [embed-health-tool-bmi] น้ำตาลในเลือดสูงเกิน 500 เกิดจากอะไร การที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูง อาจเกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน จึงทำให้ไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานได้ ร่วมกับการรับประทานอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเเละน้ำตาลในปริมาณมาก หรือ รับประทานยา/ฉีดอินซูลินไม่สม่ำเสมอจนส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงมากจนเกินไป นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง ที่ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงเกิน 500 ดังนี้ ผู้ป่วยไม่ดูเเลสุขภาพให้ดี เช่น ไม่รับประทานยาลดระดับน้ำตาล หรือ รับประทานยาไม่สม่ำเสมแ ไม่ออกกำลังกาย ไม่ควบคุมอาหาร โรคบางชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคไต เพราะอาจทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากขึ้น จนนำไปสู่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะติดเชื้อ หรือ การเจ็บป่วยแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หัวใจวายเฉียบพลัน เนื่องจากเมื่อมีภาวะเจ็บป่วยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ต้านกับอินซูลินเพิ่มมากขึ้น จึงอาจทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นได้ ยาบางชนิด เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ และยารักษาโรคหอบหืด ซึ่งมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น น้ำตาลในเลือดสูงเกิน 500 อันตรายหรือไม่ น้ำตาลในเลือดสูงเกิน 500 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จัดอยู่ในเกณฑ์ที่อันตรายมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดข้นจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง […]


โรคเบาหวาน

ลดน้ำตาลในเลือดเร่งด่วน ทำได้อย่างไรบ้าง

ผู้ที่เป็นเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมื่อตรวจหลังอดอาหารให้อยู่ระหว่าง 80 - 130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือ เมื่อตรวจหลังรับประทานอาหารเเล้วสูงไม่เกิน 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งหากปล่อยให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเเทรกซ้อนต่าง ๆ ที่ตามมาได้ ดังนั้น จึงควรศึกษาหาวิธี ลดน้ำตาลในเลือดเร่งด่วน รวมถึงดูเเลสุขภาพให้ดีเเละควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำไมถึงควร ลดน้ำตาลในเลือดเร่งด่วน การลดน้ำตาลในเลือดเร่งด่วน เมื่อทราบว่าตัวเองมีค่าน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) ภาวะเลือดเป็นกรด (Diabetic ketoacidosis) ภาวะเลือดข้นจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมาก (Diabetic hyperosmolar syndrome) ซึ่งเป็นภาวะเเทรกซ้อนชนิดเฉียบพลันของโรคเบาหวานและช่วยลดอาการของเบาหวานที่เกิดจากการที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงไม่ให้แย่ลง รวมถึงช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนชนิดเรื้อรังได้ดังนี้ ตาพร่ามัว ต้อกระจก ตาบอด เส้นประสาทเสื่อมส่งผลให้มือและเท้าชา เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หัวใจวาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน ทำให้เท้าขาดเลือด ไตวาย ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายเเละรุนเเรงกว่าปกติ แผลหายช้า แผลเท้าเบาหวาน วิธีลดน้ำตาลในเลือดเร่งด่วน วิธีลดน้ำตาลในเลือดเร่งด่วน อาจทำได้ดังนี้ ฉีดอินซูลิน มักใช้ในกรณีผู้ที่เป็นหวานชนิดที่ 1 คุณเเม่ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ใช้ยาลดระดับน้ำตาลชนิดรับประทานเเล้วยังไม่ได้ผล หรือมีข้อห้ามของการใช้ยา โดยยาฉีดอินซูลินจะทำให้หน้าเสมือนกับอินซูลินในร่างกาย จึงสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ดีอย่างไรก็ตาม […]


โรคเบาหวาน

13 อาหาร ลดน้ำตาลในเลือด มีอะไรบ้าง

ผักใบเขียว ธัญพืช และผลไม้ เป็นตัวอย่างของ 13 อาหาร ลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม  นอกจากอาหารเเล้ว การออกกำลังกาย และตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ และตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดปลายนิ้วอย่างสม่ำเสมอเเล้ว จะช่วยให้ควบคุมโรคเบาหวาน และอาจช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ [embed-health-tool-bmi] 13 อาหาร ลดน้ำตาลในเลือด มีอะไรบ้าง 13 อาหาร ที่อาจช่วย ลดน้ำตาลในเลือด และป้องกันโรคเบาหวาน มีดังนี้ 1. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น แครนเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ และสตรอว์เบอร์รี่ มีวิตามินและสารอาหารที่สำคัญ เช่น วิตามินซี วิตามินเอ กรดโฟลิก (Folic Acid) และแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อาจช่วยป้องโรคมะเร็ง ปรับสมดุลของระบบย่อยอาหาร บำรุงสายตา และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food & Function ปี พ.ศ. 2562 ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีต่อภาวะดื้ออินซูลิน และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่า ผลเบอร์รี่ประกอบไปด้วยสารที่มีประโยชน์ ได้เเก่ ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) […]


โรคเบาหวาน

ลักษณะของโรคเบาหวานที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และวิธีรับมือ

โรคเบาหวานที่พบในผู้สูงอายุ มักมีการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้ดูแลหรือคนรอบข้างอาจสังเกตอาการได้ เช่น ตาพร่ามัว อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอาการที่เกิดจากร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง การทราบข้อมูลเกี่ยวกับ ลักษณะของโรคเบาหวานที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และวิธีการรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพของผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบไตวาย โรคจอประสาทตาเสื่อม [embed-health-tool-bmi] โรคเบาหวานในผู้สูงอายุเกิดจากอะไร โรคเบาหวานในผู้สูงอายุ อาจเกิดจากความผิดปกติของอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด โดยฮอร์โมนอินซูลินจะช่วยกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายนำน้ำตาลในเลือดไปเปลี่ยนใช้เป็นพลังงาน แต่เมื่ออายุมากขึ้น ตับอ่อนอาจเสื่อม จึงส่งผลให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง นอกจากนี้ โรคเบาหวานในผู้สูงอายุยังอาจเกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นภาวะที่เซลล์ในร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินบกพร่อง จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น และนำไปสู่โรคเบาหวานในเวลาต่อมา ลักษณะของโรคเบาหวานที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ลักษณะของโรคเบาหวานที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ อาจสังเกตได้จากอาการต่าง ๆ ดังนี้ ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เมื่อตรวจหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เมื่อตรวจน้ำตาลในเลือดแบบสุ่ม กระหายน้ำบ่อย  หิวบ่อย รับประทานอาหารมากขึ้น ปัสสาวะบ่อย ต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน น้ำหนักลดลงกะทันหัน รู้สึกไม่มีแรง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย มองเห็นภาพไม่ชัดเจน แผลหายช้า ผิวแห้งคัน วิธีดูแลผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน หากสังเกตพบอาการที่เป็นสัญญานของโรคเบาหวาน […]


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

เบาหวาน แห้ง คืออะไร เป็นอันตรายหรือไม่

ภาวะ เบาหวาน แห้ง หรืออาจเรียกว่า ภาวะเบาหวานผอม มักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมเบาหวานไม่ถูกวิธี ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน จนร่ายกายซูบผอม รวมถึงอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุด ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมปริมาณของอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล และ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะเบาหวานแห้งและภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานอื่น ๆ [embed-health-tool-bmi] เบาหวาน แห้ง คืออะไร เบาหวานแห้ง คือ ภาวะโรคเบาหวานที่เป็นมาอย่างเรื้อรัง โดยไม่ได้รับการควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี เนื่องจากเมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง จะทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงานได้ แม้จะน้ำตาลในเลือดสูงก็ตาม ร่างกายจึงจำเป็นต้องเผาผลาญสลายกล้ามเนื้อและไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน ส่งผลให้น้ำหนักลดลงเร็วผิดปกติ ร่างกายซูบผอม ไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งมักมาพร้อมกับอาการอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย ผิวแห้งคัน ส่วนมากมักพบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เนื่องจากหากเมื่อผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี มักเสี่ยงเกิดภาวะเลือดเป็นกรดได้ง่าย อาการของภาวะเลือดเป็นกรดมักรุนแรงและฉับพลัน จำเป็นต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาเพื่อควบคุมระดับในน้ำตาลให้เหมาะสม ก่อนที่จะปล่อยให้มีระดับน้ำตาลจะสูงอย่างเรื้อรังจนทำให้เกิดเบาหวานแห้ง อาการของ เบาหวาน แห้ง อาการเบาหวานแห้ง จะเกิดขึ้นเมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างเรื้อรัง โดยอาจมีอาการดังต่อไปนี้ สายตาพร่ามัว อ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรง กระหายน้ำบ่อย […]


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

เบาหวาน เท้าดํา สาเหตุและวิธีรักษา

เบาหวาน เท้าดํา เป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นเมื่อควบคุมเบาหวานได้ไม่ดีเป็นระยะเวลานาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมากเกินไปจะส่งผลให้หลอดเลือดแดงส่วนปลายและเส้นประสาทส่วนปลายถูกทำลาย ผิวหนังที่เท้าจึงมีสีซีดหรือคล้ำลงเนื่องจากขาดเลือด ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนนี้ได้ด้วยการดูแลสุขภาพเท้าอย่างถูกวิธี ไปพบคุณหมอตามนัด และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายอยู่เสมอ หากพบว่าเท้าดำหรือคล้ำลง หรือมีแผลที่หายช้าผิดปกติ ควรไปพบคุณหมอเพื่อตรวจและรับการรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้แผลลุกลามไปยังบริเวณข้างเคียง เบาหวาน เท้าดํา เกิดจากอะไร หากผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี จะทำให้เป็นแผลได้ง่ายและแผลหายช้ากว่าปกติ เนื่องจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังจะทำให้เส้นประสาทและหลอดเลือดเสื่อมลง ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี รวมถึงมีอาการชา ปวด เสียวแปล๊บคล้ายไฟช็อต ไปจนถึงสูญเสียประสาทการรับความรู้สึกที่เท้า (Diabetic neuropathy) ปัญหาสุขภาพเท้าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรัง  เมื่อมีอาการเท้าชาจะทำให้การรับความรู้สึกลดลง จึงอาจไม่ทันรู้ตัวเมื่อเท้าเป็นแผล มีตุ่มพุพอง หรือเป็นตาปลา ทำให้เสี่ยงติดเชื้อแทรกซ้อนง่ายขึ้น และการที่หลอดเลือดเสื่อมลง จะทำให้เลือดไหลเวียนไปยังบาดแผลและบริเวณใกล้เคียงได้ไม่ดี จึงอาจส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณที่ติดเชื้อค่อย ๆ เสื่อมสภาพ และเปลี่ยนเป็นสีซีดหรือสีคล้ำลง หากปล่อยทิ้งไว้หรือรักษาไม่ถูกวิธี แผลอาจลุกลามจนต้องตัดเท้าหรือเนื้อเยื่อส่วนที่เสียหายออกไป เพื่อรักษาเนื้อเยื่อข้างเคียงที่ยังไม่ติดเชื้อเอาไว้ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอาการ เบาหวาน เท้าดํา มีดังนี้ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายไม่ได้ เป็นโรคเบาหวานมานาน และควบคุมเบาหวานได้ไม่ดีเป็นประจำ มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน สูบบุหรี่ มีภาวะความดันโลหิตสูง มีภาวะไขมันในเลือดสูง (คอเลสเตอรอลสูง) อาการ เบาหวาน เท้าดํา อาการเท้าดำอาจพบร่วมกับอาการแสดงอื่น ๆ ดังนี้ ผิวหนังบริเวณเท้าบวมแดง […]


โรคเบาหวาน

ยาเบาหวาน มีอะไรบ้าง ก่อให้เกิดผลข้างเคียงอย่างไร

ยาเบาหวาน เป็นยาที่คุณหมอจ่ายให้ผู้ป่วยเบาหวานเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น โรคเส้นประสาทจากเบาหวาน โรคไตจากเบาหวาน ภาวะเบาหวานขึ้นตา ยาเบาหวานที่คุณหมอจ่ายให้ผู้ป่วยมักประกอบด้วยกลุ่มยาต่าง ๆ เช่น เมทฟอร์มิน (Metformin) เอ็มพากลิโฟลซิน (Empagliflozin) ซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylurea) ซึ่งอาจมีผลข้างเคียง ผู้ป่วยเบาหวานควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและไม่ควรปรับเปลี่ยนยาหรือขนาดการใช้ด้วยตนเอง [embed-health-tool-bmr] เบาหวานคืออะไร เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนทั่วไป โดยเกิดจากตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินซึ่งมีหน้าที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยกว่าความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้การจัดการน้ำตาลในเลือดบกพร่อง จนน้ำตาลในเลือดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และนำไปสู่ความเสียหายของหลอดเลือด มักเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น โรคเส้นประสาทจากเบาหวาน โรคไตจากเบาหวาน ภาวะเบาหวานขึ้นตา ยาเบาหวาน มีอะไรบ้าง คุณหมอมักจ่าย ยาเบาหวาน ให้ผู้ป่วยรับประทานเพื่อป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์ปลอดภัย จนเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ โดยกลุ่มยาเบาหวานมีรายละเอียดและผลข้างเคียงจากการใช้ยาแต่ละประเภท ดังต่อไปนี้ ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) เป็นยาที่คุณหมอนิยมจ่ายให้ผู้ป่วยเบาหวาน โดยมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นเซลล์ในร่างกายให้ตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น ลดปริมาณน้ำตาลที่ตับผลิตขึ้น และลดการดูดซึมน้ำตาลของกระเพาะและลำไส้ โดยทั่วไป เมทฟอร์มินเป็นยาสำหรับรับประทานหลังอาหารเย็น ในปริมาณไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน ผลข้างเคียง: อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ ท้องอืด […]


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

คอดํา เบาหวาน เกี่ยวข้องกันอย่างไร ป้องกันได้หรือไม่

คอดํา เบาหวาน เป็นผื่นผิวหนังที่เกิดเนื่องจากภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นอาการหนึ่งที่พบได้ในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว โดยเมื่อมีภาวะดื้ออินซูลิน ตับอ่อนจะถูกกระตุ้นให้ต้องผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้น และอินซูลินที่เพิ่มขึ้นกว่าปกตินี้จะกระตุ้นให้การผลิตเซลล์ผิวหนังและเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้นผิดปกติตามไปด้วย จึงทำให้ผิวหนังบริเวณคอ รักแร้ ข้อพับ และขาหนีบ หนาและดำคล้ำขึ้น อย่างไรก็ตาม คอดํา เบาหวานเป็นภาวะสุขภาพที่ไม่มีวิธีรักษาโดยตรง แต่เน้นรักษาที่สาเหตุเป็นหลัก คุณหมออาจแนะนำให้ดูแลตัวเอง หรืออาจใช้ยาที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว ซึ่งอาจช่วยให้อาการคอดำจางลง [embed-health-tool-bmi] สาเหตุของอาการ คอดำ เบาหวาน อาการคอดํา หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรคผิวหนังช้าง เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน พันธุกรรม โรคมะเร็งบางชนิด เช่น โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ผลข้างเคียงจากการใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาคุมกำเนิด รวมทั้งผู้ที่ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ที่สำคัญคือ ภาวะดื้ออินซูลิน ที่พบได้ในผู้ที่เป็นโรคอ้วน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่2 และผู้ที่เป็นโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ   ภาวะดื้ออินซูลินทำให้ตับอ่อนต้องผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพิ่มขึ้น และอินซูิลินที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกตินี้จะไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังเพิ่มจำนวนเเละผลิตเม็ดสีเมลานินซึ่งเป็นสารที่มีสีดำเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้เกิดปื้นสีดำที่คอ อาการ คอดํา เบาหวาน เป็นอย่างไร อาการ คอดำ คือ ผื่นสีดำคล้ำที่มักเกิดขึ้นบริเวณคอด้านหลังของผู้ป่วย โดยสีผิวบริเวณดังกล่าวมักจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีผิวปกติไปเป็นสีน้ำตาล จนกลายเป็นปื้นดำ หนาเเละหยาบกร้าน ในผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกคันและมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย นอกจากผื่นดำที่บริเวณคอแล้ว ผู้ป่วยเบาหวานอาจพบผื่นดำคล้ำลักษณะเดียวกันนี้ในบริเวณอื่นได้ด้วย เช่น […]

ad iconโฆษณา
คำถามที่พบบ่อย
ad iconโฆษณา

คุณกำลังเป็นเบาหวานอยู่ใช่หรือไม่?

คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เข้าร่วมชุมชนเบาหวานและแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ของคุณ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน