ยามีลอกซิแคม ปลอดภัยสำหรับแม่ตั้งครรภ์ หรือให้นมลูกหรือเปล่า?

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ยามีลอกซิแคม เป็นยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ นิยมใช้บรรเทาอาการปวดข้ออย่างแพร่หลาย แต่คุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณแม่ที่กำลังให้นมลูก จะสามารถใช้ยานี้ได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่านะ Hello คุณหมอ มีเรื่องราวน่ารู้ของ ยามีลอกซิแคม มาฝากกันนะคะ

ยามีลอกซิแคม คืออะไร

ยามีลอกซิแคม (Meloxicam) คือ ยาในกลุ่มยายาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drug – NSAID) ทำหน้าที่ลดฮอร์โมนที่ทำให้เกิดอาการอักเสบและอาการปวดในร่างกาย อาการปวดหรือการอักเสบที่เป็นผลมาจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) ในผู้ใหญ่ และข้อเสื่อม (osteoarthritis) หรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก (Juvenile Rheumatoid Arthritis) ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี สามารถรักษาได้ด้วยยามีลอกซิแคม

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration) ได้จัดยามีลอกซิแคมไว้ที่กลุ่ม C สำหรับการตั้งครรภ์ 29 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นจะถูกจัดไว้ในกลุ่ม D

ยาในกลุ่ม C คือ ยาที่ยังไม่เคยทดลองกับมนุษย์ แต่จากการทดลองกับสัตว์พบว่าอาจมีผลข้างเคียง แม้ว่าผลข้างเคียงเหล่านั้นอาจจะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ก็ตาม

ส่วนยาที่อยู่ในกลุ่ม D คือยาที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เนื่องจากมีการพิสูจน์แล้ว ในแม่ที่บริโภคยาในกลุ่มนี้ขณะตั้งครรภ์

สำหรับผู้หญิงที่วางแผนมีลูกควรใช้ยามีลอกซิแคมอย่างระมัดระวังเช่นกัน เนื่องจากมีการพิสูจน์แล้วว่า การใช้ยามีลอกซิแคมร่วมกับยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์อื่นๆสามารถชะลอการตกไข่ได้

การตั้งครรภ์และยามีลอกซิแคม

ยา NSAID อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญพันธุ์ในผู้หญิง สำหรับผู้ที่ประสงค์จะตั้งครรภ์หรือมีปัญหามีบุตรยาก ควรหลีกเลี่ยงยาในกลุ่ม NSAID

หากแพทย์เชื่อว่าประโยชน์ทางด้านสุขภาพของแม่มีมากกว่าความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ก็อาจมีการสั่งยามีลอกซิแคมให้กับผู้หญิงตั้งครรภ์ได้ จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีงานวิจัยในมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับผลของการใช้ยามีลอกซิแคมขณะตั้งครรภ์ ดังนั้น เราจึงยังไม่ทราบว่า ยานี้ปลอดภัยหรือไม่ ในขณะที่งานวิจัยในสัตว์แสดงให้เห็นว่า ยามีลอกซิแคมนั้นค่อนข้างจะปลอดภัยสำหรับช่วง 28 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ แต่ควรจะหยุดใช้ยานี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 29 เป็นต้นไป

เนื่องจากมีผลข้างเคียงของยามีลอกซิแคม ทำให้ภาวะคลอดล่าช้าหรือที่เรียกว่า เจ็บครรภ์คลอดนานเกินปกติ (Prolonged labor) รวมถึงการตั้งครรภ์นานเกินกำหนด (overdue pregnancy) นอกจากนี้ ยามีลอกซิแคมยังสามารถถ่ายทอดผ่านทางรกและส่งผลกระทบต่อพัฒนาการตามธรรมชาติของทารกในครรภ์ได้ด้วย อาการที่พบได้บ่อยได้แก่ ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง (Pulmonary Hypertension) ในทารกแรกเกิด

นอกจากนี้ยามีลอกซิแคม และยา NSAID อื่นๆ ยังเป็นสาเหตุของภาวะน้ำคร่ำน้อย (Oligohydramnios) ภาวะไตทำงานได้ลดลงก่อนคลอด (fetal renal impairment) ความผิดปกติของเกล็ดเลือดพิษต่อหัวใจและหลอดเลือด (cardiopulmonary toxicity platelet dysfunction) และมีเลือดออกที่ทางเดินอาหาร (gastrointestinal) หรือภายในกระโหลกศีรษะ (intracranial) เป็นต้น

การให้นมบุตรและยามีลอกซิแคม

สำหรับคุณแม่ผู้ให้นมบุตร หากแพทย์ประเมินแล้วว่ายามีลอกซิแคมให้ประโยชน์มากกว่าโทษ ก็อาจสั่งจ่ายยานี้ให้กับคุณแม่ได้ เช่นในกรณีที่คุณแม่ต้องทนทรมานจากอาการปวดรุนแรง แพทย์อาจต้องให้ยามีลอกซิแคม

หากคุณกำลังให้นมบุตร และจำเป็นต้องใช้ยามีลอกซิแคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจต้องจำกัดความเสี่ยงจากการใช้ยา และปกป้องลูกของคุณจากผลข้างเคียงของยา โดยแพทย์อาจให้ยาในขนาดต่ำที่สุดที่ยังคงรักษาอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คุณควรวางตารางเวลาในการรับประทานยามีลอกซิแคมให้แน่ชัด เว้นระยะระหว่างการกินยากับการให้นมบุตรให้นานที่สุด คุณควรรับประทานยานี้หลังจากที่ให้นมบุตรแล้ว หรือขณะที่ลูกกำลังหลับเพื่อให้แน่ใจว่าฤทธิ์ของยาหมดก่อนถึงเวลากินนมื้อต่อไปของลูกหากคุณกินยามีลอกซิแคมเข้าไป เพราะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา