ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ก็ล้วนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ทั้งสิ้น Hello คุณหมอ จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์ รวมไปถึงการรักษาและป้องกัน เพื่อการดูแลสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เรื่องเด่นประจำหมวด

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

คนท้องกินยาพาราได้ไหม อาจเป็นคำถามที่คุณแม่ตั้งท้องสงสัย โดยปกติแล้ว ยาพาราเซตามอลสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ไม่ส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์หากอยู่ในการควบคุมของคุณหมอ ใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ มีขนาดยาที่ออกฤทธิ์ต่ำ และใช้ในระยะเวลาสั้น ยาพาราเซตามอล คืออะไร ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือ ยาอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) เป็นยาที่ช่วยลดไข้ และแก้ปวดในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดประจำเดือน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยเนื่องจากเป็นไข้ โดยออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์สารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ในระบบประสาทส่วนกลางและยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซีเจเนส (Cyclooxygenase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดและการอักเสบ การใช้ยาพาราเซตามอลใน 1 ครั้ง ควรใช้ยาขนาด 10-15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ทุก 4-6 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 8 เม็ด/วัน หรือ 4 กรัม/วัน ควรใช้ยาเฉพาะเวลาที่มีอาการปวดหรือมีไข้เท่านั้น ผู้ที่ใช้ยาทั้งที่ไม่มีอาการจะไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาและอาจเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ไข้ หนาวสั่น จุดแดงเล็ก ๆ ผื่นคัน เจ็บคอ นอกจากนี้ การใช้ยาเกินขนาดหรือมากกว่า 1-2 เม็ด/ครั้ง อาจส่งผลเสียต่อตับได้ คนท้องกินยาพาราได้ไหม คนท้องกินยาพาราได้อย่างปลอดภัย […]

หัวข้อ ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์ เพิ่มเติม

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

อาการครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ มักพบได้ในช่วงหลังการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 20 ขึ้นไป ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โปรตีนในปัสสาวะสูง ส่งผลให้เท้า มือ และขาบวม นำไปสู่อันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ เช่น คลอดก่อนกำหนด แท้งบุตร โรคหัวใจและหลอดเลือด อวัยวะภายในเสียหาย ชัก และเสียชีวิต ดังนั้น จึงควรสังเกตอาการผิดปกติ และตรวจสุขภาพตามที่คุณหมอกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษและรักษาได้ทันท่วงที [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] สาเหตุที่ทำให้เกิด อาการครรภ์เป็นพิษ ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ทำให้เกิดอาการครรภ์เป็นพิษ แต่อาจเกิดจากหลายปัจจัย ที่ส่งผลให้ระบบการไหลเวียนเลือดผิดปกติ นำไปสู่ความดันโลหิตสูง จนก่อให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ มีดังนี้ โรคเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไต โรคแพ้ภูมิตัวเองหรือโรคลูปัส (Systemic Lupus Erythematosus) การตั้งครรภ์ท้องแรก การตั้งครรภ์แฝด การตั้งครรภ์จากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธ์ุ คนในครอบครัวมีประวัติครรภ์เป็นพิษมาก่อน หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ลักษณะอาการครรภ์เป็นพิษ อาการครรภ์เป็นพิษ อาจสังเกตได้จากอาการ ดังต่อไปนี้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องส่วนบน บริเวณใต้ซี่โครงขวา หรือจุกแน่นลิ้นปี่รุนแรง […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

โดยปกติแล้ว คุณแม่อาจรู้สึกว่าลูกในครรภ์เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายหรือเริ่มดิ้นในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 18-20 ในท้องแรก หรือในท้องหลังจะรู้สึกในช่วงสัปดาห์ที่ 16-20 ของการตั้งครรภ์ การที่ลูกในครรภ์ขยับร่างกายหรือดิ้นอย่างสม่ำเสมออาจทำให้คุณแม่รู้สึกเบาใจว่าลูกเจริญเติบโตและแข็งแรงดี แต่หาก ลูกไม่ค่อยดิ้น หรือดิ้นน้อยลง อาจทำให้คุณแม่เริ่มกังวลว่าอาจมีความผิดปกติเกิดกับลูกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาสาเหตุของอาการลูกไม่ค่อยดิ้น ที่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกในครรภ์อาจผิดปกติ เช่น ตำแหน่งของลูกในท้อง น้ำหนักของคุณแม่ ความผิดปกติภายในร่างกาย อาจช่วยให้คุณแม่สังเกตเห็นความผิดปกติของลูกในครรภ์ในเบื้องต้นได้ หากพบความผิดปกติใด ๆ จะได้เข้าพบคุณหมอและรักษาได้อย่างทันท่วงที สาเหตุที่ ลูกไม่ค่อยดิ้น ลูกไม่ค่อยดิ้น อาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ อายุครรภ์น้อยหรือมากเกินไป ช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 16-22 ของการตั้งครรภ์คุณแม่อาจยังไม่รู้สึกว่าลูกดิ้นหรือขยับร่างกาย เนื่องจากลูกยังเจริญเติบโตไม่มากพอ โดยปกติแล้ว คุณแม่จะเริ่มสัมผัสได้ว่าลูกดิ้นในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 18 - 20 ในท้องแรก หรือในท้องหลังจะรู้สึกในช่วงสัปดาห์ที่ 16-20 ของการตั้งครรภ์ จากนั้นลูกจะดิ้นอย่างสม่ำเสมอ และบางครั้งอาจดิ้นแรงขึ้น แต่เมื่ออายุครรภ์มาถึงช่วงสัปดาห์ที่ 36 ซึ่งเป็นช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ การดิ้นของลูกอาจเปลี่ยนไปหรือน้อยลง เนื่องจากลูกมีขนาดตัวใหญ่ขึ้นจนมีพื้นที่ในครรภ์น้อยลง ทำให้ดิ้นหรือขยับร่างกายได้ยากกว่าเดิม ตำแหน่งของลูกในครรภ์ คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นได้มากน้อยแค่ไหนนั้น อาจขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลูกและรกด้วย รกคืออวัยวะที่มีลักษณะเป็นแผ่นกว้าง ถูกสร้างขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ มีหน้าที่ช่วยแลกเปลี่ยนสารอาหารจากแม่สู่ลูก หากรกไปอยู่บริเวณด้านหน้ามดลูกแล้วกั้นกลางระหว่างลูกกับหน้าท้อง […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ ได้แก่ อายุ ปัญหาสุขภาพ โรคประจำตัว การใช้ชีวิตและปัญหาขณะตั้งครรภ์ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพครรภ์ สุขภาพคุณแม่และสุขภาพทารกในครรภ์ ทั้งยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำ พิการแต่กำเนิด หรือทารกเสียชีวิตขณะคลอดได้ การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์และการดูแลสุขภาพครรภ์อย่างสม่ำเสมออาจช่วยลดปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ได้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์มซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพครรภ์และสุขภาพทารกในครรภ์ มีดังนี้ อายุ การตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อย อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคโลหิตจางในขณะตั้งครรภ์ ทารกน้ำหนักตัวน้อย การคลอดก่อนกำหนดและการแท้งบุตร นอกจากนี้ วัยรุ่นยังมีแนวโน้มในการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์หรือปัญหาสุขภาพทารก เช่น แท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด ถุงน้ำแตกก่อนกำหนด มดลูกอักเสบหลังจากคลอดบุตร วัยรุ่นอาจละเลยการเข้ารับการตรวจครรภ์และการดูแลก่อนคลอด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาขณะตั้งครรภ์ หรืออาจทำให้ทารกในครรภ์มีปัญหาสุขภาพ  เช่น พิการแต่กำเนิด โรคทางพันธุกรรม การตั้งครรภ์ที่อายุเกิน 35 ปี เมื่ออายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพและความเสี่ยงในการตั้งครรภ์บางประการอาจเพิ่มขึ้นตามอายุด้วย เช่น ความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การแท้งบุตร การตั้งครรภ์นอกมดลูก เลือดออกมากขณะคลอด ใช้เวลาคลอดนานกว่า 20 ชั่วโมง เเละเพิ่มความเสี่ยงว่าทารกอาจมีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ดาวน์ซินโดรม ปัจจัยด้านการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกในครรภ์เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด พิการแต่กำเนิด หรืออาจเกิดโรคไหลตายในเด็ก ทั้งยังอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของทารกเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ การสูดดมควันบุหรี่มือสองยังทำให้คุณแม่และทารกในครรภ์เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้นได้ […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ลูกดิ้นน้อย อาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันไปหลายประการ เช่น ตำแหน่งของทารกอยู่ห่างจากส่วนหน้าของมดลูก ทำให้คุณแม่อาจสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของทารกได้ไม่ชัด หรืออาจอยู่ในช่วงใกล้คลอด ซึ่งทารกมีขนาดตัวใหญ่ขึ้นจนอาจทำให้ดิ้นได้น้อยลง หรืออาจเกิดจากปัญหาการตั้งครรภ์ เช่น ทารกเจริญเติบโตช้า ความผิดปกติของมดลูกและรก ทารกในครรภ์มีภาวะเครียดหรือสุขภาพมีปัญหา ซึ่งอาจต้องได้รับการตรวจสอบจากคุณหมอเพื่อความแน่ชัด การดิ้นของลูกเกิดขึ้นอย่างไร ทารกในครรภ์จะเริ่มดิ้นมากขึ้นซึ่งแสดงถึงพัฒนาการและการเจริญเติบโตของทารก คุณแม่อาจรู้สึกถึงการเตะ ต่อย กลิ้งตัวที่ชัดเจนและบ่อยขึ้นประมาณสัปดาห์ที่ 16-24 คุณแม่อาจสังเกตเห็นการดิ้นได้ง่ายขึ้นเมื่ออยู่ในท่านอนราบ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ทารกอาจดิ้นบ่อยขึ้นและแรงขึ้น บางครั้งเมื่อลูกตัวใหญ่ขึ้นอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บซี่โครงในขณะที่ลูกดิ้นได้ สาเหตุที่ลูกดิ้นน้อย ลูกดิ้นน้อย อาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ดังนี้ ตำแหน่งของทารก หากทารกอยู่ไกลจากด้านหน้าของมดลูกหรือทารกหันหลังไปฝั่งตรงข้ามกับหน้าท้อง หรือรกเกาะทางด้านหน้าของมดลูก อาจทำให้คุณแม่สัมผัสถึงการเคลื่นไหวของทารกได้น้อยลง อายุครรภ์มากกว่า 36 สัปดาห์ ทารกจะดิ้นอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะถึงเวลาคลอด แต่บางครั้งขนาดตัวของทารกที่ใหญ่อาจทำให้ทารกดิ้นได้น้อยลงเนื่องจากมีพื้นที่จำกัด และทารกอาจเริ่มกลับหัวเพื่อเตรียมการคลอด ความผิดปกติบางประการ อาจเป็นสัญญาณอาการป่วยของทารกในครรภ์ การเจริญเติบโตของทารกที่ช้าลง ความผิดปกติของรกหรือความผิดปกติของมดลูก ในบางกรณีสายสะดืออาจพันรอบคอทารก ความผิดปกติเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมจากคุณหมอ ควรทำอย่างไรถ้าลูกไม่ดิ้น คุณแม่ควรสังเกตรูปแบบการดิ้นของลูกในครรภ์อยู่เสมอ เพื่อติดตามความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น อายุครรภ์น้อยกว่า 24 สัปดาห์ หากตั้งครรภ์แล้ว 24 สัปดาห์ แต่ยังไม่เห็นหรือสัมผัสได้ถึงการดิ้นของทารกในครรภ์ หรือลูกดิ้นน้อยลงกว่าที่เคยเป็น ควรรีบเข้าพบคุณหมอทันทีเพื่อรับการอัลตราซาวด์และตรวจสุขภาพของทารก อายุครรภ์ระหว่างสัปดาห์ที่ 24-28 หากลูกไม่ดิ้นหรือดิ้นน้อยลง คุณหมอจะตรวจอย่างเต็มรูปแบบรวมถึงการตรวจขนาดมดลูก วัดความดันโลหิตและตรวจปัสสาวะเพื่อหาโปรตีน หากพบว่ามดลูกมีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่าปกติ คุณหมออาจสแกนอัลตราซาวด์เพื่อตรวจดูการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์ หากลูกดิ้นน้อยลงหรือไม่ดิ้น […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ผื่นลมพิษในขณะตั้งครรภ์ คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวหนัง เช่น สิว รอยแตกลาย ผิวคล้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในหญิงตั้งครรภ์ แม้ผื่นลมพิษในขณะตั้งครรภ์จะเป็นปัญหาผิวที่พบได้น้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้อาหาร แมลงกัดต่อย ยา สารเคมี เป็นต้น เนื่องจากฮอร์โมนที่แปรปรวนในช่วงตั้งครรภ์ อาจมีส่วนทำให้ร่างกายไวต่อเชื้อโรคและทำให้เกิดผื่นลมพิษขณะตั้งครรภ์ได้ สาเหตุของผื่นลมพิษในขณะตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์อาจประสบปัญหาฮอร์โมนแปรปรวน หน้าท้องเริ่มขยายขึ้น อาจทำให้ผิวแห้ง แตก มีอาการคัน ไวต่อเชื้อโรคและอาการแพ้ อาจทำให้เกิดลมพิษและผื่นที่รุนแรงขึ้น โดยอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้ ผดผื่น ผดร้อน เมื่อตั้งครรภ์อาจมีเลือดไปเลี้ยงที่ผิวหนังมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังของคุณแม่รู้สึกอบอุ่นผิดปกติ มีเหงื่อออกมากขึ้นและอาจเกิดผดผื่นหรือผดร้อนได้ อาจทำให้มีตุ่มเล็ก ๆ สีแดงเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ บนผิวหนังและมีอาการคัน การรักษา หลีกเลี่ยงพื้นที่ความร้อนสูงที่อาจทำให้เหงื่อออกง่าย เปิดพัดลมหรือเปิดแอร์ให้ผิวเย็นลงอาการผื่นจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่หากอาการรุนแรงอาจใช้คาลาไมน์บรรเทาอาการคันหรือสเตียรอยด์เฉพาะที่ เช่น เบต้าเมทาโซน (Betamethasone) ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอก่อนใช้ยา ลมพิษ ลมพิษเป็นอาการแพ้ที่อาจเกิดจากความร้อน การเกา ความเครียด แรงเสียดสีที่ผิวหนัง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์ เป็นต้น อาจทำให้มีตุ่มนูนหรือรอยบุ๋มสีแดงบนผิวหนังและมีอาการคันที่อาจรุนแรงขึ้น การรักษา หากมีอาการรุนแรงมากขึ้นอาจต้องรักษาด้วยยาเม็ดต่อต้านฮีสตามีน ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอก่อนใช้ยา ผื่น PUPPP (Pruritic Urticarial Papules […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

คนท้องท้องผูก เป็นอาการที่พบบ่อย โดยคนท้องอาจขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ อุจจาระเป็นก้อนแข็ง ทำให้ขับถ่ายยากและอาจมีอาการเจ็บปวด รู้สึกเหมือนถ่ายอุจจาระไม่สุด หรืออยากถ่ายอุจจาระอีก อย่างไรก็ตาม อาการท้องผูกในคนท้องมักหายไปเองเมื่ออายุครรภ์มากขึ้นหรือหลังคลอดบุตร แต่หากท้องผูกรุนแรงขึ้น ควรเข้าพบคุณหมอทันทีเพื่อรับยารักษาตามอาการ ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ลำไส้อุดตัน ริดสีดวงทวาร [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] สาเหตุที่ทำให้คนท้องท้องผูก สาเหตุโดยทั่วไปของอาการท้องผูก คือ การรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์หรือกากใยน้อย และดื่มน้ำน้อย ทำให้อุจจาระเป็นก้อนแข็ง และเคลื่อนที่จากลำไส้ใหญ่ไปสู่ทวารหนักได้ลำบากขึ้น จนทำให้เกิดอาการท้องผูกตามมา แต่อาการท้องผูกในคนท้องอาจมาจากสาเหตุอื่นดังต่อไปนี้ได้ด้วย ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนไหวได้น้อยลง อาหารเคลื่อนผ่านลำไส้ช้าลง จนอาจส่งผลให้คนท้องท้องผูกได้ ยาและอาหารเสริม ยาหรืออาหารเสริมบางชนิดที่อาจกระตุ้นให้คนท้องท้องผูกได้ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินรวมบางชนิด ยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ยาลดกรด ยาแก้ปวดบางชนิด คนท้องท้องผูก อันตรายหรือไม่ ผู้หญิงที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์มักท้องผูกมากขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ แม้อาการท้องผูกส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่หากเป็นเรื้อรัง หรือไม่ได้รักษาอย่างถูกต้อง ก็อาจเสี่ยงเกิดอาการแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ริดสีดวงทวาร ลำไส้อุดตัน  หรืออาการท้องผูกบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของเนื้องอกได้ อย่างไรก็ตาม หากท้องผูกเรื้อรังและรุนแรงร่วมกับมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรืออุจจาระมีเลือดปน ควรรีบเข้าพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยอาการและรับการรักษาอย่างเหมาะสม การรักษาอาการคนท้องท้องผูก การรักษาอาการคนท้องท้องผูกในเบื้องต้น คุณหมออาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและดื่มน้ำให้มากขึ้น และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ยายุติการตั้งครรภ์ คือ ยาที่ใช้หยุดการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์สำหรับผู้ที่มีปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมโดยมีอายุครรภ์ไม่เกิน 9-12 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณหมอ  ยายุติการตั้งครรภ์ที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกและได้รับขึ้นทะเบียนในประเทศไทย คือ ไมโซพรอสทอล (Misoprostol) และไมเฟพริสโตน (Mifepristone) ซึ่งยาเหล่านี้เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องได้รับการดูแลจากคุณหมอเท่านั้น การรับประทานยายุติตั้งครรภ์อาจทำให้มีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ปวดหัว ท้องเสีย มีเลือดออกทางช่องคลอด ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงยุติการตั้งครรภ์อย่างถูกต้องภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา 305 (1)(2) และมาตรา 276, 277, 282, 283 และ 284 ดังนี้ ประมวลกฎหมายอาญา 305 วรรค 1 ว่าด้วย 1. การตั้งครรภ์ที่ครรภ์นั้นส่งผลต่อสุขภาพมารดา ทั้งทางร่างกายแและจิตใจ และ 2. กรณีที่ทารกในครรภ์มีความพิการรุนแรง ภายใต้ข้อบังคับแพทยสภา ระบุว่า ความรุนแรงนั้นส่งผลต่อสุขภาพจิตใจของมารดา ประมวลกฎหมายอาญา 305 วรรค 2 ว่าด้วย การตั้งครรภ์นั้นเกิดจากความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอีก 5 มาตรา ดังนี้ มาตรา 276 ว่าด้วยการถูกข่มขืนกระทำชำเรา มาตรา 277 […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ท่านอนคนท้อง ควรเป็นท่านอนที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ต่อร่างกายคุณแม่และทารกในครรภ์ โดยเลือกท่าที่ทำให้นอนหลับสบายมากที่สุด ซึ่งมักเป็นท่านอนตะแคง โดยเฉพาะการนอนตะแคงข้างซ้าย เพราะทำให้การหมุนเวียนเลือดสะดวกและไม่กดทับท้องและหลัง และควรหลีกเลี่ยงท่านอนบางท่าที่อาจทำให้เกิดความเจ็บปวดโดยเฉพาะท่านอนคว่ำ คุณแม่อาจทดลองนอนหาท่าที่สบายที่สุดและหาอุปกรณ์อื่นๆ เช่น หมอนข้าง ผ้าห่ม ที่จะช่วยให้หลับสบายมากขึ้นด้วย [embed-health-tool-due-date] ท่านอนคนท้องที่เหมาะสม นอนตะแคง ท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ คือ ท่านอนตะแคง เนื่องจากการนอนตะแคงมักช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น และลดแรงกดทับบริเวณมดลูกแม้ว่าในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่ยังคงนอนหลับในท่านอนหงายหรือนอนคว่ำได้ แต่หากเป็นได้ควรเริ่มนอนตะแคงตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากจะช่วยให้คุ้นเคยกับท่านอนตะแคงเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น นอนตะแคงซ้าย นับว่าเป็นท่านอนคนท้องที่เหมาะสมและดีต่อสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ เนื่องจากจะช่วยลดการกดทับหลอดเลือดใหญ่ ทำให้เลือดสูบฉีดและนำสารอาหารไปสู่รกและทารกได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยให้มดลูกไม่กดทับตับที่อยู่ค่อนไปทางด้านขวาของร่างกาย  และควรงอขาและเข่าเวลานอน เพื่อไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไป ท่านอนคนท้องที่ควรหลีกเลี่ยง นอนคว่ำ นอนคว่ำอาจทำได้ในช่วงแรกที่ท้องยังไม่ใหญ่มากนัก แต่เป็นท่านอนคนท้องที่ควรหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 เนื่องจากท้องจะกดดันช่องคลอดที่ขยายใหญ่ขึ้น รวมถึงหน้าอกซึ่งมีความนุ่มมากขึ้นจนอาจสร้างความเจ็บปวดให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ นอนหงาย คุณแม่ตั้งครรภ์อาจคุ้นเคยกับท่านอนหงายเพราะเป็นท่าที่นอนประจำก่อนตั้งครรภ์ และแม้ว่าท่านอนหงายถือว่าปลอดภัยต่อผู้หญิงตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก แต่อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสองและสาม ในกรณีที่ตื่นขึ้นมาแล้วอยู่ในท่านอนหงาย คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะการนอนหงายโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อทารกในครรภ์ เพียงเปลี่ยนท่านอน และนอนหลับต่อ เหตุผลที่ควรหลีกเลี่ยงท่านอนหงาย เนื่องจากการนอนหงายในขณะตั้งครรภ์ทำให้ท้องไปอยู่ในตำแหน่งด้านบนลำไส้และหลอดเลือดใหญ่ ซึ่งไปเพิ่มแรงกดดันบริเวณช่องท้อง จนอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพดังนี้ ปวดหลัง ปัญหาการหายใจ ปัญหาการย่อยอาหาร ความดันโลหิตต่ำ ริดสีดวงทวาร เทคนิคที่ช่วยให้หลับสบายมากขึ้น นอกเหนือไปจากท่านอนคนท้องที่จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์หลับสบายและไม่มีปัญหาสุขภาพ การรู้จักใช้เทคนิคหรืออุปกรณ์เสริมที่เหมาะสมก็จะช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น และยังปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ด้วย ใช้หมอนเป็นตัวช่วย ควรรองหมอนไว้ใต้ท้อง และสอดไว้ระหว่างเข่า โดยอาจซื้อหมอนเฉพาะสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากการนำหมอนมารองไว้ใต้ลำตัว ช่วยให้นอนหลับในท่าตะแคงได้ยาวนานขึ้น และช่วยป้องกันการพลิกตัวไปสู่ท่านอนหงายหรือการนอนคว่ำด้วย กรณีที่หายใจสั้น ควรนำหมอนมาวางไว้ข้างใต้ตัวเพื่อยกหน้าอกให้สูงขึ้น […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

Molar pregnancy คือ ภาวะการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติและไม่สมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า ครรภ์ไข่ปลาอุก โดยปกติ เมื่อไข่ผสมกับอสุจิและเกิดการปฏิสนธิ ร่างกายจะสร้างรกขึ้น แต่หากเซลล์ที่สร้างรกผิดปกติ จะก่อให้เกิดถุงน้ำภายในโพรงมดลูกและถุงน้ำจะเจริญเติบโตแทนตัวอ่อน อย่างไรก็ตาม การทราบสาเหตุ การรักษา และวิธีดูแลตัวเองที่เหมาะสม อาจช่วยให้รับมือกับภาวะนี้ได้ดีขึ้น [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] Molar pregnancy คือ Molar pregnancy คือ ภาวะการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติและไม่สมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า ครรภ์ไข่ปลาอุก โดยปกติ เมื่อไข่ผสมกับอสุจิและเกิดการปฏิสนธิ ร่างกายจะสร้างรกขึ้น แต่หากเซลล์ที่สร้างรกผิดปกติ จะก่อให้เกิดถุงน้ำภายในโพรงมดลูกและถุงน้ำจะเจริญเติบโตแทนตัวอ่อน การตั้งครรภ์ชนิดนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่มีตัวอ่อน เนื่องจากตัวอ่อนไม่เจริญเติบโตตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 3-5 สัปดาห์แล้ว แต่ส่วนที่ออกมาให้เห็นเป็นเม็ด ๆ คือส่วนของเนื้อรกที่เจริญผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกคล้ายถุงน้ำอยู่ภายในโพรงมดลูก ส่วนมากจะเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้าย (Benign tumor) ไม่มีอันตรายร้ายแรง มีเพียงส่วนน้อยที่อาจกลายเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งเยื่อรก (Choriocarcinoma) ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 2 อาการของ Molar pregnancy ในระยะเริ่มแรก Molar pregnancy อาจมีอาการเหมือนการตั้งครรภ์ปกติ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้ คลื่นไส้และอาเจียนรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีขนาดมดลูกโตกว่าปกติและมีระดับฮอร์โมนเอชซีจี (hCG) สูงมาก […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ท้องนอกมดลูก เป็นภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ โดยตัวอ่อนฝังตัวในเนื้อเยื่อนอกมดลูกบริเวณท่อนำไข่ หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น รังไข่ ช่องท้อง ปากมดลูกซึ่งเชื่อมต่อกับช่องคลอด ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถพัฒนาเป็นทารกได้ ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีภาวะท้องนอกมดลูกมักจะแสดงอาการปวดท้องน้อย หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ในระหว่างสัปดาห์ที่ 4 ถึงสัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์ [embed-health-tool-”due-date”] คำจำกัดความ ท้องนอกมดลูก คืออะไร ท้องนอกมดลูก หรือ การรตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) คือ การที่ ตัวอ่อนฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อนอกมดลูก รวมถึงเจริญเติบโตนอกมดลูก ส่วนใหญ่อาจพบได้ในท่อนำไข่ ซึ่งเรียกว่า การตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่ ในบางครั้งภาวะท้องนอกมดลูกอาจเกิดขึ้นที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น รังไข่ ช่องท้อง ปากมดลูกซึ่งเชื่อมต่อกับช่องคลอด ส่งผลให้ตัวอ่อนไม่สามารถพัฒนาเป็นทารกได้ เนื่องจากท่อนำไข่มีขนาดที่ไม่ใหญ่พอและตำแหน่งไม่เหมาะสมที่จะรองรับตัวอ่อนที่จะมีการเจริญเติบโตได้  ภาวะท้องนอกมดลูกอาจไม่แสดงอาการใด ๆ ที่สังเกตได้ในระยะเริ่มต้น แต่ผู้หญิงบางรายอาจมีอาการปวดท้อง เลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในระหว่างสัปดาห์ที่ 4 ถึงสัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์ โดยปกติแล้วหากตรวจพบว่าท้องนอกมดลูก อาจต้องนำตัวอ่อนออกทันทีด้วยการใช้ยาหรือการผ่าตัด เพราะหากปล่อยไว้อาจส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์มีเลือดออกมากจนถึงขั้นเสียชีวิต หลังการรักษา อาจมีโอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดภาวะท้องนอกมดลูกและประวัติสุขภาพด้วย   อาการอาการท้องนอกมดลูก อาการของภาวะท้องนอกมดลูก […]


คุณกำลังกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ใช่หรือไม่?

หยุดกังวลได้แล้ว มาเข้าชุมชนสนทนาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และว่าที่คุณแม่คนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!