home

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ก็ล้วนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ทั้งสิ้น Hello คุณหมอ จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์ รวมไปถึงการรักษาและป้องกัน เพื่อการดูแลสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เรื่องเด่นประจำหมวด

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ผื่นลมพิษในขณะตั้งครรภ์ คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวหนัง เช่น สิว รอยแตกลาย ผิวคล้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในหญิงตั้งครรภ์ แม้ผื่นลมพิษในขณะตั้งครรภ์จะเป็นปัญหาผิวที่พบได้น้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้อาหาร แมลงกัดต่อย ยา สารเคมี เป็นต้น เนื่องจากฮอร์โมนที่แปรปรวนในช่วงตั้งครรภ์ อาจมีส่วนทำให้ร่างกายไวต่อเชื้อโรคและทำให้เกิดผื่นลมพิษขณะตั้งครรภ์ได้ สาเหตุของผื่นลมพิษในขณะตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์อาจประสบปัญหาฮอร์โมนแปรปรวน หน้าท้องเริ่มขยายขึ้น อาจทำให้ผิวแห้ง แตก มีอาการคัน ไวต่อเชื้อโรคและอาการแพ้ อาจทำให้เกิดลมพิษและผื่นที่รุนแรงขึ้น โดยอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้ ผดผื่น ผดร้อน เมื่อตั้งครรภ์อาจมีเลือดไปเลี้ยงที่ผิวหนังมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังของคุณแม่รู้สึกอบอุ่นผิดปกติ มีเหงื่อออกมากขึ้นและอาจเกิดผดผื่นหรือผดร้อนได้ อาจทำให้มีตุ่มเล็ก ๆ สีแดงเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ บนผิวหนังและมีอาการคัน การรักษา หลีกเลี่ยงพื้นที่ความร้อนสูงที่อาจทำให้เหงื่อออกง่าย เปิดพัดลมหรือเปิดแอร์ให้ผิวเย็นลงอาการผื่นจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่หากอาการรุนแรงอาจใช้คาลาไมน์บรรเทาอาการคันหรือสเตียรอยด์เฉพาะที่ เช่น โคลไตรมาโซล (Clotrimazole) เบต้าเมทาโซน (Betamethasone) ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอก่อนใช้ยา ลมพิษ ลมพิษเป็นอาการแพ้ที่อาจเกิดจากความร้อน การเกา ความเครียด แรงเสียดสีที่ผิวหนัง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์ เป็นต้น อาจทำให้มีตุ่มนูนหรือรอยบุ๋มสีแดงบนผิวหนังและมีอาการคันที่อาจรุนแรงขึ้น การรักษา หากมีอาการรุนแรงมากขึ้นอาจต้องรักษาด้วยยาเม็ดต่อต้านฮีสตามีน ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอก่อนใช้ยา ผื่น PUPPP (Pruritic […]

หัวข้อ ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์ เพิ่มเติม

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ตกขาวเป็นอาการที่พบได้บ่อยในคนท้อง และตกขาวคนท้องอาจมีปริมาณมากกว่าปกติเนื่องจากฮอร์โมน ปากมดลูกและผนังมดลูกเปลี่ยนแปลงไป แต่หากตกขาวมีสี มีกลิ่น หรือมีเลือด อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือปัญหาสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ตกขาวคนท้องไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม ตกขาวคนท้องปกติหรือไม่ คนท้องมักมีอาการตกขาวมากกว่าปกติ เนื่องจากบริเวณปากมดลูกและผนังมดลูกนิ่มลง มีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น จึงกระตุ้นให้ผลิตและหลั่งของเหลวออกมามากขึ้น เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อจากช่องคลอดไปยังมดลูก ตกขาวคนท้องจึงเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่หากลักษณะ สี หรือกลิ่นของตกขาวเปลี่ยนแปลงไป อาจจำเป็นต้องปรึกษาคุณหมอเพื่อตรวจอาการ และรับคำแนะนำในการดูแลตัวเอง สีของตกขาวคนท้อง ตกขาวคนท้องเป็นเรื่องปกติ แต่ลักษณะสีของตกขาวอาจบอกถึงปัญหาสุขภาพได้ ดังนี้ สีขาวใส เป็นสีตกขาวปกติ บอกถึงลักษณะสุขภาพดี สีขาวเป็นก้อน อาจหมายถึงช่องคลอดติดเชื้อรา เป็นเรื่องปกติในช่วงตั้งครรภ์ที่ร่างกายอ่อนแอเป็นพิเศษ อาจมีอาการคัน แสบร้อน และเจ็บปวดเมื่อปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์ สีเขียวหรือสีเหลือง อาจเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือโรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) และอาจมีอาการระคายเคืองหรือมีรอยแดงที่อวัยวะเพศด้วย ควรรีบพบคุณหมอเพราะอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ สีเทา อาจเกิดจากภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะหากมีกลิ่นคาวรุนแรงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ มีสาเหตุจากความไม่สมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด การสวนล้างช่องคลอด หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย สีน้ำตาล เป็นตกขาวที่ผสมกับเลือดเก่า ไม่เป็นอันตรายในคนท้อง หรืออาจเป็นสัญญาณการตั้งครรภ์ สีชมพู มักเกิดขึ้นช่วงตั้งครรภ์ระยะแรกหรือช่วงใกล้คลอด และอาจเป็นสัญญาณการแท้งบุตร หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก สีแดง ภาวะเลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ หรือมีลิ่มเลือดอุดตัน พร้อมกับอาการปวดท้องและตะคริว เป็นอาการของการแท้งบุตร หรือตั้งครรภ์นอกมดลูก หากตกขาวคนท้องมีสีเปลี่ยนไปร่วมกับมีกลิ่นเหม็นรุนแรง มีอาการคัน เจ็บปวด แสบร้อน อวัยวะเพศระคายเคือง หรือรุนแรงถึงขั้นมีเลือดออก ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อหาสาเหตุของอาการ […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

อาการคัดเต้าคนท้องเป็นอย่างไร และจะเกิดขึ้นในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสใด อาจแตกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับสภาวะสุขภาพ การเจริญเติบโต และการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของสตรีตั้งครรภ์ในแต่ละบุคคล ส่วนใหญ่อาการคัดเต้านมอาจเกิดจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ที่เพิ่มขึ้นในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการเลี้ยงทารกด้วยน้ำนมแม่ [health-tool template=”due-date”] คนท้องเริ่มคัดเต้าเมื่อไหร่ อาการคัดเต้านมเป็นสัญญาณเตือนแรกที่บ่งบอกว่ากำลังตั้งครรภ์ มักเห็นการเปลี่ยนแปลงของเต้านมได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4-6 ของไตรมาสแรก และอาจคัดเต้าอีกครั้งช่วงหลังคลอด 2-5 วัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone)  ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) โปรแลคติน (Prolactin) ในร่างกายเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปที่เต้านนม ทำให้สามารถผลิตน้ำนมได้ จนเต้านมขยายใหญ่ ซึ่งภายในเต้านมจะเก็บน้ำนมไว้ปริมาณมากเพื่อเตรียมให้ทารกหลังคลอดได้กินอย่างเพียงพอ อาการคัดเต้าคนท้องเป็นอย่างไร อาการคัดเต้าคนท้อง ที่สามารถสังเกตได้ มีดังนี้ เต้านมขยาย ช่วงสัปดาห์ที่ 6-8 ของการตั้งครรภ์ หน้าอกอาจขยายใหญ่ขึ้นตลอดช่วงการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ตั้งท้องแรก มีก้อนในหน้าอก คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนอาจมีก้อนเนื้อในเต้านม ซึ่งเป็นถุงน้ำนมที่เต็มไปด้วยน้ำนม แต่บางคนอาจเสี่ยงเป็นเนื้องอกที่สามารถพัฒนาเป็นมะเร็งเต้านมได้ในระหว่างตั้งครรภ์ หากคุณแม่มีความกังวลอาจเข้ารับคำปรึกษาหรือตรวจอย่างละเอียดจากคุณหมอได้ หัวนมเปลี่ยนสี หลังจากช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ รอบหัวนมและหัวนมของคุณแม่อาจมีสีที่คล้ำขึ้น ขยายใหญ่ขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนส่งผลต่อการสร้างเม็ดสีของผิวหนัง ตุ่มมอนต์โกเมอรี (Montgomery) เป็นต่อมไขมันที่อาจขึ้นบริเวณหัวนม ทำหน้าที่หลั่งน้ำมันออกมาจากหัวนม เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อโรค น้ำนมไหล ปกติแล้วเต้านมคุณแม่ตั้งครรภ์จะเต็มไปด้วยน้ำนมเหลือง และน้ำนมอาจไหลออกจากเต้าในช่วง 2-3 เดือนของการตั้งครรภ์หรือก่อนถึงกำหนดคลอด อย่างไรก็ตาม บางคนก็อาจไม่มีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น วิธีบรรเทาอาการคัดเต้า เจ็บหน้าอกในคนท้อง วิธีบรรเทาอาการคัดเต้า เจ็บหน้าอก สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

เลือดออกขณะตั้งครรภ์ อาจเป็นภาวะบ่งชี้ว่าเกิดความผิดปกติในครรภ์ ที่อาจต้องได้รับการรักษาทันที เช่น รกเกาะต่ำ หรืออาจเสี่ยงต่อการแท้งบุตร ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ เลือดออกขณะตั้งครรภ์อาจเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ (สัปดาห์ที่ 1-12) หากเลือดออกกะปริบกะปรอย อาจเกิดจากการที่ตัวอ่อนฝังตัวอยู่ในผนังของโพรงมดลูกจนกลายเป็นทารก ดังนั้น อย่างไรก็ตาม หากเกิดภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์​ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและรักษาได้อย่างทันท่วงที อาการเลือดออกขณะตั้งครรภ์ อาการเลือดออกขณะตั้งครรภ์ที่อาจพบได้ทั่วไป มีดังนี้ มีเลือดออกมากผิดปกติ เหนื่อยล้า ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือปวดไหล่ กระหายน้ำมาก เวียนศีรษะ และอาการอาจแย่ลงเมื่อลุกขึ้นยืน มีไข้ หรือหนาวสั่น เป็นลม ตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ มีเลือดออกในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ สาเหตุของเลือดออกขณะตั้งครรภ์ เลือดออกขณะตั้งครรภ์ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ดังนี้ การตั้งครรภ์ไตรมาสแรก สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ของการมีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับปากมดลูก เช่น การติดเชื้อที่ปากมดลูก ปากมดลูกอักเสบ เลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation Bleeding) อาจเกิดจากไข่ฝังตัวอยู่ในเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลังจากการปฏิสนธิประมาณ 10-14 วัน การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) อาจเกิดจากไข่ฝังตัวและเติบโตนอกมดลูก เช่น ในท่อนำไข่ การตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ (Molar Pregnancy) เป็นภาวะที่พบได้ยาก เกิดจากไข่ปฏิสนธิผิดปกติ แทนที่จะเป็นทารก อาจกลายเป็นเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติแทน การแท้งบุตร (Miscarriage) คือ การสูญเสียทารกในครรภ์ก่อนสัปดาห์ที่ 20 การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 หรือ 3 สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ของการมีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือไตรมาสที่ 3 อาจได้แก่ การแท้งบุตร ก่อนสัปดาห์ที่ […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

อาการแพ้ท้อง มักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ อาการไม่พึงประสงค์เมื่อแพ้ท้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ไม่อยากอาหาร อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ แต่การรับประทาน อาหารแก้แพ้ท้อง อาจช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นได้ [health-tool template=”due-date”] อาการแพ้ท้อง คืออะไร  อาการแพ้ท้อง คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ รวมถึงอาจไม่ชอบอาหารและกลิ่นบางอย่างอย่างรุนแรง โดยแต่ละคนอาจอาการ และระดับความรุนแรงของอาการมากน้อยต่างกันไป อาการแพ้ท้องสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลา แม้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายต่อทารก แต่อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกหงุดหงิด หรือรำคาญได้ แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของอาการแพ้ท้อง แต่คาดว่าอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์ และถ้าหากมีอาการแพ้ท้องหนัก อาจทำให้เกิดภาวะอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) โดยปัจจัยเสี่ยงของอาการแพ้ท้อง อาจมีผลมาจากการได้กลิ่น หรือรสชาติที่ไม่พึงประสงค์ การเมารถ เป็นต้น อาการแพ้ท้องอยู่นานแค่ไหน  อาการแพ้ท้องมักเกิดในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่อาการคลื่นไส้ อาเจียนจะหายไปในช่วงสัปดาห์ที่ 12-16 ของการตั้งครรภ์ แต่คุณแม่ตั้งครรภ์บางรายอาจมีอาการแพ้ท้องตลอดการตั้งครรภ์ได้ อาหารแก้แพ้ท้อง  อาหารเหล่านี้ อาจช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ น้ำสมุนไพร เช่น น้ำขิง โดยงานศึกษาวิจัยพบว่า ขิงสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ รวมถึงอาจช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร จึงบรรเทาอาการท้องอืด ท้องผูก ทำให้รู้สึกสบายท้องมากขึ้น ซึ่งงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่มีกลุ่มตัวอย่างเป็นคุณแม่ท้องอ่อนอายุครรภ์ไม่เกิน 4 เดือน พบว่า […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

คนท้องปวดหลัง เป็นหนึ่งในปัญหาการตั้งครรภ์ที่พบได้บ่อย ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุต่าง ๆ ทั้งการขยายตัวของมดลูก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ การเรียนรู้เกี่ยวกับสาเหตุและวิธีการรับมือที่ถูกต้อง อาจช่วยลดปัญหาการปวดหลังระหว่างตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นได้ [health-tool template=”due-date”] สาเหตุที่ทำให้ คนท้องปวดหลัง มดลูกขยายตัว อาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์อาจเกิดจากมดลูกที่ขยายตัวขึ้น จนสร้างแรงกดต่อหลอดเลือด และเส้นประสาทในกระดูกเชิงกรานและหลัง ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อท่าทางและการเคลื่อนไหว จนอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ กล้ามเนื้อหน้าท้องที่แยกออกจากกัน เนื่องจากขนาดของทารกในครรภ์ที่ขยายใหญ่ขึ้น ก็อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังได้เช่นกัน เพราะทารกในครรภ์อาจกดทับกล้ามเนื้อหน้าท้อง ทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องที่ขนานกันสองฝั่งแยกออกจากกัน และส่งผลทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมา การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์ อาจส่งผลต่ออาการปวดหลังได้ เพราะร่างกายจะสร้างฮอร์โมนรีแล็กซิน (Relaxin) ที่ช่วยให้เอ็นในอุ้งเชิงกรานและข้อต่อคลายตัวเพื่อเตรียมพร้อมคลอด ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้อาจทำให้เอ็นรองรับกระดูกสันหลังคลายตัว และนำไปสู่ อาการปวดหลังในคนท้อง ความเครียดในระหว่างตั้งครรภ์ อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อหลังและทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ วิธีบรรเทาอาการคนท้องปวดหลัง คนท้องปวดหลัง สามารถบรรเทาได้ด้วยวิธี ดังต่อไปนี้ ปรับเปลี่ยนท่าทาง เพื่อช่วยลดแรงกดและทำให้กระดูกสันหลังผ่อนคลาย โดยอาจใช้หมอนหรือผ้าขนหนูสอดรองไว้ด้านหลังในขณะนั่ง หรือสอดหมอนข้างไว้ระหว่างเข่าในขณะนอนตะแคง เพื่อช่วยลดแรงตึงที่หลัง หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงการยกของที่มีน้ำหนักมากเกินไป หากต้องการยกของควรยกด้วยท่าที่เหมาะสม คือนั่งงอเข่าลง หยิบของ จากนั้นจึงใช้ขาดันตัวขึ้นแทนการก้มตัว ออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อาจช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ ประคบร้อนหรือเย็นที่หลัง หรือนวด เพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ควรปรึกษาคุณหมอก่อนเสมอ เมื่อใดคนท้องปวดหลังควรพบแพทย์ อาการปวดหลัง เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อตั้งครรภ์ แต่หากเกิดอาการเหล่านี้ควรพบคุณหมอเพื่อตรวจร่างกายทันที มีอาการเจ็บปวดที่เพิ่มมากขึ้นหรือเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน อาการปวดตะคริวเป็นจังหวะ ปัสสาวะลำบาก เหน็บชาที่แขน เลือดออกทางช่องคลอด ตกขาวผิดปกติ มีไข้ บางกรณี อาการปวดหลัง ในขณะตั้งครรภ์อาจเกิดจากโรคข้ออักเสบ โรคกระดูก โรคข้อเข่าเสื่อม หรืออาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นจึงควรตรวจสุขภาพร่างกายและสุขภาพครรภ์เป็นประจำ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ปัญหาการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เกิดขึ้นเนื่องจากสรีระร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การเปลี่ยนอิริยาบถต่าง ๆ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันยากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการนอน ดังนั้น ลองมาดูท่าที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ดีกว่าว่าควรนอนท่าไหน [health-tool template=”due-date”] ทำไมถึงมี ปัญหาการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ การมีปัญหาเรื่องการนอนหลับเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้หญิงในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากปัจจัยในหลาย ๆ ด้าน เช่น ระดับฮอร์โมนผันผวน ในไตรมาสแรก คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีอาการแพ้ท้อง รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ในไตรมาสที่ 3 ที่ท้องโตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจจะเริ่มมีปัญหากับท่านอนมากขึ้น ตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อย หรือถี่ขึ้น มีอาการปวดหลัง ปวดขา หรือขาเป็นตะคริว โรคกรดไหลย้อน (GERD) ทำให้รู้สึกแสบร้อนในหลอดอาหาร  เป็นอีกสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งอาการที่กล่าวข้างต้นเป็นสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์จำเป็นต้องเจอ และประสบกับปัญหานอนหลับได้ หากมีปัญหาการนอนระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ด้วยนะ วิธีการแก้ ปัญหาการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะเป็นเวลาที่ร่างกายได้ซ่อมแซมและรีเฟลชตัวเอง ซึ่งวิธีลดปัญหาการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มีหลากหลายวิธี ซึ่งได้แก่ ปรับตำแหน่งการนอนในท่าที่คุณแม่คิดว่าสบายที่สุดให้กับตนเอง ปรับวิถีการนอนให้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น พยายามไม่เล่นโทรศัพท์ ดูทีวี หรือพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกต่าง ๆ ก่อนเข้านอน หลีกเลี่ยงคาเฟอีน และการดื่มน้ำหลังจาก 18:00 น. ขึ้นไป หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด และอาหารมื้อหนักใกล้เวลานอน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคกรดไหลย้อน หลีกเลี่ยงสิ่งที่ส่งผลกระทบทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์เครียดก่อนเข้านอน นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ผ่อนคลาย และนอนหลับพักผ่อนได้ดีขึ้นกว่าเดิม ท่านอนสำหรับการตั้งครรภ์ ควรนอนในท่าไหนดีนะ ท่านอนนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อคนตั้งครรภ์ เนื่องจากเมื่อท้องเริ่มโต อาจจะนอนในท่านอนหงายเหมือนในช่วงต้น ๆ ไม่ได้ ซึ่ง ท่านอนสำหรับการตั้งครรภ์ คือ คุณแม่ตั้งครรภ์ที่อายุไม่เกิน 4 […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

มดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ อาจเป็นสัญญาณบอกระยะครรภ์ หรือเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาของเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ คุณแม่มือใหม่จึงควรรู้เกี่ยวกับภาวะ มดลูกบีบตัว ในขณะตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันและรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต วันนี้ Hello คุณหมอ ได้รวบรวมความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับการบีบตัวของมดลูกขณะตั้งครรภ์มาฝากคุณแม่ทุกท่านกันค่ะ มดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ คืออะไร การบีบตัวของมดลูกขณะตั้งครรภ์เป็นอาการปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะแสดงอาการเมื่อใกล้ถึงกำหนดคลอดทารก หรือบางครั้งอาจแสดงอาการก่อน 37 สัปดาห์ ซึ่งเป็นสัญญาณคลอดก่อนกำหนด การบีบตัวของมดลูกเป็นการที่กล้ามเนื้อบีบและคลายตัว ทำให้คุณรู้สึกท้องแข็งและอ่อนเมื่อมดลูกคลายตัว การบีบตัวของมดลูก (Braxton Hicks) เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 อาจมีอาการไม่รุนแรงจนไปถึงรุนแรงมาก สามารถเกิดขึ้นเร็วที่สุดในสัปดาห์ที่ 20 แต่ส่วนใหญ่มักเกิดในสัปดาห์ที่ 28-30 ซึ่งจะเกิดในช่วงเดือนที่ 9 และแสดงอาการทุก ๆ 10-20 นาที สาเหตุที่ทำให้มดลูกบีบตัว มดลูกบีบตัว เกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายของคุณพร้อมสำหรับการคลอดทารกซึ่งเป็นเรื่องปกติที่สามารเกิดขึ้นได้ แต่อาจมีบางสาเหตุที่อาจทำให้มดลูกของคุณบีบตัวขณะตั้งครรภ์ได้เช่นกัน คือ หากคุณออกแรงมากเกินไปหรือมีการอออกกำลังกายมากเกินไปในช่วงใกล้ครบกำหนดคลอดก็สามารถเกิดอาการมดลูกบีบตัวได้ ร่างกายขาดน้ำ มดลูกอาจบีบตัวหลังการมีเพศสัมพันธ์ อาการของภาวะมดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ อาการต่อไปนี้คือสัญญาณของ การบีบตัวของมดลูก ในช่วงขณะตั้งครรภ์ ที่พบบ่อยที่สุด ปวดหลังส่วนล่าง ปวดอุ้งเชิงกรานและท้องส่วนบน เกิดความดันในอุ้งเชิงกราน อาการเจ็บปวด การบีบตัวเกิดขึ้นนานถึง 60-90 วินาที การบีบตัวที่เกิดขึ้นทุก 5-10 นาที่ เมื่อมดลูกบีบตัวไม่สามารถเดินหรือพูดได้ การเตรียมพร้อมเมื่อมีอาการมดลูกบีบตัวขณะตั้งครรภ์ หากคุณมีอาการมดลูกบีบตัวแต่ไม่แสดงอาการรุนแรงแสดงว่าคุณอยู่ในระยะใกล้คลอดและยังสามารถทำกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการคลอดบุตรได้ ซึ่งกิจกรรมต่อไปนี้จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายและพร้อมรับมือกับการคลอดที่จะเกิดขึ้น การออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น โยคะ การเดิน เล่นโยคะก่อนคลอดเน้นการหายใจและเตรียมความพร้อมร่างกาย ออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้ผ่อนคลาย อาบน้ำอุ่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผลข้างเคียงเมื่อเกิด การบีบตัวของมดลูก หากมีการบีบตัวของมดลูกขณะตั้งครรภ์ก่อนก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

ไข้หวัดในคนท้อง เป็นอีกหนึ่งอาการที่อาจส่งผลร้ายแรงต่อลูกในครรภ์ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นคุณแม่มือใหม่หรือเคยตั้งครรภ์มาก่อนแล้วก็ตาม ไข้หวัดก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การป้องกันตัวเองจาก ไข้หวัด ในคนท้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ วันนี้เราจึงนำสาระความรู้ที่จะช่วยให้คุณรู้ทันโรค และสามารถปกป้องลูกน้อยในครรภ์มาฝากกันค่ะ ลดความเสี่ยงเกิด ไข้หวัดในคนท้อง เมื่อคุณตั้งครรภ์ร่างกายของคุณจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง เพื่อช่วยหยุดไม่ให้ร่างกายของคุณปฏิเสธทารกที่อยู่ในครรภ์ อย่างไรก็ตามเมื่อระบบภูมิคุ้มกันต่ำจึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบ หรือการติดเชื้อไซนัส เหล่านี้อาจส่งผลต่อเด็กในครรภ์ได้ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงวิธีเหล่านี้อาจช่วยคุณได้ ล้างมือบ่อย ๆ นอนหลับให้เพียงพอ กินอาหารเพื่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยอื่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด รับการฉีดวัคซีนป้องกัน ไข้หวัด ยาที่กินได้และควรหลีกเลี่ยงเมื่อตั้งครรภ์ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการกินยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากส่วนประกอบในยาอาจส่งผลต่อตัวอ่อนที่กำลังพัฒนาในครรภ์ได้ แต่ยังมียาบางชนิดที่สามารถใช้ได้ ในช่วง 12 สัปดาห์แรกควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาทุกชนิดในคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาอวัยวะสำคัญของทารก แต่ก็ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ด้วยเช่นกัน ส่วนยาที่สามารถใช้ได้หลัง 12 สัปดาห์ คือ ยาภายนอกใช้ทา ทาหน้าอก ขมับ ใต้จมูก ยาแก้ไอ ยาพาราเซตามอล หรืออะเซตามีโนเฟน (Acetaminophen) แก้ปวดเมื่อย และแก้ ไข้หวัด ยาแก้เสมหะ ยาแก้อาการเสียดท้อง คลื่นไส้ ปวดท้อง ควรหลีกเลี่ยงยาที่ให้ผลลัพธ์ครอบคลุมทุกอาการ แต่ควรเลือกยาเพียงตัวเดียวที่รักษาอาการเฉพาะจุดเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงยาต่อไปนี้ขณะตั้งครรภ์เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์แล้ว ยาแอสไพริน (aspirin) ยาปฏิชีวนะ ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ยานาพรอกเซน (Naproxen) ยาโคเดอีน (codeine) ไข้หวัด ในแม่ท้อง ส่งผลต่อลูกในครรภ์อย่างไร สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์การมีอาการของโรคหรือเป็น ไข้หวัด […]

ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์

การมี เลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้คุณแม่มือใหม่หลายคนเกิดความกังวลได้ เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นภาวะปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ หรืออาจเป็นสัญญาณบ่งบอกความผิดปกติใด ๆ หรือไม่ วันนี้ Hello คุณหมอ จึงขอพาทุกคนมารู้จักกับสาเหตุของอาการ เลือดออกทางช่องคลอด ในช่วงขณะตั้งครรภ์ รวมถึงวิธีการป้องกันมาฝากทุกคนค่ะ สาเหตุ เลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ ไตรมาสแรก สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เลือดออกทางช่องคลอด ในช่วงไตรมาสแรก โดยปกติแล้วมักจะมีอยู่ 2 สาเหตุคือ อาการ เลือดออก ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจากไข่ที่ปฏิสนธิฝังตัวในครรภ์ หรือที่เรียกกันว่า เลือดล้างหน้าเด็ก อาการ เลือดออก เนื่องจากมีหลอดเลือดในบริเวณปากมดลูกมีความเปราะบางมากขึ้น โดยปกติอาการเหล่านี้มักมีเลือดออกเพียงแค่เล็กน้อย แต่ถ้าหากคุณมีเลือดออกทางช่องคลอดมากกว่าปกติ โดยเฉพาะหากมีเลือดออกมากเมื่อมีอายุครรภ์มากขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาจเป็นสัญญานเตือนของภาวะที่อันตราย ดังต่อไปนี้ เลือดออก เนื่องจากการฝังตัวของไข่ ในการตั้งครรภ์ระยะแรกคุณอาจมีเลือดออกในช่องคลอดขณะตั้งครรภ์เล็กน้อยแต่ไม่เป็นอันตราย เนื่องจากเป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังพัฒนาหลังจากการฝังตัวในผนังมดลูก เลือดออก จากการแท้งบุตร การแท้งบุตรเกิดขึ้นเพราะอาจมีบางความผิดปกติเกิดขึ้นกับทารก นอกจากนี้อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่น เช่น ฮอร์โมนหรือปัญหาการแข็งตัวของเลือด การแท้งบุตรส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ซึ่งอาการ เลือดออกทางช่องคลอด อาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด นอกจากนี้ยังอาจมีอาการของการแท้งบุตรอื่น ๆ ได้แก่ เป็นตะคริวและปวดในช่องท้องส่วนล่าง มีของเหลวออกจากช่องคลอด อาจมีเนื้อเยื่อบางอย่างออกจากช่องคลอด ไม่มีอาการของคนที่กำลังตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์นอกมดลูก การตั้งครรภ์นอกมดลูกเกิดขึ้นจากการที่ไข่ฝังตัวนอกมดลูก เช่น ฝังตัวในท่อนำไข่ อาจทำให้เป็นอันตรายได้เนื่องจากไข่ไม่สามารถเติบโตได้อย่างเหมาะสม โดยปกติมักแสดงออกการออกมาในช่วงสัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจมีอาการเหล่านี้ เลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องน้อยข้างเดียว เลือดออกทางช่องคลอด ตกขาวเป็นสีน้ำตาล มีอาการไม่สบายตัวเมื่อปัสสาวะหรืออุจจาระ การมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์ การเพศสัมพันธ์ในระหว่างตั้งครรภ์อย่างไม่ถูกต้อง […]