สุขภาพเด็ก

สุขภาพเด็ก เป็นส่วนสำคัญในการเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ควรให้ความสำคัญในการสังเกตความผิดปกติต่าง ๆ ตั้งแต่อาการทั่วไป จนถึงสัญญาณการติดเชื้อต่าง ๆ เรียนรู้เรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับ สุขภาพเด็ก เพื่อการดูแลสุขภาพของลูกน้อย ให้เติบโตได้อย่างแข็งแรง ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพเด็ก

ลูกอ้วนควรกังวลไหม? สัญญาณเตือนโรคอ้วนในเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

เด็กอ้วนขึ้นนิดหน่อย หลายครอบครัวอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวโตขึ้นก็ยืดและผอมลงเอง แต่ความจริงคือ โรคอ้วนในเด็กเป็นภาวะสุขภาพที่ควรใส่ใจ เพราะสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหลายอย่างตั้งแต่วัยเด็ก และยังเพิ่มโอกาสที่จะมีโรคอ้วนต่อเนื่องไปถึงวัยผู้ใหญ่ CDC, NHLBI และ NIDDK ต่างระบุว่า เด็กที่มีภาวะอ้วนมีความเสี่ยงต่อเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ปัญหาข้อและกระดูก ปัญหาการหายใจ รวมถึงผลกระทบด้านจิตใจ เช่น ความเครียด ความมั่นใจต่ำ หรือการถูกล้อเลียน ดูจาก “การเติบโต” มากกว่ามองด้วยตาเปล่า ในเด็ก เราไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกับผู้ใหญ่ เพราะร่างกายยังเติบโตอยู่ การประเมินจะใช้ค่า BMI ตามอายุและเพศ หรือที่เรียกว่า BMI-for-age percentile โดย CDC และ NHLBI ระบุว่า เด็กที่มีค่า BMI อยู่ช่วงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 ถึงต่ำกว่า 95 ถือว่าเริ่มมีภาวะน้ำหนักเกิน และถ้าอยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ 95 ขึ้นไปถือว่าเข้าข่ายโรคอ้วน ดังนั้นเด็กบางคนที่พ่อแม่รู้สึกว่า “ยังดูไม่อ้วนมาก” อาจเริ่มมีความเสี่ยงแล้วหากดูจากแนวโน้มการเติบโต อีกจุดที่ควรสังเกตคือ น้ำหนักที่ขึ้นเร็วต่อเนื่อง เสื้อผ้าคับเร็วขึ้น รอบเอวชัดขึ้น เหนื่อยง่ายกว่าปกติ […]

หมวดหมู่ สุขภาพเด็ก เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพเด็ก

ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

เขย่าทารก พฤติกรรมอันตรายที่ผู้ใหญ่ควรระวัง

เขย่าทารก เป็นพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดภาวะ Shaken Baby Syndrome เพราะเมื่อคุณพ่อคุณแม่เล่นกับลูกน้อยด้วยการจับลูกเขย่า หรือเขย่าเพื่อให้ลูกหยุดร้อง อาจส่งผลให้เกิดเลือดออกในสมอง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กทารกที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี Shaken Baby Syndrome เกิดจากอะไร เขย่าทารก เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ Shaken Baby Syndrome พบในเด็กทารกวัย 3 – 8 เดือน เพราะแรงเขย่านั้นส่งผลให้เนื้อสมองเกิดการกระแทกกับผนังกะโหลกศีรษะ โดยสมองของเด็กวัยนี้จะมีน้ำในช่องสมองมากกว่าเนื้อสมอง เมื่อเขย่าตัวเด็กแรงๆ เนื้อสมองจึงเกิดการแกว่งไปแกว่งมาแล้วกระแทกกับกะโหลก จนทำให้เนื้อสมองเกิดความบอบช้ำเสียหาย เพราะเหตุใดจึงห้าม เขย่าทารก สมองของเด็กทารกนั้นมีขนาดใหญ่ อีกทั้งกล้ามเนื้อคอก็ยังไม่แข็งแรงมากพอต่อการพยุงศีรษะได้ ดังนั้นการเขย่าทารกอย่างรุนแรงจะทำให้เนื้อสมองกระทบกระแทกกับกะโหลกศีรษะ ส่งผลให้เส้นเลือดที่หุ้มสมองอันบอบบางนั้นเกิดการฉีกขาดได้ จนกระทั่งเกิดภาวะเลือดออกจากสมองที่เป็นอันตราย อาการที่เกิดจากการเขย่าทารก เมื่อเด็กทารกถูกเขย่าตัวแรง ๆ อาจเกิดบาดแผลภายในที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตจากความผิดปกติบางอย่าง เช่น ซึม ไม่กินนม อาเจียน  ร้องไห้งอแงตลอดเวลา หายใจลำบากจนกระทั่งไม่สามารถตอบสนองต่อเสียงเรียกได้ ซึ่งเป็นอาการที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจมีอาการรุนแรงขึ้นจนถึงเสียชีวิตได้ การกระทำแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรระวัง เพื่อป้องกันการเกิด Shaken Baby Syndrome คุณพ่อคุณแม่และผู้ใหญ่ที่ต้องการเล่นกับเด็กทารกควรหลีกเลี่ยงการกระทำเหล่านี้ จับตัวทารกเหวี่ยงไปมา การจับตัวทารกเหวี่ยงไปมาแรง ๆ จนหัวสั่นคลอน ย่อมส่งผลต่อสมองของทารก […]


โรคติดเชื้อในเด็ก

Herpangina อาการ สาเหตุ และการรักษา

Herpangina เป็นโรคระบาดในเด็กที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งอาจเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก โดยผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บคอ เป็นไข้ อาจมีแผลที่ช่องปากบริเวณเพดาน และในโพรงคอหอยด้านหลัง อาการที่เกิดขึ้นอาจไม่รุนแรง และอาจหายได้เอง [embed-health-tool-vaccination-tool] Herpangina คืออะไร  Herpangina (โรคเฮอร์แปงไจน่า) คือ โรคระบาดในเด็กที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) อาจพบมากในเด็กอายุ 3-10 ปี รวมถึงเด็กที่ต้องไปโรงเรียน หรือต้องอยู่ที่สถานบันดูแลเด็กเล็ก หรือค่าย โรคนี้อาจเกิดขึ้นบริเวณเพดานปาก อาการที่เกิดขึ้นอาจไม่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็อาจทำให้เกิดตุ่มเล็ก ๆ ในปาก เป็นแผลในฝาก มีอาการเจ็บคอ มีไข้สูง ในเด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 1 ปี อาจสังเกตอาการของโรคเฮอร์แปงไจน่าได้ยาก เพราะในทารกบางคนอาจไม่ปรากฏอาการใด ๆ โรคเฮอร์แปงไจน่าที่เกิดในเด็กทารกอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาร้ายแรงอื่น ๆ เช่น การบวมของสมอง การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง โดยส่วนใหญ่โรคเฮอร์แปงไจน่าอาจพบได้ในช่วงฤดูร้อน และฤดูฝน อาการของโรคเฮอร์แปงไจน่า อาการของโรคเฮอร์แปงไจน่าอาจแสดงให้เห็นภายใน 2-5 วัน หลังจากได้รับเชื้อ อาการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และอาการอาจหายไปเองใน 7-10 วัน โดยอาการที่ปรากฏอาจมีดังนี้ มีไข้เฉียบพลัน รู้สึกเจ็บคอ รู้สึกเจ็บปวดขณะกลืนอาหาร เบื่ออาหาร […]


สุขภาพเด็ก

แปรงฟันแห้ง คืออะไร ดีต่อสุขภาพฟันเด็กอย่างไร

แปรงฟันแห้ง เป็นวิธีแปรงฟันโดยไม่ทำให้แปรงสีฟันเปียกก่อนแปรง และไม่บ้วนปาก ซึ่งอาจช่วยป้องกันฟันผุให้ลูกได้ดีกว่าการแปรงฟันแบบเปียก อย่างไรก็ตาม การทราบขั้นตอนในการแปรงฟันแห้งที่ถูกต้อง อาจช่วยให้ได้ประโยชน์จากการแปรงฟันวิธีนี้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และช่วยดูแลรักษาสุขภาพฟันให้แข็งแรงสมบูรณ์ [embed-health-tool-vaccination-tool] แปรงฟันแห้ง คืออะไร การแปรงฟันแห้ง (Dry Toothbrushing) คือ วิธีการแปรงฟันโดยไม่ใช้น้ำ ไม่ต้องให้แปรงสีฟันเปียกน้ำหลังบีบยาสีฟันหรือก่อนแปรงฟัน เพราะการจุ่มแปรงสีฟันในน้ำอาจทำให้ฟลูออไรด์ในยาสีฟันที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันฟันผุเจือจางลง และหลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว ก็ให้บ้วนเอาฟองออก โดยไม่ต้องบ้วนน้ำ เพื่อให้ฟลูออไรด์ในยาสีฟันยังคงเคลือบอยู่บนผิวฟัน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันฟันผุ และทำให้ฟันแข็งแรง ขั้นตอนการแปรงฟันแห้งที่ถูกต้อง การแปรงฟันแห้งที่ถูกต้อง อาจมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ บีบยาสีฟันลงบนแปรงสีฟันสะอาดโดยไม่ชุบหรือจุ่มน้ำ แล้วแปรงฟันตามปกติอย่างน้อย 2 นาที บ้วนยาสีฟันและฟองทิ้งให้หมด โดยไม่ใช้น้ำบ้วนปาก หรือหากไม่ชินอาจบ้วนน้ำได้เล็กน้อย 1 ครั้ง หลังแปรงฟันแห้ง ควรทิ้งระยะเวลาอย่างน้อย 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการแปรงฟันแห้ง แปรงฟันแห้งดีกว่าแปรงฟันแบบเปียกอย่างไร ส่วนผสมในฟลูออไรด์มีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันฟันผุ แต่แม้เด็กจะใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์แล้ว ก็อาจยังประสบปัญหาฟันผุได้ สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะการแปรงฟันเปียกหรือการบ้วนน้ำหลังแปรงฟัน จนทำให้ฟลูออไรด์ในยาสีฟันถูกชะล้างออกไป ซึ่งต่างจากการแปรงฟันแห้ง ที่จะช่วยให้ฟลูออไรด์ในยาสีฟันยังคงเคลือบอยู่บนผิวฟันได้นานก่วา จึงอาจป้องกันฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเด็ก ๆ แปรงฟันแห้งเป็นประจำทุกวัน จึงอาจช่วยให้ฟันของเด็กแข็งแรง ลดความสี่ยงในการเกิดฟันผุได้มากกว่าการแปรงฟันแบบเปียก เคล็ดลับการแปรงฟันเด็กอย่างถูกวิธี วิธีการแปรงฟันสำหรับเด็กที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ คือ เทคนิคการแปรงฟันแบบถูไปมาในแนวนอน (Horizontal Scrub Technique) โดยวางแปรงสีฟันในแนวนอน และขยับแปรงสั้น ๆ […]


โรคเด็กและอาการทั่วไป

ทารกท้องเสีย เกิดจากอะไร ควรรับมือได้อย่างไรดี

ท้องเสีย อาจจะฟังดูเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป แต่หากอาการรุนแรงก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพจนถึงขึ้นทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะสำหรับทารก ซึ่งปัญหาเรื่อง ทารกท้องเสีย อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความวิตกกังวล ดังนั้น การทราบถึงทราบถึงสาเหตุที่ทำให้ทารกท้องเสีย รวมถึงวิธีการดูแลลูกเมื่อท้องเสีย จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาเอาไว้ เพื่อจะได้รับมือได้อย่างทันท่วงที ตรวจเช็กตารางการฉีดวัคซีนของลูกน้อย ที่นี่ ขับถ่ายธรรมดากับ ทารกท้องเสีย แตกต่างกันอย่างไร การจะแยกความแตกต่างระหว่างอุจจาระธรรมดาของทารก กับอาการทารกท้องเสีย อาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากอุจจาระของทารกมักจะมีลักษณะเหลว มีสีแตกต่างกัน รงมถึงทารกอาจถ่ายบ่อยเป็นปกติอยู่แล้ว แต่การสังเกตความแตกต่างของอุจจาระแต่ละประเภทอาจทำได้ ดังนี้ อุจจาระของทารกที่กินนมแม่ ลักษณะอุจจาระของทารกที่กินนมแม่ อาจจะมีลักษณะเป็นสีเหลือง นิ่ม เหลว และอาจจะมีก้อนเล็กๆ ปะปนอยู่บ้าง เนื่องจากสิ่งที่ทารกรับประทานเข้าไปมีเพียงนมแม่เท่านั้น อุจจาระประเภทนี้อาจจะแยกออกจากอาการท้องเสียได้ค่อนข้างยาก อุจจาระของทารกที่กินนมผง ทารกที่กินนมผงอาจมีอุจจาระเป็นสีเหลืองเข้ม หรือสีออกน้ำตาล และมักจะมีความข้นหนืดมากกว่าอุจจาระของทารกที่กินนมแม่ โดยปกติแล้ว อาจสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของทารกที่กินนมผงได้อย่างง่ายดาย รวมถึงอาจสังเกตเห็นอาการท้องเสียในทารกได้อย่างรวดเร็ว อุจจาระของทารกที่กินทั้งนมแม่และนมผง อุจจาระของทารกที่กินทั้งนมแม่และนมผงจะมีลักษณะต่าง ๆ มากมาย โดยคุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตอาการท้องเสียได้ หากอุจจาระของทารกมีลักษณะที่แตกต่างไปจากปกติ เช่น อุจาระเหลวมากกว่าปกติ ถ่ายบ่อยมากกว่าปกติ อุจจาระของทารกท้องเสีย อาจมีลักษณะเป็นอุจจาระเหลว ไหลเป็นน้ำ อุจจาระมีสีเขียว หรือมีสีคล้ำกว่าปกติ มีกลิ่นเหม็นมาก และอาจมีมูกเลือดปน ทารกท้องเสีย เกิดจากอะไร สำหรับสาเหตุที่ทำให้ทารกท้องเสีย อาจมีดังนี้ การติดเชื้อไวรัส โรตาไวรัส (Rotavirus) […]


สุขภาพเด็ก

ลูกต้องเข้าผ่าตัด คุณพ่อคุณแม่เตรียมพร้อมอย่างไร

การผ่าตัดเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรค ในบางกรณีอาจต้องผ่าตัดฉุกเฉิน หรือในบางกรณีก็ต้องมีการนัดหมายกันล่วงหน้า ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความรุนแรงของสภาวะทางการแพทย์ที่พบ แต่เมื่อ ลูกต้องเข้าผ่าตัด คุณพ่อคุณแม่อาจเครียด หรือเป็นกังวล แต่สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมในเรื่องต่าง ๆ ให้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับคุณหมอ หรือการเตรียมของใช้สำหรับพักฟื้นที่โรงพยาบาล วิธีเตรียมพร้อมเมื่อ ลูกต้องเข้าผ่าตัด สำหรับวิธีเตรียมพร้องเมื่อลูกต้องเข้าผ่าตัดของคุณพ่อคุณแม่ อาจทำได้ดังนี้ คุยกับคุณหมอให้เข้าใจ สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำเมื่อลูกต้องเข้าผ่าตัด ก็คือ คุยกับคุณหมอที่รับผิดชอบเคสของลูก เพื่อเข้าใจถึงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการผ่าตัด เช่น ความเสี่ยงในการผ่าตัด ประเภทและความเสี่ยงของยาระงับความรู้สึก หากมีข้อสงสัยใด ๆ ควรถามคุณหมอให้กระจ่าง เพื่อจะได้อธิบายให้ลูกฟังต่อได้ นอกจากนี้ พ่อคุณแม่อาจต้องบอกคุณหมอให้ละเอียดด้วยว่า ลูกมีสุขภาพเป็นอย่างไร มีโรคประจำตัว หรือปัญหาสุขภาพหรือไม่ หากเป็นเด็กเล็กหรือทารกที่ยังอยู่ในช่วงกินนมแม่ คุณหมออาจถามเกี่ยวกับประวัติสุขภาพและประวัติการใช้ยาของคุณแม่ด้วย ลูกต้องเข้าผ่าตัด คุณก็ควรดูแลตัวเองให้ดีก่อน เมื่อ ลูกต้องเข้าผ่าตัด คุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกเครียดหรือเป็นกังวล แต่ไม่ควรกังวลจนเกินเหตุ เพราะนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของตัวเอง จนต้องเข้าโรงพยาบาลอีกคนแล้ว ยังอาจทำให้ลูกเครียดตามได้ด้วย ฉะนั้น หากรู้สึกเครียดควรหาวิธีคลายเครียด เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ อย่าปล่อยให้ความเครียดสะสม หากทำกิจกรรมโปรดแล้วยังไม่หายเครียด การปรึกษาคุณหมอก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง อาจบอกให้ลูกรู้ถึงความจำเป็นในการผ่าตัด ก่อนที่ลูกจะต้องเข้าผ่าตัด คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า ทำไมถึงต้องไปโรงพยาบาล ทำไมต้องเข้าผ่าตัด ผ่าตัดแล้วดียังไง ซึ่งอาจต้องใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และฟังแล้วไม่น่ากลัว เช่น […]


ความผิดปกติทางพัฒนาการและพฤติกรรม

ภาวะบกพร่องทางการเขียน คืออะไร ทำไมจึงทำให้เด็กเรียนรู้ช้าได้

ภาวะบกพร่องทางการเขียน หรือโรคดิสกราเฟีย (Dysgraphia) คือภาวะที่เด็กมีปัญหาในการเขียนสะกดคำผิดเป็นประจำและอาจพัฒนาได้ช้าหรือไม่สามารถปรับปรุงหรือพัฒนาได้ด้วยตนเองแม้ว่าจะเติบโตขึ้นมาตามวัยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเรียงลำดับตัวอักษรผิด การพิมพ์ หรือการสะกดคำผิด เด็กแต่ละคนอาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้แตกต่างกันไป หากเด็กเขียนคำผิดบ้าง หรือใช้เวลาคิดคำหรือคิดประโยคใดนานก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเด็กบางคนอาจเรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กคนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่และคนรอบข้างจำเป็นที่จะต้องสังเกตหากเด็กเรียนรู้ช้า ไม่สามารถพัฒนาได้เมื่อเวลาผ่านไป  ควรหาวิธีช่วยพัฒนาทักษะการเขียนให้เด็ก ๆ เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเข้าสังคมได้ตามวัย [embed-health-tool-vaccination-tool] ทำความรู้จัก ภาวะบกพร่องทางการเขียน ภาวะบกพร่องทางการเขียน หรือโรคดิสกราเฟียเป็นโรคทางระบบประสาทในกลุ่มโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือโรคการเรียนรู้บกพร่อง (Learning disorder) ที่สามารถส่งผลกระทบได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้มีปัญหาในการเขียน เช่น เรียงลำดับตัวอักษรผิด เขียนตัวหนังสือติดกันเป็นพรืด หรือเว้นวรรคไม่ถูก สะกดคำไม่ได้ ถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นตัวอักษรไม่ได้ หรือบางครั้งอาจใช้คำผิดความหมาย ทำให้ผู้อื่นอ่านไม่เข้าใจ ภาวะนี้ส่งผลต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า ภาวะบกพร่องทางการเขียน หรือโรคดิสกราเฟียในเด็กนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุใดกันแน่ แต่เด็กที่เกิดภาวะนี้มักจะมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้อื่น ๆ ด้วย เช่น ภาวะพร่องการอ่านหรือโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) โรคสมาธิสั้น สำหรับผู้ใหญ่บางคนที่ต้องพบเจอกับประสบการณ์สะเทือนขวัญ หรือเหตุการณ์ร้ายแรงที่สร้างความบอบช้ำทางจิตใจ รวมถึงอาการบาดเจ็บทางสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ก็สามารถส่งผลให้เกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน ปัจจัยเสี่ยงของภาวะบกพร่องทางการเขียน แม้ผู้เชี่ยวชาญจะยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดของภาวะนี้ แต่ก็พบว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ มักมีคนในครอบครัวประสบปัญหานี้มาก่อน เป็นไปได้ว่ามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรืออาจเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของทารกในช่วงตั้งครรภ์ เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด ภาวะบกพร่องทางการเขียน […]


โรคทางเดินหายใจในเด็ก

โรคโควิด 19 ส่งผลต่อสุขภาพเด็กอย่างไร และวิธีดูแลเด็กที่ควรรู้

การแพร่ระบาดของ ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ หรือที่เรียกว่า โรคโควิด 19 ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้เกี่ยวกับไวรัสโคโรนา และวิธีป้องกันการติดเชื้อ จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลย เพื่อจะได้ดูแลลูกได้เป็นอย่างดี ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และหากลูกติดเชื้อโคโรนา ก็จะได้สามารถดูแลได้อย่างเหมาะสม ไวรัสโคโรนา (Coronaviruses) และโรคโควิด 19 คืออะไร เชื้อไวรัสโคโรนา (Coronaviruses) เป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นไวรัสตระกูลเดียวกันที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส (SARS: Severe Acute Respiratory Syndrome) หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง และโรคเมอร์ส (MERS: Middle East Respiratory Syndrome) หรือโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง โดยพบผู้ติดเชื้อที่แรกในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประมาณปลายเดือนปี 2019 ในประเทศจีน โดยมีข้อสันนิษฐานว่าต้นตอการระบาดในครั้งนี้มาจากเนื้อสัตว์ป่าที่ขายในตลาดหัวหนาน ซึ่งปัจจุบันได้ระบาดไปยังเมืองต่างๆของประเทศจีนและไปยังต่างประเทศรวมถึงมีการแพร่ระบาดในประเทศไทยอีกด้วย โรคโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างไร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ลงนามหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 26 มกราคม 2563 เรื่อง การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 […]


สุขภาพเด็ก

กลุ่มอาการพราเดอร์ วิลลี คืออะไร สังเกตได้อย่างไร

กลุ่มอาการพราเดอร์ วิลลี เป็นโรคพันธุกรรมชนิดหนึ่ง เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ส่งผลให้ทารกที่เกิดมามีปัญหาด้านการเจริญเติบโต การควบคุมอารมณ์ รวมทั้งการควบคุมความหิว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอย่างโรคอ้วน โรคเบาหวาน ได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] กลุ่มอาการพราเดอร์ วิลลี คืออะไร กลุ่มอาการพราเดอร์ วิลลี (Prader-Willi syndrome) คือโรคทางพันธุกรรมโดยโครโมโซมคู่ที่ 15 จากยีนของผู้ที่เป็นพ่อนั้นได้หายไป ทำให้สมองปล่อยฮอร์โมนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ออกมามากผิดปกติทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ รวมถึงพฤติกรรมของลูกน้อยที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต การควบคุมอารมณ์ และปัญหาด้านการนอนหลับ รวมถึงความอยากอาหาร ทำให้ลูกรักไม่รู้สึกถึงความอิ่ม อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอย่างโรคอ้วน และโรคอื่นๆ ที่สามารถตามมาได้ เช่น โรคเบาหวานประเภท 2 โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ สัญญาณของกลุ่มอาการพราเดอร์ วิลลี อาการแรกเริ่มอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วงอายุ ได้แก่ ช่วงที่ 1 ทารกอายุ  0 – 12 เดือน โดยมีอาการดังต่อไปนี้ กล้ามเนื้อผิดปกติ ลักษณะของอวัยวะบางส่วนบนใบหน้าเปลี่ยนแปลง เช่น ศีรษะเล็ก ริมฝีปากบนบาง ดวงตามีรูปทรงคล้ายเม็ดอัลมอนด์ การพัฒนาทางกายภาพลดลง ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติเนื่องจากมีกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรง […]


ปัญหาสุขภาพเด็กแบบอื่น

โรคโมยาโมยา ในเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่ ไม่สามารถประมาทได้

ถึงแม้ โรคโมยาโมยา จะเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก และยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่ก็สามารถส่งผลอันตรายร้ายแรงแก่ลูกน้อย ดังนั้น จึงควรเรียนรู้วิธีการสังเกตอาการ ควรถึงวิธีการรักษาอย่างเหมาะ เพื่อสุขภาพของลูกน้อย [embed-health-tool-vaccination-tool] รู้จักกับ โรคโมยาโมยา ที่คุณพ่อคุณแม่ศึกษาไว้ โรคโมยาโมยา (Moyamoya disease) ในภาษาญี่ปุ่นนั้นแปลได้ว่า กลุ่มควัน สาเหตุที่เรียกเช่นนี้ เป็นเพราะผนังหลอดเลือดแดงภายในสมองหนาขึ้นจนเกิดการอุดตัน ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนที่จำเป็นไปเลี้ยงสมองลดลง แต่ก็ยังคงมีเส้นเลือดกลุ่มอื่นๆ ที่คอยสนับสนุนโดยการลำเลียงเลือดเข้าไปช่วย จนเกิดเป็นกลุ่มก้อนบริเวณรอบๆ คล้ายกลุ่มควันลอยตัว ส่วนใหญ่โรคโมยาโมยาพบได้มากทางด้านแถบเอเชียตะวันออก และสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกับเด็ก 5-10 ขวบขึ้นไป โรคนี้จะไม่ได้แสดงอาการในทันที แต่ค่อยๆ เป็นไปอย่างช้าๆ ตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 หลอดเลือดแดงคาโรทิด (carotid arteries) เริ่มมีการจำกัดการลำเลียงเลือด ขั้นที่ 2 หลอดเลือดมีผนังที่ขยายใหญ่ขึ้นจนเกิดการอุดตันขึ้น ขั้นที่ 3 มีแรงกดจากผนังที่หนาขึ้นจนทำให้การไหลเวียนเลือดของสมองส่วนหน้าและส่วนกลางลดลง ขั้นที่ 4 การอุดตันหลอดเลือดลุกลามไปยังสมองส่วนหลัง ขั้นที่ 5 สมองทุกส่วนเกิดการขาดเลือดและก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยง ขั้นที่ 6 เป็นการอุดตันของหลอดเลือดแดงคาโรคทิดทั้งภายในและภายนอกโดยสมบูรณ์ หากคุณพ่อคุณแม่ชะล่าใจ หรือประมาทแม้แต่เล็กน้อย อาจทำให้ลูกรักของคุณสูญเสียการทำงานของร่างกายอย่างถาวร ยากที่จะคืนสภาพกลับมาเป็นดังเดิม  อาการที่บ่งบอกว่าลูกน้อยของคุณควรเข้าปรึกษาแพทย์ […]


สุขภาพเด็ก

โรคปอมเป คืออะไร จะสังเกตอาการและรักษาได้อย่างไร

ถึงแม้ โรคปอมเป จะเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากกับทารก หรือลูกน้อยของคุณ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถประมาทได้ เพราะโรคนี้มีความรุนแรงสูง เสี่ยงต่อสุขภาพร่างกายของเด็กแรกเกิดอย่างมาก วันนี้ Hello คุณหมอ ขอพาคุณพ่อคุณแม่ทุกคน มาทำความรู้จักลักษณะอาการเพื่อให้ลูกรักได้รับการรักษาอย่างเท่าทัน ทำความรู้จักกับ โรคปอมเป ก่อนจะสายเกินแก้ โรคปอมเป (Pompe Disease) เป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้อของทารกอ่อนแรง ซึ่งเกิดจากการขาดเอนไซม์ในการย่อยสลายโมเลกุลขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า ไกลโคเจน (glycogen) นอกจากจะไปทำลายระบบกล้ามเนื้อแล้ว ยังสามารถทำให้ระบบหายใจบกพร่อง และสร้างความเสียหายไปยังตับได้อีกด้วย ประเภทของโรคปอมเปแบ่งออกเป็น 3 ประเภท หรือตามช่วงอายุ ดังนี้ ชนิดที่เริ่มเป็นตอนแรกเกิด (Classic infantile-onset) ชนิดที่เริ่มตั้งแต่ในวัยทารก (Non-classic infantile-onset) ซึ่งอาจยังไม่แสดงอาการมากนัก แต่จะค่อยๆ ปรากฎขึ้นเมื่อทารกมีอายุได้ 1 ปี ชนิดที่เริ่มเป็นในวัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่ (Late-onset) ชนิดนี้มีความรุนแรงน้อยลงกว่า 2 ชนิดแรก และอาจเริ่มมีอาการหลังอายุ 1 ปี หรือช่วงวัยรุ่น จนไปถึงวัยผู้ใหญ่ได้ อาการที่บ่งบอกว่าลูกน้อยคุณควรเข้ารับการรักษา อย่างเร่งด่วน คุณพ่อคุณแม่สามารถเช็กอาการของลูกได้ตั้งแต่กำเนิด หากพบความผิดปกติ ควรรีบขอคำแนะนำแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์โดยทันที อาการแรกเริ่มของทารกนั้นมี ดังต่อไปนี้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง พบข้อบกพร่องเกี่ยวกับหัวใจในเด็ก […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน