home

เด็กทารก

วัยทารก คือช่วงเวลาที่เปราะบางและควรได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคุณพ่อคุณแม่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตอย่างแข็งแรงและมีความสุข เรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับ เด็กทารก ตั้งแต่ทารกแรกเกิดถึงขวบปีแรก ทารกคลอดก่อนกำหนด ตลอดจนถึงโภชนาการสำหรับเด็กทารก และการดูแลเด็กทารก ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

เด็กทารก

พัฒนาการทารก เริ่มต้นตั้งแต่แรกเกิดและพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วง 12 เดือนแรก ทารกมักเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ผ่านการโต้ตอบและการสื่อสารระหว่างทารกกับพ่อแม่หรือผู้ดูแล ตลอดจนการเล่นที่ฝึกกระบวนการคิด การเคลื่อนไหว การแสดงอารมณ์ และอื่น ๆ โดยพัฒนาการทารกจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทักษะอาจพัฒนาขึ้นในแต่ละช่วงวัยหรือช่วงเวลาของการฝึกฝนในด้านนั้น ๆ เช่น การเดิน การพูด การเรียนรู้ภาษา พัฒนาการทารกที่สำคัญ พัฒนาการสำคัญที่ทารกควรได้รับการเรียนรู้และฝึกฝน มีดังนี้ การเคลื่อนไหวร่างกายโดยรวม เป็นการฝึกฝนร่างกาย สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การประสานงาน และการควบคุมกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ รวมถึงการสร้างทักษะในด้านต่าง ๆ ให้ทารกได้เกิดกระบวนการเรียนรู้และฝึกฝน เช่น การคลาน การนั่ง การเคลื่อนไหวของร่างกายขนาดเล็ก ฝึกฝนการประสานงาน และการควบคุมกล้ามเนื้อขนาดเล็ก รวมถึงทักษะในด้านต่าง ๆ เช่น การหยิบหรือจับสิ่งของขนาดเล็กหรืออาหาร เพื่อฝึกควบคุมกล้ามเนื้อมือและนิ้วให้สมดุลมากขึ้น การมองเห็น สร้างพัฒนาการด้านการมอง เรียนรู้ระยะใกล้และไกลเพื่อให้ทารกเข้าใจในสิ่งที่เห็น การได้ยิน สร้างพัฒนาการและความสามารถในการได้ยิน การฟัง และเข้าใจเสียง สามารถแยกแยะเสียงต่าง ๆ ได้มากขึ้น การพูดและภาษา สร้างพัฒนาการในการฟังเสียงที่ประกอบขึ้นเป็นคำพูดและเข้าใจในคำเหล่านั้น พฤติกรรมทางสังคมและความเข้าใจ สร้างพัฒนาการในการเรียนรู้สิ่งรอบตัว และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงทักษะในการเล่น และการสื่อสาร ทารกบางคนมีพัฒนาการล่าช้าซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือถาวร […]

หัวข้อ เด็กทารก เพิ่มเติม

ทารกคลอดก่อนกำหนด

ปัญหาภูมิคุ้มกันในทารกคลอดก่อนกำหนด เป็นภาวะแทรกซ้อนชนิดหนึ่งที่มักเกิดขึ้นในทารกที่คลอดก่อนกำหนด และอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพทารกในระยะยาวได้ เรามาดูกันว่า ปัญหาภูมิคุ้มกันในทารกคลอดก่อนกำหนด จะเป็นอย่างไรบ้าง ในบทความนี้เลย การคลอดก่อนกำหนดคือ ทารกคลอดก่อนกำหนดจริงประมาณ 3 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น ซึ่งทารกที่คลอดกำหนดหลายคนอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา ยิ่งทารกคลอดก่อนกำหนดเร็วเท่าใด ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นเท่านั้นด้วยเช่นกัน และหนึ่งในนั้นคือ ปัญหาภูมิคุ้มกันในทารกคลอดก่อนกำหนด ที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อย ระบบภูมิคุ้มกันในทารก ระบบภูมิคุ้มกันประกอบไปด้วย เซลล์ โปรตีน เนื้อเยื่อ และอวัยวะที่ป้องกันการติดเชื้อ เมื่อเวลาผ่านไประบบภูมิคุ้มกันได้สัมผัสกับแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อราต่าง ๆ จากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะพัฒนาแอนติบอดีเพื่อปกป้องร่างกายจากสิ่งที่บุรุกเข้ามาและพัฒนาเป็นภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสนั้น ๆ  ตัวอย่างเช่น เด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใส หลังจากการติดเชื้อครั้งแรกระบบภูมิคุ้มกันจะพัฒนาแอนติบอดีและสร้างภูมิคุ้มกัน หากในอนาคตได้สัมผัสกับไวรัสตัวเดิมเด็กจะไม่เป็นอีสุกอีใสอีก โดยปกติทารกในครรภ์จะได้รับแอนติบอดีจากแม่ผ่านทางรกในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ทำให้ทารกมีภูมิต้านทานโรคตั้งแต่แรกเกิด แต่สำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจยังไม่ได้รับแอนติบอดีจากแม่อย่างเพียงพอ จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงและเสี่ยงต่อการติดเชื้อเมื่ออยู่นอกมดลูก นอกจากนี้ทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีปัญหาในการผลิตเซลล์และโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาว และแอนติบอดี ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ทารกมีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ การติดเชื้อในทารก ปัญหาภูมิคุ้มกันในทารกคลอดก่อนกำหนด เป็นปัญหาที่ทารกคลอดก่อนกำหนดมักมีระดับของแอนติบอดีต่ำ ซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดที่ทำหน้าเป็นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด ทารกจะได้รับแอนติบอดีจากแม่ผ่านทางรกแต่สำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจได้รับแอนติบอดีที่น้อยกว่า ทำให้ทารกมีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อสูง โดยเฉพาะการติดเชื้อในเลือด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อีกทั้งการใช้อุปกรณ์ในการรักษาทารกคลอดก่อนกำหนด อย่างเช่น เครื่องช่วยหายใจ สายสวนในหลอดเลือด จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียที่ร้ายแรงได้ ภาวะติดเชื้อระยะเริ้มต้น ทารกสามารถติดเชื้อในระยะเริ้มต้นได้หากทารกได้มีการสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียบางชนิดระหว่างคลอด […]

ทารกคลอดก่อนกำหนด

ปัญหาการได้ยินในทารกคลอดก่อนกำหนด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ในทารกคลอดก่อนกำหนดบางคน ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในหลายด้านเมื่อเติบโตขึ้น เพื่อให้คุณสามารถรับมือและเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการได้ยินในทารกมากขึ้น ลองอ่านบทความนี้ไปพร้อม ๆ กันค่ะ การคลอดก่อนกำหนดเป็นการคลอดที่เกิดขึ้นก่อนกำหนดจริงประมาณ 3 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น อีกนัยหนึ่งการคลอดก่อนกำหนดคือการคลอดก่อน 37 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ซึ่งทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมามากมาย ยิ่งทารกคลอดก่อนกำหนดเร็วเท่าไรยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นเท่านั้นด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางร่างกายและพัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็กในระยะยาว ปัญหาการได้ยินในทารกคลอดก่อนกำหนด คืออะไร ปัญหาการได้ยิน เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มักเกิดขึ้นในทารกที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งการสูญเสียการได้ยินอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม การติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด ส่วนในทารกที่คลอดก่อนกำหนดแน่นอนว่าอวัยวะอาจยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์จากในครรภ์จึงอาจส่งผลทำให้ทารกสูญเสียการได้ยินได้ ในบางกรณีเด็กที่คลอดก่อนกำหนดอาจสูญเสียการได้ยินในภายหลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการคลอดก่อนกำหนดด้วย เด็กที่สูญเสียการได้ยินและไม่ได้รับการรักษาหรือทำการรักษาล่าช้า อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางภาษา การพูด และการสื่อสารกับผู้อื่นเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลทำให้เกิดปัญหาต่อการเข้าสังคมในอนาคตได้ ตรวจการได้ยินในทารก ทารกทุกคนจะได้รับการตรวจคัดกรองปัญหาการได้ยิน โดยเฉพาะทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะได้รับการทดสอบการได้ยินหลังจากอายุได้ 34 สัปดาห์ หรือจนกว่าแพทย์จะวินิจฉัยว่าทารกสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว โดยจะใช้เครื่องมือเซ็นเซอร์พิเศษวางบนศีรษะของทารก และดูการตอบสนองจากเส้นประสาทการได้ยินของทารก หรือเรียกว่า การตอบสมองของก้านสมองอัตโนมัติ (Automated Auditory Brainstem Response : AABR) เพื่อตรวจสอบการได้ยินของทารกคุณอาจสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้ที่อาจเกิดขึ้นได้ ช่วง 4-10 สัปดาห์ ทารกอาจแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ เมื่อมีเสียงดังกะทันหัน กระตุกหรือกระพริบตา เสียงจะรบกวนการนอนหลับของทารก หยุดกินนมเมื่อได้ยินเสียง มองไปตามเสียง ร้องไห้ ช่วง 3-4 เดือน ทารกอาจแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ […]

ทารกคลอดก่อนกำหนด

ปัญหาสมองในทารกคลอดก่อนกำหนด เป็นภาวะแทรกซ้อนอีกประเภทหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในทารกคลอดก่อนกำหนดบางคน ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อยในระยะยาวได้ มาทำความรู้จักกับปัญหาสมองในทารกคลอดก่อนกำหนดเพื่อที่คุณได้รู้เกี่ยวกับโรคอื่น ๆ ที่อาจตามมาและจะได้รับมือได้อย่างทันท่วงที การคลอดก่อนกำหนดคือการคลอดที่เกิดขึ้นก่อนเวลาที่กำหนดโดยประมาณของทารก หรือการคลอดที่เกิดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งท่างร่างกายและสมองอาจยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่เมื่ออยู่ในครรภ์ จนอาจทำให้ทารกบางคนอาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ ยิ่งทารกคลอดก่อนกำหนดมากเท่าไรยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นเท่านั้นด้วยเช่นกัน ปัญหาสมองในทารกคลอดก่อนกำหนด คืออะไร ปัญหาสมองในทารกคลอดก่อนกำหนดอาจมีปัญหาทางระบบประสาทซึ่งส่งผลต่อสมอง ไขสันหลัง เส้นประสาทส่วนปลาย และกล้ามเนื้อ ยิ่งทารกเกิดเร็วเท่าไร ความเสี่ยงที่จะมีเลือดออกในสมองก็มากขึ้นเท่านั้น เรียกว่า ภาวะตกเลือดในสมอง ในทารกบางคนภาวะตกเลือดในสมองอาจหายได้เอง แต่ในบางคนอาจส่งผลทำให้สมองได้รับบาดเจ็บอย่างถาวร อีกทั้งอาจทำให้เกิดปัญหาสมองอื่น ๆ ตามมาได้ ประเภทของปัญหาสมองในทารกคลอดก่อนกำหนด ประเภทของปัญหาสมองในทารกคลอดก่อนกำหนดที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้ ภาวะเลือดออกในโพรงสมอง (Intraventricular hemorrhage : IVH) เป็นภาวะที่มีเลือดออกในบริเวณรอบ ๆ โพรงช่องว่างในสมอง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีน้ำไขสันหลัง เกิดจากเส้นเลือดที่บอบบางเกิดการแตกออก ทำให้เลือดเข้าไปสะสมในสมองซึ่งสามารถทำลายเซลล์ประสาทได้ ภาวะเลือดออกในโพรงสมองมักพบได้บ่อยในทารกที่คลอดก่อนกำหนด โดยเฉพาะทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม อาจแสดงอาการ ดังนี้ โรคโลหิตจาง ทารกร้องไห้บ่อย อัตราการเต้นของหัวใจต่ำ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาการชัก ทารกไม่อยากอาหาร ภาวะเนื้อเยื้อรอบโพรงสมองได้รับความเสียหาย (Periventricular leukomalacia : PVL) เป็นภาวะที่เกี่ยวของกับระบบประสาทในทารกคลอดก่อนกำหนด และมักเกิดขึ้นบ่อยในทารกที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทในสมองที่มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว […]

ทารกคลอดก่อนกำหนด

ปัญหาหัวใจในทารกคลอดก่อนกำหนด หมายถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องหัวใจในลักษณะต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตต่ำ หัวใจพิการ อาจมีสาเหตุมาจากการที่หัวใจของทารกยังไม่พัฒนาจนสมบูรณ์พร้อม ปัญหาหัวใจเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย และอาจเป็นอันตรายกับสุขภาพของลูกน้อยได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม [health-tool template="due-date"] ทารกคลอดก่อนกำหนดกับปัญหาหัวใจ ทารกคลอดก่อนกำหนด คือ ทารกที่คลอดก่อนครบกำหนดประมาณ 2 สัปดาห์ หรือคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่มักมีปัญหาสุขภาพ เนื่องจากร่างกายอาจยังพัฒนาไม่สมบูรณ์เต็มที่ ปัญหาสุขภาพเหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาพและพัฒนาการโดยรวมของทารกทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีงานวิจัยที่พบว่า ทารกที่คลอดก่อนกำหนดมักมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร อีกทั้งการคลอดก่อนกำหนดยังอาจส่งผลต่อโครงสร้างหัวใจและการทำงานของหัวใจอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีงานวิจัยพบว่า การคลอดก่อนกำหนดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และระดับคอเลสเตอรอลสูงอีกด้วย ปัญหาหัวใจในทารกคลอดก่อนกำหนด ปัญหาหัวใจที่อาจพบได้ในทารกคลอดก่อนกำหนด มีดังต่อไปนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจเกิน (Patent ductus arteriosus : PDA) เมื่อทารกอยู่ในครรภ์ ทารกจะได้รับออกซิเจนจากรก เพราะปอดยังไม่ทำงานจนกว่าสายสะดือจะขาด เมื่อทารกคลอดออกมาหลอดเลือดหัวใจจะปิดเพื่อเริ่มการทำงานของปอด แต่สำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนด หลอดเลือดหัวใจส่วนนี้อาจจะปิดช้ากว่าปกติ ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเกิน โดยปกติโรคนี้มักไม่ก่อให้เกิดปัญหา เนื่องจากหลอดเลือดจะปิดตัวลงเองเมื่อทารกคลอดก่อนกำหนดมีอายุเท่ากับทารกที่คลอดตามครบกำหนด แต่ทารกบางคนอาจเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเกินแบบถาวร และทำให้อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือทำรับการรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital heart disease : CHD) โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หมายถึงลักษณะของหัวใจที่มีความผิดปกติ เช่น ผิดรูป มีรูรั่ว ซึ่งมักเกิดจากการที่หัวใจยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์เต็มที่ โดยปกติปัญหานี้มักจะไม่มีอันตราย และอาจหายไปได้เองเมื่อทารกมีอายุมากขึ้น แต่ทารกบางคนก็อาจมีอาการที่รุนแรง […]

ทารกคลอดก่อนกำหนด

ปัญหาการหายใจในทารกคลอดก่อนกำหนด คือปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นในทารกที่คลอดก่อนกำหนด เช่น โรคปอดเรื้อรัง ภาวะหายใจลำบาก ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการที่ปอดของทารกยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ เมื่อทารกเจริญเติบโตขึ้น ปัญหาการหายใจในทารก เหล่านี้ก็จะค่อย ๆ หายไปตามพัฒนาการของทารก ทารกที่คลอดก่อนกำหนด หมายถึงทารกที่คลอดก่อนวันครบกำหนดอย่างน้อย 3 สัปดาห์ หรือคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดมักมีปัญหาสุขภาพมากมายเนื่องจากร่างกายยังไม่พัฒนาเต็มที่ ยิ่งทารกคลอดก่อนกำหนดเร็วเท่าไรจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นเท่านั้น [health-tool template="due-date"] ปัญหาการหายใจในทารกคลอดก่อนกำหนด มีอะไรบ้าง ทารกที่คลอดก่อนกำหนดบางคนอาจมีปัญหาเรื่องการหายใจ เนื่องจากระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ปอดของทารกอาจขาดสารลดแรงตึงผิวที่ช่วยให้ปอดขยายตัว ทำให้ปอดของทารกอาจไม่สามารถหดและขยายตัวได้ตามปกติ จนนำไปสู่ ปัญหาการหายใจในทารก ต่าง ๆ ดังนี้ กลุ่มอาการหายใจลำบากในทารกแรกเกิด (Newborn respiratory distress syndrome : NRDS) กลุ่มอาการหายใจลำบากในทารกแรกเกิด เกิดขึ้นจากการที่ปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่ทำให้ไม่สามารถรับออกซิเจนได้อย่างเพียงพอ ทำให้ทารกอาจมีอาการต่าง ๆ ดังนี้ สีผิว ริมฝีปาก ลิ้นและเล็บ เปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือฟ้า หายใจสั้นและเร็ว มีเสียงดังเมื่อหายใจ แพทย์อาจต้องให้สารลดแรงตึงผิวผ่านทางหลอดลมเข้าสู่ปอด นอกจากนี้ หากแพทย์พิจารณาว่าคุณแม่อาจมีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 34 แพทย์ก็อาจให้ยาสเตียรอยด์เพื่อช่วยให้ปอดของทารกพัฒนาดีขึ้น โรคปอดเรื้อรังในทารกคลอดก่อนกำหนด (Bronchopulmonary dysplasia : BPD)  โรคปอดเรื้อรังในทารกคลอดก่อนกำหนด หรือที่เรียกว่า โรคปอดเรื้อรังในทารกแรกเกิด […]

การดูแลทารก

รูปร่างขนาดเล็กของ ทารก อาจส่งผลให้พวกเขารู้สึกต่อสภาพอากาศภายนอกได้ค่อนข้างไว้ หากยิ่งเป็นในฤดูหนาวแล้วนั้น เป็นไปได้ว่าจะสามารถส่งเสริมให้ลูกรักเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดไข้หวัดกับเด็กทารก วันนี้ Hello คุณหมอ จึงมีเคล็กลับดี ๆ เกี่ยวกับ การดูแลทารกในหน้าหนาว มาฝากคุณพ่อคุณแม่ ให้ได้นำไปดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิดกันค่ะ โรคร้ายในหน้าหนาวที่ ทารก มักพบเจอ โรคที่พบบ่อยช่วงวัยของทารกในฤดูหนาว ส่วนใหญ่คือโรคระบบทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะช่วงวัยของทารก ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ก็ควรป้องกันตนเองไว้ร่วมด้วย เนื่องจากอาจได้รับเชื้อไวรัสอาร์เอสวีเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้เช่นเดียวกัน หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกรักห่างจากไกลจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี อาจต้องมีการนำพาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เมื่อพวกเขามีอายุได้ 6 เดือน และหมั่นเข้ารับการฉีดเป็นประจำทุกปี หลาย ๆ คนอาจคิดว่าการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ หรือวัคซีนชนิดอื่น ๆ ที่แพทย์กำหนดไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่นัก แต่เมื่อถึงเหตุการณ์ที่ลูกรัก ไม่สบายคุณจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพมากแค่ไหน ดังนั้น การฉีดวัคซีนจึงเป็นหนทางี่ดีที่สุดในการช่วยลดความรุนแรงของโรคต่าง ๆ และส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้ดี การดูแลทารกในหน้าหนาว ควรทำอย่างไร การดูแลลูกน้อยในสภาพอากาศที่หนาวเย็น ย่อมเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจ เพื่อคอยสร้างความอบอุ่นให้ลูกรักมีสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่ดี ร่าเริงได้อยู่เสมอ โดยวิธีการดูแล ทารก ในหน้าหนาวง่าย ๆ นั้น มีดังต่อไปนี้ สวมใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอุ่นแก่ทารก ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าค่อนข้างอุ่น หรืออาจสวมใส่เสื้อผ้าประมาณ 2 ชั้น […]

โภชนาการสำหรับทารก

เป็นที่ทราบกันดีว่า ผัก สามารถให้สารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายของเราได้อย่างมากมาย จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย อยากจะเริ่มหัดให้ เด็กทารกกินผัก ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ แต่ถึงอย่างไรคุณพ่อคุณแม่ต้องอย่าลืมว่าเด็กช่วงวัยทารกนั้น ยังคงมีระบบทางเดินอาหารที่อาจไม่ตอบสนองมากนัก เพื่อความสบายใจของผู้ปกครองทุกคน วันนี้ Hello คุณหมอ นำคำตอบเกี่ยวกับ เด็กทารกสามารถกินผักได้หรือไม่ และควรเริ่มกินตอนอายุเท่าใด มาฝากค่ะ เด็กทารกกินผัก ได้หรือไม่ การที่คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงลูกรัก อยากให้พวกเขาได้รับประทานผักร่วมอาหารในทุก ๆ มื้อ เพื่อเพิ่มสารอาหาร นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวกันอาจต้องพึงระวังร่วมด้วยว่า ผัก ที่คุณพ่อคุณแม่เลือกนั้น ปลอดภัยกับสุขภาพของลูกมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากเราไม่อาจทราบได้เลยว่าจะมีผักชนิดใดบ้างที่ทารกอาจจะแพ้ได้ ที่สำคัญหากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกรักรับประทานผัก อาจต้องเริ่มตั้งแต่ทารกช่วงอายุ 6 เดือนขึ้นไป พร้อมกับเตรียมในปริมาณน้อย ๆ เสียก่อน อีกทั้งยังควรการล้างผักให้สะอาด ปรุงให้สุกในความนิ่มระดับสูง บดสับให้ละเอียด คลุกให้เข้ากับอาหารจานหลักที่เตรียมไว้ ก่อนเสิร์ฟให้ลูกรักรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย และย่อยอาหารได้ง่ายมากขึ้น ผักชนิดใดบ้าง ที่ลูกน้อยของคุณสามารถกินได้ ผักที่มีเนื้อสัมผัสเหมาะกับลูกน้อยของคุณ ทั้งนำไปบดผสมกับอาหาร และปรุงสุกให้นิ่มนำมารับประทานเล่นได้นั้น มีดังนี้ บร็อคโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักคะน้า แครอท ข้าวโพด กะหล่ำปลี ผักโขม ถั่วเขียว ผักกาด นอกจากผักคุณพ่อคุณแม่ ยังควรให้ลูกรักรับประทานผลไม้ […]

โภชนาการสำหรับทารก

คุณแม่กำลังมีปัญหาเรื่องน้ำนมไม่ไหลหรือไม่ หรือน้ำนมไม่พอสำหรับทารกนมผงสำหรับทารกอาจเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะสามารถช่วยคุณได้ เพราะวัยทารกเป็นช่วงวัยที่กินอาหารได้เพียงทางเดียวคือนมแม่ แต่สำหรับคุณแม่ที่กำลังมีปัญหา นมผงสำหรับทารก อาจช่วยแก้ปัญหานั้นได้ เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกนมผง ลองมาอ่านบทความนี้เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับนมผงสำหรับทารกในแต่ละประเภทกันเถอะ ปัจจุบันมีนมผงหลายสูตรให้เลือกมากมาย โดยนมผงแต่ละสูตรถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้ทารกได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและเสริมสร้างพัฒนาการในด้านต่าง ๆ  แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบคุณประโยชน์ระหว่างนมผงกับนมแม่ แน่นอนว่านมแม่ย่อมมีประโยชน์และสารอาหารที่เหมาะสมสำหรับทารกมากกว่า ทั้งในเรื่องสร้างภูมิกันเพื่อปกป้องทารกจากการติดเชื้อและอื่น ๆ แต่สำหรับทารกที่ไม่ได้กินนมแม่ นมผงสำหรับทารก ก็สามารถช่วยเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ให้แก่ร่างกายได้เช่นกัน ซึ่งนมผงแต่ละประเภทนั้นก็มีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป เรามาดูกันว่าจะมีนมผงประเภทอะไรกันบ้าง ประเภท นมผงสำหรับทารก นมผงสำหรับทารกมีด้วยกันหลายประเภท ดังนี้ นมผง สูตรนมแพะ นมผงสูตรนี้เหมาะสำหรับทารกแรกเกิด นมผงสูตรนมแพะสามารถช่วยดับความหิวให้กับทารกได้ แต่นมสูตรนี้จะมีเคซีน (Casein) ที่อาจย่อยยากสำหรับทารกมากกว่าเวย์ (Whey) ซึ่งอาจทำให้ทารกนอนหลับยากขึ้น หรือตื่นบ่อยขึ้นได้เช่นกัน นมผง สูตรป้องกันกรดไหลย้อน เหมาะสำหรับทารกแรกเกิด เป็นนมผงที่ป้องกันกรดไหลย้อนหลังจากการกินนม แนะนำให้ใช้น้ำอุณหภูมิ 70C ในการต้มเพื่อป้องกันไม่ให้นมเป็นก้อน และข้อควรระวังคือนมผงสูตรนี้มีสูตรการชงที่ใช้น้ำอุณภูมิต่ำซึ่งอาจไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัย นมผงสูตรย่อยง่าย เหมาะสำหรับทารกแรกเกิด นมผงสูตรย่อยง่ายประกอบไปด้วยโปรตีนจากนมวัวบางส่วน ทำให้ย่อยง่ายและช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางเดินอาหาร เช่น อาการจุกเสียดและท้องผูก แต่สูตรนี้ไม่เหมาะสำหรับทารกที่แพ้นมวัว นมผงสูตรไม่มีแลคโตส เหมาะสำหรับทารกแรกเกิด นมผงสูตรนี้เหมาะสำหรับทารกที่มีอาการแพ้แลคโตส เป็นอาการร่างกายไม่สามารถดูดซึมแลคโตสไปใช้งานได้ โดยอาจแสดงอาการ ท้องร่วง ปวดท้อง ท้องอืด คำแนะนำก่อนใช้นมผงสูตรนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ นมผงสูตรไฮโปอัลเลอร์เจนิก (Hypoallergenic) นมผง สูตรนี้เหมาะสำหรับทารกแรกเกิด สูตรนี้สำหรับทารกที่มีการวินิจฉัยจากคุณหมอแล้วว่ามีอาการแพ้นมวัว ซึ่งคุณหมอจะแนะนำให้ทารกกินนมสูตรที่มีโปรตีนไฮโดรไลซ์ (Hydrolysed) บางส่วนเพื่อง่ายต่อการย่อยของทารก นมผงสูตรก่อนนอน เหมาะสำหรับทารก 6 เดือนขึ้นไป […]

โภชนาการสำหรับทารก

แคลเซียม มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกระดูกและฟัน โดยเฉพาะสำหรับวัยทารก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว คุณพ่อคุณแม่จะต้องมั่นว่าใจลูกรักได้รับ แคลเซียมสำหรับทารก อย่างเพียงพอ วันนี้ Hello คุณหมอ จึงนำความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับแคลเซียมสำหรับทารกมาฝาก เพื่อเป็นแนวทางสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลลูกน้อยค่ะ แคลเซียมสำหรับทารก มีประโยชน์อย่างไร แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบในร่างกายด้วย เช่น ช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้ดี รวมไปถึงการบำรุงรักษาสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง ห่างไกลโรค การได้รับแคลเซียมที่เหมาะสมและเพียงพอตั้งแต่ช่วงวัยทารกจึงเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้กระดูกแข็งแรงสมบูรณ์ในวัยผู้ใหญ่ เพื่อป้องกันปัญหากระดูกพรุนหรือการสูญเสียกระดูกในอนาคต ในวัยทารกและวัยหนุ่มสาวควรได้รับแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคกระดูกอ่อนจนทำให้ขาโค้งงอ ช่วยป้องกันปัญหาแคระแกรน รวมไปถึงอาการเจ็บกล้ามเนื้อ และกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่อาจเกิดขึ้น ปริมาณแคลเซียมที่ทารกควรได้รับ ปริมาณของแคลเซียมที่ควรได้รับในแต่ละวันจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงวัย โดยปกติแล้ว ในช่วงวัยทารก จะได้รับแคลเซียมจากนมแม่ หรือ นมผง แต่สำหรับทารกที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ก็อาจเริ่มเสริมแคลเซียมจากอาหารอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยได้เช่นกัน ทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน ต้องการแคลเซียมประมาณ 200 มิลลิกรัม/วัน ทารกอายุ 6-11 เดือน ต้องการแคลเซียมประมาณ 260 มิลลิกรัม/วัน มีนมเพียง 2 ประเภทเท่านั้นที่ทารกสามารถกินได้คือ นมแม่และนมผง ไม่ควรให้ทารกที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบดื่ม นมวัวหรือนมแพะ เพราะร่างกายของทารกอาจจะยังไม่สามารถย่อยโปรตีนที่อยู่ในนมเหล่านี้ […]

การดูแลทารก

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเตรียมต้อนรับสมาชิกใหม่ ที่ใกล้จะลืมตาออกมาดูโลกเร็ว ๆ นี้ แน่นอนว่าต้องอย่าลืมจะทำการศึกษาวิธีการเลี้ยงลูกรักในวัย ทารกแรกเกิด ในบทความของ Hello คุณหมอ เอาไว้ เนื่องจาก การดูแลทารกแรกเกิด จำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพราะหากได้รับการดูแลไม่ดีเท่าที่ควร อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ การดูแลทารกแรกเกิด ขั้นพื้นฐาน มีอะไรบ้าง การดูแลทารก เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนสำหรับคุณพ่อคุณแม่ทุกคน เนื่องจาก ทารกแรกเกิด มีร่างกายที่ยังไม่แข็งแรงพอ เช่น กระดูก ระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้คุณพ่อแม่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้การดูแล ทารกแรกเกิด ขั้นพื้นฐานเอาไว้  ดังนี้ วิธีห่อตัว ทารกแรกเกิด การห่อตัวของ ทารก อาจทำให้พวกเขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่น สบายใจ และปลอดภัย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรจะรัดแน่นจนเกิดไป เพราะอาจทำให้ลูกรักอึดอัด โดยวิธีการห่อตัวลูกรักที่ดีนั้นมีวิธี 5 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่ 1.กางผ้าที่ต้องการห่อตัวทารกออก พร้อมกับวางทารกลงบนผ้าในท่านอนหงายให้ศีรษะอยู่เหนือมุมพับขึ้นไปเล็กน้อย 2.จับผ้ามุมซ้ายห่อเริ่มตัวทารก ละสอดเข้าไปด้านหลังทารกให้อยู่ใต้แขนขวา 3.จับมุมผ้าด้านล่างช่วงขาทารกห่อขึ้นมา แต่ไม่ให้แน่นจนเกินไป ให้ดึงขึ้นพอมีที่ว่างให้ลูกรักยืดขา งอขาได้สะดวก 4.จับผ้ามุมขวาห่อเข้ามาเหมือนขั้นตอนที่ 2 และสอดเข้าไปด้านหลังทารกใต้แขนซ้าย ซึ่งจะเห็นได้ว่าทารกจะเหลือแต่เพียงศีรษะ เพื่อให้พวกเขาได้หายใจสะดวก ข้อควรระวัง : ไม่ควรห่อทารกด้วยวิธีนี้ในช่วงอายุ 2 เดือนขึ้นไป เพราะอาจมีการพลิกตัวขณะห่อตัว สามารถทำให้เกิดการเสียชีวิตได้กะทันหัน […]