โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การป้องกันตัวเองจาก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพทางเพศและอนามัยในการเจริญพันธุ์ของคุณ ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

มดลูกอักเสบ เป็นภาวะการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงส่วนบน ทำให้เกิดการอักเสบในบริเวณกระดูกอุ้งเชิงกราน เช่น มดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ มดลูกอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หากติดเชื้อรุนแรงจะทำให้เกิดอาการป่วยและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก การมีบุตรยาก การเกิดฝีหนอง จึงควรไปพบคุณหมอเพื่อรักษาให้เร็วที่สุด [embed-health-tool-ovulation] ประเภทของภาวะมดลูกอับเสบ ภาวะมดลูกอักเสบ หรือภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic inflammatory disease หรือ PID) เป็นการอักเสบของอวัยวะที่อยู่ในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง โดยอาจแบ่งประเภทออกตามตำแหน่งที่มีการอักเสบได้ดังนี้ ภาวะปีกมดลูกอักเสบ (Salpingitis) เป็นภาวะอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณท่อรังไข่และรังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ (Endometrits) เป็นภาวะอักเสบที่ขึ้นบริเวณเยื่อบุภายในโพรงมดลูก ปากมดลูกอักเสบ (Cervicitis) เป็นภาวะอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูก ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมกับช่องคลอด สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะมดลูกอักเสบ ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดภาวะ มดลูกอักเสบ มีดังนี้ ติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อคลาไมเดีย ทราโคมาติส (Chlamydia Trachomatis) เชื้อเนอิสซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoeae) จากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องมาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน โรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดมดลูกอักเสบ เช่น โรคหนองใน โรคหนองในเทียม เริมที่อวัยวะเพศ โรคพยาธิในช่องคลอด โรคติดเชื้อไมโคพลาสมา โรคติดเชื้อยูเรียพลาสมา สาเหตุอื่น […]

หัวข้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพิ่มเติม

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ฝีที่ก้น (Anorectal Abscess) เกิดขึ้นเมื่อเมื่อมีอาการติดเชื้อเป็น หนอง บริเวณทวารหนัก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวด และมีไข้  ผู้ป่วยบางคนอาจรู้สึกเจ็บปวดบริเวณทวารหนักอย่างมาก และจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อรักษาฝีที่ก้น ดังนั้น หากสังเกตพบอาการของฝีที่ก้น ที่อาการปวดเรื้อรังบริเวณก้น อาการท้องผูก มีตุ่มนูนบริเวณทวารหนัก ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดและทำการรักษาอย่างเหมาะสม [embed-health-tool-ovulation] ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดฝีที่ก้น ฝีที่ก้นเกิดขึ้นจากการติดเชื้อที่ทำให้เกิดตุ่มหนองใต้ผิวหนังใกล้กับบริเวณทวารหนัก โดยอาจมีปัจจัยเสี่ยง ดังนี้ โรคลำไส้อักเสบ โรคเบาหวาน ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง การติดเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus ; HIV) ผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ยาเพรดนิโซน (Prednisone) หรือยาสเตียรอยด์อื่นๆ ผลข้างเคียงจากการรักษาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ท้องผูก โรคท้องร่วง การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก นอกจากนี้ เด็กในวัยหัดเดินที่มีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อหูรูดและมีอาการท้องผูกบ่อย ๆ ก็อาจมีความเสี่ยงสูงที่อาจทำให้เกิดฝีที่ก้นเช่นกัน อาการของฝีที่ก้น อาการของฝีที่ก้น อาจมีดังนี้ อาการปวดอย่างต่อเนื่องบริเวณก้น โดยเฉพาะเวลานั่งหรือขับถ่าย อาการท้องผูก ระหว่างถ่ายอุจจาระจะมีเลือดออก มีอาการบวม แดงบริเวณทวารหนัก รู้สึกเมื่อยล้า อ่อนเพลีย หนาวสั่น มีไข้ ปัสสาวะลำบาก วิธีการรักษาฝีที่ก้น ฝีที่ก้นต้องได้รับการรักษาเท่านั้นถึงจะหาย โดยแบ่งการรักษาเป็น 2 รูปแบบ […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคปีกมดลูกอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง โดยส่วนใหญ่อาจเกิดจากเชื้อเนอิสซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoeae) ซึ่งเป็นการติดเชื้อที่เป็นอันตราย ส่งผลทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย แม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงมีประจำเดือน หรือปวดประจำเดือนหนักและนานกว่าปกติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีอาจทำให้ท่อนำไข่เป็นแผลและแคบลง จนไข่เคลื่อนที่ไปยังมดลูกได้ยากขึ้น อาจนำไปสู่ภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก โรคปีกมดลูกอักเสบ คืออะไร โรคปีกมดลูกอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease หรือ PID) เป็นการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ส่วนใหญ่มักเกิดจากเชื้อเนอิสซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoeae) ที่ทำให้เกิดโรคหนองในแท้ และเชื้อคลามัยเดีย ทราโคมาติส (Chlamydia Trachomatis) ซึ่งติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ โดยเข้าสู่ร่างกายผ่านช่องคลอด ไปยังมดลูก ท่อนำไข่ หรือรังไข่ ผู้ที่เป็นโรคปีกมดลูกอักเสบมักไม่มีอาการใด ๆ ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปอาการของโรคอาจรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาเร่งด่วน แต่ในบางครั้งหากเข้ารับการตรวจรักษาปัญหามีบุตรยาก หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง คุณหมอก็อาจตรวจพบว่าโรคปีกมดลูกอักเสบได้เช่นกัน อาการของโรคปีกมดลูกอักเสบ อาการของโรคปีกมดลูกอักเสบที่อาจพบได้บ่อย มีดังนี้ รู้สึกปวดท้องน้อย มีไข้ บางครั้งอาจมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย มีสารคัดหลั่งหรือตกขาวมีกลิ่นรวมทั้งเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือเหลือง รู้สึกเจ็บหรือมีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ รู้สึกแสบเวลาถ่ายปัสสาวะ หรือปัสสาวะยาก ประจำเดือนมามากผิดปกติ ปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติ ผู้หญิงบางคนที่เป็นโรคปีกมดลูกอักเสบอาจไม่มีอาการเหล่านี้ หรือบางคนก็อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบเข้าพบคุณหมอทันที เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณว่าโรคปีกมดลูกอักเสบกำลังเข้าสู่ช่วงรุนแรง […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคข้ออักเสบไรเตอร์ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียคลาไมเดีย ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ทั้งในน้ำอสุจิและน้ำจากช่องคลอด สามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ส่งผลให้เกิดอาการข้ออักเสบ มีอาการของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและเยื่อบุตาอักเสบ ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการบาดเจ็บที่ผิวหนัง และเยื่อเมือกบุผิว โรคข้ออักเสบไรเตอร์ คืออะไร โรคข้ออักเสบไรเตอร์ (Reiter’s Syndrome) หรือโรคข้ออักเสบรีแอคตีฟ (Reactive Arthritis) เป็นโรคในกลุ่มโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบ (Spondyloarthropathy) ซึ่งถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นโรคข้ออักเสบ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยมีเพียงอาการข้ออักเสบอย่างเดียว แต่อาจมีอาการของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและเยื่อบุตาอักเสบร่วมด้วย ในผู้ป่วยบางรายยังพบว่ามีรอยโรค (Lesions) หรืออาการบาดเจ็บที่ผิวหนังและเยื่อเมือกบุผิว โรคข้ออักเสบไรเตอร์ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์จริงไหม โรคข้ออักเสบไรเตอร์มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อคลาไมเดีย (Chlamydia trachomatis) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ทั้งในน้ำอสุจิและน้ำจากช่องคลอด สามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ฉะนั้น หากทำกิจกรรมทางเพศ หรือมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน หรือใช้เซ็กส์ทอยร่วมกับผู้อื่น ก็อาจเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างการติดเชื้อคลาไมเดีย และเสี่ยงเป็นโรคข้ออักเสบไรเตอร์ นอกจากจะมีสาเหตุมาจากเชื้อคลาไมเดียที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์แล้ว โรคข้ออักเสบไรเตอร์ยังอาจติดต่อพร้อมกับการติดเชื้อแบคทีเรียในน้ำและอาหารที่บริโภคได้ด้วย เช่น ซาลโมเนลลา (Salmonella) แคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter) ชิเจลลา (Shigella) เยอซิเนีย (Yersinia) คลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล์ (Clostridium difficile) อาการของโรคข้ออักเสบไรเตอร์ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบไรเตอร์ ไม่ได้มีอาการแค่ที่ข้อต่อเท่านั้น แต่ยังอาจมีอาการที่อวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกายด้วย ซึ่งสามารถสังเกตอาการของโรคข้ออักเสบไรเตอร์ได้ ดังนี้ อาการโรคข้ออักเสบ ข้อต่ออักเสบ […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เริมกับHPV ต่างก็เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถพบได้ทั่วไป ทั้งสองโรคอาจคล้ายคลึงกันเนื่องจากเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อผิวหนังและเกิดขึ้นจากไวรัสด้วยกันทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม การศึกษาความแตกต่างของโรคเริมกับการติดเชื้อ HPV ให้กระจ่างยิ่งขึ้น อาจช่วยให้สามารถรับมือกับทั้งสองโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เริมกับHPV เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร โรคเริม (Herpes) คืออะไร โรคเริม คือหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้มากที่สุด โรคนี้สามารถพบได้มากถึง 1 ใน 6 คน โรคเริมเป็นการติดเชื้อไวรัส herpes simplex virus โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ herpes simplex virus ชนิดที่ 1 (HSV-1) ที่มักจะเกิดที่บริเวณปาก และชนิดที่ 2 (HSV-2) ที่มักจะเกิดขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ โรคเริมนี้สามารถส่งผลกระทบได้ทั้งกับผิวหนังและระบบประสาท โดยเฉพาะอาการแผลเริมที่มีลักษณะเป็นตุ่มใสๆ เล็กๆ โรคเริมสามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้จากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัยป้องกัน การจูบ หรือการทำออรัลเซ็กส์โดยไม่ผ่านแผ่นยางอนามัย นอกจากนี้โรคเริมยังสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ ขณะที่ทำการคลอดบุตรโดยธรรมชาติ โดยปกติแล้วอาการของโรคเริมมักจะเป็นๆ หายๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โรคติดเชื้อเอชพีวี คืออะไร โรคติดเชื้อเอชพีวี หรือโรคเอชพีวี คือ โรคที่เกิดจากเชื้อฮิวแมนปาปิลโลมาไวรัส หรือเอชพีวี (Human Papillomavirus: HPV) ที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ เชื้อไวรัสเอชพีวีมักก่อให้เกิดหูด […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

หลายคนอาจคิดว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างหญิงกับชาย หรือชายกับชายเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หญิงรักหญิง ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การรู้เท่าทันโรค เช่น ปัจจัยเสี่ยง วิธีป้องกัน อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หญิงรักหญิง การมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะแบบผู้หญิงกับผู้หญิง หรือผู้หญิงกับผู้ชาย ก็อาจเสี่ยงเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทั้งสิ้น สำหรับการมีเพศสัมพันธ์หรือการทำกิจกรรมทางเพศระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง อาจมีพฤติกรรมเสี่ยงจากการใช้เซ็กส์ทอย (Sex toy) ร่วมกับผู้อื่น หรือการเคยมีคู่นอนเป็นผู้ชาย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบในความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับหญิง สามารถติดต่อได้ทั้งจากผู้หญิงด้วยกันเองหรือจากผู้ชาย ดังนี้ โรคติดเชื้อระหว่างผู้หญิงกันเอง โรคที่เกิดจากการติดเชื้อระหว่างผู้หญิงกันเอง มักแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสเป็นหลัก ได้แก่ ไวรัสเอชพีวีที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ เริม และตกขาวกลิ่นเหม็นในช่องคลอด นอกจากนี้ หากใช้เซ็กส์ทอยร่วมกันหลายคนโดยไม่ทำความสะอาดให้ดี หรือป้องกันการติดเชื้อด้วยการหุ้มด้วยถุงยางอนามัย และเปลี่ยนถุงยางอนามัยทุกครั้งที่แบ่งปันกันใช้ ก็อาจก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ โรคที่เกิดจากอดีตคู่นอนที่เป็นผู้ชาย เช่น โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หญิงรักหญิง ที่พบบ่อย การมีเพศสัมพันธ์แบบผู้หญิงกับผู้หญิง อาจทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนี้ โรคเริม นอกจากเริมจากอวัยวะเพศสู่อวัยวะเพศแล้ว พฤติกรรมทางเพศระหว่างหญิงกับหญิง เช่น การใช้ปากกับอวัยวะเพศ การใช้อวัยวะเพศถูไถกัน ก็อาจทำให้เป็นโรคเริมได้เช่นกัน โดยเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อระหว่างบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ แต่ทั้งนี้ แม้เพียงแค่การกอด จูบ หรือการเล้าโลม รวมทั้งการใช้นิ้วหรือการทำออรัลเซ็กส์ โดยที่ไม่ได้สอดใส่อวัยวะเพศ หรือพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันก็อาจทำให้เสี่ยงติดโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน ความเสี่ยงในการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แม้ว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะหมายถึงโรคที่ติดต่อผ่านกันเนื่องจากการมีเซ็กส์ แต่ทั้งนี้ แม้ว่าจะใส่ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคและป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ แต่การสัมผัสกันทางร่างกายก็สามารถเสี่ยงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ รวมทั้งโอกาสเสี่ยงในด้านอื่น ๆ ดังนี้ ผ่านการจูบ การจูบเป็นการแสดงความรักรูปแบบหนึ่ง แต่น้ำลายสามารถเป็นตัวนำในการแพร่เชื้อ “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” บางประเภทได้ เช่น โรคเริม ที่สามารถแพร่จากแผลได้ หรืออาจจะติดต่อกันได้ผ่านผิวหนัง ดังนั้น หากมีแผลบริเวณริมฝีปาก อาจต้องระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการจูบ รวมทั้งก่อนและหลังจูบควรทำความสะอาดช่องปาก อาจด้วยการแปรงฟันหรือใช้น้ำยาบ้วนปากทุกครั้ง ผ่านการทำออรัลเซ็กส์ คู่รักบางคู่อาจเลือกการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่สอดใส่ แต่ใช้ลิ้นในการสำเร็จความใคร่หรือที่เรียกว่าออรัลเซ็กส์ และอาจคิดว่าสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่โรคทางเพศสัมพันธ์บางประเภทอย่างโรคเริม โรคหนองใน ก็สามารถติดต่อได้ผ่านแผลบนผิวหนัง และเชื้ออาจลุกลามผ่านช่องคอกลายเป็นโรคผิวหนังผุพอง หรือมะเร็งปากมดลูกได้ รวมทั้งซิฟิลิสก็สามารถติดได้ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยไม่จำเป็นต้องสอดใส่ ผ่านผิวสัมผัส การกอดหรือการสัมผัสผิวอาจเสี่ยงน้อยในการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ก็สามารถส่งผ่านเชื้อโรค อย่างโรคเริม และมะเร็งปากมดลูกได้ ซึ่งแนวโน้มของการติดเชื้อผ่านผิวหนังนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่างทั้งสภาพผิวและแผลทางผิวหนัง ผ่านการปนเปื้อนในอาหาร โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างไวรัสตับอักเสบ เอ และ ไวรัสตับอักเสบ บี สามารถติดต่อได้ผ่านอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจจติดมาจากห้องน้ำ หรือการล้างมือไม่สะอาด จากนั้นเชื้อเหล่านี้จึงปนเปื้อนเข้าสู่อาหารหรือเครื่องดื่มทำให้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผ่านผ้าขนหนูหรือผ้าปูที่นอน เชื้อของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจจะแทรกซึมอยู่บนเส้นใยของผ้าขนหนูหรือผ้าปูที่นอน โดยเฉพาะปรสิตที่เรียกว่า Trichomonas vaginalis สาเหตุของการติดเชื้อทริโคโมแนสซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของช่องคลอดที่พบได้บ่อยโดยปรสิตตัวนี้มักซ่อนตัวอยู่ในผ้าที่อับชื้น แม้ว่าจะแขวนไว้ข้างนอกก็ตาม ผ่านการใช้ที่โกนหนวดร่วมกัน ที่โกนหนวดอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

กรุ๊ปเลือดสามารถระบุได้ด้วยแอนติบอดี ซึ่งเป็นโปรตีนในพลาสมา ทำหน้าที่ในการป้องกันร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมอย่าวเชื้อโรค และแอนติเจนซึ่งเป็นโมเลกุลโปรตีนในเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยกรุ๊ปเลือดหลักมีอยู่ด้วยกัน 4 กลุ่ม คือ A B AB และ O ซึ่งได้รับการสืบทอดมาจากพ่อแม่ ด้วยเหตุผลนี้ จึงอาจทำให้โรคบางอย่างสามารถถ่ายทอดผ่านทางกรุ๊ปเลือดได้ เช่น โรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์อย่างเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ความสัมพันธ์ของ โรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ และกรุ๊ปเลือด ในความเป็นจริงแล้ว โรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์สามารถติดต่อได้ในกรุ๊ปเลือดทุกกลุ่ม โดยอาจพบได้มากที่สุดในเลือดกรุ๊ปเอ และกรุ๊ปเลือดโอ จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Iranian Journal of Public Health พ.ศ. 2557 ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของกรุ๊ปเลือดในระบบ ABO และกรุ๊ปเลือดในระบบ Rh ต่อโรคที่นำโดยเลือด (Blood-Borne Infections) หรือโรคที่ติดเชื้อผ่านทางเลือด หรือโรคที่ติดเชื้อผ่านทางเลือด ในผู้บริจาคเลือดที่ศูนย์บริจาคเลือดในเมืองเตหราน ประเทศอีหร่าน ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 ถึง พ.ศ. 2554 พบว่า จากตัวอย่างเลือด 10,451 รายจากทั้งหมด 2,031,451 […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดเชื้อ ไวรัสซิกา หรือโรคไข้ซิกา เกิดจากเชื้อไวรัสซิกาที่อยู่ในตระกูลเฟลวิไวรัส (Flavivirus) มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ไวรัสเวสไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ส่วนใหญ่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการไม่รุนแรง สามารถหายเองได้ แต่หากหญิงตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคนี้ อาจส่งผลกระทบกับทารกในครรภ์ เช่น ทำให้คลอดก่อนกำหนด ทารกตายคลอดหรือเสียชีวิตในครรภ์ (fetal death) รวมถึงทำให้เกิดมาพิการแต่กำเนิด เช่น ภาวะศีรษะเล็ก (microcephaly) สมองพิการรุนแรง นอกจากแพร่เชื้อผ่านพาหะอย่างยุงลายแล้ว ไวรัสซิกายังสามารถแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาโรคติดเชื้อไวรัสซิกาโดยเฉพาะ ไวรัสซิกา ติดต่อจากกิจกรรมทางเพศ เชื้อไวรัสซิกาสามารถแพร่เชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้จากเพศสัมพันธ์ทั้งทางทวารหนัก ช่องคลอด หรือช่องปาก นอกจากนี้ การใช้อุปกรณ์ในการประกอบกิจกรรมทางเพศ เช่น เซ็กส์ทอย ร่วมกับผู้อื่น ก็สามารถทำให้ไวรัสซิกาแพร่กระจายได้เช่นกัน ไวรัสซิกาจะอยู่ในน้ำอสุจิหรือของเหลวในอวัยวะสืบพันธ์ุได้นานกว่าของเหลวชนิดอื่น ๆ ในร่างกาย โดยระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสซิกาในผู้หญิงและผู้ชายอาจแตกต่างกัน และถึงแม้ว่าจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่รักแค่คนเดียว ก็ยังสามารถติดเชื้อไวรัสซิกาได้เช่นกัน ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ป้องกันไวรัสซิกาอย่างไรดี การมีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย เช่น การใช้ถุงยาง ถือว่าเป็นวิธีที่สามารถลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัสซิการะหว่างมีเพศสัมพันธ์ได้มากที่สุด ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการติดโรคต่อต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น ซิฟิลิส หนองในแท้ หนองในเทียม เริม เอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ได้อีกด้วย หากเคยเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสซิกา หรือพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ และถ้าจะให้ดีกว่านั้น […]