home

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การป้องกันตัวเองจาก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพทางเพศและอนามัยในการเจริญพันธุ์ของคุณ ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

หัวข้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพิ่มเติม

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

กิจกรรมทางเพศของชายรักชาย กับ “เซ็กส์ทางประตูหลัง” นั้นบอกได้เลยว่าฟินและเสียวสุดยอดจริงๆ เพราะตรงจุดนั้นเต็มไปด้วยเส้นประสาทที่ทำให้เรารู้สึกไวต่อการสัมผัสเป็นพิเศษทำให้ถึงจุดสอดยอดได้ไว สิ่งที่สำคัญความเสียวนั้นต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นคุณอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนไปรู้จักกับ ฝีที่ก้น ฝีหนองที่เกิดจากการติดเชื้อทางทวารหนัก จะมีลักษณะอย่างไรบ้างนั้น มาหาคำตอบพร้อมกันเลยค่ะ ทำความรู้จักกับ ฝีที่ก้น (Anorectal Abscess) ฝีที่ก้นเกิดขึ้นเมื่อเมื่อมีอาการติดเชื้อเป็น หนอง บริเวณทวารหนัก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวด และมีไข้  ผู้ป่วยบางคนอาจรู้สึกเจ็บปวดบริเวณทวารหนักอย่างมาก ไม่สามารถหายถาวรได้นอกจากทำการรักษาโดยการผ่าตัด ดังนั้นหากคุณรู้ว่าคุณมีฝีที่ก้นควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม เซ็กส์ทางทวารหนักเป็นสาเหตุของการเกิด ฝีที่ก้น จริงหรือไม่? เซ็กส์ทางทวารหนักเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด ฝี แต่การเกิดฝีที่ก้นนั้นยังมีสาเหตุจากปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย ดังนี้ โรคลำไส้อักเสบ โรคเบาหวาน ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง การติดเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus ; HIV) ผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ยาเพรดนิโซน (Prednisone) หรือยาสเตียรอยด์อื่นๆ ผลข้างเคียงจากการรักษาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ท้องผูก โรคท้องร่วง เด็กในวัยหัดเดินที่มีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อหูรูดและมีอาการท้องผูกบ่อยๆ มีความเสี่ยงสูงที่อาจทำให้เกิดฝีที่ก้น เช่นกัน เจ็บก้นจัง ใช่อาการของฝีที่ก้นไหมนะ หากคุณรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องบริเวณก้น และยิ่งรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อนั่ง หรือถ่ายอุจจาระ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณมี ฝี ที่ก้นนั่นเอง รวมถึงอาการอื่นๆ ร่วมด้วยดังนี้ อาการท้องผูก ระหว่างถ่ายอุจจาระจะมีเลือดออก มีอาการบวม แดงบริเวณทวารหนัก รู้สึกเมื่อยล้า อ่อนเพลีย หนาวสั่น […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

อาการปวดท้องเป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดท้องน้อยในช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือช่วงวันแรกๆ ของการมีประจำเดือนกันเป็นเรื่องปกติ แต่หากสาวๆ คนไหนมีอาการปวดท้องน้อยบ่อย แม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงมีประจำเดือน หรือปวดประจำเดือนหนักและนานกว่าปกติ นั่นอาจเป็นเพราะคุณกำลังเป็น โรคปีกมดลูกอักเสบ ซึ่งเป็นการติดเชื้อที่เป็นอันตราย และต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคปีกมดลูกอักเสบ… ภาวะที่ผู้หญิงต้องระวัง โรคปีกมดลูกอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease หรือ PID) เป็นการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ส่วนใหญ่มักเกิดจากแบคทีเรียที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ที่เข้าสู่ร่างกายผ่านช่องคลอด ไปยังมดลูก ท่อนำไข่ หรือรังไข่ ผู้ที่เป็นโรคปีกมดลูกอักเสบมักไม่มีอาการใดๆ กว่าจะรู้ตัวอีกที อาการของโรคก็อาจถึงขั้นที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาเร่งด่วนแล้ว และบางครั้งคุณหมอก็อาจตรวจพบว่าคุณเป็นโรคปีกมดลูกอักเสบ หลังจากคุณเข้ารับการตรวจรักษาปัญหามีบุตรยาก หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง อาการของ ปีกมดลูกอักเสบ อาการที่พบได้ทั่วไป มีดังนี้ รู้สึกปวดท้องน้อย มีไข้ บางครั้งอาจหนาวสั่นด้วย มีสารคัดหลั่งหรือตกขาวมีกลิ่น (ส่วนใหญ่มักเป็นสีเขียว หรือเหลือง) ไหลออกมาจากช่องคลอด รู้สึกเจ็บหรือมีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ รู้สึกแสบเวลาถ่ายปัสสาวะ หรือปัสสาวะยาก ประจำเดือนมามากผิดปกติ ปวดประจำเดือนหนักกว่าปกติ ผู้หญิงบางคนที่เป็นโรคปีกมดลูกอักเสบอาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย หรือบางคนก็อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบเข้าพบคุณหมอทันที เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณว่าโรคปีกมดลูกอักเสบของคุณเข้าขั้นรุนแรงแล้ว ปวดท้องน้อยรุนแรง คลื่นไส้และอาเจียน กินอะไรไม่ได้ มีไข้สูงกว่า 38.3 องศาเซลเซียส ตกขาวมีกลิ่นเหม็นรุนแรง โรคปีกมดลูกอักเสบนั้นไม่มีการวินิจฉัยโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่แพทย์จะต้องตรวจวินิจฉัยโรคโดยดูประวัติทางการแพทย์ รวมกับการตรวจร่างกาย และการทดสอบบางประการ ฉะนั้น คุณไม่ควรปกปิดประวัติสุขภาพของคุณ โดยเฉพาะประวัติในการมีเพศสัมพันธ์ คุณหมอจะได้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง สาเหตุและความเสี่ยงที่ควรรู้ เชื้อแบคทีเรียหลายชนิดสามารถก่อให้เกิดโรคปีกมดลูกอักเสบได้ แต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ เชื้อเนอิสซีเรีย โกโนเรีย […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เชื่อว่าปัจจุบัน หลายคนคงรู้จักดีอยู่แล้วว่า การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เช่น การติดเชื้อเอชไอวี(HIV) โรคหนองในแท้ โรคหนองในเทียม โรคซิฟิลิส (Syphilis) โรคเริม แต่คุณรู้ไหมว่า หากคุณรักสนุกแบบประมาท ยังอาจทำให้คุณกลายเป็นโรคข้ออักเสบ ที่เรียกว่า โรคข้ออักเสบไรเตอร์ ได้ด้วย ซึ่งโรคนี้ถึงจะชื่อว่าโรคข้ออักเสบ แต่ก็ทำให้คุณเจ็บปวดได้มากกว่าที่บริเวณข้อต่อ แต่จะเป็นอวัยวะส่วนไหน และคุณสามารถรักษาหรือป้องกันยังไงได้บ้าง Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้แล้ว โรคข้ออักเสบไรเตอร์ คืออะไร โรคข้ออักเสบไรเตอร์ (Reiter’s Syndrome) หรือ “โรคข้ออักเสบรีแอคตีฟ” (Reactive Arthritis) เป็นโรคในกลุ่มโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบ (Spondyloarthropathy) ซึ่งถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นโรคข้ออักเสบ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยมีเพียงอาการข้ออักเสบอย่างเดียวตามชื่อโรค แต่จะมีอาการข้ออักเสบ ร่วมกับอาการของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ และเยื่อบุตาอักเสบ และผู้ป่วยบางรายยังพบว่ามีรอยโรค (Lesions) หรืออาการบาดเจ็บที่ผิวหนัง และเยื่อเมือกบุผิวด้วย ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์จริงไหม โรคข้ออักเสบไรเตอร์มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อคลาไมเดีย (Chlamydia trachomatis) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ทั้งในน้ำอสุจิและน้ำจากช่องคลอด สามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ฉะนั้น หากคุณทำกิจกรรมทางเพศ หรือมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน หรือใช้เซ็กส์ทอยร่วมกับผู้อื่น ก็มีสิทธิ์เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างการติดเชื้อคลาไมเดีย และเสี่ยงเป็นโรคข้ออักเสบไรเตอร์ นอกจากจะมีสาเหตุมาจากเชื้อคลาไมเดียที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์แล้ว โรคข้ออักเสบไรเตอร์ยังสามารถติดต่อพร้อมกับการติดเชื้อแบคทีเรียในน้ำและอาหารที่บริโภคได้ด้วย […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เริมกับHPV ต่างก็เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถพบได้ทั่วไป ทั้งสองโรคนั้นอาจจะมีความคล้ายคลึงกันเนื่องจากเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อผิวหนังและเกิดขึ้นจากไวรัสด้วยกันทั้งนั้น แต่เราจะสามารถแยกแยะได้อย่างไรว่าแบบไหนคือโรคเริม แบบไหนคือการติดเชื้อ HPV บทความนี้มีคำตอบ เริมกับHPV ความเหมือนที่แตกต่าง โรคเริม (Herpes) คืออะไร โรคเริม คือหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้มากที่สุด โรคนี้สามารถพบได้มากถึง 1 ใน 6 คน โรคเริมเป็นการติดเชื้อไวรัส herpes simplex virus โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ herpes simplex virus ชนิดที่ 1 (HSV-1) ที่มักจะเกิดที่บริเวณปาก และชนิดที่ 2 (HSV-2) ที่มักจะเกิดขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ โรคเริมนี้สามารถส่งผลกระทบได้ทั้งกับผิวหนังและระบบประสาท โดยเฉพาะอาการแผลเริมที่มีลักษณะเป็นตุ่มใสๆ เล็กๆ โรคเริมสามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้จากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัยป้องกัน การจูบ หรือการทำออรัลเซ็กส์โดยไม่ผ่านแผ่นยางอนามัย นอกจากนี้โรคเริมยังสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ ขณะที่ทำการคลอดบุตรโดยธรรมชาติ โดยปกติแล้วอาการของโรคเริมมักจะเป็นๆ หายๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โรคเอชพีวี (Human Papillomavirus : HPV) คืออะไร การเป็นโรคเอชพีวี หมายถึงการติดเชื้อไวรัส Human PapillomaVirus หรือ HPV เชื้อไวรัสที่มักติดต่อกันผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ เชื้อไวรัสเอชพีวี นั้นเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดหูด […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ปัจจุบันสังคมของเราได้เปิดรับความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันมากยิ่งขึ้น แต่หลายคนอาจคิดว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างหญิงกับชาย หรือชายกับชายเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง สำหรับ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หญิงรักหญิง ก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน ความเสี่ยงในเพศสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์นั้นมีความหลากหลายมาก เช่น รสนิยมและพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว หรือทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง  ซึ่งคู่นอนคนก่อนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจมีพฤติกรรมเสี่ยง อย่างการใช้เซ็กส์ทอย (Sex toy) ในกิจกรรมทางเพศร่วมกับผู้อื่น หรือการเคยมีคู่นอนเป็นผู้ชาย มีผลสำรวจหนึ่งกล่าวว่า คู่รักหญิงกับหญิงร้อยละ 53 – 99 เคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย และมีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์กับผู้ชายอีก ดังนั้น ควรพูดคุยกันอย่างเปิดเผยกับคู่ของตน เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ รู้ทันโรคที่มากับเซ็กส์ จะได้มีเซ็กส์ที่ทั้งมีความสุขและปลอดภัย โดยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบในความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับหญิงนั้น สามารถมีที่มาได้ทั้งจากผู้หญิงด้วยกันเองหรือจากผู้ชาย ดังนี้คือ โรคติดเชื้อระหว่างผู้หญิงกันเอง โรคที่เกิดจากการติดเชื้อระหว่างผู้หญิงกันเอง ได้จากการสัมผัสเป็นหลัก ได้แก่ ไวรัสเอชพีวีที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ เริม และตกขาวกลิ่นเหม็นในช่องคลอด และในปัจจุบัน มีการใช้เซ็กส์ทอยแทนองคชาตจริงๆ  หากใช้ร่วมกันหลายคนโดยทำความสะอาดไม่ดี  ผลจะเหมือนกับพฤติกรรมสำส่อนทางเพศกับผู้ชายได้ โรคที่เกิดจากอดีตคู่นอนคนที่เป็นผู้ชาย ส่วนโรคที่ติดจากอดีตคู่นอนที่เป็นผู้ชาย ก็เป็นได้ทุกโรค ตั้งแต่หนองใน หนองในเทียม ซิฟิลิส และอื่นๆ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หญิงรักหญิง  โรคเริม นอกจากเริมจากอวัยวะเพศสู่อวัยวะเพศแล้ว  พฤติกรรมทางเพศระหว่างหญิงกับหญิง เช่น การใช้ปากกับอวัยวะเพศ การใช้อวัยวะเพศถูไถกัน ก็อาจทำให้เป็นโรคเริมได้เช่นกัน โดยเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อระหว่างบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ แต่รู้หรือไม่ว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็สามารถติดต่อผ่านผู้อื่นได้ แม้จะไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ตาม ผ่านการจูบ การจูบเป็นการแสดงความรักรูปแบบหนึ่ง แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำลายก็สามารถเป็นตัวนำในการแพร่เชื้อ “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” บางประเภทได้ เช่น โรคเริม ที่สามารถแพร่จากแผลได้ หรืออาจจะติดต่อกันได้ผ่านผิวหนัง ดังนั้นก่อนจะแลกลิ้นกับใครก็ตาม ควรระมัดระวังเรื่องการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ไว้ก่อน ผ่านการทำออรัลเซ็กส์ คู่รักหลายคนเลือกที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์ผ่านอวัยวะเพศ แต่ใช้ลิ้นในการสำเร็จความต้องการทางเพศสำหรับคู่รักของตัวเอง และอาจจะคิดว่าสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่โรคทางเพศสัมพันธ์บางประเภทอย่างโรคเริมก็สามารถติดต่อได้ผ่านแผลบนผิวหนังได้ และเชื้ออาจจะลุกลามผ่านช่องคอกลายเป็นโรคผิวหนังผุพอง หรือมะเร็งปากมดลูกได้ ซึ่งไม่สามารถป้องกันได้ด้วยถุงยางอนามัย ผ่านการปนเปื้อนในอาหาร โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างไวรัสตับอักเสบ เอ และ ไวรัสตับอักเสบ บี สามารถติดต่อได้ผ่านอาหารที่เรากินเข้าไป ซึ่งอาจจะเกิดจากการติดมาจากห้องน้ำและไม่ได้ล้างมือให้สะอาด จากนั้นเชื้อเหล่านี้ก็ปนเปื้อนในอาหารหรือเครื่องดื่มที่กินเข้าไป ซึ่งทำให้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผ่านผิวสัมผัส การกอดหรือการสัมผัสผิวดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นอันตราย แต่ก็สามารถทำให้เกิดการติดโรคเริมและมะเร็งปากมดลูกได้ ทั้งสองโรคอาจจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตในอนาคตได้อีกด้วย ซึ่งแนวโน้มของการติดเชื้อผ่านผิวหนังนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างทั้งสภาพผิวและแผลทางผิวหนัง ผ่านผ้าขนหนูหรือผ้าปูที่นอน จริง ๆ แล้วเชื้อของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจจะแทรกซึมอยู่บนเส้นใยของผ้าขนหนูหรือผ้าปูที่นอนก็ได้ โดยเฉพาะปรสิตที่เรียกว่า Trichomonas vaginalis ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อทริโคโมแนส โดยปรสิตตัวนี้ชอบที่ซ่อนตัวอยู่ในผ้าที่อับชื้น แม้ว่าจะแขวนไว้ข้างนอกก็ตาม ซึ่งง่ายต่อการรับปรสิตเหล่านั้นเข้าร่างกาย ผ่านการใช้ที่โกนหนวดร่วมกัน ที่โกนหนวดนอกจากจะทำให้ผิวระคายเคือง ยังอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ เพราะที่โกนหนวดเหลานี้อาจจะบาดผิวให้มีเลือดออกมา มีโอกาสติดเชื้ออย่าง HIV ไวรัสตับอักเสบ เอ บี หรือ ซี และทำให้เกิดการติดเชื้อผ่านเส้นเลือดได้ ดังนั้นควรแยกใช้ที่โกนหนวดร่วมกับผู้อื่น ผ่านการบริจาคเลือด แม้ว่าขั้นตอนในการบริจาคเลือดจะได้รับความปลอดภัยจากโรงพยาบาล แต่ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงมากจากการใช้เข็มที่อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อ HIV จากเข็มที่เกิดจากการใช้เพียงครั้งเดียว หากผู้รับบริจาคเลือดได้รับเลือดจากผู้ป่วย […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ถึงจะฟังดูประหลาดและไม่น่าเชื่อ แต่กรุ๊ปเลือดก็มีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับสุขภาพทางเพศของคุณ ใครที่กำลังแปลกใจว่าเรื่องนี้มันเป็นไปได้จริงหรือไม่ วันนี้ Hello คุณหมอ จะไขข้อข้องใจและอธิบายให้ฟังเองว่า กรุ๊ปเลือดสามารถบอกถึงสุขภาพทางเพศ และความเสี่ยงในการเกิด โรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ ได้อย่างไร การศึกษากรุ๊ปเลือดและ โรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ ความเป็นมา ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2005 ถึง 2011 มีงานวิจัยในหมู่ผู้บริจาคเลือดที่ศูนย์บริจาคโลหิตเตหราน (TBTC) ในประเทศอิหร่าน เพื่อดูความสัมพันธ์ของกรุ๊ปเลือดในระบบ ABO และกรุ๊ปเลือดในระบบ Rh ต่อโรคที่นำโดยเลือด (Blood-Borne infections) หรือโรคที่ติดเชื้อผ่านทางเลือด เป้าหมายของงานวิจัยนี้ คือ เพื่อดูว่ากรุ๊ปเลือดที่แตกต่างกันและการติดเชื้อผ่านทางเลือดนั้นมีความเชื่อมโยงใดๆ กันหรือไม่ งานวิจัยโรคติดเชื้อในที่นี้ ได้แก่ ตับอักเสบ บี ตับอักเสบ ซี การติดเชื้อเอชไอวี (Acquired Immunodeficiency Syndrome ; AIDS) และการติดเชื้อซิฟิลิส ซึ่งโรคที่ติดเชื้อผ่านทางเลือดเหล่านี้ ล้วนเป็นโรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น บทสรุป โดยทั่วไป จากของเหลวตัวอย่างจำนวน 2,031,451 ตัวอย่างที่เก็บจากผู้บริจาค ตั้งแต่ปี 2005 ถึง 2011 พบว่าตัวอย่าง 10,451 จากทั้งหมด มีค่าไวรัสตับอักเสบ […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เซ็กส์หรือการมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นความสุขตามธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเรา แต่ถ้าอยากให้ เซ็กส์ดี มีความสุขอย่างแท้จริง แค่ท่วงท่า หรือลีลาเด็ด คงยังไม่เพียงพอ คุณต้องไม่ลืมดูแลร่างกายตัวเองให้ดีอีกด้วย รวมทั้งคำนึงถึงการคุมกำเนิด และการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง หากเจอปัญหาสุขภาพจากการมีเซ็กส์ และนี่คือเช็กลิสต์ 7 ประการ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายควรสำรวจตัวเองให้ดี ก่อนจูงมือกันขึ้นเตียง เซ็กส์ดี มีความสุขแน่ แค่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ 1. ถุงยางอนามัย พร้อมไหม ถุงยางอนามัย นอกจากจะช่วยคุมกำเนิดแล้วยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย การสวมถุงยางอนามัย คุณผู้ชายต้องตรวจสอบให้ดีว่า ใช้ถุงยางอนามัยถูกไซส์หรือไม่ ถุงยางอนามัยในประเทศไทยมีด้วยกัน 3 ขนาด คือ 49 มิลลิเมตร 52 มิลลิเมตร และ 56 มิลลิเมตร การสวมถุงยางอนามัยให้ถูกไซส์ถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะหากถุงยางหลวมเกินไป หรือคับเกินไป อาจทำให้ถุงยางหลุดหรือฉีกขาดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ คุณผู้ชายสามารถหาขนาดถุงยางที่เหมาะสมกับตัวเองได้โดยการวัดขนาดเส้นรอบวงตอนที่อวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่ แล้วดูว่าเส้นรอบวงยาวกี่มิลลิเมตร จากนั้นนำตัวเลขที่ได้มาหาร 2 จึงจะได้เป็นขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสม สิ่งที่ต้องระวัง คือ ชายไทยหลายคนชอบวัดขนาดจากความยาว ไม่ได้วัดเส้นรอบวง จึงทำให้ได้ขนาดถุงยางที่ไม่ถูกต้อง 2. อย่าลืมดูวันหมดอายุถุงยางอนามัย นอกจากถุงยางไม่ถูกไซส์ ถุงยางรั่ว หรือฉีกขาดแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่ควรระวังก็คือ ถุงยางอนามัยหมดอายุ การตรวจสอบวันหมดอายุข้างกล่องถุงยางอนามัยก่อนมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากถุงยางอนามัยหมดอายุแล้ว ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดก็ลดลง […]

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดเชื้อ ไวรัสซิกา หรือ “โรคไข้ซิกา” เกิดจากเชื้อไวรัสซิกาที่อยู่ในตระกูลเฟลวิไวรัส (Flavivirus) มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ไวรัสเวสไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ส่วนใหญ่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการไม่รุนแรง สามารถหายเองได้ แต่หากหญิงตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคนี้ อาจส่งผลกระทบกับทารกในครรภ์ เช่น ทำให้คลอดก่อนกำหนด ทารกตายคลอดหรือเสียชีวิตในครรภ์ (fetal death) รวมถึงทำให้เกิดมาพิการแต่กำเนิด เช่น ภาวะศีรษะเล็ก (microcephaly) สมองพิการรุนแรง สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ก็คือ นอกจากพาหะอย่างยุงลายแล้ว ไวรัสซิกายังสามารถแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาโรคติดเชื้อไวรัสซิกาโดยเฉพาะ ไวรัสซิกา ติดต่อจากกิจกรรมทางเพศ เชื้อไวรัสซิกาสามารถแพร่เชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้จากเพศสัมพันธ์ทั้งทางทวารหนัก ช่องคลอด หรือช่องปาก นอกจากนี้ การใช้อุปกรณ์ในการประกอบกิจกรรมทางเพศ เช่น เซ็กส์ทอย ร่วมกับคู่รัก ก็สามารถทำให้ไวรัสซิกาแพร่กระจายได้เช่นกัน แถมยังมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้นกว่าปกติด้วย ไวรัสซิกาจะอยู่ในน้ำอสุจิหรือของเหลวในอวัยวะสืบพันธ์ได้นานกว่าของเหลวชนิดอื่น ๆ ในร่างกาย โดยระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสซิกาในผู้หญิงและผู้ชายอาจแตกต่างกัน และถึงแม้ว่าคุณจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่รักของคุณแค่คนเดียว คุณก็ยังสามารถติดเชื้อไวรัสซิกาได้เช่นกัน ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ป้องกันไวรัสซิก ยังไงดี การมีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย เช่น การใช้ถุงยาง ถือว่าเป็นวิธีที่สามารถลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัสซิการะหว่างมีเพศสัมพันธ์ได้มากที่สุด ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการติดโรคต่อต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น ซิฟิลิส หนองในแท้ หนองในเทียม เริม เอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี […]

ผู้เชี่ยวชาญด้าน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ของเรา

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม see-more-icon