home

การดูแลก่อนคลอด

การดูแลก่อนคลอด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งการดูแลคุณภาพการนอนหลับสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยคุณแม่และทารกในครรภ์มีสุขภาพที่แข็งแรง และหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำให้เกิดปัญหาได้ เรียนรู้เทคนิคดี ๆ เกี่ยวกับ การดูแลก่อนคลอด ที่ Hello คุณหมอนำมาฝาก ได้ที่นี่

ความรู้ทั่วไป

การดูแลก่อนคลอด

ปลา ถือเป็นอีกหนึ่งอาหารที่ดีต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของแม่และทารกในครรภ์ แต่ คนท้องกินปลา ได้มากแค่ไหน ปลาชนิดใดบ้างที่มีประโยชน์ และปลาชนิดใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง เรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันที่บทความนี้จาก Hello คุณหมอ กันเลยค่ะ ทำไมคนท้องควรกินปลา ช่วงเวลาตั้งครรภ์ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คุณแม่จะต้องดูแลตนเองมากเป็นพิเศษ เพื่อให้สุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์แข็งแรง อาหารการกินจึงเป็นเรื่องที่คุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อแม่และเด็ก โดยหนึ่งในอาหารที่คุณแม่ควรกินก็คือปลา ซึ่งเป็นอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และดีเอชเอ (DHA) ที่มีส่วนเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและดวงตาของทารกในครรภ์ มากไปกว่านั้น ยังมีสารอาหารสำคัญอย่าง โปรตีน ที่ช่วยในการสร้างพลังงาน และเสริมความหนาแน่นของมวลกล้ามเนื้อ มีแคลเซียมและวิตามินดี ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการเสริมความแข็งแรงของกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุนในคุณแม่ตั้งครรภ์ ทั้งยังช่วยสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อของทารกในครรภ์อีกด้วย  คนท้องกินปลาทะเลได้ไหม หากเป็นเมื่อก่อน การที่คนท้อง กินปลา ทะเลคงจะเป็นเรื่องที่น่าตกใจและควรระมัดระวัง เพราะความกังวลในเรื่องของสารปรอท โดยเฉพาะสารปรอทในอาหารทะเลจำพวก ปลา กุ้ง หอย หรือปูที่มาจากทะเล ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์จึงมักถูกห้ามไม่ให้กินอาหารทะเล  อย่างไรก็ตาม องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (The Food and Drug Administration หรือ FDA) และสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา  (Environmental Protection Agency […]

หัวข้อ การดูแลก่อนคลอด เพิ่มเติม

การดูแลก่อนคลอด

ประเด็นเรื่องปริมาณ คาเฟอีนสำหรับคนท้อง นี้มีการถกเถียงกันอยู่บ่อยๆ และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่หลายคนอาจเกิดคำถามอยู่ตอนนี้ว่า แล้วฉันจำเป็นต้องหยุดรับประทานคาเฟอีนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีคำตอบชี้ชัดว่าต้องหยุด แต่ควรรับประทานในปริมาณพอเหมาะ แต่อย่างไรจึงจะเรียกว่าพอเหมาะ บทความนี้มีคำตอบ ปริมาณ คาเฟอีนสำหรับคนท้อง ที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ บ่อยครั้งมักมีคำแนะนำว่าการบริโภคคาเฟอีนปริมาณมากในระหว่างตั้งครรภ์นั้นอาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแท้งบุตรหรือเด็กอาจเกิดมามีน้ำหนักตัวต่ำ แต่อย่าได้กังวลไป หากคุณบริโภคคาเฟอีนเกินกว่า 200 มิลลิกรัมไปบ้างในบางวัน ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นอันตรายเพราะความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก แต่คุณแม่อาจลองลดปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับในแต่ละวันลงบ้างเล็กน้อย ซึ่งการดื่มชา 2 ถ้วย หรือกาแฟสำเร็จรูป 2 แก้ว หรือกาแฟสด 1 ถ้วยต่อวันนั้นถือว่าอยู่ในขนาดที่พอเหมาะแล้ว จริงๆ แล้ว คาเฟอีนส่งผลกระทบอย่างไรต่อทารกในครรภ์ เมื่อคุณดื่มกาแฟหนึ่งแก้ว คาเฟอีนจะถูกส่งผ่านไปยังรก น้ำคร่ำและกระแสโลหิตของทารกในครรภ์ของคุณ เมื่อคาเฟอีนทำให้ระดับการเต้นของหัวใจและการเผาผลาญของคุณเพิ่มขึ้นและทำให้คุณตื่นตัวขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ของคุณด้วยเช่นกัน นั้่นหมายความว่า ลูกน้อยของคุณอาจจะอยู่ไม่สงบด้วยเช่นกันหลังจากที่คุณดื่มกาแฟ ปริมาณคาเฟอีนที่สูงมากจะส่งผลกระทบต่อลูกน้อยของคุณ โดยมีรายงานว่าทารกที่แม่ดื่มคาเฟอีนมากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวันระหว่างที่ตั้งครรภ์นั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะดังต่อไปนี้ • หัวใจเต้นเร็วขึ้น • มีอัตราการหายใจเพิ่มขึ้น • ตื่นบ่อย อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟเพียง 1-2 แก้วต่อวัน ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด คาเฟอีนส่งผลต่อร่างกายของคุณอย่างไร หากคุณบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมาก คุณอาจต้องเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าปกติ เพราะกาแฟนั้นมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะประเภทหนึ่ง คาเฟอีนนั้นทำให้เกิดกรดในกระเพาะ และบางครั้งก็อาจทำให้เกิดอาการไม่สบายท้องหรือท้องเสียได้ คาเฟอีนปริมาณสูงนั้นสามารถทำให้คุณตื่นได้ตลอดทั้งคืน หากคุณบริโภคในช่วงบ่ายของวัน ซึ่งอาจทำให้คุณมีอาการปวดศีรษะหลังจากที่คาเฟอีนนั้นถูกขับออกจากร่างกายหมดแล้ว หลีกเลี่ยงการดื่มชาหรือกาแฟร่วมกับมื้ออาหาร เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารที่สามารถลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ ควรบริโภคคาเฟอีนเท่าใหร่ใน 1 วัน กาแฟ ชา รวมถึงชาเขียว โคลา […]

การดูแลก่อนคลอด

ยามีลอกซิแคม เป็นยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ นิยมใช้บรรเทาอาการปวดข้ออย่างแพร่หลาย แต่คุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณแม่ที่กำลังให้นมลูก จะสามารถใช้ยานี้ได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่านะ Hello คุณหมอ มีเรื่องราวน่ารู้ของ ยามีลอกซิแคม มาฝากกันนะคะ ยามีลอกซิแคม คืออะไร ยามีลอกซิแคม (Meloxicam) คือ ยาในกลุ่มยายาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drug - NSAID) ทำหน้าที่ลดฮอร์โมนที่ทำให้เกิดอาการอักเสบและอาการปวดในร่างกาย อาการปวดหรือการอักเสบที่เป็นผลมาจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) ในผู้ใหญ่ และข้อเสื่อม (osteoarthritis) หรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก (Juvenile Rheumatoid Arthritis) ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี สามารถรักษาได้ด้วยยามีลอกซิแคม องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration) ได้จัดยามีลอกซิแคมไว้ที่กลุ่ม C สำหรับการตั้งครรภ์ 29 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นจะถูกจัดไว้ในกลุ่ม D ยาในกลุ่ม C คือ ยาที่ยังไม่เคยทดลองกับมนุษย์ แต่จากการทดลองกับสัตว์พบว่าอาจมีผลข้างเคียง แม้ว่าผลข้างเคียงเหล่านั้นอาจจะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ก็ตาม ส่วนยาที่อยู่ในกลุ่ม D คือยาที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เนื่องจากมีการพิสูจน์แล้ว ในแม่ที่บริโภคยาในกลุ่มนี้ขณะตั้งครรภ์ สำหรับผู้หญิงที่วางแผนมีลูกควรใช้ยามีลอกซิแคมอย่างระมัดระวังเช่นกัน […]

การดูแลก่อนคลอด

หาก ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวาน ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ในช่วงก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ให้ดี ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติต่อทารกได้ อีกทั้ง การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ยังช่วยลดปัญหาที่ตามมาของโรคเบาหวานที่หากคุณไม่ควบคุมให้ดี ปัญหาเหล่านี้ก็จะยิ่งแย่ลงในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งวันนี้ Hello คุณหมอ จะนำมาเสนอให้ทุกคนได้รับชมกัน ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวาน กับการตั้งครรภ์ วิธีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ สำหรับผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวาน สามารถทำได้ดังนี้ 1. วางแผนการตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวาน ควรรับคำปรึกษากับทีมแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์ แพทย์ต้องประเมินถึงผลของโรคเบาหวานในร่างกาย และจะกำหนดให้คุณควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างช่วงตั้งครรภ์ หรือเปลี่ยนยาหากจำเป็น และวางแผนเพื่อติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ หากคุณน้ำหนักเกิน แพทย์อาจแนะนำให้ลดน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 2. พบคุณหมออย่างต่อเนื่อง ขณะตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานควรเข้ารับการรักษา หรือตรวจเช็กสุขภาพตามนัดหมายบ่อยกว่าผู้ที่มีสุขภาพดี คุณและแพทย์จะทำงานร่วมกันเพื่อป้องกัน หรือทำให้ตรวจพบปัญหาได้เร็ว 3. กินอาหารที่มีประโยชน์ ทุกคนควรกินอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน นักโภชนาการสามารถช่วยคุณวางแผนโภชนาการ และบอกวิธีการควบคุมน้ำตาลในเลือดระหว่างตั้งครรภ์แก่คุณ 4. ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากเป็นตัวช่วยรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด แพทย์อาจแนะนำให้คุณออกกำลังกายเป็นประจำ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการตั้งครรภ์ โดยทั่วไปแล้ว คุณควรใช้เวลาในการออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือการเล่นกับลูก ๆ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5. กินยาและฉีดอินซูลินตามคำแนะนำ ควรใช้ยารักษาโรคเบาหวานและอินซูลิน (Insulin) ตามที่แพทย์สั่ง เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 6. ควบคุมและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเร่งด่วน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด […]

การดูแลก่อนคลอด

เมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรก ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการตั้งครรภ์มาก่อน อาจยังสับสนและไม่รู้ว่าต้องเริ่มดูแลตัวเองและทารกในครรภ์อย่างไร Hello คุณหมอ ขอแนะนำว่า สิ่งแรกที่คุณแม่ควรคำนึงถึงก็คือ การฝากครรภ์ เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการตั้งครรภ์แบบสุขภาพดีและปลอดภัย การฝากครรภ์ ในแต่ละไตรมาสของการตั้งครรภ์ ช่วงไตรมาสแรก – ตั้งแต่เริ่มครรภ์ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 12 ในการฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์มักให้ตรวจร่างกายทั่วไป เพื่อประเมินสภาพร่างกายของคุณ และมีการสักถามข้อมูลทั่วไป เช่น วัดความดันโลหิต ส่วนสูงและน้ำหนัก ตรวจเลือด ตรวจเต้านมและปากมดลูก วิธีคุมกำเนิดที่ใช้ วันสุดท้ายที่มีประจำเดือน เพื่อคำนวณระยะครรภ์และวันกำหนดคลอด ปัญหาสุขภาพที่มี ประวัติการทำแท้งหรือแท้งบุตร ยาที่ใช้อยู่ การแพ้ยา ประวัติทางการแพทย์ของสมาชิกในครอบครัว ว่าที่คุณแม่จะได้รับเอกสารระบุวันแรกของการตั้งครรภ์ และอายุครรภ์ของคุณ คุณหมอต้องทำการตรวจเลือดเพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณไม่เป็นโรคติดต่อ เช่น โรคหนองในแท้ โรคหนองในเทียม และอาจต้องตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear) ด้วย หากคุณยังเคยตรวจมาก่อน ตามปกติแล้ว คุณจำเป็นต้องไปพบแพทย์ทุกสามหรือสี่สัปดาห์ แพทย์จะทำการตรวจวัดความดันโลหิต น้ำหนัก และปัสสาวะของคุณ เพื่อหาโปรตีนและกลูโคส รวมถึงอาจอาจซักถามเกี่ยวกับข้อกังวลต่างๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ที่คุณมีด้วย ในสัปดาห์ที่ 12 และสัปดาห์ที่ 13 ของการตั้งครรภ์ แพทย์จะตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ และทำการอัลตราซาวด์ หากคุณมีอายุเกินกว่า 35 ปี มีเนื้องอกในมดลูก หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ […]

การดูแลก่อนคลอด

ว่าที่คุณแม่หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าตัวเองตั้งครรภ์ลูกแฝดหรือเปล่า ความจริงแล้ววิธีการเดียวที่สามารถบอกได้แน่ชัดที่สุดว่าคุณตั้งครรภ์ลูกแฝดหรือไม่ก็คือ การอัลตร้าซาวด์ แต่หากคุณแม่มีสัญญาณหรืออาการเหล่านี้ อาจเป็นคำบอกใบ้ว่าคุณแม่อาจกำลังตั้งครรภ์ ลูกแฝด สัญญาณและอาการที่อาจตั้งครรภ์ ลูกแฝด 1. ระดับฮอร์โมนเอชซีจี (hCG) สูงขึ้น ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ลูกแฝดจะมีระดับฮอร์โมนเอชซีจี (hCG) หรือฮอร์โมนการตั้งครรภ์สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ระดับฮอร์โมนเอชซีจีที่เพิ่มขึ้นก็ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าคุณมีลูกแฝด คุณหมอจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ระดับฮอร์โมนเอชซีจีของคุณสูงขึ้น เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอชซีจีในผู้หญิงสามารถขึ้นลงได้แตกต่างกันมาก เช่น ในช่วง 5 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนเอชซีจีปกติจะอยู่ระหว่าง 18 mIU/ ml ถึง 7,340 mIU/ml จึงทำให้ค่อนข้างระบุได้ยากว่า การที่ระดับฮอร์โมนสูงขึ้นมีสาเหตุมาจากการตั้งครรภ์ลูกแฝดหรือไม่ การทดสอบฮอร์โมนเอชซีจี สามารถทำได้โดยการตรวจเลือด ซึ่งฮอร์โมนเอชซีจีจะตรวจพบในเลือดหรือในปัสสาวะในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 10 ของการตั้งครรภ์ โดยปกติแล้ว ฮอร์โมนเอชซีจีจะเพิ่มขึ้นทุกๆ 2-3 วัน แต่จะเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ 8-11 ของการตั้งครรภ์ 2. เสียงหัวใจของทารก เสียงหัวใจของทารกในครรภ์ ตรวจได้โดยอุปกรณ์ดอปเพลอร์อัลตราซาวด์ (Doppler) ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แพทย์ที่มีประสบการณ์และแพทย์ผดุงครรภ์อาจสามารถตรวจหาการเต้นของหัวใจได้มากกว่า 1 ดวง แต่ผลที่ได้อาจไม่แม่นยำนัก เนื่องจากการตรวจพบเสียงหัวใจเต้นในบริเวณที่แตกต่างกัน ก็อาจมาจากหัวใจดวงเดียวได้ หรือเสียงหัวใจที่ได้ยินอาจเป็นเสียงหัวใจของคุณแม่เองก็ได้ การจะแยกแยะว่าเสียงหัวใจเต้นที่ได้ยินเป็นเสียงของทารกว่าเป็นเสียงหัวใจของทารกมากกว่า 1 […]

การดูแลก่อนคลอด

มีรายงานข่าวเกี่ยวกับ ผู้หญิงท้อง กินยาพาราเซตามอล ว่า การรับประทานยาพาราเซตามอลขณะตั้งครรภ์ ทำให้ทารกที่คลอดออกมาเสี่ยงเป็นออทิสติก หรือโรคสมาธิสั้น (ADHD) แต่งานวิจัยของสเปนได้รายงานว่า ที่จริงแล้ว ผู้หญิงท้อง กินยาพาราเซตามอล ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงถึงความเชื่อมโยงกับโรคทั้งสองได้โดยตรง ยังไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้ ผู้เชี่ยวชาญได้ประเมิน การใช้พาราเซตามอลในผู้หญิงตั้งครรภ์ มากกว่า 2,000 ราย แล้วจากนั้น ก็ได้ดำเนินการทดสอบพัฒนาการ และพฤติกรรมต่างๆ ในเด็กที่อายุตั้งแต่ 1-5 ปี พวกเขาคาดว่าการใช้ยาพาราเซตามอลในขณะตั้งครรภ์ มีความเกี่ยวข้องกับอาการไฮเปอร์และการกระทำตามแรงกระตุ้นโดยไม่ยับยั้งชั่งใจในช่วงวัย 5 ปี และอาการออทิสติกในเด็กผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีความสัมพันธ์ที่เห็นได้ชัดเจน ระหว่างผู้หญิงท้อง กินพาราเซตามอลกับเงื่อนไขในการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น (ADHD) หรืออาการออทิสติกในเด็กทุกคน และยังไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกับพัฒนาการหรือสติปัญญา ที่สำคัญกว่านั้น งานวิจัยยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การใช้ยาพาราเซตามอลขณะตั้งครรภ์นั้น ส่งผลให้เกิดอาการเหล่านี้ สาเหตุของโรคทั้งสองนั้น ยังคงไม่สามารถอธิบายได้ และอาจรวมไปถึงการถ่ายทอดทางพันธุกรรมหลายอย่าง ภาวะสุขภาพ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยนั้นไม่ได้พิจารณาว่า ผู้หญิงคนนั้นสูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์ และทำให้ทารกได้รับควันบุหรี่มือสองหรือไม่ การสูบบุหรี่นั้นมีความสัมพันธ์กับทั้งสองโรคนี้ แต่ในงานวิจัยชิ้นนี้ ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้รับการพิสูจน์ ฉะนั้น จึงฟังดูเหมือนการตั้งข้อสังเกตที่ผิดพลาดมากกว่า ดังนั้นมุมมองในตอนนี้ก็คือ การใช้ยาพาราเซตามอลเป็นครั้งคราวเท่าที่จำเป็น และใช้ในขนาดยาที่แนะนำขณะตั้งครรภ์นั้น เป็นเรื่องที่ปลอดภัย และหากมีความจำเป็นต้องรับประทานยาพาราเซตามอล […]

การดูแลก่อนคลอด

ท้องลูกแฝด อาจทำให้คุณแม่เกิดอาการปลาบปลื้ม หรือสับสนงุนงงได้ นอกจากนี้ก็อาจมีข้อสงสัยเกิดขึ้นมากมาย รวมทั้งคำถามที่ว่า...คุณต้องมีน้ำหนักมากขนาดไหนในช่วงอีกหลายๆ เดือนต่อจากนี้ และ Hello คุณหมอ ขอเสนอรายละเอียดที่คุณควรต้องศึกษาเอาไว้ เพื่อการดูแลตัวเองและทารกฝาแฝดที่กำลังอยู่ในครรภ์ อย่างปลอดภัย  ทำไมน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นถึงมีความสำคัญ การกินอาการที่เหมาะสมและมีน้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญของ การตั้งครรภ์ แต่จะยิ่งมีความสำคัญเป็นพิเศษเมื่อคุณตั้งครรภ์ลูกแฝด เนื่องจากมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กแรกเกิดมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ จึงเป็นข้อควรระวังของว่าที่คุณแม่ฝาแฝดมือใหม่ทุกท่าน  น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะมีความสำคัญเป็นพิเศษ ในช่วงสัปดาห์ที่ 20 ถึง 24 ของการตั้งครรภ์ ถ้าคุณแม่ที่ ท้องแฝด มีน้ำหนักขึ้นประมาณ 10 กิโลกรัมภายในสัปดาห์ที่ 24 ของการตั้งครรภ์ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดลงได้ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นแต่เนิ่นๆนั้น ก็มีความสำคัญต่อพัฒนาการของทารกแฝดด้วย เพราะนั่น จะช่วยลำเลียงสารอาหารไปให้ลูกแฝดได้ดีขึ้น คุณแม่ ท้องลูกแฝด ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นขนาดไหน การจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสูง รูปร่าง และน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ของคุณแม่ด้วย แต่อย่างไรก็ ตามผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ตั้งครรภ์ลูกแฝดควรจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10 ถึง 20 กิโลกรัม ผู้หญิงที่ ตั้งครรภ์ แฝดสาม ก็ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 22 ถึง 27 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นแฝดสี่ […]

การดูแลก่อนคลอด

ตั้งครรภ์ลูกแฝด อาจเป็นสุดยอดปรารถนาของผู้หญิงบางคน ที่จะได้เชยชมลูกน้อยพร้อม ๆ กันถึงสองคน แต่การดูแลครรภ์เมื่อได้ลูกแฝดนั้น อาจจะต่างจากการดูแลครรภ์ตามปกติเล็กน้อย และมีข้อควรระมัดระวังบางอย่าง และนี่คือเคล็ดลับดี ๆ ที่ Hello คุณหมอ ได้นำมาฝากว่าที่...คุณแม่ป้ายแดงมือใหม่ของทารกแฝดทั้งหลาย ให้ได้เริ่มศึกษาเพื่อดูแลสุขภาพกันค่ะ การดูแลสุขภาพคุณแม่ ตั้งครรภ์ลูกแฝด ตรวจเช็กสุขภาพ คุณแม่ทุกคนควรเลือดอาหารที่ตนเองต้องมั่นใจว่าอาหารแต่ละมื้อที่รับประทานเข้าไปควรเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากความต้องการสารอาหารจะเปลี่ยนไปตามเวลาที่คุณตั้งครรภ์ลูกแฝด นอกจากนี้ก็ควรจับตาดูสัญญาณเตือนของร่างกายร่วมด้วย เช่น ตะคริว หรือตกขาว  รับมือกับอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว เมื่อคุณตั้งครรภ์ลูกแฝด มดลูกก็จะขยายตัวขึ้นเป็นสองเท่า รวมถึงท้องของคุณก็จะใหญ่ขึ้นตามการเจริญเตบโตของทารกด้วย ฉะนั้นจึงควรเร่งเตรียมตัวเตรียมใจที่จะต้องเจอกับอาการปวดหลัง ปวดหน่วงท้องน้อยที่มากขึ้น ซึ่งอาการดังกล่าวของคุณอาจเริ่มรู้สึกได้ตั้งสัปดาห์ 25 ของการตั้งครรภ์ โดยการรับมือนี้อาจจำเป็นต้องทำการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาวิธีที่เหมาะสมให้คุณ และเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ทารกในครรภ์ได้มากกว่าปฏิบัติเองอย่างไรการอนุญาตจากแพทย์ หมั่นเข้านัดพบคุณหมอให้บ่อยขึ้น ด้วยการที่ตั้งครรภ์ลูกแฝดมักจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น คุณหมอจึงต้องการทำให้แน่ใจว่าคุณ และลูกน้อยมีมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง สมบูรณ์ นอกจากนี้หลังสัปดาห์ที่ 30 ของการตั้งครรภ์ คุณหมอก็อาจนัดคุณไปตรวจอัลตร้าซาวด์สัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำคร่ำอยู่ในระดับที่เหมาะสม และลูกน้อยทั้งสองคนต่างก็เจริญเติบโตเป็นอย่างดี หาแรงสนับสนุนได้ใกล้ตัว งานศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal Pediatiric พบว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกแฝดนั้น อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการซึมเศร้าหลังคลอด มากกว่าคุณแม่ที่คลอดลูกคนเดียวถึง 43 เปอร์เซ็นต์  นอกจากนี้คุณแม่หลายคนที่มีลูกแฝด อาจเคยผ่านการแท้งบุตร และการรักษาภาวะมีบุตรยากมาแล้วก็เป็นได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้พวกเธอต้องเครียดเข้าไปกันใหญ่ […]

x