สุขภาพคุณแม่

"นับตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ คุณแม่ก็อาจจะทุ่มเทเวลาและแรงใจทั้งหมดที่มี เพื่อดูแลลูกน้อยให้มีสุขภาพดี แต่ สุขภาพคุณแม่ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญและไม่ควรละเลย เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ การดูแลสุขภาพของคุณแม่ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และพร้อมสำหรับการเป็นแม่คน ได้ที่นี่ "

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพคุณแม่

อาหารคุณแม่หลังคลอด เป็นอาหารที่สำคัญต่อการฟื้นฟูร่างกายจากการบาดเจ็บขณะคลอด ช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกและสร้างเม็ดเลือด ทั้งยังช่วยในการผลิตน้ำนมสำหรับทารกแรกเกิด คุณแม่จึงควรกินอาหารที่มีสารอาหารที่หลากหลายทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต น้ำ วิตามินและเกลือแร่ เป็นประจำทุกวัน เพื่อฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ อาหารคุณแม่หลังคลอด ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง คุณแม่หลังคลอดควรกินอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลายทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต น้ำ วิตามินและเกลือแร่ โดยคุณแม่หลังคลอดต้องการพลังงานประมาณ 1,800-2,000 แคลอรี่/วัน เพื่อฟื้นฟูร่างกายที่ได้บาดเจ็บจากการคลอดลูกและสำหรับให้นมลูก โดยสารอาหารที่ควรได้รับหลังคลอด อาจมีดังนี้ คาร์โบไฮเดรตที่อุดมไปด้วยแป้งและใยอาหาร เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้ เมล็ดพืช ขนมปังโฮลเกรน ผักใบเขียว เพื่อเพิ่มพลังงานและช่วยในการขับถ่าย โปรตีน เช่น ถั่ว เนื้อสัตว์ไม่ติดมันและไม่ติดหนัง อาหารทะเล ไข่ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและฟื้นฟูร่างกายจากการคลอดลูก น้ำ คุณแม่หลังคลอดและให้นมลูกอาจเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ เนื่องจากร่างกายต้องการน้ำมากเพื่อใช้ในการผลิตน้ำนม คุณแม่จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 2.7 ลิตร/วัน แคลเซียม ควรได้รับ 1,000 มิลลิกรัม/วัน จากอาหาร เช่น นมไขมันต่ำ ชีส โยเกิร์ต เพื่อเสริมสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูกของคุณแม่หลังคลอด เนื่องจากในระหว่างตั้งครรภ์ทารกจะดึงเอาแคลเซียมจากคุณแม่จึงอาจทำให้กระดูกคุณแม่อ่อนแอลง ธาตุเหล็ก ควรได้รับ 9-10 […]

หัวข้อ สุขภาพคุณแม่ เพิ่มเติม

การดูแลตัวเองหลังคลอด

หลังจากคลอดลูก ไม่ว่าจะเป็นการคลอดแบบธรรมชาติหรือผ่าคลอด อาจมีสารคัดหลั่งไหลออกมาจากช่องคลอด หรือที่เรียกว่า น้ำคาวปลาหลังคลอด ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการกำจัดของเสีย เช่น เลือด เยื่อบุโพรงมดลูก เนื้อเยื่อรก ออกจากร่างกายของคุณแม่หลังคลอด ปริมาณน้ำคาวปลาที่ถูกขับออกมาของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ดังนั้น ช่วงหลังคลอดจึงควรหมั่นดูแลสุขภาพช่องคลอดให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ ที่อาจตามมาได้  น้ำคาวปลาหลังคลอด คืออะไร  น้ำคาวปลาหลังคลอด คือ ของเหลวที่ขับออกมาผ่านทางช่องคลอดหลังจากคลอดลูก ประกอบไปด้วยเลือด เยื่อบุโพรงมดลูก เนื้อเยื่อรก สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่หลังคลอดทุกคน ไม่ว่าจะคลอดตามธรรมชาติหรือผ่าคลอด โดยทั่วไป น้ำคาวปลาหลังคลอดจะมีลักษณะคล้ายเลือดประจำเดือน ซึ่งระยะเวลาและปริมาณของน้ำคาวปลาที่ขับออกมานั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล  น้ำคาวปลาหลังคลอดจะหมดเมื่อไร  น้ำคาวปลาหลังคลอดแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้  ระยะที่ 1 ช่วง 1-3 วันหลังคลอด เลือดจะออกมามากที่สุด โดยลักษณะเลือดจะเป็นสีแดงเข้มหรือสีแดงสด เป็นลิ่มเลือดขนาดเล็ก หากมีขนาดใหญ่ควรไปพบคุณหมอ  ระยะที่ 2 ช่วง 4-10 วันหลังคลอด เลือดที่ขับออกมาทางช่องคลอดจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยลักษณะเลือดจะเป็นสีน้ำตาลอมชมพู และเหลวมากขึ้น ไม่ค่อยเป็นก้อนเหมือนช่วงระยะแรก  ระยะที่ 3 ช่วง 11-28 วันหลังคลอด ลักษณะเลือดจะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลอมชมพูเป็นสีขาวอมเหลือง […]

สุขภาพคุณแม่

อาการตกเลือด ที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด คือ ภาวะที่มีเลือดออกทางช่องคลอด ที่อาจทำให้ร่างกายเสียเลือดมาก และส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่อาการช็อก หมดสติ หรือเสียชีวิต หากสังเกตว่ามีอาการตาพร่า วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ผิวซีด หัวใจเต้นเร็ว ปวดเกร็งท้องน้อย มีเลือดออกทางช่องคลอด ควรเข้าพบคุณหมอทันทีเพื่อสาเหตุที่แน่ชัดและทำการรักษาอย่างเหมาะสม [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] อาการตกเลือด เกิดจากอะไร สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการตกเลือดขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด อาจมีดังนี้ อาการตกเลือดขณะตั้งครรภ์ อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้ ภาวะแท้ง อาจเกิดขึ้นในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดอาการเลือดออกทางช่องคลอด บางรายอาจมีอาการปวดท้องเล็กน้อย การฝังตัวของตัวอ่อน อาจเกิดจากตัวอ่อนฝังตัวในมดลูกในช่วงหลังปฏิสนธิเพื่อเตรียมตั้งครรภ์ ทำให้มีเลือดออกหรือที่เรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก เพื่อให้ทราบผลที่แน่ชัดจึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด รกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental abruption) คือภาวะที่รกบางส่วนหรือทั้งหมดหลุดลอกออกก่อนการคลอดซึ่งอาจเกิดจากการกระทบกระเทือนบริเวณท้องอย่างรุนแรง หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง การได้รับสารพิษจากการสูบบุหรี่ หรือยาเสพติดบางชนิด ทำให้คุณแม่มีอาการตกเลือด รกเกาะต่ำ เป็นภาวะที่รกปกคลุมปิดปากมดลูกบางส่วนหรือทั้งหมด ส่งผลให้เกิดอาการตกเลือดในปริมาณมากระหว่างตั้งครรภ์ บางคนอาจหายได้เองเมื่อมดลูกขยายตัวขึ้น เนื่องจากรกมีการขยับขึ้นไปจากปากมดลูก แต่หากได้รับการตรวจอัลตราซาวด์และพบว่ามีรกเกาะต่ำจริง และเกิดอาการตกเลือดจนถึงช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 หรือ 3 ควรเข้าพบคุณหมอทันที การตั้งครรภ์นอกมดลูก […]

สุขภาพคุณแม่

ตกเลือด คือภาวะที่มีเลือดออกในปริมาณมากโดยทั่วไปมักหมายถึงอาการเลือดออกทางช่องคลอดในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์และหลังการคลอดบุตร โดยอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก รกเกาะต่ำ การแท้งบุตร หากคุณแม่สังเกตว่ามีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง มีเลือดออกทางช่องคลอด ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาทันที ก่อนส่งผลอันตรายต่อสุขภาพของตนเองและลูกน้อยในครรภ์ [embed-health-tool-”pregnancy-weight-gain”]   คำจำกัดความตกเลือด คืออะไร ตกเลือด คือภาวะที่มีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมาก และอาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ในช่วง 12 สัปดาห์แรก หรืออาจเกิดหลังจากคลอดบุตร ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียเลือดมาก ทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่การแท้งบุตร อาการช็อก หมดสติ และเสียชีวิตได้ อาการอาการตกเลือด อาการตกเลือด อาจสังเกตได้จาก เลือดออกทางช่องคลอด อาจเป็นสีชมพู น้ำตาล หรือแดง และอาจหยุดไหลยาก มีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ การมองเห็นเปลี่ยนแปลง ตาพร่ามัว หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตลดลง ปวดท้องรุนแรง คุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณแม่ที่เพิ่งคลอดหากพบว่ามีอาการเลือดไหลออกจากช่องคลอด ไม่ว่าจะในปริมาณน้อยหรือมาก ก็ควรพบคุณหมอเพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดทันที สาเหตุสาเหตุของการตกเลือด การตกเลือดสามารถเกิดขึ้นได้ในระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด ซึ่งมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ดังนี้ การตกเลือดระหว่างตั้งครรภ์ อาจมีสาเหตุมาจาก ตั้งครรภ์นอกมดลูก เกิดจากไข่ที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวนอกมดลูก พบได้มากในท่อนำไข่ ตัวอ่อนที่ฝังตัวผิดที่อาจไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ และเสี่ยงต่อการแท้งบุตร โดยสังเกตได้จากอาการเลือดออกทางช่องคลอด และปวดท้องอย่างรุนแรง รกเกาะต่ำ เป็นภาวะที่รกปกคลุมปากมดลูกบางส่วนหรือทั้งหมด ส่งผลให้มีอาการตกเลือดระหว่างตั้งครรภ์ในปริมาณมาก บางคนอาจหายได้เองเมื่อมดลูกขยายตัวขึ้น แต่หากยังคงมีอาการเลือดออกตลอดเวลาจนถึงช่วงไตรมาสที่ 2 หรือ 3 ของการตั้งครรภ์ ควรเข้าพบคุณหมอทันที รกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental abruption) เป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงระหว่างตั้งครรภ์ ที่อาจเกิดจากอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ […]

สุขภาพคุณแม่

แม่หลังคลอดห้ามกินอะไรบ้าง อาจเป็นคำถามที่คุณแม่มือใหม่หลายคนสงสัยและต้องการหลีกเลี่ยง เนื่องจากต้องการฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ อาหารอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของร่างกายหลังคลอดและสุขภาพทารกที่กินนมแม่ คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน ปลาบางชนิด อาหารวิตามินซีสูง อาหารรสจัด อาหารก่อภูมิแพ้ ร่วมกับการดูแลสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย แม่หลังคลอดห้ามกินอะไรบ้าง คุณแม่หลังคลอดอาจจำเป็นต้องควบคุมการกินอาหารบางชนิด เพื่อเสริมสุขภาพหลังคลอดและส่งผลดีต่อการให้นมลูก โดยคุณแม่หลังคลอดควรหลีกเลี่ยงอาหารต่อไปนี้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ไวน์ เบียร์ ค็อกเทล เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้การฟื้นตัวของร่างกายและมดลูกช้าลง นอกจากนี้ ยังทำให้ร่างกายขาดน้ำและขัดขวางการนอนหลับ สำหรับคุณแม่ให้นมลูกควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจาก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้าไปผสมกับน้ำนมแม่อาจเป็นอันตรายต่อสมองและพัฒนาการของทารกได้ คาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม ที่ผสมในน้ำนมแม่สามารถส่งผ่านไปยังทารก ซึ่งอาจรบกวนการนอน ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร ส่งผลต่ออารมณ์และการเจริญเติบโตของทารก ปลาบางชนิด เช่น ปลาแมคเคอเรล ปลานาก ปลาไทล์ฟิช ฉลาม ทูน่า เป็นปลาที่มีสารปรอทในระดับสูง ซึ่งปรอทอาจเป็นอันตรายต่อสมองของทารกที่กำลังพัฒนา รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงปลาดิบทุกชนิด เนื่องจากอาจเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียหรือปรสิตที่ทำให้คุณแม่หลังคลอดป่วยได้ง่ายขึ้น จึงควรเลือกรับประทานปลาที่มีสารปรอทต่ำและปรุงสุก เช่น แซลมอน ปลาดุก กุ้ง […]

สุขภาพคุณแม่

รอยแตกลาย คือ รอยแผลเป็นชนิดหนึ่งที่มักเกิดขึ้นบริเวณหน้าท้อง หน้าอก ต้นแขน สะโพก ก้น โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องของคนท้องในช่วงไตรมาสที่ 3 อันเป็นระยะใกล้คลอด เนื่องจากหน้าท้องจะโป่งนูนและขยายใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับทารกในครรภ์ที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเกิดรอยแตกลายที่ท้องอาจส่งผลให้คนท้องเป็นกังวล หรืออาจขาดความมั่นใจได้ อย่างไรก็ตาม การบำรุงรักษาผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เช่น ครีมทาท้องลาย คนท้อง อย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยให้รอยแตกลายดูจางลงได้ ทั้งนี้ คนท้องควรปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรก่อนตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ หน้าท้องลาย เกิดขึ้นได้อย่างไร ขนาดและน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้ผิวหนังขยายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เนื้อเยื่อผิวหนังชั้นกลางขยายและขาดออกจากกัน จนอาจเกิดเป็นรอยแตกลายบนผิวหนัง และแม้หน้าท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นจะลดขนาดลงหลังคลอด แต่รอยแตกลายอาจยังคงอยู่ และจางหายเองได้ค่อนข้างยาก ภาวะหน้าท้องลาย นอกจากจะเกิดกับผู้หญิงในช่วงตั้งครรภ์แล้ว ยังสามารถเกิดขึ้นกับผู้เข้าสู่วัยรุ่น ผู้ที่เพิ่มหรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว และผู้ที่กล้ามเนื้อขยายจากการยกน้ำหนักเป็นประจำได้ด้วย วิธีรักษาหน้าท้องลายสำหรับคนท้อง การลดเลือนรอยแตกลายสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การรักษาด้วยเลเซอร์ การทาครีมทาท้องลาย  แม้การรักษาอาจจะไม่ช่วยให้รอยแตกลายหายสนิท แต่ก็อาจช่วยให้รอยแตกดูจางลงได้เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งนี้ ควรเริ่มรักษาภาวะหน้าท้องลายตั้งแต่เนิ่น ๆ หรือในช่วงที่รอยแตกยังเป็นสีม่วง ชมพู หรือแดงเรื่อ เพราะอาจรักษาให้รอยจางลงได้ง่ายกว่ารอยที่อยู่มานานจนเปลี่ยนเป็นสีเงินหรือขาวแล้ว วิธีการลดเลือนรอยท้องลายที่นิยม อาจมีดังนี้ การรักษาด้วยไมโครนีดเดิ้ล (Microneedling) เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กจำนวนมากจิ้มไปที่ผิวหนังบริเวณรอยแตกลายเพื่อกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจน ซึ่งอาจช่วยรักษาผิวหนังที่แตกลายหรือเป็นแผลเป็นได้ […]

สุขภาพจิตคุณแม่

อาการหลังลูกหลุดจากการแท้งลูก นอกจากอาการทางกายอย่างเลือดออกจากช่องคลอด รู้สึกไม่สบายตัวแล้ว ยังอาจมีอาการทางจิตใจเนื่องจากความเสียใจจากการสูญเสียทารกในครรภ์ก่อนถึงวันกำหนดคลอด อาจส่งผลให้ นอนไม่หลับ ฝันร้าย เบื่ออาหาร ซึมเศร้า จนอาจนำไปสู่ความคิดอยากทำร้ายตัวเองได้ ดังนั้น คนรอบข้างจึงควรดูแลสุขภาพทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่อาจนำไปสู่การสูญเสียมากกว่าเดิม สาเหตุที่ทำให้ลูกหลุด สาเหตุที่ทำให้ลูกหลุด ซึ่งมักพบได้ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ อาจมาจากปัญหาต่าง ๆ ดังนี้ ปัญหาโครโมโซมผิดปกติ โครโมโซมหรือสารพันธุกรรมมีความสำคัญต่อการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ เช่น การพัฒนาเซลล์ของร่างกาย อวัยวะเเละโครงสร้างระบบต่างๆ สีดวงตา สีผิวของทารก แต่หากโครโมโซมมีความผิดปกติ อาจทำให้ร่างกายทารกไม่สามารถพัฒนาได้ตามปกติ จนนำไปสู่การแท้งบุตรหรือทำให้ลูกหลุด ปัญหาเกี่ยวกับรก เนื่องจากรกเป็นอวัยวะที่เชื่อมโยงระหว่างคุณแม่และทารก มีหน้าที่คอยรับเลือดและสารอาหารจากคุณแม่ส่งต่อสู่ลูก หากรกมีปัญหา เช่น รกเกาะต่ำ รกมีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กผิดปกติ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งลูกได้ ปากมดลูกอ่อนแอ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การผ่าตัดบริเวณปากมดลูก เคยมีการถ่างขยายปากมดลูกมาก่อน ความผิดปกติของคอลลาเจลที่ปากมดลูก การบาดเจ็บที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณปากมดลูกอ่อนแรง จนอาจทำให้ปากมดลูกเปิดขยายเร็วจนเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์ และส่งผลให้แท้งลูก ความผิดปกติของมดลูก เช่น มดลูกมีรูปร่างผิดปกติ เนื้องอกในมดลูก อาจพบได้ในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome) […]

ช่วงเวลาหลังคลอด

น้ำคาวปลา กี่วันหมด อาจเป็นคำถามที่คุณแม่หลังคลอดหลายคนสงสัย โดยปกติน้ำคาวปลาจะค่อย ๆ หมดไปเมื่อแผลบริเวณเยื่อบุโพรงมดลูกค่อย ๆ สมานตัว ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคุณแม่หลังคลอดด้วย น้ำคาวปลา คืออะไร กี่วันหมด น้ำคาวปลา คือ ของเหลวที่ถูกขับออกหลังคลอดประกอบด้วยเลือด เนื้อเยื่อที่หลั่งออกจากเยื่อบุโพรงมดลูกและแบคทีเรีย ในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด น้ำคาวปลาจะมีปริมาณมาก มีสีแดงสดเนื่องจากมีเลือดผสมอยู่มากและมีลิ่มเลือดเล็ก ๆ ไหลออกมาทางช่องคลอด หลังจากผ่านไปประมาณ 10 วัน แผลบริเวณเยื่อบุโพรงมดลูกจะค่อย ๆ ลดขนาดลง น้ำคาวปลาและเลือดก็จะค่อย ๆ ลดปริมาณลงและอาจเปลี่ยนเป็นสีชมพู สีน้ำตาล สีครีมหรือสีเหลือง โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ น้ำคาวปลาก็จะหมดไป วิธีดูแลตัวเองขณะมีน้ำคาวปลา หลังจากคลอดบุตรควรใช้ผ้าอนามัยแผ่นใหญ่ชนิดหนา หรือผ้าอนามัยแบบกางเกงเพื่อรองรับเลือดและน้ำคาวปลาที่ไหลออกมามากในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด เมื่อเวลาผ่านไปและปริมาณน้ำคาวปลาเริ่มลดลง คุณแม่สามารถเปลี่ยนมาใช้ผ้าอนามัยแผ่นเล็กลงได้ แต่ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ เพราะอาจเสี่ยงติดเชื้อในช่องคลอดและอาจทำให้มดลูกกลับมาเป็นปกติช้าลง นอกจากนี้ คุณแม่ควรปัสสาวะให้บ่อยขึ้นแม้ว่าจะไม่รู้สึกปวดปัสสาวะก็ตาม โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด คุณแม่อาจรู้สึกปวดปัสสาวะน้อยลงถึงแม้ว่ากระเพาะปัสสาวะจะเต็ม และหากปล่อยให้กระเพาะเต็มบ่อย ๆ อาจทำให้มดลูกหดตัวได้ยากขึ้น […]

สุขภาพคุณแม่

วิธีแก้อาการแพ้ท้อง อาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียน ซึ่งเป็นอาการแพ้ท้องที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ที่มักเกิดจากการกระตุ้นด้วยกลิ่น รสชาติ สภาพอากาศ หรืออาจเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุ การรักษาอาการแพ้ท้องและการดูแลตัวเองจึงอาจช่วยบรรเทาอาการได้ อาการแพ้ท้อง อาการแพ้ท้องเป็นอาการที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ มักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก แต่บางคนอาจมีอาการแพ้ท้องได้ตลอดการตั้งครรภ์ ซึ่งอาการที่อาจพบบ่อย คือ คลื่นไส้และอาเจียน มักเกิดจากการได้กลิ่นและการรับรสชาติบางอย่าง เช่น อาหาร น้ำหอม ความร้อน หรืออาจเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น อาการแพ้ท้องจะค่อย ๆ ดีขึ้นประมาณช่วงกลางถึงปลายไตรมาสที่สอง แม้อาการแพ้ท้องอาจจะไม่รุนแรง แต่อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์เกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง หรือส่งผลให้น้ำหนักตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ลดลง สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum หรือ HG) อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและรักษาด้วยการให้ของเหลวทางหลอดเลือดดำ วิธีแก้อาการแพ้ท้อง วิธีแก้อาการแก้ท้องอาจสามารถทำได้ด้วยการรักษาและการดูแลตัวเอง ดังนี้ วิธีการแก้อาการแพ้ท้องโดยคุณหมอ อาจยังไม่มีการรักษาอาการแพ้ท้องที่ได้ผลและหายอย่างรวดเร็ว แต่คุณหมออาจแนะนำวิธีช่วยให้แพ้ท้องน้อยลงได้ ดังนี้ การรับประทานยาและอาหารเสริม ไพริดอกซิน (Pyridoxine) วิตามินบี 6 ประมาณ 50 มิลลิกรัม/วัน ยาด็อกซิลามีน (Doxylamine) อาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน หากมีอาการรุนแรงจนร่างกายขาดน้ำและแร่ธาตุ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม คุณหมออาจให้น้ำเกลือและยาแก้แพ้ท้องโดยเฉพาะ การฝังเข็ม เป็นการฝังเข็มเข้าไปในผิวหนัง อาจช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทั้งนี้ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ที่แน่ชัดว่าช่วยรักษาอาการแพ้ท้องได้ผลหรือไม่ อาหารเสริมสมุนไพร […]

การดูแลตัวเองหลังคลอด

แผลคลอดธรรมชาติกี่วันหาย อาจเป็นคำถามที่พบได้บ่อยของคุณแม่ใกล้คลอดหรือเพิ่งคลอดใหม่ ๆ โดยปกติแล้ว แผลคลอดธรรมชาติอาจใช้เวลาในการฟื้นตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ และแผลจะเริ่มหายสนิทเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6-8 สัปดาห์ แต่ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับการดูแลแผลของแต่ละคนด้วยเช่นกัน หากดูแลแผลไม่ดีอาจทำให้แผลฉีกขาด มีเลือดออกมากและแผลหายช้าได้ แผลคลอดธรรมชาติกี่วันหาย การคลอดแบบธรรมชาติอาจทำให้เกิดบาดแผลบริเวณระหว่างช่องคลอดและทวารหนัก เนื่องจากเมื่อตัวทารกเคลื่อนออกมา ผิวหนังบริเวณช่องคลอดจะขยายออกและฉีกขาด ซึ่งอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างคลอด และหลังจากการคลอดอาการปวดอาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากคุณหมออาจจำเป็นต้องกรีดบริเวณระหว่างช่องคลอดและทวารหนักเพื่อขยายช่องให้ทารกสามารถออกมาได้ง่ายขึ้น สำหรับแผลคลอดธรรมชาติกี่วันหายนั้น โดยปกติหลังจากคุณหมอเย็บแผลหลังคลอด คุณแม่อาจต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณหมอ และหลังจากกลับบ้านอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และแผลคลอดธรรมชาติอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ ถึงจะหายสนิท การดูแลแผลคลอดธรรมชาติ หลังจากการคลอดธรรมชาติคุณแม่หลายคนอาจมีอาการเจ็บปวดแผล โดยวิธีเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาอาการได้ การอยู่ไฟ เป็นวิธีที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย ขับน้ำคาวปลา บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น และป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น อาการชาที่มือและเท้า อาการหนาวสะท้าน ผิวบวมช้ำ โดยใช้เวลาประมาณ 7-15 วัน วันละประมาณ 6-7 ชั่วโมง ไม่ควรออกไปข้างนอก เพราะอาจทำให้ร่างกายปรับสมดุลไม่ทันส่งผลให้เจ็บป่วยได้ ซึ่งการอยู่ไฟอาจช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ ดังนี้ การนวดประคบ คือ การนำสมุนไพรต่าง ๆ เช่น ขมิ้น […]

สุขภาพคุณแม่

การตัดมดลูกและรังไข่ 2 ข้างออกเป็นการรักษาที่ต้องได้รับการพิจารณาจากคุณหมอ ซึ่งเป็นการรักษาทางเลือกเมื่อปัญหาสุขภาพของผู้ป่วยมีความรุนแรงและไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซีสต์หรือเนื้องอก มะเร็งรังไข่ สาเหตุที่ต้องตัดมดลูกและรังไข่ 2 ข้าง การตัดมดลูกและรังไข่ 2 ข้าง อาจทำได้ในกรณีที่ผู้หญิงมีปัญหาสุขภาพร้ายแรง ที่ผ่านการพิจารณาจากคุณหมอแล้วว่าจำเป็นต้องตัดมดลูกและรังไข่ออกเพื่อทำการรักษาโรค มีหลายสาเหตุดังนี้ การตั้งครรภ์นอกมดลูก มีการตั้งครรภ์อยู่บริเวณอื่นนอกโพรงมดลูก ส่วนใหญ่พบในบริเวณท่อนำไข่ และบริเวณอื่น เช่น ปากมดลูก รังไข่ หรือในช่องท้อง เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญนอกเหนือจากภายในโพรงมดลูก ซึ่งอาจทำให้มีอาการปวดท้องประจำเดือนที่รุนแรงมากขึ้น ซีสต์หรือเนื้องอกที่ไม่เป็นมะเร็ง เป็นก้อนเนื้อ ก้อนซีสต์หรือถุงน้ำรังไข่ที่เจริญเติบโตขึ้นแต่ไม่กลายเป็นมะเร็ง อาจทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรงเมื่อมีประจำเดือน การมีฝีหรือถุงหนองร้ายแรงเกิดขึ้นที่ท่อนำไข่  อาจเกิดจากปีกมดลูกอักเสบ การติดเชื้อที่อุ้งเชิงกราน ซึ่งส่งผลให้เกิดถุงหนองที่ท่อนำไข่หรือท่อรังไข่ การกลายพันธุ์ของยีน BRCA เป็นยีนหรือพันธุกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งการกลายพันธุ์จะทำให้ดีเอ็นเอของมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ การลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ ฮอร์โมนที่ผลิตจากรังไข่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม ดังนั้น การตัดรังไข่ออกอาจลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ในผู้หญิงที่มียีน BRCA1 หรือ BRCA2 ผิดปกติ ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease […]


คุณกำลังกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ใช่หรือไม่?

หยุดกังวลได้แล้ว มาเข้าชุมชนสนทนาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และว่าที่คุณแม่คนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!