สุขภาพคุณแม่

"นับตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ คุณแม่ก็อาจจะทุ่มเทเวลาและแรงใจทั้งหมดที่มี เพื่อดูแลลูกน้อยให้มีสุขภาพดี แต่ สุขภาพคุณแม่ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญและไม่ควรละเลย เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ การดูแลสุขภาพของคุณแม่ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และพร้อมสำหรับการเป็นแม่คน ได้ที่นี่ "

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพคุณแม่

ไวท์ดอท หรือจุดขาวที่หัวนม เกิดจากอะไร รักษาได้หรือไม่

ไวท์ดอท (White dot) คือ ตุ่มขาวเล็ก ๆ คล้ายหัวสิวที่เกิดขึ้นบริเวณหัวนม ปกติแล้วจะพบในผู้หญิงให้นมลูก แต่ก็สามารถพบในช่วงเวลาอื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่น ช่วงเป็นประจำเดือน ช่วงวัยหมดประจำเดือน ช่วงที่รับประทานยาคุมกำเนิด โดยทั่วไป ไวท์ดอทเกิดจากตะกอนน้ำนมและคราบไขมันอุดตันบริเวณท่อน้ำนม จนอาจส่งผลให้น้ำนมไหลได้น้อยลง และรู้สึกคัดตึงเต้านม การรักษาอาจทำได้ด้วยการประคบร้อนที่เต้านมและหัวนมแล้วนวดคลึงเพื่อดันสิ่งที่อุดตันอยู่ออก การใช้เข็มสะกิดไวท์ดอทให้หลุดออก เป็นต้น ทั้งนี้ หากดูแลเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น มีอาการปวดเต้านมรุนแรง หรือมีอาการไม่สบายอื่น ๆ ร่วมด้วยอเช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดตัว ควรไปพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม [embed-health-tool-vaccination-tool] ไวท์ดอท คือ อะไร ไวท์ดอท คือ จุดขาวเล็ก ๆ ลักษณะคล้ายสิวที่พบบริเวณหัวนม บางครั้งอาจมีลักษณะเป็นตุ่มพอง (Milk blister หรือ Bleb) เกิดจากเนื่อเยื่อ ตะกอนน้ำนม หรือคราบไขมันสะสมอยู่ในท่อน้ำนม ส่งผลให้ท่อน้ำนมอุดตัน (Plugged duct) จนมีน้ำนมคั่งค้างอยู่ในเต้านมและไม่ไหลออกมาตามปกติ มีก้อนแข็งเป็นไตที่เต้านม ผู้หญิงบางคนที่มีไวท์ดอทอาจไม่รู้สึกเจ็บเต้านม เพียงแต่จะสังเกตเห็นไวท์ดอทที่ขึ้นบริเวณรอบ ๆ […]

หัวข้อ สุขภาพคุณแม่ เพิ่มเติม

สุขภาพคุณแม่

ครีมทาหน้าสําหรับคนท้อง และครีมที่ควรหลีกเลี่ยง

คนท้องจะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จนอาจส่งผลต่อสุขภาพผิว เช่น เป็นสิว ฝ้า กระ ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย การใช้ ครีมทาหน้าสำหรับคนท้อง จึงอาจช่วยบำรุงและฟื้นฟูให้สุขภาพผิวแข็งแรง และลดปัญหาผิวที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องเลือกครีมทาหน้าสำหรับคนท้องอย่างระมัดระวัง เนื่องจากส่วนผสมบางชนิดในครีมทาหน้า หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ครีมทาหน้าสําหรับคนท้อง ควรเลือกอย่างไร ครีมทาหน้าสำหรับคนท้อง เพื่อช่วยแก้ปัญหาผิวดังต่อไปนี้ อาจไม่ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ปัญหาผิวแห้ง อาจเลือกครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าว โกโก้บัตเตอร์ (Cocoa Butter) เปปไทด์ (Peptide) และกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว จึงอาจช่วยลดปัญหาผิวแห้งได้ ปัญหาสิวและรอยดำ อาจเลือกครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของกรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) หรือกรดอะซีลาอิก (Azelaic Acid) ซึ่งอาจช่วยรักษาสิว ลดรอยดำ ปรับผิวให้กระจ่างใสและช่วยลดเลือนริ้วรอย แต่ควรใช้ในปริมาณน้อยเพื่อความปลอดภัย ปัญหาริ้วรอย อาจเลือกครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค วิตามินบี 3 และชาเขียว เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มความสดใสให้กับผิว […]

การดูแลตัวเองหลังคลอด

อาหารคุณแม่หลังคลอด ควรกินอะไรดี

อาหารคุณแม่หลังคลอด เป็นอาหารที่สำคัญต่อการฟื้นฟูร่างกายจากการบาดเจ็บขณะคลอด ช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกและสร้างเม็ดเลือด ทั้งยังช่วยในการผลิตน้ำนมสำหรับทารกแรกเกิด คุณแม่จึงควรกินอาหารที่มีสารอาหารที่หลากหลายทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต น้ำ วิตามินและเกลือแร่ เป็นประจำทุกวัน เพื่อฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ อาหารคุณแม่หลังคลอด ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง คุณแม่หลังคลอดควรกินอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลายทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต น้ำ วิตามินและเกลือแร่ โดยคุณแม่หลังคลอดต้องการพลังงานประมาณ 1,800-2,000 แคลอรี่/วัน เพื่อฟื้นฟูร่างกายที่ได้บาดเจ็บจากการคลอดลูกและสำหรับให้นมลูก โดยสารอาหารที่ควรได้รับหลังคลอด อาจมีดังนี้ คาร์โบไฮเดรตที่อุดมไปด้วยแป้งและใยอาหาร เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้ เมล็ดพืช ขนมปังโฮลเกรน ผักใบเขียว เพื่อเพิ่มพลังงานและช่วยในการขับถ่าย โปรตีน เช่น ถั่ว เนื้อสัตว์ไม่ติดมันและไม่ติดหนัง อาหารทะเล ไข่ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและฟื้นฟูร่างกายจากการคลอดลูก น้ำ คุณแม่หลังคลอดและให้นมลูกอาจเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ เนื่องจากร่างกายต้องการน้ำมากเพื่อใช้ในการผลิตน้ำนม คุณแม่จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 2.7 ลิตร/วัน แคลเซียม ควรได้รับ 1,000 มิลลิกรัม/วัน จากอาหาร เช่น นมไขมันต่ำ ชีส โยเกิร์ต เพื่อเสริมสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูกของคุณแม่หลังคลอด เนื่องจากในระหว่างตั้งครรภ์ทารกจะดึงเอาแคลเซียมจากคุณแม่จึงอาจทำให้กระดูกคุณแม่อ่อนแอลง ธาตุเหล็ก ควรได้รับ 9-10 […]

การดูแลตัวเองหลังคลอด

ท้องลายหลังคลอด เกิดจากอะไร และควรดูแลอย่างไร

ท้องลายหลังคลอด อาจเกิดจากการที่ผิวหนังบริเวณหน้าท้องขยายตัวอย่างรวดเร็วขณะตั้งครรภ์ จนส่งผลให้โครงสร้างของผิวหนังเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันจนเกิดเป็นรอยแตกลาย เมื่อคลอดแล้ว รอยแตกลายนั้นก็ยังคงอยู่ ถึงแม้ว่าท้องลายหลังคลอดจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแต่ก็อาจสร้างความกังวลใจให้กับคุณแม่ ดังนั้น จึงควรดูแลสุขภาพผิวหลังคลอดเพื่อให้ริ้วรอยต่าง ๆ ลดลง ท้องลายหลังคลอด เกิดจากอะไร ท้องลายหลังคลอด อาจเกิดจากการยืดและขยายของกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องอย่างรวดเร็วขณะตั้งครรภ์ ส่งผลให้โครงสร้างของคอลลาเจนและอีลาสติน (Elastin) ที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นและการสมานตัวของผิวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพผิวอ่อนแอ ขาดความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น เมื่อผิวหนังบริเวณหน้าท้องขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลให้เกิดรอยแตกลายได้ง่ายและอาจขยายเป็นวงกว้างได้มากกว่าผู้ที่มีสุขภาพผิวแข็งแรง นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) รวมทั้งระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความเครียดขณะตั้งครรภ์ อาจส่งผลให้เส้นใยและความยืดหยุ่นของผิวอ่อนแอลง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยแตกลายขณะตั้งครรภ์ การดูแลท้องลายหลังคลอด สำหรับคุณแม่หลังคลอดบางคนอาจมีอาการท้องลายหลังคลอดเกิดขึ้นได้ การดูแลผิวด้วยวิธีต่อไปนี้อาจช่วยทำให้ท้องลายหลังคลอดดีขึ้นได้ ดังนี้ ดื่มน้ำประมาณวันละ 2 ลิตร เป็นประจำทุกวัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือยาเรตินอยด์ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี ไฮดรอกซีโพรลิซิเลน-ซี (Hydroxyprolisilane-C) น้ำมันโรสฮิป (Rosehip Oil) ใบบัวบกและไตรเทอร์พีน (Triterpenes) เตรติโนอิน (Tretinoin) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดรอยแตกลาย ป้องกันการลุกลามของรอยแตกลาย และอาจช่วยป้องกันการเกิดรอยใหม่ เลือกใช้ครีมกันแดดที่มี SPF30 ขึ้นไป เพื่อป้องกันผิวจากการถูกทำร้ายของรังสียูวีในแสงแดด ที่อาจทำให้เม็ดสีมีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงขึ้น […]

การดูแลตัวเองหลังคลอด

แผลผ่าคลอดปริ เกิดจากอะไร คุณแม่ควรดูแลแผลอย่างไร

คุณแม่ที่เพิ่งผ่านการผ่าคลอด อาจประสบปัญหาแผลผ่าคลอดปริ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ เนื้อตาย การดูแลรักษาแผลได้ไม่ดี แผลถูกกระทบกระเทือนหรืออาจเกิดจากภาวะสุขภาพที่ส่งผลต่อการสมานตัวของแผล เมื่อ แผลผ่าคลอดปริ อาจทำให้มีอาการเจ็บปวด เลือดออกมาก มีไข้สูง มีหนอง หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบเข้าพบคุณหมอเพื่อทำการรักษาทันที สาเหตุของแผลผ่าคลอดปริ แผลผ่าคลอดปริ อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้ การดูแลรักษาแผลได้ไม่ดี การดูแลรักษาแผลอาจช่วยให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น แต่สำหรับบางคนอาจดูแลรักษาแผลได้ไม่ดีพอหรืออาจมีภาวะสุขภาพบางประการ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของบาดแผล ทำให้แผลหายช้าลงจนเกิดแผลปริ แผลถูกกระทบกระเทือน หลังการผ่าคลอดคุณแม่ควรพักฟื้นและพักผ่อนให้เพียงพอและดูแลตนเอง เพื่อให้แผลสมานตัวดีและไม่เกิดปัญหาแผลปริ หลีกเลี่ยงการเกิดแรงกดทับหรือแรงดันที่ท้องมากเกินไป เช่น การอุ้มเด็กที่มีน้ำหนักมาก การยกของหนัก การลุกขึ้นจากท่านั่งยอง ๆ การเริ่มออกกำลังกายเร็วเกินไป ซึ่งอาจส่งผลทำให้แผลเปิดหรือฉีกขาดได้ การติดเชื้อ แผลติดเชื้อจะทำให้การสมานตัวของแผลช้าลงหรืออาจทำให้เนื้อเยื่อตายจนแผลไม่สามารถสมานตัวต่อได้ ในบางกรณีรูปแบบการผ่าตัดคลอดอาจเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดแผลปริได้เช่นกัน โดยการผ่าคลอดอาจแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ผ่าตัดแนวตั้ง คือ แนวแผลจากใต้สะดือไปจนถึงไรขนอวัยวะเพศ ผ่าตัดแนวนอน คือ แนวแผลตามขวางบริเวณเหนือไรขนอวัยวะเพศ ซึ่งการผ่าตัดคลอดแบบแนวนอนอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผลปริน้อยกว่า การดูแลรักษาง่ายกว่า ซึ่งอาจทำให้แผลสมานตัวได้เร็ว อาการเมื่อแผลผ่าคลอดปริ ควรพบคุณหมอทันทีหากมีสัญญาณของแผลปริ ดังนี้ มีไข้สูง มีเลือดออกบริเวณแผลและช่องคลอด อาการปวดรุนแรง รอบแผลแดง หรือมีอาการบวมรอบแผล ลิ่มเลือดในช่องคลอด ตกขาวมีกลิ่นเหม็น บริเวณแผลมีกลิ่นเหม็น มีหนอง เจ็บปวดเมื่อปัสสาวะ การดูแลแผลผ่าคลอดปริ แผลผ่าคลอดปริอาจต้องมีการดูแลเป็นพิเศษเพื่อทำให้แผลหายสนิทและป้องกันแผลปริซ้ำ ดังนี้ การบรรเทาอาการปวด […]

การดูแลตัวเองหลังคลอด

แผลผ่าคลอดอักเสบข้างใน สาเหตุและการดูแล

สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งผ่านการผ่าคลอด อาจต้องเผชิญกับปัญหา แผลผ่าคลอดอักเสบข้างใน ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อ แผลได้รับการกระทบกระเทือน พฤติกรรมเสี่ยงและปัญหาสุขภาพที่อาจก่อให้เกิดการอักเสบของแผลบริเวณด้านในมดลูก ซึ่งอาจส่งผลทำให้มีอาการปวดท้อง มีเลือดออกจากช่องคลอด มีไข้ ความดันโลหิตต่ำและวิงเวียนศีรษะ หากคุณแม่มีอาการผิดปกติ และคาดว่าแผลผ่าคลอดอักเสบ ควรรีบดูแลตนเองเบื้องต้นและเข้าพบคุณหมอเพื่อทำการรักษาทันที สาเหตุของแผลผ่าคลอดอักเสบข้างใน แผลผ่าคลอดอักเสบข้างใน อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและอาจคล้ายกับการเกิดแผลอักเสบภายนอก ดังนี้ อาจเกิดการติดเชื้อที่แผลจากภายใน การติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณบาดแผลผ่าคลอดอาจทำให้เกิดการอักเสบภายในได้ โดยแบคทีเรียที่อาจพบได้บ่อย คือ สแตฟิโลคอกคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) เชื้อเอนเทอโรคอคคัส (Enterococcus) เชื้ออีโคไล (Escherichia Coli หรือ E. Coli) โดยแผลผ่าคลอดภายในสามารถติดเชื้อได้จากการสัมผัสกับเชื้อโดยตรง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ เชื้อจากกระเพาะปัสสาวะและทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ ยังอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อภายในได้ ดังนี้ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะถุงน้ำคร่ำอักเสบ (Chorioamnionitis) เนื่องจากการติดเชื้อของน้ำคร่ำและรกในระหว่างคลอด การใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานาน เคยผ่านการผ่าตัดคลอดมาก่อน การสูญเสียเลือดมากเกินไประหว่างคลอดหรือการผ่าตัด แผลอาจได้รับการกระทบกระเทือน แผลผ่าคลอดอาจได้รับการกระทบกระเทือนจากการกดทับและเกิดแรงดันในมดลูก นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการใส่เสื้อผ้าคับแน่น การยกของหนัก การออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งอาจส่งผลทำให้แผลผ่าคลอดอักเสบข้างใน และเกิดการฉีกขาดได้ อาจเกิดจากพฤติกรรมและภาวะสุขภาพที่ทำให้รักษาแผลได้ไม่ดี บางคนอาจมีปัญหาสุขภาพบางประการ […]

สุขภาพคุณแม่

ผ้ารัดหน้าท้องหลังคลอด ประโยชน์และวิธีใช้งาน

ผ้ารัดหน้าท้องหลังคลอด คือ แผ่นผ้ายืดหรือเข็มขัดรัดหน้าท้อง ขนาดประมาณ 8-10 นิ้ว ใช้สำหรับพันรอบหน้าท้อง ตรงกับตำแหน่งสะโพก เพื่อช่วยรัดหน้าท้องคุณแม่ที่เพิ่งคลอดให้เข้ารูปหลังจากหน้าท้องขยายใหญ่ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์เป็นเวลาหลายเดือน เมื่อคลอดแล้วขนาดหน้าท้องค่อย ๆ กลับมามีขนาดใกล้เคียงกับก่อนตั้งครรภ์ภายใน 6-8 สัปดาห์ บางรายอาจประสบกับปัญหากล้ามเนื้อหน้าท้องแยกออกจากกันจึงอาจใช้เวลานานกว่าที่หน้าท้องจะยุบตัวกลับมาเป็นขนาดปกติ ผ้ารัดหน้าท้องอาจช่วยให้หน้าท้องกระชับ และช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดให้กลับไปเป็นปกติได้เร็วขึ้น ผ้ารัดหน้าท้องหลังคลอดสามารถใช้ได้ทั้งกับคุณแม่ผ่าคลอดที่ต้องการให้แผลผ่าตัดสมานและติดกัน และคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติและต้องการให้มดลูกกลับสู่สภาพเดิม หรือที่เรียกว่า มดลูกเข้าอู่ ได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ ควรปรับขนาดผ้ารัดหน้าท้องหลังคลอดให้เข้ากับสรีระของคุณแม่หลังคลอดมากที่สุด เพื่อความสบายในการสวมใส่ ประเภทของ ผ้ารัดหน้าท้องหลังคลอด ผ้ารัดหน้าท้องหลังคลอด แบ่งประเภทได้ดังนี้ ผ้ารัดหน้าท้องหลังคลอดชนิดผ้ายืด เป็นผ้ารัดทำมาจากผ้ายืดที่มีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น เมื่อสวมใส่แล้วสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวก ไม่อึดอัดหรือรัดแน่นจนเกินไป ทั้งนี้ ควรใช้ผ้าที่มีความยาวเพียงพอที่จะพันรอบบริเวณสะโพกและหน้าท้องได้ อาจใช้ผ้ายืดทั่วไปแล้วเหน็บเข้าตัวเพื่อเก็บปลายหรือใช้แบบมีตะขอหรือตีนตุ๊กตา เข็มขัดรัดหน้าท้องหลังคลอด เข็มขัดช่วยในการพยุงสะโพกและหลัง ช่วยปรับท่าทางการเคลื่อนไหวและลดอาการปวดหลัง และอาจช่วยรองรับบริเวณอุ้งเชิงกรานไม่ให้รับน้ำหนักมากเกินไป มีทั้งแบบตะขอ และแบบตีนตุ๊กแก ชุดรัดหน้าท้อง (Shape Wear) เป็นชุดที่ช่วยให้สัดส่วนของหญิงที่ตั้งครรภ์และคุณแม่หลังคลอดเข้าที่เร็วขึ้น ทำจากผ้ายืด เพื่อสวมใส่ทั้งตัวหรือใส่เป็นกางเกงชั้นในเอวสูงที่ขึ้นมาถึงหน้าท้อง ข้อเสีย คือ อาจ รัดแน่นเกินไป และอาจไม่สะดวกหากคุณแม่หลังคลอดกลับมีเป็นประจำเดือนตามปกติแล้ว ทั้งนี้ ควรเลือกให้เหมาะสมกับสรีระมากที่สุด เพื่อไม่ให้รัดแน่นจนทำให้รู้สึกไม่สบายตัว ประโยชน์ของผ้ารัดหน้าท้องหลังคลอด ประโยชน์ของการใช้ผ้ารัดหน้าท้องหลังคลอด อาจมีดังนี้ […]

การดูแลตัวเองหลังคลอด

น้ำคาวปลาหลังคลอด คืออะไร แล้วกี่วันถึงจะหมด

หลังจากคลอดลูก ไม่ว่าจะเป็นการคลอดแบบธรรมชาติหรือผ่าคลอด อาจมีสารคัดหลั่งไหลออกมาจากช่องคลอด หรือที่เรียกว่า น้ำคาวปลาหลังคลอด ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการกำจัดของเสีย เช่น เลือด เยื่อบุโพรงมดลูก เนื้อเยื่อรก ออกจากร่างกายของคุณแม่หลังคลอด ปริมาณน้ำคาวปลาที่ถูกขับออกมาของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ดังนั้น ช่วงหลังคลอดจึงควรหมั่นดูแลสุขภาพช่องคลอดให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ ที่อาจตามมาได้  น้ำคาวปลาหลังคลอด คืออะไร  น้ำคาวปลาหลังคลอด คือ ของเหลวที่ขับออกมาผ่านทางช่องคลอดหลังจากคลอดลูก ประกอบไปด้วยเลือด เยื่อบุโพรงมดลูก เนื้อเยื่อรก สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่หลังคลอดทุกคน ไม่ว่าจะคลอดตามธรรมชาติหรือผ่าคลอด โดยทั่วไป น้ำคาวปลาหลังคลอดจะมีลักษณะคล้ายเลือดประจำเดือน ซึ่งระยะเวลาและปริมาณของน้ำคาวปลาที่ขับออกมานั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล  น้ำคาวปลาหลังคลอดจะหมดเมื่อไร  น้ำคาวปลาหลังคลอดแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้  ระยะที่ 1 ช่วง 1-3 วันหลังคลอด เลือดจะออกมามากที่สุด โดยลักษณะเลือดจะเป็นสีแดงเข้มหรือสีแดงสด เป็นลิ่มเลือดขนาดเล็ก หากมีขนาดใหญ่ควรไปพบคุณหมอ  ระยะที่ 2 ช่วง 4-10 วันหลังคลอด เลือดที่ขับออกมาทางช่องคลอดจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยลักษณะเลือดจะเป็นสีน้ำตาลอมชมพู และเหลวมากขึ้น ไม่ค่อยเป็นก้อนเหมือนช่วงระยะแรก  ระยะที่ 3 ช่วง 11-28 วันหลังคลอด ลักษณะเลือดจะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลอมชมพูเป็นสีขาวอมเหลือง […]

สุขภาพคุณแม่

อาการตกเลือด ขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด เกิดจากอะไร

อาการตกเลือด ที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด คือ ภาวะที่มีเลือดออกทางช่องคลอด ที่อาจทำให้ร่างกายเสียเลือดมาก และส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่อาการช็อก หมดสติ หรือเสียชีวิต หากสังเกตว่ามีอาการตาพร่า วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ผิวซีด หัวใจเต้นเร็ว ปวดเกร็งท้องน้อย มีเลือดออกทางช่องคลอด ควรเข้าพบคุณหมอทันทีเพื่อสาเหตุที่แน่ชัดและทำการรักษาอย่างเหมาะสม [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] อาการตกเลือด เกิดจากอะไร สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการตกเลือดขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด อาจมีดังนี้ อาการตกเลือดขณะตั้งครรภ์ อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้ ภาวะแท้ง อาจเกิดขึ้นในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดอาการเลือดออกทางช่องคลอด บางรายอาจมีอาการปวดท้องเล็กน้อย การฝังตัวของตัวอ่อน อาจเกิดจากตัวอ่อนฝังตัวในมดลูกในช่วงหลังปฏิสนธิเพื่อเตรียมตั้งครรภ์ ทำให้มีเลือดออกหรือที่เรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก เพื่อให้ทราบผลที่แน่ชัดจึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด รกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental abruption) คือภาวะที่รกบางส่วนหรือทั้งหมดหลุดลอกออกก่อนการคลอดซึ่งอาจเกิดจากการกระทบกระเทือนบริเวณท้องอย่างรุนแรง หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง การได้รับสารพิษจากการสูบบุหรี่ หรือยาเสพติดบางชนิด ทำให้คุณแม่มีอาการตกเลือด รกเกาะต่ำ เป็นภาวะที่รกปกคลุมปิดปากมดลูกบางส่วนหรือทั้งหมด ส่งผลให้เกิดอาการตกเลือดในปริมาณมากระหว่างตั้งครรภ์ บางคนอาจหายได้เองเมื่อมดลูกขยายตัวขึ้น เนื่องจากรกมีการขยับขึ้นไปจากปากมดลูก แต่หากได้รับการตรวจอัลตราซาวด์และพบว่ามีรกเกาะต่ำจริง และเกิดอาการตกเลือดจนถึงช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 หรือ 3 ควรเข้าพบคุณหมอทันที การตั้งครรภ์นอกมดลูก […]

สุขภาพคุณแม่

ตกเลือด สาเหตุ อาการ การรักษา

ตกเลือด คือภาวะที่มีเลือดออกในปริมาณมากโดยทั่วไปมักหมายถึงอาการเลือดออกทางช่องคลอดในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์และหลังการคลอดบุตร โดยอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก รกเกาะต่ำ การแท้งบุตร หากคุณแม่สังเกตว่ามีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง มีเลือดออกทางช่องคลอด ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาทันที ก่อนส่งผลอันตรายต่อสุขภาพของตนเองและลูกน้อยในครรภ์ [embed-health-tool-”pregnancy-weight-gain”]   คำจำกัดความตกเลือด คืออะไร ตกเลือด คือภาวะที่มีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมาก และอาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ในช่วง 12 สัปดาห์แรก หรืออาจเกิดหลังจากคลอดบุตร ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียเลือดมาก ทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่การแท้งบุตร อาการช็อก หมดสติ และเสียชีวิตได้ อาการอาการตกเลือด อาการตกเลือด อาจสังเกตได้จาก เลือดออกทางช่องคลอด อาจเป็นสีชมพู น้ำตาล หรือแดง และอาจหยุดไหลยาก มีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ การมองเห็นเปลี่ยนแปลง ตาพร่ามัว หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตลดลง ปวดท้องรุนแรง คุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณแม่ที่เพิ่งคลอดหากพบว่ามีอาการเลือดไหลออกจากช่องคลอด ไม่ว่าจะในปริมาณน้อยหรือมาก ก็ควรพบคุณหมอเพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดทันที สาเหตุสาเหตุของการตกเลือด การตกเลือดสามารถเกิดขึ้นได้ในระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด ซึ่งมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ดังนี้ การตกเลือดระหว่างตั้งครรภ์ อาจมีสาเหตุมาจาก ตั้งครรภ์นอกมดลูก เกิดจากไข่ที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวนอกมดลูก พบได้มากในท่อนำไข่ ตัวอ่อนที่ฝังตัวผิดที่อาจไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ และเสี่ยงต่อการแท้งบุตร โดยสังเกตได้จากอาการเลือดออกทางช่องคลอด และปวดท้องอย่างรุนแรง รกเกาะต่ำ เป็นภาวะที่รกปกคลุมปากมดลูกบางส่วนหรือทั้งหมด ส่งผลให้มีอาการตกเลือดระหว่างตั้งครรภ์ในปริมาณมาก บางคนอาจหายได้เองเมื่อมดลูกขยายตัวขึ้น แต่หากยังคงมีอาการเลือดออกตลอดเวลาจนถึงช่วงไตรมาสที่ 2 หรือ 3 ของการตั้งครรภ์ ควรเข้าพบคุณหมอทันที รกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental abruption) เป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงระหว่างตั้งครรภ์ ที่อาจเกิดจากอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ […]

สุขภาพคุณแม่

แม่หลังคลอดห้ามกินอะไรบ้าง

แม่หลังคลอดห้ามกินอะไรบ้าง อาจเป็นคำถามที่คุณแม่มือใหม่หลายคนสงสัยและต้องการหลีกเลี่ยง เนื่องจากต้องการฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ อาหารอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของร่างกายหลังคลอดและสุขภาพทารกที่กินนมแม่ คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน ปลาบางชนิด อาหารวิตามินซีสูง อาหารรสจัด อาหารก่อภูมิแพ้ ร่วมกับการดูแลสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย แม่หลังคลอดห้ามกินอะไรบ้าง คุณแม่หลังคลอดอาจจำเป็นต้องควบคุมการกินอาหารบางชนิด เพื่อเสริมสุขภาพหลังคลอดและส่งผลดีต่อการให้นมลูก โดยคุณแม่หลังคลอดควรหลีกเลี่ยงอาหารต่อไปนี้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ไวน์ เบียร์ ค็อกเทล เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้การฟื้นตัวของร่างกายและมดลูกช้าลง นอกจากนี้ ยังทำให้ร่างกายขาดน้ำและขัดขวางการนอนหลับ สำหรับคุณแม่ให้นมลูกควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจาก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้าไปผสมกับน้ำนมแม่อาจเป็นอันตรายต่อสมองและพัฒนาการของทารกได้ คาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม ที่ผสมในน้ำนมแม่สามารถส่งผ่านไปยังทารก ซึ่งอาจรบกวนการนอน ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร ส่งผลต่ออารมณ์และการเจริญเติบโตของทารก ปลาบางชนิด เช่น ปลาแมคเคอเรล ปลานาก ปลาไทล์ฟิช ฉลาม ทูน่า เป็นปลาที่มีสารปรอทในระดับสูง ซึ่งปรอทอาจเป็นอันตรายต่อสมองของทารกที่กำลังพัฒนา รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงปลาดิบทุกชนิด เนื่องจากอาจเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียหรือปรสิตที่ทำให้คุณแม่หลังคลอดป่วยได้ง่ายขึ้น จึงควรเลือกรับประทานปลาที่มีสารปรอทต่ำและปรุงสุก เช่น แซลมอน ปลาดุก กุ้ง […]


คุณกำลังกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ใช่หรือไม่?

หยุดกังวลได้แล้ว มาเข้าชุมชนสนทนาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และว่าที่คุณแม่คนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!