พ่อแม่เลี้ยงลูก

ในทุกช่วงชีวิตของลูกน้อย เหล่าคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องรู้วิธีดูแลและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมของลูกน้อย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของลูกน้อยดีขึ้น เพราะฉะนั้นใน พ่อแม่เลี้ยงลูก คุณจะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงเคล็ดลับในการดูแลลูกให้แข็งแรง มีความสุข และสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

เรื่องเด่นประจำหมวด

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ทารกสะอึกแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวัง

เรื่องใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่คงจะหนีไม่พ้นการดูแลลูกน้อยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย แน่นอนว่าการใส่ใจในทุกรายละเอียดของชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่คงจะรู้จักลูกน้อยของตนเองดีกว่าใคร ยิ่งถ้าหากวันไหนลูกเกิดมีอาการผิดสังเกตไปจากปกติ คุณพ่อคุณแม่คงหวั่นใจไม่น้อย หนึ่งในอาการที่มักพบได้บ่อยในเด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 12 เดือน คืออาการ “สะอึก”1 คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่าอาการสะอึกของลูกปกติดีหรือไม่? ลูกไม่สบายตรงไหนรึเปล่า? Hello คุณหมอได้รวบรวมคำตอบ พร้อมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาการสะอึกของทารก เอาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่ลูกสะอึกก็พร้อมรับมือด้วยความมั่นใจได้อย่างแน่นอน ลูกสะอึกแต่ละที สะเทือนไปทั้งตัว แม้ว่าอาการสะอึกจะเกิดขึ้นกับคนได้ทุกวัย ถ้าแก้ไขถูกวิธีแค่ไม่นานก็หาย ดูแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เมื่อเด็กทารกสะอึก กลับดูสะเทือนไปทั้งตัว จนคุณพ่อคุณแม่อดห่วงไม่ได้ว่าลูกจะเจ็บตรงไหนหรือรู้สึกไม่สบายหรือเปล่า ที่จริงแล้วอาการสะอึกไม่ได้รบกวนลูกน้อยแต่อย่างใด ทารกที่สะอึกสามารถกินและนอนได้ตามปกติ หากอาการสะอึกนั้นเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ เพียง 5-10 นาที2 สาเหตุที่ทารกสะอึกคืออะไร ทารกสะอึกไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด โดยอาการนี้มักเกิดขึ้นหลังจากที่ทารกอิ่มนมแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าเพราะดื่มเยอะ ดื่มเร็ว หรือกลืนอากาศเข้าไปด้วย สาเหตุเป็นเพราะนมที่ดื่มเข้าไปทำให้กระเพาะอาหารขยายตัว จนเกิดแรงดันส่งไปยังกล้ามเนื้อกะบังลม พอหายใจออก กล้ามเนื้อกะบังลมก็จะหดตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงสะอึกออกมา³ อาการสะอึกของเด็กทารก มักพบได้บ่อยในช่วง 3 เดือนแรก พออายุเข้า 4-5 เดือน อาการสะอึกก็จะค่อยๆ ลดลง หายไปเอง นอกเหนือจากสาเหตุข้างต้นแล้ว เหตุผลที่เด็กทารกสะอึกก็อาจมาจากอาการท้องอืด เพราะระบบย่อยอาหารยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรืออาจเป็นผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิดก็ได้เช่นกัน3 ทารกสะอึกแบบไหนถึงเรียกว่าอันตราย     อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ว่าทารกสะอึกจะเกิดขึ้นเพียง 5-10 นาที จากนั้นจะค่อยๆ […]

หมวดหมู่ พ่อแม่เลี้ยงลูก เพิ่มเติม

สำรวจ พ่อแม่เลี้ยงลูก

การเติบโตและพัฒนาการ

8 สัญญาณเตือนพ่อแม่ว่า ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน

ปัญหาที่โรงเรียน เช่น การทะเลาะกับเพื่อน โดนเพื่อนแกล้ง คุณครูดุ ทำการบ้านไม่ทัน ไม่ได้อ่านหนังสือสอบ อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับลูกอาจเป็นเรื่องใหญ่ที่ก่อให้เกิดความเครียด วิตกกังวล หรือความเสียใจกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจต้องพยายามสังเกตว่า ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน หรือไม่ เพื่อจะได้ให้คำปรึกษาและช่วยหาทางออกที่ถูกต้องให้แก่ลูก ทั้งยังอาจช่วยบรรเทาความเครียดที่เกิดขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง สัญญาณที่บอกว่า ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน สำหรับสัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกว่า ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน อาจมีดังนี้ 1. อาจเริ่มหาข้ออ้าง เพราะไม่อยากไปโรงเรียน เมื่อลูกเริ่มหาข้ออ้างเพราะไม่อยากไปโรงเรียน เช่น เหนื่อย หรือเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมต้องไปโรงเรียนด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าเด็กกำลังมีปัญหาบางอย่างที่โรงเรียน 2. อาจแกล้งป่วย การที่ลูกแกล้งป่วย โดยให้สาเหตุว่าปวดหัว ปวดท้อง ไม่ค่อยสบาย เพื่อขอหยุดเรียน 1 วัน อาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่กำลังบอกให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่า ลูกมีปัญหาที่โรงเรียน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจต้องทำความเข้าใจกับลูก สอบถามถึงปัญหา และช่วยหาวิธีการแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขา 3. อาจมีอาการเศร้าซึม ไม่ร่าเริง จากที่ลูกเคยหัวเราะ อารมณ์ดี แต่เปลี่ยนไปเป็นซึม ๆ นิ่ง ๆ ดูเศร้า ๆ อย่างแรกคือ […]


โภชนาการเด็กวัยเรียน

โซเดียมในขนม ภัยเงียบที่พ่อแม่ต้องระวัง

ขนมขบเคี้ยวที่เด็ก ๆ ชอบกินมักจะอุดมไปด้วยน้ำตาล แป้ง และผงชูรส พ่อแม่ส่วนใหญ่คิดว่าผงชูรสเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ยังมีอีกสิ่งที่พ่อแม่อาจมองข้าม นั่นก็คือ โซเดียมในขนม ที่หากบริโภคมากเกินไปจะทำให้เกิดโรคไต และโรคอื่น ๆ ตามมา [embed-health-tool-heart-rate] โซเดียม คืออะไร โซเดียมเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการ โซเดียมช่วยควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย และเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ โดยอวัยวะที่ควบคุมการทำงานของโซเดียม คือ ไต ร่างกายรับโซเดียมจากอาหารที่มีรสเค็ม และจากเครื่องปรุงชนิดต่าง ๆ เช่น เกลือ น้ำปลา กะปิ ซึ่งโซเดียมที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจากเกลือที่ประกอบด้วยโซเดียมกับคลอไรด์ ส่วนการขับโซเดียมออกจากร่างกาย ร่างกายอาจขับโซเดียมส่วนเกินออกทางไตในรูปแบบปัสสาวะมากที่สุด รองลงมา คือ ขับออกทางเหงื่อ วันละประมาณ 25 มิลลิโมล และขับโซเดียมออกทางอุจจาระในปริมาณน้อยประมาณ 1-2 มิลลิโมล นอกจากนี้โซเดียมอาจมีประโยชน์อื่น ๆ ดังนี้ เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย การขาดโซเดียมอาจทำให้เกิดโรค เช่น โรคที่เกี่ยวกับกระดูก โซเดียมเป็นส่วนประกอบของน้ำย่อยอาหาร และเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน ผลเสียจากการได้รับโซเดียมมากเกินไป เนื่องจากไตเป็นอวัยวะที่ควบคุมการใช้โซเดียมในร่างกาย การที่ร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อไต โดยปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวัน คือ ไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัม […]


ความผิดปกติทางพัฒนาการและพฤติกรรม

ดาวน์ซินโดรม สาเหตุ อาการ และการรักษา

ดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) คือ โรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดความพิการทางด้านการเรียนรู้และการเจริญเติบโต โรคนี้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากคนใกล้ชิดดูแลและใส่ใจตั้งแต่ในวัยเด็ก พวกเขาก็สามารถเติบโตขึ้นมาอย่างมีสุขภาพดีและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ [embed-health-tool-child-growth-chart] คำจำกัดความ ดาวน์ซินโดรม คืออะไร ดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) คือ โรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดความพิการทางด้านการเรียนรู้และการเจริญเติบโต โรคนี้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากดูแลดี ๆ เด็กที่เป็นโรคนี้ก็สามารถเติบโตขึ้นมาอย่างมีสุขภาพดี และมีความสุข สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คนสังคมได้ ดาวน์ซินโดรมพบได้บ่อยแค่ไหน ดาวน์ซินโดรมเป็นความผิดปกติทางพันที่ธุกรรมพบมากที่สุดในบรรดาโรคทางพันธุกรรมต่าง ๆ สำหรับข้อมูลความเสี่ยง หรือปัจจัยของโรค โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม อาการ อาการของดาวน์ซินโดรม อาการของดาวน์ซินโดรม ที่พบ มีดังนี้ หน้าแบน ศีรษะเล็ก คอสั้น ปากเล็กและมีอาการลิ้นจุกปาก ขาดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้เด็กล้มได้ง่าย ช่องห่างระหว่างนิ้วเท้าที่ 1 และ 2 กว้าง ฝ่ามือกว้าง แต่นิ้วมือสั้น มีเส้นลายมือที่มีลักษณะเป็นเส้นตัดเพียงเส้นเดียว น้ำหนักตัวน้อยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กทั่วไป บกพร่องทางด้านพัฒนาการด้านการเรียนรู้ อาจมีบางอาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น ดังนั้น หากมีความกังวลเกี่ยวกับอาการของโรค โปรดปรึกษาแพทย์ เมื่อไใดควรไปพบคุณหมอ หากพบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะของดาวน์ซินโดรม มีอาการดังต่อไปนี้ ควรพาไปพบคุณหมอทันที ปัญหาเกี่ยวกับช่องท้อง เช่น ปวดท้อง, ท้องบวม อาเจียน ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจเช่น ริมฝีปากและนิ้วเปลี่ยนสี มีอาการหายใจติดขัดทันทีที่รับประทานอาหารหรือทำกิจกรรมใด ๆ […]


เด็กทารก

การนวดทารก กับประโยชน์ต่อสุขภาพทารกที่ควรรู้

การนวดทารก เป็นอีกหนึ่งวิธีที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายของเด็กได้เป็นอย่างดี การนวดทารกนอกจากจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ ช่วยให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย และหลับได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ควรศึกษาวิธีนวดทารกที่ถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพ การนวดทารก เพิ่มความสัมพันธ์ การนวดเป็นวิธีที่ดีที่ช่วยทำให้คุณและลูกรักใกล้ชิดกันมากขึ้น การนวดทารก เป็นการสื่อสารผ่านการสัมผัส ที่ช่วยให้ลูกไว้ใจเรามากขึ้น ทั้งยังทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกได้ว่ามีคนดูแลเขาอยู่ เขาจึงรู้สึกดีและปลอดภัย นอกจากเรื่องความสัมพันธ์แล้ว การนวดทารกยังช่วยให้ทารกนอนหลับง่ายขึ้นอีกด้วย ประโยชน์ของ การนวดทารก ที่มีต่อลูกน้อย ช่วยให้นอนหลับสนิท การนวดจะทำให้ลูกน้อยนอนหลับได้ดียิ่งขึ้น เพราะเมื่อเขาได้รับการนวด ก็จะรู้สึกผ่อนคลาย และสามารถหลับได้ลึกและหลับได้สนิทมากยิ่งขึ้น แก้อาการท้องอืด การนวดไม่เพียงแต่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังช่วยในการระบายลมหรือแก๊สที่อัดแน่นอยู่ในท้องของลูกน้อยได้อีกด้วย ลูกน้อยจึงรู้สึกสบายท้องขึ้น ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลูกน้อยอาจเกิดความเครียด จนในบางครั้งก็แสดงพฤติกรรมที่ไม่น่ารักออกมาได้ วิธีที่จะช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลายได้ดีวิธีหนึ่งก็คือการนวด ฉะนั้นถ้าลูกน้อยมีอาการงอแง ก็หาเวลานวดให้ลูกน้อยรู้สึกดีขึ้น อารมณ์ของเขาก็จะดีตามไปด้วย กระตุ้นระบบประสาท การนวดช่วยกระตุ้นระบบประสาทได้ แถมยังทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายเกิดความสมดุล และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ควรนวดให้ลูกน้อยบริเวณใดดี นวดขา การนวดบริเวณขาเริ่มจากการ ค่อย ๆ ใช้มือนวดรอบต้นขาของลูกน้อยอย่างนุ่มนวลและเบามือ หลังจากนั้นค่อย ๆ ไล่ลงมาจนถึงข้อเท้า ทำแบบเดิม 2-3 ครั้ง จากนั้นทำซ้ำที่ขาอีกข้าง นวดพุง วางมือหัวแม่มือทั้งสองของคุณแม่ไว้ระดับสะดือ ค่อย ๆ วนนิ้วหัวแม่มือตามเข็มนาฬากาเป็นวงกลม ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ นวดแขน ประกอบมือทั้งสองของคุณแม่ที่ต้นแขนของลูกน้อย […]


โภชนาการเด็กวัยเรียน

โปรไบโอติก มีความสำคัญต่อเด็กอย่างไร

โปรไบโอติก (Probiotics) คือ แบคทีเรียดีที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร และระบบอื่น ๆ ของร่างกาย ซึ่งหากแบคทีเรียดีมีความสมดุลอาจช่วยให้ระบบการย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารทำงานได้ดีขึ้น แต่หากแบคทีเรียดีเกิดความไม่สมดุลอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น เกิดการติดเชื้อ มีอาการเจ็บป่วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรให้เด็กรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรไบโอติก เพื่อส่งเสริมสุขภาพของเด็กให้สมบูรณ์แข็งแรง โปรไบโอติก คืออะไร โปรไบโอติกหรือแบคทีเรียดี คือ แบคทีเรียดีหรือยีสต์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร และระบบอื่น ๆ ของร่างกาย โดยภายในร่างกายจะมีแหล่งรวมของเชื้อโรคที่เรียกว่า ไมโครไบโอม ซึ่งประกอบด้วยทั้งแบคทีเรียดี แบคทีเรียไม่ดี ไวรัส และเชื้อรา ซึ่งมันจะอาศัยอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ และน้ำลาย เมื่อแบคทีเรียดีและแบคทีเรียที่ไม่ดีในร่างกายเกิดความไม่สมดุล อาจทำให้ร่างกายเกิดการติดเชื้อ มีอาการเจ็บป่วย เมื่อเกิดการเจ็บป่วยและต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยาที่รับประทานเข้าไปอาจทำลายแบคทีเรียดีบางตัวในร่างกาย ซึ่งส่งผลทำให้แบคทีเรียเกิดความไม่สมดุลได้ ดังนั้น จึงควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติกเพื่อช่วยทำให้แบคทีเรียในร่างกายเกิดความสมดุล แหล่งอาหารที่อุดมด้วยโปรไบโอติก โปรไบโอติกไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกัน ทั้งยังช่วยเรื่องท้องผูกและกรดไหลย้อนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ควรเลือกแหล่งอาหารที่เด็กต้องการเป็นส่วนใหญ่ สำหรับทารกอาจได้รับโปรไปโอติกจากนมแม่อยู่แล้ว แต่หากเด็กโตพอที่จะรับประทานอาหารได้แหล่งอาหารเหล่านี้ อาจเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรไปโอติก โยเกิร์ต โยเกิร์ตเป็นหนึ่งในแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติก ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพ โดยโยเกิร์ตที่ทำมาจากนมที่หมักด้วยแบคทีเรียที่ดี ส่วนใหญ่อาจอุดมด้วยกรดแลคติก (Lactic […]


โรคติดเชื้อในเด็ก

โรต้า (rotavirus) อาการ และการรักษา

โรต้า (rotavirus) หรือไวรัสโรตา เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะอาหารและลำไส้ ส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง อาเจียน การติดเชื้อไวรัสโรตามักไม่เป็นอันตรายสำหรับผู้ใหญ่ แต่อาจทำให้เกิดอาการรุนแรงในเด็กได้ หากพ่อแม่สังเกตพบว่าลูกมีอาการท้องเสียนานกว่า 24 ชั่วโมง มีไข้สูง และอาเจียนบ่อยครั้ง ควรรีบพาไปรักษาในทันที โรต้า (rotavirus) คืออะไร โรต้า (rotavirus) หรือไวรัสโรตา เป็นเชื้อไวรัส ที่ทำให้เกิดภาวะกระเพาะและลำไส้อักเสบ ซึ่งโดยปกติจะมีอาการเกิดขึ้นหลังได้รับเชื้อภายในสองวัน อาการที่พบเห็นได้บ่อยในระยะแรก คือ อาเจียน ตามด้วยอาการถ่ายเหลวเป็นเวลาสามถึงเจ็ดวัน  นอกจากนี้ เชื้อไวรัสชนิดนี้ยังทำให้เกิดอาการปวดท้องด้วย ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีถ้าหากติดเชื้อไวรัสไวรัสโรตา ก็อาจจะไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้นเลย หรืออาจมีแค่อาการเบา ๆ เท่านั้น แต่สำหรับเด็กอายุน้อย การติดเชื้อไวรัสโรตาอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ที่อาจเป็นอันตรายได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เชื้อไวรัสโรตาสามารถติดต่อได้ผ่านทางการนำเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางปาก เช่น การสัมผัสกับสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรตาแล้วนำมือนั้นเข้าปาก การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรตา อาการของการติดเชื้อโรต้า (rotavirus) อาการและสัญญาณต่างๆ ที่บ่งบอกว่าเป็นโรคไวรัสโรตา ท้องเสียหรือขับถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาเจียน มีไข้ ปวดท้อง อาการท้องเสียรุนแรง ภาวะขาดน้ำ มีภาวะเกลือแร่ไม่สมดุล มีภาวะเลือดเป็นกรด เด็ก ๆ โดยเฉพาะในเด็กทารกจะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ง่าย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายยังอ่อนแออยู่ […]


สุขภาพเด็ก

การติด เชื้อราในเด็ก วิธีสังเกตและการรักษา

เชื้อราในเด็ก โดยเฉพาะเด็กทารก หรือเด็กวัยเตาะแตะ อาจเกิดได้ค่อนข้างบ่อย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังไม่พัฒนาเต็มที่ ทำให้เสี่ยงติดเชื้อราได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นจากการใส่ผ้าอ้อมนานเกินไป เช็ดผิวหลังอาบน้ำไม่แห้งสนิท ทั้งนี้ อาการมักแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริเวณที่ได้รับผลกระทบ เช่น การติดเชื้อราที่ผิวหนัง อาจทำให้มีผื่นแดงลามเป็นวงเล็ก ๆ คันผิวหนัง หากติดเชื้อราในช่องปาก อาจทำให้มีฝ้าขาวที่ลิ้นหรือกระพุ้งแก้ม อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขอนามัยและสุขภาพของเด็กให้ดี อาจช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อราในเด็กได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] เชื้อราในเด็ก ที่พบได้บ่อย เชื้อราในเด็ก ที่พบบ่อย ได้แก่  เชื้อราแคนดิด้า (Candida) ซึ่งจัดเป็นยีสต์ชนิดหนึ่ง โดยเชื้อราชนิดนี้ส่วนใหญ่แล้วมักพบได้โดยทั่วไปในช่องปาก ผิวหนัง สะดือ ลำไส้ อวัยวะเพศ โดยปกติ ปริมาณเชื้อราที่พบในร่างกายนั้นมักมีอยู่เป็นจำนวนน้อยและมักไม่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม หากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปและเอื้อให้เชื้อราเจริญเติบโต เช่น  ใส่ผ้าอ้อมเป็นเวลานาน เช็ดตัวไม่แห้งสนิท ไม่แปรงฟัน อาจทำให้เชื้อราเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ เช่น เชื้อราในช่องปาก เชื้อราในเด็ก สังเกตอาการได้อย่างไรบ้าง คุณพ่อคุณแม่อาจลองสังเกตตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลูกว่ามีสัญญาณเตือนของการติดเชื้อราหรือไม่ ดังนี้ ช่องปาก • มีฝ้าขาวในบริเวณช่องปาก • มีรอยด่างขาวเหมือนเปื้อนน้ำนมแต่ไม่สามารถเช็ดออกได้ • มีแผลในปากเกิดขึ้นได้ ซึ่งมีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก มักทำให้ทารกรู้สึกเจ็บและไม่ยอมดูดนม  • เกิดรอยแตกที่มุมปาก ขาหนีบ • อาการของผื่นผ้าอ้อมรุนแรงขึ้นและเกิดผื่นแดงแพร่กระจายไปยังขาหนีบ • ลูกเกาเนื่องจากเกิดอาการคันและระคายเคืองบริเวณผิวหนังที่อยู่รอบผื่นผ้าอ้อม วิธีดูแลรักษาเชื้อราในเด็ก วิธีการดูแลเชื้อราในเด็กมักเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของทารก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง […]


โภชนาการสำหรับทารก

ประโยชน์ขององุ่น แหล่งสารอาหารที่ดีสำหรับลูกน้อย

องุ่น เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน เป็นที่นิยมของคนทุกเพศทุกวัย ประโยชน์ขององุ่นมีมากมาย อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพ อาจช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของเลือด ย่อยง่าย เป็นยาระบายอ่อน ๆ และอาจช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบประสาทและความจำ นอกจากนี้ เด็กยังสามารถรับประทานได้ง่าย เนื่องจากเป็นผลไม้ที่สามารถหยิบกินได้ทันที ช่วยให้ลูกน้อยได้ฝึกการเคลื่อนไหวและฝึกกล้ามเนื้อมืออีกด้วย คุณค่าทางโภชนาการขององุ่น องุ่น 100 กรัม มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 81.3 กรัม ให้พลังงาน 67 กิโลแคลอรี่ และมีวิตามินและแร่ธาตุ ดังนี้ คาร์โบไฮเดรต 17.15 กรัม น้ำตาล 16.25 กรัม แคลเซียม 14 กรัม โปรตีน 0.63 กรัมไขมัน 0.35 กรัม ไฟเบอร์ 0.9 กรัม โพแทสเซียม 191 มิลลิกรัม วิตามินบี 60 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 5 มิลลิกรัม วิตามินซี 4 มิลลิกรัม เหล็ก 0.29 […]


เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ลูกกัดหัวนม ขณะกินนมแม่ เกิดจากสาเหตุใด แก้ไขยังไงได้บ้าง

ลูกกัดหัวนมแม่ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งให้ลูกกินนมแม่ครั้งแรก ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ให้นมในท่าที่ไม่ถูกต้อง ลูกห่วงเล่น น้ำนมไหลน้อย ฟันลูกเพิ่งงอก หากลูกกัดหัวนมคุณแม่ไม่ควรร้องเสียงดังหรือมีปฏิกิริยาที่รุนแรง เพราะอาจทำให้ลูกตกใจและไม่ยอมกินนมได้ แต่ควรรับมืออย่างเหมาะสม เช่น ฝึกอุ้มให้นมลูกอย่างถูกต้อง เบี่ยงเบนความสนใจลูก ให้ลูกกัดตุ๊กตายาง เพื่อฝึกให้ลูกเกิดกัดหัวนมของคุณแม่ [embed-health-tool-bmi] สาเหตุที่ลูกกัดหัวนม ขณะกินนมแม่ ปัญหาลูกกัดหัวนม ขณะกินนมแม่ อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ การให้ลูกกินนมด้วยท่าที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งนี่ถือเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในเด็กวัยแบเบาะ หรือเด็กอ่อน เด็กทารกที่เริ่มเข้าสู่วัยเตาะแตะ หรือเด็กวัยเตาะแตะ มักถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย แค่ได้ยินเสียงอะไรแว่ว ๆ หรือเห็นอะไรแว็บ ๆ  พวกเขาก็พร้อมจะหุบขากรรไกรและหันไปมองทันที โดยลืมไปเลยว่าตัวเองกำลังดูดนมแม่อยู่ เลยเผลองับหัวนมของคุณแม่เข้า เด็กทารกบางคนชอบ กัดหัวนมแม่ ตอนกินนมเสร็จแล้ว ลูกอาจหลับผล็อยไปขณะกำลังกินนมแม่ ทำให้เขากัดหัวนมของคุณแม่โดยไม่ตั้งใจ ฉะนั้น หากสังเกตได้ว่าขากรรไกรของลูกเริ่มเคลื่อนไหวช้า หรือลูกดูดนมเบาลง ควรเอาลูกออกจากเต้า ก่อนที่ลูกจะหลับแล้วเผลอกัดหัวนม ลูกอาจมีอาการติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด หูติดเชื้อ ทำให้กลืนลำบาก และดูดนมแม่ไม่สะดวก เลยอาจกัดหัวนมได้โดยไม่ตั้งใจ ฟันน้ำนมของลูกอาจจะเพิ่งขึ้น […]


เด็กทารก

จุกนมปลอม กับข้อดีข้อเสียที่ควรรู้เพื่อการใช้งานที่ถูกต้องและปลอดภัย

จุกนมปลอม นับเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ช่วยหลอกล่อให้เด็กหายงอแง หรือนอนหลับง่ายขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วนำมาเริ่มต้นใช้สำหรับทารกหลังคลอดแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ สำหรับสร้างความผ่อนคลาย เหมาะสำหรับทารกที่นอนหลับยากหรือร้องไห้อยากดูดนมแต่เพิ่งรับประทานนมไป จุกนมปลอมเหมาะสำหรับลูกรักหรือไม่ มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาถึงผลดีและผลเสียของการใช้จุกนมปลอม เพื่อการใช้งานที่ถูกต้องและปลอดภัยสำหรับลูกน้อย [embed-health-tool-vaccination-tool] คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกดูดจุกนมปลอมหรือเปล่า หากลูกหงุดหงิดงอแง จะกอดจะปลอบอย่างไรก็ยังไม่หยุดร้อง หรือลูกมีปัญหาหลับยาก เปิดเพลงกล่อมแล้วก็ยังไม่ยอมหลับ จุกนมปลอมนับเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี ที่จะช่วยให้เด็กผ่อนคลายและหลับได้ง่ายขึ้น หรือหากลูกรักกินนมจนอิ่มแล้ว แต่ยังรู้สึกอยากดูดนมอยู่ ก็สามารถให้ลูกดูดจุกนมหลอกแทนได้ ทั้งยังใช้เป็นเครื่องเบี่ยงเบนความสนใจ เวลาลูกต้องไปพบคุณหมอ หรือช่วยบรรเทาอาการหูอื้อ หากต้องโดยสารเครื่องบินได้ด้วย ควรให้ลูกเริ่มดูดจุกนมปลอมตอนไหน ช่วงเวลาในการเริ่มให้ลูกเริ่มดูดจุกนมปลอมนั้นแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน โดยทั่วไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ควรรอให้ตัวเองและลูกน้อยเคยชินกับการดูดนมจากเต้าแม่เสียก่อน นั่นคืออย่างน้อย 4 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกสับสน หรือปฏิเสธการดูดนมจากเต้า แล้วหันไปดูดแต่จุกนมปลอม ยิ่งหากคลอดก่อนกำหนด อาจต้องรอนานกว่า 4 สัปดาห์จึงค่อยเริ่มให้ลูกดูดจุกนมปลอม เพราะกล้ามเนื้อของเด็กคลอดก่อนกำหนดจะไม่แข็งแรงเท่าเด็กที่คลอดตามกำหนด จึงทำให้เขาดูดอะไรได้ลำบาก จึงอาจต้องใช้เวลานานกว่าปกติจึงจะคุ้นกับการดูดนมแม่ หรือดูดจุกนมปลอม จุกนมปลอมไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคน หากลูกมีปัญหาน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ โดยเฉพาะหากเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด ไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมปลอม ยิ่งถ้าคุณแม่มีปัญหาไม่สามารถปั๊มนมมาเก็บไว้ใส่ขวดนมให้ลูกกินได้ ต้องให้ลูกดูดนมจากเต้าเท่านั้น เพราะอาจทำให้ลูกกินจากเต้าได้ยากขึ้น จนลูกขาดสารอาหาร และมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาได้ นอกจากนี้ ถ้าลูกมีปัญหาหูอักเสบบ่อยควรหลีกเลี่ยงการดูดจุกนมปลอม ปล่อยลูกหลับคาจุกนมปลอมเลยได้ไหม แม้ลูกจะหลับไปแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้ลูกดูดจุกนมหลอกต่อไปได้ เพราะนอกจากจุกนมหลอกจะช่วยให้ลูกหลับได้ง่ายและหลับได้นานขึ้นแล้ว จุกนมปลอมอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการนอน […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน