พ่อแม่เลี้ยงลูก

ในทุกช่วงชีวิตของลูกน้อย เหล่าคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องรู้วิธีดูแลและสนับสนุนสุขภาพโดยรวมของลูกน้อย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของลูกน้อยดีขึ้น เพราะฉะนั้นใน พ่อแม่เลี้ยงลูก คุณจะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงเคล็ดลับในการดูแลลูกให้แข็งแรง มีความสุข และสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

เรื่องเด่นประจำหมวด

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ทารกสะอึกแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวัง

เรื่องใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่คงจะหนีไม่พ้นการดูแลลูกน้อยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย แน่นอนว่าการใส่ใจในทุกรายละเอียดของชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่คงจะรู้จักลูกน้อยของตนเองดีกว่าใคร ยิ่งถ้าหากวันไหนลูกเกิดมีอาการผิดสังเกตไปจากปกติ คุณพ่อคุณแม่คงหวั่นใจไม่น้อย หนึ่งในอาการที่มักพบได้บ่อยในเด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 12 เดือน คืออาการ “สะอึก”1 คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่าอาการสะอึกของลูกปกติดีหรือไม่? ลูกไม่สบายตรงไหนรึเปล่า? Hello คุณหมอได้รวบรวมคำตอบ พร้อมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาการสะอึกของทารก เอาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่ลูกสะอึกก็พร้อมรับมือด้วยความมั่นใจได้อย่างแน่นอน ลูกสะอึกแต่ละที สะเทือนไปทั้งตัว แม้ว่าอาการสะอึกจะเกิดขึ้นกับคนได้ทุกวัย ถ้าแก้ไขถูกวิธีแค่ไม่นานก็หาย ดูแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เมื่อเด็กทารกสะอึก กลับดูสะเทือนไปทั้งตัว จนคุณพ่อคุณแม่อดห่วงไม่ได้ว่าลูกจะเจ็บตรงไหนหรือรู้สึกไม่สบายหรือเปล่า ที่จริงแล้วอาการสะอึกไม่ได้รบกวนลูกน้อยแต่อย่างใด ทารกที่สะอึกสามารถกินและนอนได้ตามปกติ หากอาการสะอึกนั้นเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ เพียง 5-10 นาที2 สาเหตุที่ทารกสะอึกคืออะไร ทารกสะอึกไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด โดยอาการนี้มักเกิดขึ้นหลังจากที่ทารกอิ่มนมแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าเพราะดื่มเยอะ ดื่มเร็ว หรือกลืนอากาศเข้าไปด้วย สาเหตุเป็นเพราะนมที่ดื่มเข้าไปทำให้กระเพาะอาหารขยายตัว จนเกิดแรงดันส่งไปยังกล้ามเนื้อกะบังลม พอหายใจออก กล้ามเนื้อกะบังลมก็จะหดตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงสะอึกออกมา³ อาการสะอึกของเด็กทารก มักพบได้บ่อยในช่วง 3 เดือนแรก พออายุเข้า 4-5 เดือน อาการสะอึกก็จะค่อยๆ ลดลง หายไปเอง นอกเหนือจากสาเหตุข้างต้นแล้ว เหตุผลที่เด็กทารกสะอึกก็อาจมาจากอาการท้องอืด เพราะระบบย่อยอาหารยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรืออาจเป็นผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิดก็ได้เช่นกัน3 ทารกสะอึกแบบไหนถึงเรียกว่าอันตราย     อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ว่าทารกสะอึกจะเกิดขึ้นเพียง 5-10 นาที จากนั้นจะค่อยๆ […]

หมวดหมู่ พ่อแม่เลี้ยงลูก เพิ่มเติม

สำรวจ พ่อแม่เลี้ยงลูก

โภชนาการเด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน

นมสด และ นมผง แบบไหนมีประโยชน์กว่ากัน

สารอาหารจากนม เป็นสิ่งสำคัญสำหรับลูกไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยใดก็ตาม ดังนั้น การได้ดื่มนม จึงถือว่าเป็นตัวช่วยในการพัฒนาการเจริญเติบโตของลูก ทั้งด้านสติปัญญาและร่างกายได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีนมในรูปแบบต่าง ๆ ออกมาให้เลือกสรรค์ ทั้งในรูปแบบ นมสด และ นมผง ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของนมทั้งสองชนิด และเลือกนมที่เหมาะสมให้กับลูก [embed-health-tool-vaccination-tool] สารอาหารจากนม มีอะไรบ้าง ความกังวลอย่างหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ก็คือ กลัวเจ้าตัวเล็กจะได้สารอาหารต่างๆ จากนมทั้งสองชนิดไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จากการทดสอบพบว่า นมสดและนมผง ในปริมาณ 1 ถ้วย จะมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้ พลังงาน 146 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 8 กรัม ไขมัน 11 กรัม คาร์โบไฮเดรต 11 กรัม แคลเซียมถึง 30% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน วิตามินบี 12 55% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน วิตามินดี 13% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน วิตามินเอ 9% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน นอกจากนี้ ทั้งนมสดและนมผง ยังมีสารอาหารและแร่ธาตุอื่น ๆ เช่น […]


โภชนาการสำหรับทารก

สารอาหารกับเด็ก มีความสำคัญอย่างไร

สารอาหารกับเด็ก ถือเป็นเรื่องที่ต้องมาคู่กันเสมอ เนื่องจาก เด็กเป็นวัยที่ต้องการสารอาหาร เพื่อไปเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง รวมถึงอาจช่วยส่งเสริมพัฒนาการการเจริญเติบโตในด้านต่าง ๆ เช่น พัฒนาการด้านสมอง โดยสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กไม่ได้มีแค่วิตามินและแร่ธาตุเท่านั้น แต่ยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่อาจช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง และช่วยส่งเสริมพัฒนาการใดด้านต่าง ๆ ให้ดีขึ้นด้วย สารอาหาร คืออะไร สารอาหาร คือ อาหารที่ให้พลังงานและเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต การเจริญเติบโตของร่างกายและการสืบพันธุ์ โดยสารอาหารอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ สารอาหารหลัก (Macronutrients) และสารอาหารรอง (Micronutrients) ที่ให้พลังงานช่วยหล่อเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกาย รวมถึงอาจมีส่วนช่วยในการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวของกับระบบการทำงานอื่น ๆ เช่น การสร้างพลังงาน การย่อยสารอาหาร หากขาดสารอาหารหรือได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก็อาจส่งผลต่อระบบการทำงานในร่างกายโดยรวมได้ สารอาหารกับเด็ก มีอะไรบ้าง สารอาหารที่นอกเหนือกจากวิตามินและแร่ธาตุที่อาจมีความสำคัญต่อพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของเด็ก อาจมีดังนี้ กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid หรือ DHA) กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก หรือดีเอชเอ คือ กรดไขมันจำเป็นในตระกูลโอเมก้า 3 ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มไขมันไม่อิ่มตัว เป็นสารอาหารที่จำเป็สำหรับทารกไปจนถึงเด็กอายุ 2 ขวบ เนื่องจาก สารอาหารชนิดนี้อาจเข้าไปช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับร่างกาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของการพัฒนาสมอง […]


โรคผิวหนังในเด็ก

โรคผิวหนังในเด็กมีอะไรบ้าง ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ

โรคผิวหนังในเด็ก หรืออาการทางผิวหนังในเด็ก อาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว โรคหรืออาการบางอย่างอาจติดตัวมาแต่กำเนิด เกิดขึ้นเพราะสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศ อุบัติเหตุ บางรายโรคผิวหนังอาจไม่ได้สร้างความเจ็บป่วยทางกาย แต่อาจสร้างผลกระทบทางจิตใจ จึงจำเป็นที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจดูแลไม่ต่างจากโรคอื่นๆ โรคผิวหนังในเด็กที่ไม่เกิดจากเชื้อโรคมีอะไรบ้าง หิมะกัด ถึงแม้ว่าในเมืองไทยนั้นอาจจะไม่ได้มีความเย็นถึงขนาดที่หิมะตก แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการจะพาลูกน้อยไปเที่ยวต่างประเทศแล้วต้องไปสัมผัสกับหิมะนั้น ควรระวังอันตรายจากหิมะ เนื่องจากความหนาวเย็นจัดที่ร่างกายลูกไม่คุ้นเคย ควรหาวิธีป้องกันการสัมผัสกับหิมะเป็นเวลานาน และแต่งตัวให้มิดชิดเพื่อป้องกันความหนาวเย็นจากอาการหิมะกัด ปาน ปาน มีหลายรูปแบบ ทั้งปานแดง และปานดำ มีความเข้มหรืออ่อนแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล ปานไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพทางร่างกาย แต่อาจมีผลต่อจิตใจของเด็ก ทำให้สูญเสียความมั่นใจหากมีปานอยู่ในบริเวณนอกร่มผ้า อย่างไรก็ตามควรมีการปรึกษากับแพทย์ถึงการกำจัดปานออก อาจทำได้ด้วยวิธีใช้เลเซอร์ ไฝ ไฝ เป็นสิ่งที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด อาจไม่ได้ส่งผลร้ายต่อสุขภาพแต่อย่างใด แต่อาจมีผลต่อความมั่นใจของเด็กได้ โดยสีของไฝมักมีหลากหลายสี โดยมีตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงสีดำ อย่างไรก็ตาม หากเด็กมีความกังวลใจเกี่ยวกับลักษณะหรือขนาดของไฝควรปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำในการกำจัดไฝออกอย่างปลอดภัย การถูกแดดเผา ผิวหนังของเด็กนั้นบอบบาง การถูกแสงแดดเผาอาจทำให้ผิวไหม้ เป็นผื่น เกิดเป็นโรคผิวหนังในเด็กได้ และยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนัง สำหรับวิธีป้องกันผิวจากการถูกแดดเผา คือ พยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแสงแดดจ้า สวมหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด สวมเสื้อผ้าแขนขายาว และกางร่ม ใช้ครีมกันแดดที่มีสารกันแดดSPF 30+ขึ้นไป และมีคุณสมบัติกันน้ำ  ผื่นในฤดูหนาว เมื่ออุณหภูมิลดลงความชื้นในผิวหนังของเด็กก็จะลดลงเช่นกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดผื่นหรือโรคผิวหนังในเด็กขึ้นในช่วงฤดูหนาวได้ ผื่นในฤดูหนาวจะทำให้ผิวระคายเคือง โดยมากมักเกิดจากผิวแห้ง ดังนั้นเมื่ออากาศเริ่มเย็น ผู้ปกครองควรหาวิธีที่จะทำให้ผิวของลูกแข็งแรงและชุ่มชื้นตลอดเวลา เช่น การทาครีมมอยเจอไรเซอร์ที่อ่อนโยนต่อผิว […]


โภชนาการเด็กวัยเรียน

โอเมก้า สารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

โอเมก้า เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วยลดความเสี่ยงองการเป็นโรคสมาธิสั้น ช่วยป้องกันโรคหอบหืด ทั้งยังช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างสมอง โดยโอเมกานั้นส่วยใหญ่อาจพบได้ในปลา ได้แก่ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาเทราต์ ปลาทูน่า คุณประโยชน์ของโอเมก้าต่อเด็ก ๆ  วัยเด็กจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารต่าง ๆ อย่างเพียงพอเพื่อประโยชน์ในการเจริญเติบโตของทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะโอเมก้าซึ่งมีคุณค่าประโยชน์ ดังนี้ ลดความเสี่ยงของโรคสมาธิสั้นหรือ Attention-Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD) โอเมก้ามีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง เสริมความจำ กระตุ้นสมาธิ ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดอาการสมาธิสั้นที่มักจะเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ได้ ช่วยป้องกันโรคหอบหืด เด็กที่มีอาการหอบหืดตั้งแต่ยังเล็ก ๆ พ่อแม่ควรใส่ใจกับอาหาร หมั่นเลือกอาหารที่มีประโยชน์ และช่วยให้สุขภาพดี หนึ่งในนั้น คือ อาหารจำพวกปลา เพราะโอเมก้าช่วยป้องกันอาการหอบหืดได้ เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานปลา น้ำมันตับปลา มีแนวโน้มของอาการหอบหืดน้อยลง ช่วยในการนอนหลับ มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หลายคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน การรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารประเภทโอเมก้า ช่วยลดการรบกวนการนอนหลับได้ เสริมสร้างสมอง โอเมก้ามีส่วนช่วยในการทำงานของระบบสมอง การรับประทานสารอาหารจำพวกโอเมก้าเป็นประจำ มีส่วนในการเสริมความจำ ทักษะการเรียนรู้ และบำรุงสมอง โอเมก้ากับปริมาณที่เด็กควรได้รับ สำหรับปริมาณที่ร่างกายต้องการโอเมก้านั้น จะถูกแบ่งตามช่วงอายุต่าง ๆ ดังนี้ อายุ […]


เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ กับปัญหาและวิธีรับมือที่ควรรู้

การ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการให้อาหารลูกน้อยโดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรก เพราะน้ำนมแม่มีสารอาหารจำเป็นที่ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี ทั้งยังมีสารแอนติบอดีที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค อย่างไรก็ตาม คุณแม่หลายคนอาจพบปัญหาในการให้นมแม่ ซึ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจและหาวิธีรับมืออย่างถูกต้อง [embed-health-tool-vaccination-tool] เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจประสบปัญหาใดบ้าง การ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คือ การให้ทารกกินนมแม่แทนอาหารอื่น ๆ เนื่องจากนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกโดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรก อย่างไรก็ตาม คุณแม่อาจพบปัญหาในการให้นมแม่ ดังนี้ น้ำนมรั่วไหล คุณแม่บางคนอาจมีปริมาณน้ำนมที่มากเกินความจำเป็นของเจ้าตัวเล็ก ทำให้บางครั้งน้ำนมไหลออกมาเปื้อนเลอะเสื้อที่สวมใส่ จริงๆ แล้วปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างไรแต่อาจจะทำให้แม่ๆ รู้สึกอายได้ ทางที่ดีคุณแม่ควรแปะแผ่นดูดซับที่ยกทรง เพื่อดูดซับนมน้ำที่ไหลออกมาก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เรอะที่เสื้อได้ ควรหลีกเลี่ยงแผ่นพลาสติกที่มีเส้นขอบพลาสติกซึ่งอาจทำให้หัวนมเจ็บ นมคัดตึง นมคัดตึงหรือนมคัดเต้า เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบบ่อยเมื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ที่คุณแม่บางคนอาจต้องเจอ เมื่อนมคัดตึงอาจมีความรู้สึกหนักในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการให้นม โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกที่อาจรู้สึกหนักและอึดอัดเป็นพิเศษ ซึ่งอาจเกิดจากการที่น้ำนมไม่ถูกนำออกจากเต้า เช่น ลูกกินนมน้อย ดังนั้น ควรให้นมลูกให้มากขึ้น หากลูกดูดนมน้อยก็ควรจะปั๊มนมเก็บไว้ หรือจะอาบน้ำอุ่น ประคบอุ่นบนหน้าอกเพื่อกระตุ้นการไหลของน้ำนมก็ช่วยลดอาการคัดตึงได้ หัวนมแตกและมีอาการเจ็บ การให้นมลูกที่ไม่ถูกวิธี การวางตำแหน่งของลูกที่ไม่เหมาะสมเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดที่ทำให้ หัวนมแตก ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณแม่บางคนต้องเจอเมื่อให้นมลูก ดังนั้น ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกน้อยอยู่ในท่าที่เหมาะสมสำหรับการให้นม แต่หากรู้สึกเจ็บให้ค่อย ๆ ดึงลูกน้อยออกจากเต้านมแล้วปล่อยให้ลองดูดนมอีกครั้ง นอกจากนี้ ควรให้จัดวางตำแหน่งลูกน้อยขณะให้นมโดยให้ปากและจมูกหันหน้าเข้าหาหัวนมเพื่อให้เขาดูดนมได้ง่ายขึ้น คุณแม่มีน้ำนมน้อย เมื่อคุณแม่เริ่มให้นมลูกครั้งแรก อาจมีความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำนมที่ผลิตออกมาจะเพียงพอต่อลูกน้อยหรือไม่ คุณแม่บางรายอาจมีน้ำนมน้อย คุณแม่บางคนอาจมีน้ำนมมาก คุณแม่บางรายอาจต้องใช้เวลาสักพักน้ำนมจึงออกมากขึ้น และที่สำคัญในแต่ละครั้งที่คุณแม่ให้ลูกน้อยดูดนมนั้น ควรให้นมลูกสลับกันแต่ละเต้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำนมได้ […]


เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ดื่มแอลกอฮอล์ขณะให้นมลูก อาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างไรบ้าง

ดื่มแอลกอฮอล์ขณะให้นมลูก แม้จะมีปริมาณแอลกอฮอล์ปริมาณต่ำที่ส่งผ่านลูกน้อย แต่คุณแม่ควรต้องระมัดระวังหรือพยายามหลีกเลี่ยง เพราะการรับประทานอาหารมีมีประโยชน์ต่อร่างกายจะทำให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน การดื่มแอลกอฮอล์ขณะให้นมลูก อาจส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพของคุณแม่และหากเกิดอาการมึนเมาจนควบคุมสติไม่อยู่ย่อมส่งผลอันตรายต่อลูกน้อยได้ อันตรายจากการดื่มแอลกอฮอล์ขณะให้นมลูก โดยปกติแล้วระดับของแอลกอฮอล์จะอยู่ในร่างกายในปริมาณสูงสุดเพียง 30-60 นาทีหลังจากที่ ดื่มแอลกอฮอล์ เท่านั้น หากคุณแม่ต้องการดื่มและกังวลว่าปริมาณแอลกอฮอล์จะส่งไปยังลูกน้อยผ่านน้ำนม คุณแม่อาจรอ 2 ชั่วโมงหลังดื่มแอลกอฮอล์ก่อนที่จะให้นมลูก เพื่อให้ตับทำหน้าที่กรองแอลกอฮอล์ก่อน แต่หากดื่มแอลกอฮอล์ขณะให้นมลูก ปริมาณแอลกอฮอล์ร้อยละ 5-6 ในกระแสเลือดของแม่จะเข้าสู่กระแสเลือดของลูกผ่านทางน้ำนม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณค่อนข้างต่ำ แต่อย่างไรก็ตาม การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณสูงไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณแม่โดยเฉพาะสุขภาพของตับ นอกจากนั้น การดื่มแอลกอฮอล์อาจส่งผลทำให้ขาดสติ จนไม่สามารถดูแลลูกขณะให้นมได้ โดยเฉพาะหากคุณแม่นอนเตียงเดียวกับลูก อาจทำให้มึนเมาและนอนทับลูกจนเกิดอันตรายได้ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ขณะให้นมลูก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คุณแม่ทีเพิ่งคลอดลูกควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์จนกว่าลูกจะอายุครบ 3 เดือน การปั๊มนม ช่วยลดปริมาณแอลกอฮอล์ได้หรือไม่ มีความเชื่อว่า การปั๊มนมออกหลังจากที่ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป จะช่วยลดปริมาณแอลกอฮอล์ที่อยู่ในน้ำนมแม่ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความเชื่อที่ผิด การปั๊มนมไม่มีส่วนช่วยให้แอลกอฮอล์ในน้ำนมแม่ลดลงเร็วขึ้น การปั๊มนมช่วยลดอาการคัดตึงเต้านมเท่านั้น หากคุณแม่ต้องการดื่ม หรือไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และจำเป็นต้องให้ลูกดื่มนม คุณแม่ควรปั๊มนมล่วงหน้าใส่ขวดไว้เสียก่อน หรือควรรอหลังดื่มแอลกอฮอล์ไปแล้ว 2 ชั่วโมงจึงให้ลูกดูดนมจากเต้าได้ เพราะยังถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย เพราะปริมาณแอลกอฮอล์ที่ส่งผ่านทางน้ำนมค่อนข้างต่ำ ไม่ส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพทารก ต้องรอนานเท่าไรหลังจากดื่มแอลกอฮอล์จึงให้นมลูกได้ โดยปกติแล้ว หากดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณต่ำหรือปานกลางอาจรอประมาณ 2 ชั่วโมง ปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายจะลดลง และสามารถให้ลูกดื่มนมได้ […]


เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

วิธีให้นมลูก ที่ถูกต้อง มีอะไรบ้าง

คุณแม่หลังคลอดมีเรื่องมากมายที่ต้องกังวลเกี่ยวกับลูก โดยเฉพาะหากเป็นครั้งแรกที่มีลูก ก็อาจยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับคุณแม่มือใหม่เข้าไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ การเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือการให้นมลูก โดยเฉพาะการให้นมลูก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งคุณแม่อาจเจอปัญหาในการให้นมลูกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำนมน้อย ลูกไม่ยอมดูด หรือท่าทางในการให้นมไม่ถูกต้อง ดังนั้น วิธีให้นมลูก ที่ถูกต้อง จึงอาจเป็นเรื่องที่คุณแม่มือใหม่ต้องเรียนรู้ วิธีให้นมลูก ที่ถูกต้อง วิธีให้นมลูกที่ถูกต้อง อาจมีดังนี้ การเตรียมนมแม่ก่อนคลอด หากคุณแม่เตรียมตัวให้ดี ก็จะช่วยให้คุณแม่มีความพร้อมมากขึ้นก่อนเจอลูก การเตรียมนมแม่ก่อนคลอดก็เป็นอีกเรื่องที่ช่วยเตรียมความพร้อมเพื่อเจอลูกน้อยได้ คุณแม่สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ถึงเทคนิคให้นมลูกต่าง ๆ เช่น ทำอย่างไรถึงจะมีน้ำนมในปริมาณที่มากพอสำหรับลูกน้อย ท่าให้นมที่ถูกต้องควรทำอย่างไร ให้ความใกล้ชิดเขาหลังคลอด หลังจากที่คุณแม่คลอดเจ้าตัวเล็กออกมาแล้ว ควรให้ความใกล้ชิดกับเขา ไม่ว่าจะเป็นการกอด อุ้ม ลูบผม หรือสัมผัสผิวหนังอย่างเบามือ และนุมนวล เพราะการสัมผัสเหล่านี้อาจมีส่วนช่วยในการตอบสนองของฮอร์โมนอย่างมาก ซึ่งจะเชื่อมโยงกับความง่ายในการให้นมลูก และอาจช่วยให้คุณแม่ให้นมลูกได้สำเร็จ อยู่ในท่าทางการให้นมที่ถูกต้อง เทคนิคให้นมลูก ที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ ท่าให้นมที่ถูกต้อง หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วที่ เต้านมอาจจะยังนุ่มอยู่ แต่เมื่อผ่านไป 2-3 วัน เต้านมก็จะคัดตึงขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าพร้อมที่จะให้นมลูกแล้ว ดังนั้น ลองหาโอกาสในการให้นมลูกโดยลองจัดท่าทางในการให้นมลูกอย่างถูกต้อง เพื่อที่ลูกจะได้อยู่ในท่าทางที่สบาย และจะช่วยให้ลูกดูดนมได้มากขึ้น ซึ่งในช่วง 2-3 วันแรก เป็นช่วงที่เหมาะแก่การให้นมลูก เพราะเป็นช่วงที่นมแม่จะมีสีเหลือง เรียกว่า […]


สุขภาพเด็ก

เด็กเป็นโรคเบาหวาน บุคลากรในโรงเรียนควรดูแลอย่างไร

เด็กเป็นโรคเบาหวาน นอกจากจะต้องได้รับการดูแลจากครอบครัวเมื่ออยู่ที่บ้านแล้ว เมื่ออยู่ที่โรงเรียนก็ต้องได้รับการดูแลจากคุณครูหรือพยาบาลประจำโรงเรียนด้วย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดูแลเด็กที่เป็นโรคเบาหวานเมื่ออยู่ที่โรงเรียน จึงถือเป็นเรื่องที่บุคลากรในโรงเรียนควรให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เด็กเป็นโรคเบาหวาน คุณครูควรทำอย่างไร หากเด็กเป็นโรคเบาหวาน ผู้ปกครองควรแจ้งให้ครูหรือบุคลากรในโรงเรียนทราบโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เด็กจะได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและทันท่วงที ขณะเดียวกัน คุณครูหรือบุคลากรในโรงเรียนควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ เพื่อให้สามารถดูแลเด็กนักเรียนที่เป็นโรคเบาหวานได้ดีขึ้น หาข้อมูลเกี่ยวกับ โรคเบาหวาน โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่พบมากในเด็ก เรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาณสำคัญต่าง ๆ เช่น อาการของภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้รับมือ หรือพาเด็กไปพบคุณหมอได้ทันเวลา พูดคุยกับผู้ปกครองถึงข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่ครูควรจะต้องทราบ คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ หรือแนวทางและวิธีการต่าง ๆ ต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น ใส่ใจเรื่องอาหารการกินของเด็ก คุณอาจต้องแจ้งกับทางโรงอาหารให้ดูแลเป็นพิเศษ หรือสอบถามเด็กเกี่ยวกับการรับประทานอาหารอยู่เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจะไม่ได้รับประทานอาหารที่เพิ่มความเสี่ยงของโรค สร้างความเข้าใจอันดีระหว่าง เด็กที่เป็นโรคเบาหวาน กับเพื่อนคนอื่น ๆ เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อน ๆ จะได้รับรู้สัญญาณต่าง ๆ และแจ้งให้ครูทราบได้ ข้อที่สำคัญที่สุด คือ ครูต้องเข้าใจ และเต็มใจที่จะดูแลเด็กนักเรียน หากโรงเรียนมีพยาบาลประจำโรงเรียน ความรับผิดชอบหลักของพยาบาลประจำโรงเรียน เช่น การคอยดูแลเด็กที่เป็นมีอาการป่วย ฉะนั้นเราก็ต้องมั่นใจได้ว่า เจ้าหน้าที่คนนั้นมีความชำนาญในวิชาชีพ และเคยได้รับการฝึกอบรมวิธีดูแลเด็กมาก่อน ซึ่งทางโรงเรียนควรมีข้อปฎิบัติ […]


ขวบปีแรกของลูกน้อย

พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 37 เป็นอย่างไร

พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 37 หรือพัฒนาการของทารกช่วงอายุประมาณ 9 เดือน เป็นช่วงวัยที่สามารถเห็นพัฒนาการและการเติบโตอย่างชัดเจน ลูกน้อยจะเริ่มเล่น เรียนรู้ พูด และเคลื่อนไหว นั่ง คลานอย่างคล่องแคล่ว ยืน และเริ่มก้าวเดิน นอกจากนั้น ยังเริ่มรับประทานอาหารที่ไม่ใช่แค่อาหารเหลวได้แล้วเพราะฟันเริ่มขึ้นแล้ว รวมทั้งแสดงอารมณ์ต่าง ๆ และแยกแยะสมาชิกในครอบครัวและคนแปลกหน้าได้แล้ว [embed-health-tool-vaccination-tool] การเจริญเติบโต พฤติกรรม และ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 37  ทารกในวัยนี้ มีพัฒนาการที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ดังนี้ เริ่มแสดงสีหน้าได้หลายอย่าง เช่น สุข เศร้า โกรธ ร้องไห้ ยิ้มหรือหัวเราะเมื่อเล่น หาทางหยิบของเล่นที่อยู่เกินเอื้อม มองหาสิ่งของที่ทำตกไป แยกแยะคนแปลกหน้าได้ และเริ่มกลัวหากไม่ใช่คนในครอบครัว ทำเสียงดังและเสียงแปลก ๆ เริ่มพูดคุยแต่ยังไม่เป็นคำพูดที่เข้าใจได้ ทำมือให้อุ้ม แสดงความต้องการบางอย่างได้ นั่งเองได้ เริ่มยืนได้อย่างมั่นคง และเริ่มก้าวเดิน ควรดูแลลูกน้อยอย่างไร ในช่วงวัยนี้ ลูกน้อยจะติดการได้อยู่ใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่ หากต้องการออกไปทำงานหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ควรหาอุปกรณ์หรือกิจกรรมมาช่วยหันเหความสนใจ เช่น สมุดภาพ ของเล่นที่มีเสียง ตัวต่อ หุ่นที่ใช้มือเชิด […]


ขวบปีแรกของลูกน้อย

พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 44 ของลูกน้อย

พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 44 หรือทารกอายุประมาณ 10-12 เดือน เป็นช่วงวัยที่มีพัฒนาการด้านภาษาและคำพูดเด่นชัดมากที่สุด มักเปล่งเสียงหรือพูดเป็นคำ ๆ มากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรอ่านหนังสือและชวนลูกน้อยคุยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นช่วงที่เด็กวัยนี้กำลังเริ่มออกสำรวจสิ่งรอบตัว ควรจัดบ้านและสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยมากที่สุด [embed-health-tool-vaccination-tool] การเจริญเติบโต พฤติกรรมและ พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 44  พัฒนาการเด็ก สัปดาห์ที่ 44 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านคำพูด การเดิน และความอยากรู้อยากเห็นชัดเจนมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมและดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น ชวนลูกคุยหรือเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ลูกฟัง พาลูกออกไปเดินเล่น ปล่อยให้เขาเดินเองแม้จะล้มบ้างก็เป็นการฝึกให้เขาได้เรียนรู้ที่จะล้มแล้วลุกขึ้นด้วยตนเอง สิ่งสำคัญ ควรดูแลเรื่องความสะอาดและการจัดบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย เก็บสิ่งของอันตรายให้พ้นมือลูกน้อย ลูกน้อยจะเติบโตอย่างไร แสดงความต้องการในวิธีการแบบอื่นๆ ที่มากกว่าการร้องไห้ เล่นลูกบอล (สามารถกลิ้งลูกบอลกลับมาให้) ดื่มจากแก้วด้วยตนเอง สามารถหยิบของเล่น หรือหยิบสิ่งของเล็ก ๆ ด้วยปลายนิ้วโป้งและนิ้วชี้ได้ (ในระยะนี้ควรเก็บสิ่งของอันตรายทุกอย่างให้พ้นมือเด็ก) ยืนด้วยตัวเองได้ดีขึ้น ใช้ภาษาพูดของเด็กที่ยังไม่โต (เป็นการพูดเจื้อยแจ้วที่มีเสียงเหมือนกำลังพูดภาษาต่างประเทศอยู่) พูดเป็นคำ ๆ นอกเหนือจากคำว่า “มาม๊า” หรือ "ปะป๊า" ตอบสนองต่อคำสั่งง่าย ๆ หรือคำสั่งที่มีท่าทางประกอบ (เช่น […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

กำลังมองหาเรื่องราวในการเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่?

เข้าร่วมชุมชนการเลี้ยงดูบุตรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณแม่และคุณพ่อคนอื่น ๆ เข้าร่วมชุมชนได้เลย!





ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน