สุขภาพทางเพศ

สุขภาพทางเพศ คืออีกหนึ่งส่วนสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข Hello คุณหมอ จึงอยากนำเสนอเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ ทั้งการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ไปจนถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้ผู้อ่านได้มีสุขภาพทางเพศที่ดีมากยิ่งขึ้น

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพทางเพศ

HPV ในผู้หญิงตั้งครรภ์ ส่งผลกระทบต่อคุณแม่และลูกน้อยอย่างไร

HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นไวรัสที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกและภาวะผิดปกติอื่น ๆ ในระบบสืบพันธุ์ สตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HPV มักกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของตัวเองและทารกในครรภ์ โดยเฉพาะการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การคลอดก่อนกำหนด และการถ่ายทอดไวรัสสู่ทารกในระหว่างคลอด ผลกระทบของ HPV ต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ ผลกระทบต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ การเกิดหูดบริเวณอวัยวะเพศ (Genital Warts) การติดเชื้อ HPV อาจกระตุ้นการเกิดหูดในบริเวณอวัยวะเพศ หูดเหล่านี้อาจโตขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและระบบไหลเวียนเลือด หากหูดมีขนาดใหญ่ อาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือขัดขวางการคลอดทางช่องคลอด การเปลี่ยนแปลงในปากมดลูก การติดเชื้อ HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง อาจทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูกได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ ความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร ในบางกรณี การติดเชื้อ HPV อาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะหากมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การติดเชื้อ HPV อาจกระตุ้นการอักเสบในระบบสืบพันธุ์ ซึ่งส่งผลต่อการคลอดก่อนกำหนด การคลอดก่อนกำหนดอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในระยะยาวสำหรับทารก เช่น การเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติ ผลกระทบต่อทารกในครรภ์และหลังคลอด การติดเชื้อในทารก แม้โอกาสที่ HPV จะส่งต่อถึงทารกในครรภ์มีน้อย แต่มีรายงานว่าการคลอดทางช่องคลอดในกรณีที่แม่มีหูดหรือการติดเชื้อ HPV […]

หมวดหมู่ สุขภาพทางเพศ เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพทางเพศ

สุขภาพทางเพศ

ประจำเดือนมาไม่ตรง เกิดจากสาเหตุใด

ประจำเดือน คือ เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกผ่านช่องคลอดออกมาเป็นเลือดประจำเดือนในทุก ๆ เดือน เกิดขึ้นเมื่อไข่ไม่ได้ผสมกับอสุจิและเกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน โดยปกติแล้วประจำเดือนจะมาในช่วงเวลาและปริมาณที่ใกล้เคียงกันทุกเดือน แต่บางคนอาจมีอาการ ประจำเดือนมาไม่ตรง ในบางเดือน ซึ่งอาจเกิดจากภาวะเครียด การออกกำลังกายหักโหมเกินไป ภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ เป็นต้น ปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติอาจแก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น หาวิธีคลายเครียด ปรับวิธีออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดีต่อสุขภาพ แต่หากปรับพฤติกรรมแล้วไม่ได้ผล ควรไปพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างถูกวิธี [embed-health-tool-ovulation] ลักษณะของประจำเดือนตามปกติ รอบประจำเดือนของผู้หญิงแต่ละรอบจะเริ่มนับจากวันสุดท้ายของการมีประจำเดือนรอบล่าสุดไปจนถึงวันแรกของการมีประจำเดือนในรอบถัดไป โดยทั่วไป รอบเดือนปกติในแต่ละเดือนจะห่างกันประมาณ 28 วัน หรืออาจอยู่ในช่วง 21-35 วัน ในแต่ละรอบเดือน ผู้หญิงจะมีประจำเดือนประมาณ 3-5 วัน ในช่วงปีแรก ๆ ของการมีประจำเดือนหรือในช่วงที่เพิ่งเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ (อายุ 13-16 ปี) ผู้หญิงหลายคนอาจมีรอบเดือนห่างกันมากและจำนวนวันในแต่ละรอบเดือนอาจแปรปรวน แต่เมื่ออายุมากขึ้นรอบเดือนมักจะสั้นลง และมีจำนวนวันในแต่ละรอบเดือนใกล้เคียงกันมากขึ้น เนื่องจากการหลั่งฮอร์โมนเริ่มคงที่ อาการของประจำเดือนมาไม่ตรง อาการของประจำเดือนมาไม่ตรง อาจมีดังนี้ รอบเดือนเปลี่ยนไปจากเดิม อาจมาช้าหรือมาเร็วกว่าปกติ ประจำเดือนมามากกว่าปกติ หรือมาน้อยกว่าปกติ จำนวนวันที่เป็นประจำเดือนแตกต่างจากเดิม อาจเพิ่มขึ้นหรือน้อยลง มีจุดเลือดออกจากช่องคลอดในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ตรง เกิดจากสาเหตุใด ปัจจัยที่อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ตรง อาจมีดังนี้ ความเครียด เมื่อเกิดภาวะเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด เช่น […]


การติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

ผื่นแดง เอดส์ เป็นอย่างไร เกิดจากอะไร

ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอสไอวี (HIV) จะมีอาการของโรคหลายระดับ การติดเชื้อในระยะแรกอาจไม่แสดงอาการและผู้ป่วยยังมีร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติที่ไม่ติดเชื้อ แต่เมื่อไวรัสแบ่งตัวและเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนเม็ดเลือดขาวมีจำนวนลดลง และหากถึงระยะสุดท้ายของการติดเชื้อหรือที่เรียกว่าระยะเอดส์ อาจทำให้มีอาการเจ็บป่วย เช่น เกิด ผื่นแดง เอดส์ กระจายทั่วร่างกาย เกิดอาการคันที่แขน ขา ใบหน้า และลำตัว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยระดับความรุนแรงของอาการที่พบมักขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย [embed-health-tool-bmr] เอดส์คืออะไร โรคเอดส์ (AIDS) คือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ถือเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (Human immunodeficiency virus หรือ HIV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อและโรคต่าง ๆ ได้ตามปกติ เชื้อเอชไอวีมักแพร่กระจายได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การสัมผัสกับเลือดที่ติดเชื้อ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ เป็นต้น ทั้งยังสามารถแพร่จากแม่สู่ลูกได้ทั้งในช่วงตั้งครรภ์ ขณะคลอด และในช่วงให้นม ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีจะมีอาการที่แตกต่างกันไปตามระยะของการติดเชื้อ ภาวะทางผิวหนัง เช่น ตุ่มคัน ผื่นแดง เป็นอาการที่พบได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อเอชไอวี หากไม่ควบคุมด้วยการรับประทานยาต้านไวรัส การติดเชื้อจะลุกลามไปเรื่อย ๆ นำไปสู่ระยะป่วยเป็นโรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Acquired Immune Deficiency Syndrome หรือ AIDS) […]


สุขภาพทางเพศ

คันน้องสาว เกิดจากอะไร มีวิธีรักษาอย่างไร

คันน้องสาว หรืออาการคันบริเวณอวัยวะเพศหญิง เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับจุดซ่อนเร้นที่มีส่วนผสมที่ทำให้ผิวหนังระคายเคือง การติดเชื้อบริเวณช่องคลอด การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศในร่างกาย และการถูกตัวโลนกัด ทั้งนี้ อาการคันน้องสาวสามารถรักษาได้ด้วยยาที่เหมาะสมกับตัวโรค และอาจป้องกันได้ด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนต่อจุดซ่อนเร้น มีเพศสัมพันธ์โดยสวมถุงยางอนามัยป้องกันทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการฉีดสวนล้างอวัยวะเพศ [embed-health-tool-ovulation] คันน้องสาว มีสาเหตุมาจากอะไร อาการคันบริเวณอวัยวะเพศหญิง อาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ ผื่นระคายสัมผัส (Contact Dermatitis) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสกับสารที่ทำให้ระคายเคือง หรือมีอาการแพ้ เช่น สบู่ ครีมอาบน้ำ น้ำยาปรับผ้านุ่ม ครีมบำรุงผิว น้ำหอมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผ้าอนามัย เมื่อเป็นผื่นระคายสัมผัสอาจมีอาการดังนี้ ผิวหนังแห้ง แตก ตกสะเก็ด บวม รู้สึกคัน การติดเชื้อในช่องคลอด ไม่ว่าจะเป็นภาวะช่องคลอดอักเสบเนื่องจากแบคทีเรีย หรือโรคเชื้อราในช่องคลอด มักทำให้คันบริเวณอวัยวะเพศ รวมถึงตกขาวมีสีผิดปกติและปัสสาวะแสบขัด โดยมีสาเหตุจากการเสียสมดุลของแบคทีเรียแลคโตบาซิลไล (Lactobacilli) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแบคทีเรียและเชื้อราชนิดอื่น ๆ ไม่ให้มีมากเกินไปจนทำให้ติดเชื้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่จะเป็นหนองในแท้ หนองในเทียม เริม หูดหงอนไก่ หรือโรคพยาธิในช่องคลอด มักทำให้ผู้ป่วยรู้สึกคันน้องสาว นอกจากนี้ ในกรณีของเริมและหูด ผู้ป่วยมักมีแผลพุพองและตุ่มเนื้อบริเวณอวัยวะเพศที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ในช่วงก่อนเข้าสู่วัยทองหรือหญิงระยะให้นมบุตร […]


สุขภาพทางเพศ

ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น วิธีแก้มีอะไรบ้าง

ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น วิธีแก้ คือ การใช้ยารักษาโรคที่อาจเป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็น เช่น การติดเชื้อรา โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยมีวิธีแก้ด้วยการใช้ยาต้านเชื้อรา ยาต้านไวรัส ยาปฏิชีวนะ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยดูแลรักษาช่องคลอดให้มีสุขภาพดี และไม่มีกลิ่นเหม็น อย่างไรก็ตาม หากสังเกตพบอาการผิดปกติ ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดและรับการรักษาอย่างเหมาะสม [embed-health-tool-ovulation] สาเหตุของช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น สาเหตุของช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น อาจมีดังนี้ การติดเชื้อราในช่องคลอด เกิดจากเชื้อราแคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ที่เจริญเติบโตมากเกินไป โดยอาจมีสภาพแวดล้อมที่อับชื้นเป็นตัวกระตุ้น เช่น การไม่ซับบริเวณภายนอกอวัยวะเพศให้แห้ง เหงื่อออกมาก จนอาจนำไปสู่ภาวะช่องคลอดอักเสบ ที่ทำให้ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น แสบร้อนช่องคลอดโดยเฉพาะเวลามีเพศสัมพันธ์ มีผื่นแดง ตกขาวเหลวเป็นน้ำ ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากความไม่สมดุลของเชื้อแบคทีเรียภายในช่องคลอด โดยอาจมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น เช่น การสวนล้างช่องคลอด การเปลี่ยนคู่นอนหลายคน ส่งผลให้ช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น แสบร้อนช่องคลอด คันช่องคลอด และมีตกขาวสีเทาหรือสีเขียว การแพ้สารเคมี เช่น สารเคมีจากสบู่ น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผ้าอนามัยแบบสอด ห่วงอนามัย และกระดาษชำระ ที่อาจส่งผลให้ช่องคลอดระคายเคือง ทำให้ช่องคลอดอักเสบจนช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคพยาธิในช่องคลอด เริม […]


การคุมกำเนิด

วิธีใส่ถุงยาง ที่ถูกต้อง และข้อควรระวังในการใช้ถุงยาง

ถุงยางอนามัย เป็นอุปกรณ์คุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทำจากน้ำยางพาราหรือยางสังเคราะห์ หากใช้อย่างถูกวิธีจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดและป้องกันโรคราว 98 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันนี้ มีทั้งถุงยางอนามัยสำหรับเพศชายและเพศหญิง ทั้งนี้ ควรศึกษา วิธีใส่ถุงยาง ที่ถูกต้อง เพื่อการป้องกันถุงยางรั่ว ฉีกขาด หรือเสื่อมสภาพ [embed-health-tool-ovulation] ถุงยางอนามัย มีกี่รูปแบบ ถุงยางอนามัย เป็นอุปกรณ์สำหรับสวมหรือสอดที่อวัยวะเพศ เพื่อคุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยทั่วไป ถุงยางอนามัยมักทำจากน้ำยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์ และจำแนกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ถุงยางอนามัยสำหรับเพศชายและสำหรับเพศหญิง ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ ถุงยางอนามัยสำหรับเพศชาย เป็นแบบใช้ภายนอก สำหรับครอบองคชาตเมื่อแข็งตัว เพื่อป้องกันน้ำอสุจิไหลเข้าสู่ช่องคลอด แล้วทำให้เกิดการตั้งครรภ์ รวมถึงป้องกันโรคติดต่างทางเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ ถุงยางอนามัยของผู้หญิง เป็นแบบใช้ภายใน โดยสอดเข้าไปในช่องคลอด เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์หากน้ำอสุจิไหลเข้าสู่ช่องคลอด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วิธีใส่ถุงยาง ที่ถูกต้อง ทำอย่างไร หากใส่ถุงยางอนามัยถูกวิธีอาจช่วยป้องกันการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ประมาณ 98 เปอร์เซ็นต์ แต่หากใส่ผิดวิธีอาจทำให้ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัยลดลงเหลือ 75 เปอร์เซ็นต์ วิธีใส่ถุงยางที่ถูกต้อง ทั้งของเพศชายและเพศหญิง มีรายละเอียดดังนี้ วิธีใส่ถุงยาง ที่ถูกต้องสำหรับเพศชาย ตรวจสอบวันเดือนปีที่หมดอายุ เพราะถุงยางที่หมดอายุอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดและป้องกันโรคลดลง นำถุงยางอนามัยออกจากห่อ ควรค่อย ๆ ฉีกห่ออย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันถุงยางอนามัยเสียหาย ตรวจสอบถุงยางอนามัยก่อนใช้งาน […]


สุขภาพทางเพศ

อาการก่อนเมนส์มา มีอะไรบ้าง และควรดูแลตัวเองอย่างไร

อาการก่อนเมนส์มา อาจแตกต่างกันออกไป เช่น ปวดท้องน้อย เหนื่อยล้าง่าย วิงเวียนศีรษะ เจ็บเต้านม ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ที่มีหน้าที่กระตุ้นให้รังไข่ผลิตไข่และปล่อยไข่ออกมา รวมถึงกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ แต่หากไม่มีการตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนทั้งสองจะลดลง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดและไหลออกมาเป็นประจำเดือน อาการก่อนเมนส์มาเป็นเรื่องปกติ และมักเป็นช่วงก่อนมีประจำเดือน 5-11 วัน และอาการพวกนี้จะเริ่มดีขึ้นได้หลังประจำเดือนมา 4-7 วัน [embed-health-tool-ovulation] อาการก่อนเมนส์มา มีอะไรบ้าง อาการก่อนเมนส์มา อาจมีดังนี้ ปวดศีรษะ อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้มีอาการปวดศีรษะหรือเป็นไมเกรนก่อนเมนส์มา สิวขึ้น อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแอนโดรเจน ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน และฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่เพิ่มขึ้นในช่วงก่อนเมนส์มา จนส่งผลต่อการผลิตน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้า ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้สิวขึ้น โดยเฉพาะบริเวณคางและกราม เจ็บเต้านม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน และโปรแลคติน (Prolactin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ถูกผลิตขึ้นจากต่อมใต้สมอง เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลังตกไข่ก่อนเมนส์มา ส่งผลให้มีอาการเต้านมขยาย เจ็บเต้านม หรือหัวนมเมื่อสัมผัสหรือเสียดสีกับเสื้อผ้า อารมณ์แปรปรวน ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอาจส่งผลให้เกิดอารมณ์แปรปรวน เช่น เดี๋ยวหงุดหงิด เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ กลับไปกลับมา เหนื่อยล้าง่ายและนอนหลับยาก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน […]


สุขภาพทางเพศ

วิธีลบรอยดูด ด้วยตัวเอง ทำได้อย่างไรบ้าง

รอยดูดบริเวณผิวหนัง เป็นรอยที่เกิดจากการใช้ริมฝีปากดูดหรือขบกัดผิวหนังจนใต้ผิวหนังแตกและมีเลือดออกใต้ผิวหนัง เกิดเป็นรอยช้ำที่มีขนาดและสีที่แตกต่างไปตามความรุนแรงของการดูด รอยดูดมักจางลงและหายไปเองได้ภายในไม่กี่วันหรือไม่เกิน 2 สัปดาห์ ทั้งนี้สามารถใช้ วิธีลบรอยดูด ด้วยตัวเอง เช่น การประคบร้อน การใช้ว่านหางจระเข้ เพื่อเร่งให้รอยดูดจางลงได้เร็วขึ้น [embed-health-tool-ovulation] รอยดูดหรือรอยจ้ำบนผิวหนัง เกิดขึ้นได้อย่างไร รอยดูดหรือรอยจ้ำบนผิวหนังเกิดจากการประทับรอยจูบ ดูด หรือขบกัดบนผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ลำคอ ไหปลาร้า หน้าอก ทำให้หลอดเลือดฝอยแตกจนเลือดไหลออกมาอยู่ใต้ผิวหนัง เกิดเป็นรอยช้ำสีคล้ำอมม่วงหรือสีแดงเข้ม ในกรณีที่มีรอยดูดรุนแรงอาจเกิดเป็นรอยช้ำสีดำหรือเขียวคล้ำ รอยดูดมักจางไปภายในไม่กี่วันหรือภายใน 2 สัปดาห์เช่นเดียวกับกับรอยฟกช้ำทั่วไป และอาจหายได้เร็วกว่าเนื่องจากเป็นรอยช้ำที่รุนแรงน้อยกว่ารอยฟกช้ำจากสาเหตุอื่น และแม้ว่าจะไม่สามารถลบรอยดูดให้หายไปทันทีได้ แต่ก็มีวิธีที่อาจช่วยให้รอยจางลงได้รวดเร็วกว่าปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ รอยดูดกี่วันหาย รอยดูดบนผิวหนังของแต่ละคนอาจจางหายไปในเวลาที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคล หากเป็นผู้ที่ขาดธาตุเหล็ก วิตามินซี วิตามินเค จะเกิดรอยแผลหรือรอยช้ำได้ง่ายและรอยอาจหายได้ช้า สำหรับผู้ที่มีอายุมาก คอลลาเจนในผิวจะน้อยลง ร่างกายจึงอาจต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อนานกว่าคนในวัยหนุ่มสาว นอกจากนี้ ระยะเวลาที่รอยดูดจะจางหายไปยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการดูดด้วย หากทำให้เกิดรอยไม่ลึกมากก็อาจหายได้ภายในไม่กี่วัน วิธีลบรอยดูด ด้วยตัวเอง วิธีลบรอยดูดด้วยตัวเอง อาจทำได้ดังนี้ ประคบเย็นที่ผิวหนัง หากต้องการ วิธีลบรอยดูด ภายใน5นาที ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกการประคบเย็นจะช่วยลดการขยายตัวของหลอดเลือดและช่วยลดการช้ำของผิวหนังบริเวณโดยรอบสามารถใช้น้ำแข็งหรือใช้ช้อนแช่เย็นก็ได้เพื่อประคบเย็น ประคบร้อนที่ผิวหนัง หลัง 24 ชั่วโมงไปแล้ว การใช้ผ้าชุบน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นบิดหมาดประคบร้อนบริเวณรอยดูดประมาณ 15-20 นาที […]


สุขภาพทางเพศ

หนังหุ้มปลายตีบ สาเหตุ วิธีรักษาและวิธีป้องกัน

หนังหุ้มปลายเป็นชั้นผิวหนังบาง ๆ ที่ส่วนปลายอวัยวะเพศชาย โดยปกติจะสามารถรูดเปิดขึ้นลงได้ แต่บางครั้งอาจมีอาการ หนังหุ้มปลายตีบ ซึ่งเป็นภาวะผิวหนังหดตัวจนไม่สามารถรูดให้เปิดได้ตามปกติ หากหนังหุ้มปลายตีบแต่ไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ทั้งในด้านสุขภาพและความสัมพันธ์ทางเพศ เช่น เจ็บขณะปัสสาวะ มีเลือดออกที่องคชาต เจ็บเมื่อองคชาตแข็งตัว ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา แต่หากหนังหุ้มปลายตีบร่วมกับมีอาการข้างต้น ควรไปพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม [embed-health-tool-ovulation] หนังหุ้มปลายตีบ เกิดจากอะไร หนังหุ้มปลายตีบ เป็นภาวะที่เกิดจากผิวหนังบริเวณปลายองคชาตหดตัวจนไม่สามารถรูดให้เปิดได้ตามปกติ สามารถเกิดได้กับผู้ชายได้ทุกวัย แต่มักพบในเพศชายวัยเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน หนังหุ้มปลายของเด็กผู้ชายมักไม่หดกลับจนกว่าจะอายุ 5-7 ขวบ ภาวะหนังหุ้มปลายตีบอาจทำให้ส่วนปลายองคชาตโป่งหรือพองขณะปัสสาวะ และอาจทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณปลายองคชาต มีอาการอักเสบ รู้สึกเจ็บขณะปัสสาวะ เจ็บขณะองคชาตแข็งตัว หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะหากเป็นผู้ที่หนังหุ้มปลายตึงแน่นมากกว่าปกติ สาเหตุที่ทำให้หนังหุ้มปลายตีบ อาจมีดังนี้ สุขอนามัยไม่ดี การดูแลสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศที่ไม่ดี เช่น ล้างไม่สะอาด ไม่ซับให้แห้งหลังอาบน้ำหรือปัสสาวะ อาจทำให้หนังหุ้มปลายตีบ ทั้งยังทำให้ระคายเคืองและติดเชื้อได้ ปัญหาสุขภาพผิว เช่น โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) โรคสะเก็ดเงิน โรคไลเคน พลานัส (Lichen planus) ซึ่งเป็นการอักเสบของผิวหนังที่ก่อให้เกิดผื่นคัน โรคไลเคน สเคิลโรซุส (Lichen Sclerosus) ซึ่งเป็นโรคผิวหนังอักเสบที่ส่งผลต่อผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ สาเหตุโดยธรรมชาติ เป็นภาวะหนังหุ้มปลายตีบที่เรียกว่า […]


สุขภาพทางเพศ

กินน้ำอสุจิ เป็นอะไรไหม ปลอดภัยหรือไม่

หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่า กินน้ำอสุจิ เป็นอะไรไหม การกินน้ำอสุจิในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือออรัลเซ็กส์ (Oral sex) เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ตามปกติและไม่ทำให้เสี่ยงตั้งท้อง อย่างไรก็ตาม การกินน้ำอสุจิอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเริม โรคหนองใน โรคพยาธิในช่องคลอด จึงควรใช้ถุงยางอนามัยหรือแผ่นยางอนามัยเพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อขณะมีเพศสัมพันธ์ทางปาก [embed-health-tool-ovulation] กินน้ำอสุจิ เป็นอะไรไหม น้ำอสุจิ เป็นของเหลวที่มีอสุจิหรือสเปิร์ม ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ลักษณะคล้ายลูกอ๊อดขนาดเล็ก และพลาสมาของน้ำอสุจิที่สร้างขึ้นโดยอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายเป็นส่วนประกอบ สีและความข้นหนืดของน้ำอุสจิอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามระยะเวลาที่หลั่งน้ำอสุจิออกมา ภาวะสุขภาพ เป็นต้น โดยทั่วไป การกินน้ำอสุจิไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารสามารถย่อยน้ำอสุจิได้เหมือนอาหารอื่น ๆ ทั้งนี้ บางคนอาจมีอาการแพ้น้ำอสุจิ ซึ่งสังเกตได้จากอาการคันหรือมีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง ใบหน้า ลำคอ แต่เป็นกรณีที่พบได้ไม่บ่อยนัก กินน้ำอสุจิ แล้วจะท้องไหม โดยปกติแล้ว ผู้หญิงจะสามารถตั้งท้องได้ก็ต่อเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดกับคู่นอน ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อองคชาตเข้าไปในช่องคลอด และเกิดการหลั่งน้ำอสุจิออกมาเมื่อถึงจุดสุดยอด อย่างไรก็ตาม แม้จะทำออรัลเซ็กส์ หรือทำกิจกรรมทางเพศรูปแบบอื่นที่ไม่มีการสอดใส่ แต่หากน้ำอสุจิสัมผัสกับช่องคลอด ก็มีความเป็นไปได้ที่อสุจิจะเข้าไปในช่องคลอด เดินทางผ่านปากมดลูกและโพรงมดลูก แล้วไปผสมกับไข่ที่บริเวณท่อนำไข่จนเกิดการปฏิสนธิ เซลล์ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วจะเคลื่อนที่จากท่อนำไข่พร้อมกับค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็นตัวอ่อนไปฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกและเจริญเติบโตเป็นทารกต่อไป หากกินน้ำอสุจิแต่ไม่ได้ทำให้น้ำอสุจิสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศหญิงหรือช่องคลอดไม่สามารถทำให้ตั้งท้องได้ เนื่องจากการกินน้ำอสุจิก็เหมือนกับการกินอาหารทั่วไป ตัวอสุจิจะผ่านช่องปากและหลอดอาหารลงไปที่กระเพาะอาหาร และสุดท้ายก็จะถูกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารย่อยจนหมด ทำให้อสุจิไม่มีโอกาสไปผสมกับไข่ซึ่งผลิตจากรังไข่และรอรับการผสมและเกิดการปฏิสนธิอยู่แค่ในบริเวณท่อนำไข่ได้เลย ประโยชน์ของการกินน้ำอสุจิ น้ำอสุจิประกอบไปด้วยตัวอสุจิ โปรตีน ของเหลว และสารประกอบต่าง ๆ เช่น น้ำตาลฟรุกโตส น้ำตาลกลูโคส […]


สุขภาพทางเพศ

จูบแลกลิ้น มีข้อดีอย่างไรบ้าง และส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร

จูบแลกลิ้น เป็นการจูบที่ทั้ง 2 ฝ่ายใช้ลิ้นสัมผัสกันเพื่อเพิ่มความเร่าร้อนให้กับการจูบ ซึ่งการจูบแลกลิ้นอาจช่วยเพิ่มความสุขทางอารมณ์ ลดความเครียด กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ และเพิ่มความผูกพันระหว่างคู่รักได้ อย่างไรก็ตาม การจูบแลกลิ้นมีการสัมผัสกับผิวหนัง น้ำลายและสารคัดหลั่งภายในช่องปาก ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสที่อาจทำให้เกิดโรคติดต่อตามมาได้ [embed-health-tool-ovulation] จูบแลกลิ้น มีข้อดีอย่างไร การจูบแลกลิ้นอาจมีข้อดีต่อสุขภาพทางเพศและสุขภาพจิต ดังนี้ อาจช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข การจูบแลกลิ้นอาจช่วยเพิ่มฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) โดปามีน (Dopamine) และเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขที่ช่วยให้รู้สึกร่าเริง มีความสุข กระตุ้นความรู้สึกผูกพันและรักใคร่ อาจช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล การจูบแลกลิ้นอาจช่วยลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด จึงอาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียดและความวิตกกังวล อาจช่วยเพิ่มความผูกพัน ระหว่างการจูบแลกลิ้นอาจทำให้ร่างกายหลั่งของฮอร์โมนออกซิโทซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข จึงอาจช่วยทำให้คู่รักมีความใกล้ชิดและความเข้าใจกันมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้คู่รักมีความรักและความผูกพันกันมากขึ้น อาจช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศ การจูบแลกลิ้นเป็นการเร้าอารมณ์ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งการจูบอาจช่วยเพิ่มความสุขและกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ ดังนั้น หากเพิ่มระดับการจูบให้เร่าร้อนขึ้นก็อาจช่วยเพิ่มแรงขับทางเพศให้มากขึ้นตามไปด้วย อาจช่วยลดความดันโลหิต การจูบแลกลิ้นช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจที่อาจช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง อาจช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน การจูบแลกลิ้นเป็นการแลกเปลี่ยนน้ำลายที่คน 2 คนอาจได้รับเชื้อโรคจากอีกฝ่าย ซึ่งอาจช่วยให้ร่างกายเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในการต้านเชื้อโรคได้มากขึ้น อาจช่วยเพิ่มการเผาผลาญ การจูบแลกลิ้นเป็นการขยับกล้ามเนื้อใบหน้าซึ่งอาจช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้มากขึ้น ทั้งนี้ อาจขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความเร่าร้อนในการจูบด้วย จูบแลกลิ้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร การจูบแลกลิ้นนอกจากจะมีผลดีแล้วยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน โดยผลเสียที่เกิดจากการจูบแลกลิ้น […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน