สุขภาพทางเพศ

สุขภาพทางเพศ คืออีกหนึ่งส่วนสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข Hello คุณหมอ จึงอยากนำเสนอเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ ทั้งการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ไปจนถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้ผู้อ่านได้มีสุขภาพทางเพศที่ดีมากยิ่งขึ้น

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพทางเพศ

ปวดท้องเมนส์รุนแรง เกิดจากอะไร และควรทำอย่างไร

ปวดท้องเมนส์รุนแรง เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนเป็นประจำเดือนและระหว่างที่เป็นประจำเดือน ซึ่งอาจส่งผลให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่สะดวกและเคลื่อนไหวลำบาก ดังนั้น จึงควรศึกษาวิธีบรรเทาอาการปวดท้องเมนส์หรือเข้าพบคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมเมื่อปวดท้องเมนส์ [embed-health-tool-ovulation] ปวดท้องเมนส์รุนแรง มีสาเหตุมาจากอะไร อาการปวดท้องเมนส์รุนแรง อาจมีสาเหตุมาจากสารพรอสตาแกลนดินส์ (Prostaglandins) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายผลิตขึ้นเมื่อเริ่มเข้าสู่รอบการมีประจำเดือน โดยสารนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกเกิดการบีบตัวเพื่อช่วยขับเยื่อบุโพรงมดลูกให้หลุดลอกออก จึงส่งผลให้รู้สึกปวดท้องเกร็งบริเวณท้องน้อยหรือปวดท้องเมนส์รุนแรง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้ปวดท้องเมนส์รุนแรง ดังนี้ ครอบครัวมีประวัติปวดท้องเมนส์รุนแรง ผู้ที่เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อย ผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือประจำเดือนมามาก ผู้ที่มีภาวะต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อกระดูกบริเวณอุ้งเชิงกราน เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกในมดลูก และส่งผลให้มีอาการปวดท้องเมนส์รุนแรง โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในอวัยวะสืบพันธุ์ ส่งผลให้มีอาการปวดท้องบริเวณท้องน้อยรุนแรง คล้ายกับอาการปวดท้องเมนส์ ภาวะปากมดลูกตีบ (Cervical stenosis) ที่อาจขัดขวางการไหลเวียนของเลือดประจำเดือน ทำให้ความดันภายในมดลูกเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ปวดท้องเมนส์รุนแรง ปวดท้องเมนส์รุนแรง ควรทำอย่างไร สิ่งที่ควรทำเมื่อปวดท้องเมนส์รุนแรง มีดังนี้ รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน โซเดียม (Naproxen Sodium) เพื่อลดระดับของสารพรอสตาแกลนดินส์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้มดลูกบีบตัวจนเกิดการปวดท้อง และช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเมนส์รุนแรง สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 […]

หัวข้อ สุขภาพทางเพศ เพิ่มเติม

โรคซิฟิลิส

TPHA คือ อะไร และวิธีตรวจคัดกรองโรคซิฟิลิสแบบอื่น ๆ

TPHA คือ หนึ่งในวิธีตรวจโรคซิฟิลิสด้วยการหาสารภูมิต้านทานในเลือดซึ่งจะหลั่งออกมาเพื่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรค โดยเป็นภูมิคุ้มกันที่จำเพาะกับตัวโรค อย่างไรก็ตาม การตรวจแบบ TPHA จะไม่สามารถระบุได้ว่าติดเชื้อซิฟิลิสหรือไม่หากผู้ป่วยเป็นซิฟิลิสในระยะเริ่มต้น จึงมักนิยมใช้วิธีการตรวจแบบ TPHA เพื่อยืนยันผลเฉพาะในผู้ที่ผ่านการคัดกรองว่าเป็นโรคซิฟิลิสแล้ว [embed-health-tool-ovulation] TPHA คือ อะไร TPHA ย่อมาจาก Treponema Pallidum Hemagglutination Assay เป็นหนึ่งในวิธีการตรวจโรคซิฟิลิส ด้วยการเจาะเลือดเพื่อหาจำนวนของแอนติบอดีหรือสารภูมิต้านทาน ซึ่งร่างกายจะหลั่งออกมาเพื่อตรวจจับและทำลายเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema Pallidum) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคซิฟิลิส ทั้งนี้ ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับหนองใน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมา แพลลิดัมผ่านทางรอยขีดข่วน หรือบาดแผลเล็ก ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์ทั้งแบบสอดใส่และแบบไม่สอดใส่ อาการในระยะแรก ๆ ของซิฟิลิส คือ มีแผลริมแข็งและผื่นขึ้นตามลำตัว หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา เชื้อจะแพร่กระจายไปตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และอาจทำให้การทำงานของหัวใจเสื่อมหรือล้มเหลว รวมทั้งเชื้ออาจแพร่กระจายไปยังระบบประสาท และทำให้ระบบประสาทเสียหาย อย่างไรก็ตาม การตรวจแบบ TPHA มักไม่พบเชื้อซิฟิลิสในผู้ติดเชื้อระยะเริ่มต้น จึงมักใช้วิธีนี้ในผู้ที่มีผลตรวจคัดกรองการติดเชื้อซิฟิลิสในเบื้องต้นเป็นบวกเพื่อยืนยันผลว่าเป็นโรคซิฟิลิส วิธีเตรียมตัวก่อนเข้ารับ การตรวจ TPHA   การตรวจ TPHA คล้ายการตรวจเลือดทั่วไปที่ผู้เข้ารับการตรวจไม่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษแต่อย่างใด ยกเว้นในกรณีที่คุณหมออาจระบุรายละเอียดเพิ่มเติมเป็นกรณีไป การตรวจ TPHA แสดงผลอย่างไร ในห้องปฏิบัติการ […]

โรคติดเชื้อเอชพีวี

หูดหงอนไก่ตกขาว คืออะไร ควรรักษาอย่างไร

หูดหงอนไก่ตกขาว เป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่เป็นโรคหูดหงอนไก่ ที่ทำให้มีอาการตกขาวผิดปกติร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ดังนั้น จึงควรเข้ารับการรักษาทันทีหากสังเกตว่ามีอาการคัน เจ็บแสบขณะปัสสาวะหรือระหว่างมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงสีตกขาวเปลี่ยนจากสีขาวใสเป็นสีและลักษณะอื่น ๆ เพราะหากปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอดและหากตั้งครรภ์ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ได้ [embed-health-tool-ovulation] หูดหงอนไก่ตกขาว คืออะไร หูดหงอนไก่ตกขาว คือ อาการตกขาวที่เกิดขึ้นพร้อมกับโรคหูดหงอนไก่ โดยมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุด คือ HPV 6, 11 มักทำให้เกิดหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศ และ HPV 16, 18, 31, 33, 35 มักทำให้เกิดหูดหงอนไก่บริเวณทวารหนัก อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจเพิ่มโอกาสทำให้เป็นโรคหูดหงอนไก่ตกขาว ดังต่อไปนี้ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การมีคู่นอนหลายคนโดยไม่ทราบประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของคู่นอน ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องเนื่องจากการติดเชื้อเอชไอวี หรือการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน การสัมผัสที่บริเวณอวัยวะเพศหรือแผลหูดของผู้ติดเชื้อโดยตรง อาการของหูดหงอนไก่ตกขาว อาการของหูดหงอนไก่ตกขาว มีดังนี้ มีหูดสีแดงหรือสีขาว รูปร่างคล้ายดอกกะหล่ำ พบได้บริเวณรอบช่องคลอด ปากมดลูก ขาหนีบ และทวารหนัก เจ็บแสบอวัยวะเพศ ขณะปัสสาวะหรือระหว่างมีเพศสัมพันธ์ มีอาการคันและระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ เลือดออกทางอวัยวะเพศ ปวดอุ้งเชิงกราน ตกขาวมากผิดปกติและมีกลิ่นเหม็น ตกขาวเป็นก้อนหนา สีขาวข้น […]

สุขภาพทางเพศ

Epididymis คืออะไร มีหน้าที่อะไร และอาการแบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติ

Epididymis คือ หลอดเก็บอสุจิ ซึ่งเป็นอวัยวะหนึ่งในระบบสืบพันธุ์ที่ขดทบไปมาอยู่หลังอัณฑะ ทำหน้าที่เก็บอสุจิหรือลำเลียงอสุจิที่ผลิตจากอัณฑะ เพื่อเตรียมตัวนำส่งออกเมื่อถึงจุดสุดยอด เมื่อผสมกับไข่ของผู้หญิงก็จะเกิดเกิดการปฏิสนธิ หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เช่น ถุงอัณฑะบวมแดง ควรเข้ารับการวินิจฉัยและรับการรักษาจากคุณหมอ [embed-health-tool-ovulation] หน้าที่ของ Epididymis คืออะไร Epididymis หรือ หลอดเก็บอสุจิ มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กขดอยู่บริเวณด้านบนของอัณฑะ มีหน้าที่เก็บอสุจิที่ผลิตจากอัณฑะ โดยระหว่างที่อสุจิเคลื่อนที่จากอัณฑะที่เป็นแหล่งผลิตตัวอสุจิไปยังปลายอวัยวะเพศชายทำให้อสุจิมีการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ โดยกล้ามเนื้อเรียบที่ล้อมรอบหลอดเก็บอสุจิจะบีบตัวเพื่อช่วยให้อสุจิสามารถเคลื่อนที่ออกจากหลอดเก็บอสุจิได้ง่าย ความเสี่ยงที่อาจทำให้ Epididymis ผิดปกติ Epididymis เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ที่ควรได้รับการดูแลเหมือนอวัยวะส่วนอื่น ๆ เพราะหากขาดการรักษาสุขอนามัยที่ดี เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัยก่อนมีเพศสัมพันธ์ ไม่รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ ไม่เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อคัดกรองโรค ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงให้หลอดเก็บอสุจิเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียจากทางเดินปัสสาวะหรือติดเชื้อไวรัสจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเก็บอสุจิอักเสบได้ นอกจากนี้ การประสบอุบัติเหตุบริเวณขาหนีบ การติดเชื้อวัณโรค ก็อาจส่งผลให้หลอดเก็บอสุจิอักเสบ นำไปสู่การเกิดหนอง ฝีในถุงอัณฑะ ถุงอัณฑะอักเสบ และภาวะมีบุตรยาก อาการผิดปกติของ Epididymis อาการผิดปกติของ Epididymis ที่ควรสังเกต มีดังนี้ ถุงอัณฑะบวมแดง เจ็บปวดลูกอัณฑะข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง ปัสสาวะลำบากและอาจปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อย ปวดปัสสาวะกะทันหัน มีเลือดปนกับน้ำอสุจิ มีของเหลวสีเหลืองหรือสีเขียวไหลออกจากองคชาต ต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณขาหนีบ การวินิจฉัยความผิดปกติของ Epididymis หากมีอาการปวดอัณฑะอย่างรุนแรง มีของเหลวผิดปกติไหลออกจากองคชาต […]

การคุมกำเนิด

ฝังยาคุม มีประจําเดือนไหม เพราะอะไร

ฝังยาคุม มีประจําเดือนไหม? อาจเป็นคำถามที่สาว ๆ หลายคนสงสัย การฝังยาคุมเป็นวิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้นานประมาณ 3-5 ปี แต่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงโดยทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติในช่วงปีแรก เช่น ประจำเดือนมามาก ประจำเดือนมาน้อย ประจำเดือนมานานขึ้น และหลังจากนั้นประจำเดือนจะมาน้อยลงเรื่อย ๆ และผู้ที่ฝังยาคุมส่วนใหญ่มักไม่มีประจำเดือนตลอดช่วงที่ฝังยาคุม อย่างไรก็ตาม ประจำเดือนจะกลับมาอีกครั้งเมื่อหยุดฝังยาคุมกำเนิด [embed-health-tool-ovulation] ฝังยาคุม เป็นอย่างไร การฝังยาคุมกำเนิด คือการฝังหลอดยาขนาดเล็กประมาณ 3 เซนติเมตร หรือราว ๆ แท่งไม้ขีด ซึ่งบรรจุฮอร์โมนสังเคราะห์ เช่น ลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) อีโทโนเจสเตรล (Etonogestrel) เข้าไปในบริเวณใต้ท้องแขนเพื่อทำให้เพศหญิงไม่ตั้งครรภ์ โดยออกฤทธิ์ดังนี้ ยับยั้งการตกไข่ ทำให้ไม่มีเซลล์สืบพันธุ์สำหรับผสมกับอสุจิจนเกิดการปฏิสนธิหรือตั้งครรภ์ ทำให้เมือกบริเวณปากมดลูกหนาขึ้น เพื่อป้องกันอสุจิเคลื่อนตัวไปถึงไข่จนเกิดการปฏิสนธิ การฝังยาคุม 1 ครั้ง มักออกฤทธิ์คุมกำเนิดติดต่อกันราว 3-5 ปี และมีประสิทธิภาพคุมกำเนิดประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ การฝังยาคุม ควรฝังในช่วง 5 วันแรกของรอบเดือน เพราะจะทำให้ยาคุมออกฤทธิ์เต็มประสิทธิภาพในทันที หากฝังยาคุมในช่วงอื่น ๆ ของรอบเดือน ควรใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย […]

เคล็ดลับเรื่องบนเตียง

คลิตอริส คืออะไร ช่วยกระตุ้นความสุขทางเพศอย่างไร

คลิตอริส (Clitoris) เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะเพศหญิงที่อ่อนไหวต่อสัมผัสทางเพศมากที่สุด มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ ทรงรี อยู่ด้านบนสุดของช่องคลอด เหนือรูปัสสาวะ ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์หากสัมผัสคลิตอริสโดยตรงด้วยนิ้วหรือเซ็กส์ทอย อาจช่วยให้ผู้หญิงถึงจุดสุดยอดง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้คลิตอริสจะเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อกิจกรรมทางเพศ แต่ผู้หญิงหลายคนอาจไม่รู้จักคลิตอริสดีเท่าที่ควร หากทำความเข้าใจเกี่ยวกับคลิตอริสให้ดีขึ้นอาจช่วยเพิ่มความสุขทางเพศได้มากขึ้น [embed-health-tool-ovulation] คลิตอริส คืออะไร คลิตอริส บางครั้งเรียกว่าปุ่มกระสันหรือเม็ดละมุด เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะเพศในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ ทรงรี อยู่ด้านบนสุดของช่องคลอด โดยเชื่อมต่อกับคลิตอริสที่อยู่ภายในร่างกายซึ่งมีโครงสร้างเป็นรูปตัววีกลับหัวและมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่เป็นจำนวนมาก คลิตอริสส่วนที่อยู่นอกร่างกายมีขนาดราวเม็ดถั่วหรือประมาณ 1 เซนติเมตรหรือเล็กกว่าเล็กน้อย ขณะที่ขนาดคลิตอริสทั้งหมดรวมทั้งที่อยู่ภายในร่างกาย มีความยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร ความกว้างประมาณ 6.5 เซนติเมตร ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิตอริส คลิตอริสเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะเพศหญิงที่สำคัญต่อการร่วมเพศและระบบสืบพันธุ์ จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับคลิตอริสให้มากขึ้น ดังนี้ คลิตอริสมีต้นกำเนิดเดียวกับองคชาตคลิตอริสและองคชาตเกิดจากเซลล์ต้นกำเนิดที่เรียกว่า Genital Tubercle เหมือนกัน โดยเมื่อทารกเติบโตขึ้น เซลล์ดังกล่าวจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นอวัยวะเพศที่แตกต่างกัน โดยขึ้นกับเพศของทารก คลิตอริสเป็นศูนย์รวมของปลายประสาทกว่า 8,000 จุด หรือมากกว่าองคชาตประมาณ 2 เท่า จึงนับเป็นจุดสำคัญของร่างกายในการกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ผู้หญิงแต่ละคนต้องการถูกกระตุ้นบริเวณคลิตอริสในลักษณะที่แตกต่างกัน บางคนอาจชอบให้กระตุ้นด้วยการสัมผัสคลิตอริสตรง ๆ ขณะที่บางคนอาจต้องการให้คู่นอนกระตุ้นเพียงบริเวณโดยรอบเท่านั้น คลิตอริสตื่นตัวและมีขนาดใหญ่ขึ้นได้ หากถูกกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศโดยเกิดจากการสะสมของเลือดบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้กับคลิตอริสแต่จะคงอยู่ในระยะเวลาไม่นานนักและสังเกตเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่ากับองคชาตที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อแข็งตัว […]

สุขภาพทางเพศ

อาการต่อมลูกหมากโต เป็นอย่างไร อันตรายต่อสุขภาพหรือไม่

อาการต่อมลูกหมากโต เป็นภาวะสุขภาพที่อาจพบได้ในเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้นต่อมลูกหมากมักมีขนาดใหญ่ขึ้นจนไปเบียดกับท่อปัสสาวะ ส่งผลให้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะไม่สุด และปัสสาวะกะปริดกะปรอย ทั้งนี้ หากมีอาการต่อมลูกหมากโตควรไปพบคุณหมอเพื่อรับการรักษา โดยเบื้องต้นคุณหมอจะให้รับประทานยาสำหรับลดขนาดต่อมลูกหมากเพื่อช่วยให้ปัสสาวะคล่องขึ้น อย่างไรก็ตาม หากรับประทานยาแล้วไม่ได้ผล คุณหมออาจเลือกรักษาอาการต่อมลูกหมากโตด้วยการผ่าตัด [embed-health-tool-bmi] ต่อมลูกหมากโต คืออะไร ต่อมลูกหมาก เป็นอวัยวะภายในของระบบสืบพันธุ์เพศชาย มีขนาดประมาณเท่าลูกเกาลัดหรือลูกปิงปอง ทำหน้าที่หลายอย่าง ได้แก่ ผลิตส่วนประกอบของน้ำอสุจิและกรองสารพิษที่ปนอยู่ในน้ำอสุจิ ปกติแล้ว ต่อมลูกหมากจะหยุดโตเมื่อผู้ชายเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และมักเริ่มมีขนาดโตขึ้นอีกครั้งเมื่ออายุมากขึ้นจนเบียดท่อปัสสาวะ และมักส่งผลให้ปัสสาวะติดขัด ทั้งนี้ สาเหตุของต่อมลูกหมากโตยังไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ในร่างกายที่เริ่มไม่สมดุล รวมทั้งเซลล์ต่าง ๆ ในอันฑะที่มักเสื่อมสภาพตามอายุที่มากขึ้น อาการต่อมลูกหมากโต เป็นอย่างไร ต่อมลูกหมากโต เป็นอาการที่พบได้ในผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป โดย 1 ใน 3 ของผู้ชายอายุ 60 ปีมีอาการต่อมลูกหมากโตในระดับปานกลางหรือรุนแรง สำหรับอาการต่อมลูกหมากโต ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะยาก ต้องเบ่งนาน ปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะมีแรงดันต่ำ กะปริดกะปรอย นอกจากนี้ อาการต่อมลูกหมากโตยังอาจเป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ดังนี้ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เกิดจากการที่ร่างกายปัสสาวะไม่สุด […]

สุขภาพทางเพศ

ประจําเดือนไม่มาทําไงดี กลัวท้อง

ประจําเดือนไม่มาทําไงดี กลัวท้อง เป็นคำถามที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากความกังวลหลังจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัย หรือรับประทานยาคุมไม่ถูกวิธี ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตั้งท้องได้ ดังนั้น หากสังเกตว่าประจำเดือนมาช้านานกว่า 1 เดือน และมีอาการอาเจียน ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน เต้านมขยาย หัวนมมีสีคล้ำขึ้น ควรตรวจครรภ์ด้วยตัวเองหรือเข้าพบคุณหมอทันที เพื่อให้ทราบผลแน่ชัด สาเหตุที่ประจำเดือนไม่มา สาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนไม่มา อาจเกิดจากการตั้งท้อง เนื่องจากการไม่สวมใส่ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ การรับประทานยาคุมกำเนิดผิดวิธีหรือลืมรับประทานยาคุม โดยเฉพาะยาคุมฉุกเฉินที่ควรรับประทานไม่เกิน 72 ชั่วโมง หลังจากถุงยางแตกหรือมีการหลั่งใน ซึ่งอาจส่งผลให้ประจำเดือนไม่มา และเกิดความรู้สึกกังวลและกลัวท้องได้ อย่างไรก็ตาม การที่ประจำเดือนไม่มาอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ ดังนี้ ยาคุมกำเนิด การใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนกลุ่มเอสโตรเจน (Estrogen) และฮอร์โมนกลุ่มโปรเจสเตอโรน (Progesterone) อาจทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบาง เพื่อให้ตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวได้ และอาจส่งผลให้ประจำเดือนไม่มาด้วยเช่นกัน ความเครียด อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของต่อมไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ที่อยู่บริเวณสมองส่วนหน้า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการตกไข่ จึงอาจทำให้ประจำเดือนไม่มาทำให้เกิดความกังวลและรู้สึกกลัวท้องได้ การออกกำลังกายมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายเกิดความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการตกไข่ ทำให้ประจำเดือนมาช้าหรือไม่มา น้ำหนักตัว การมีน้ำหนักน้อยหรือน้ำหนักมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนที่จำเป็นต่อการตกไข่ ทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล และส่งผลให้ประจำเดือนขาด วัยหมดประจำเดือน อาจส่งผลให้ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้การตกไข่น้อยลง และอาจทำให้ประจำเดือนหยุดโดยสมบูรณ์ กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ อาจส่งผลให้ฮอร์โมนแปรปรวน ทำให้ไม่เกิดการตกไข่ จึงทำให้ประจำเดือนไม่มา ประจําเดือนไม่มาทําไงดี […]

สุขภาพทางเพศ

หลอดเก็บอสุจิ หน้าที่ และอาการผิดปกติที่ควรระวัง

หลอดเก็บอสุจิ หน้าที่ คือ กักเก็บอสุจิที่ผลิตจากอัณฑะให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ และช่วยลำเลียงให้อสุจิเคลื่อนตัวออกมาเมื่อถึงจุดสุดยอด ซึ่งหลอดเก็บอสุจิจะมีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก ขดทบไปมาอยู่บริเวณด้านหลังของอัณฑะ หากหลอดเก็บอสุจิมีความผิดปกติ อาจส่งผลกระทบต่อการสืบพันธุ์ หรือทำให้เป็นหมันได้ หลอดเก็บอสุจิ มีหน้าที่อะไร หลอดเก็บอสุจิ มีหน้าที่เก็บอสุจิที่ผลิตจากอัณฑะ และช่วยให้อสุจิเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจใช้ระยะเวลา 2-4 สัปดาห์ ในการเดินทางจากปลายหลอดไปยังอีกด้านหนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนตัวต่อไปยังท่อนำอสุจิเพื่อเตรียมตัวปล่อยออกมาเมื่อถึงจุดสุดยอด หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันหรือสวมถุงยางอนามัยอาจทำให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ของผู้หญิงจนเกิดการปฏิสนธิ และฝังตัวลงในผนังมดลูกจนเกิดการตั้งครรภ์ได้ ความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับหลอดอสุจิ   ความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับหลอดอสุจิที่มีหน้าที่กักเก็บอสุจิ คือ ภาวะหลอดเก็บอสุจิอักเสบ (Epididymitis) ที่อาจเกิดจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่ส่งผลให้หลอดเก็บอสุจิอักเสบหรือเกิดความผิดปกติ การติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อที่ต่อมลูกหมาก การติดเชื้อไวรัสคางทูม ที่อาจแพร่กระจายไปยังหลอดเก็บอสุจิและท่อนำอสุจิ จนส่งผลให้เกิดการอักเสบ อุบัติเหตุหรือการผ่าตัด เช่น การทำหมัน การบาดเจ็บบริเวณขาหนีบ อาจกระทบต่อหลอดเก็บอสุจิ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเก็บอสุจิอักเสบ การติดเชื้อไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) ที่เป็นเชื้อแบคทีเรียที่อาจทำให้เกิดวัณโรค อาจส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเก็บอสุจิอักเสบได้ด้วยเช่นกัน สัญญาณเตือนของภาวะหลอดเก็บอสุจิอักเสบ มีดังนี้ อัณฑะบวมแดง รู้สึกปวดอัณฑะ เจ็บแสบขณะปัสสาวะและปัสสาวะบ่อยครั้ง ปวดท้องส่วนล่างและปวดอุ้งเชิงกราน […]

สุขภาพทางเพศ

อสุจิปนเลือด สาเหตุ และการรักษา

อสุจิปนเลือด อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น หลอดเก็บอสุจิอักเสบ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก ซึ่งควรได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ดังนั้น หากสังเกตว่าอสุจิมีเลือดปน ร่วมกับมีอาการปัสสาวะลำบาก เจ็บแสบองคชาตและอัณฑะ หรือองคชาตบวม ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาทันที สาเหตุที่ทำให้อสุจิปนเลือด สาเหตุที่ทำให้อสุจิปนเลือด อาจมีดังนี้ การติดเชื้อและการอักเสบ เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หลอดเก็บอสุจิอักเสบ ต่อมลูกหมากอักเสบ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่ส่งผลให้อสุจิปนเลือด ติ่งเนื้อหรือเนื้องอก หากผู้ป่วยมีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกบริเวณอัณฑะ ต่อมลูกหมาก หรือหลอดเก็บอสุจิ ก็อาจส่งผลให้อสุจิปนเลือด ซึ่งควรเข้ารับการรักษาทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งอัณฑะ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ต่อมลูกหมากโต อาจส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณอวัยวะเพศได้รับความเสียหาย ทำให้หลอดเลือดแตก และมีอสุจิปนเลือด บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เช่น การกระแทกอย่างรุนแรงที่บริเวณอัณฑะ รวมถึงการรักษาทางการแพทย์ เช่น การฉายรังสีบำบัดเพื่อรักษาเนื้องอก การฝังแร่กัมมันตรังสีเพื่อรักษามะเร็ง การฉีดริดสีดวงทวาร การทำหมัน การทำกิจกรรมทางเพศรุนแรงมากเกินไป อาจส่งผลให้หลอดเลือดในบริเวณอวัยวะเพศชายแตก และมีอสุจิปนเลือด นอกจากนี้ อสุจิปนเลือด ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งอัณฑะ โรคพยาธิใบไม้ในเลือด […]

สุขภาพทางเพศ

ต่อมลูกหมากโต สาเหตุ อาการ และการรักษา

ต่อมลูกหมากโต คือ ภาวะที่ต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ผลิตเมือกและน้ำหล่อเลี้ยงอสุจิ เจริญเติบโตมากผิดปกติ ส่งผลให้มีอาการปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่ออก หากปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ดังนั้น หากสังเกตว่ามีอาการปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย ควรเข้าพบคุณหมอเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาในทันที คำจำกัดความ ต่อมลูกหมากโต คืออะไร ต่อมลูกหมากโต คือ ภาวะที่ต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่กว่าปกติ แต่ไม่ใช่ก้อนมะเร็งและไม่เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก พบได้บ่อยในผู้ชายที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป หากปล่อยให้มีภาวะต่อมลูกหมากโตเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ อาการ อาการต่อมลูกหมากโต อาการต่อมลูกหมากโต อาจมีดังนี้ ปัสสาวะบ่อยมากกว่า 8 ครั้ง/วัน โดยเฉพาะตอนกลางคืน ปัสสาวะลำบาก กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะไม่สุด รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา สาเหตุ สาเหตุของต่อมลูกหมากโต สาเหตุที่ส่งผลให้เกิดภาวะต่อมลูกหมากโตยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกิดจากความเสื่อมสภาพของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น และความผิดปกติของฮอร์โมนเนื่องจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะต่อมลูกหมากโต ปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงของต่อมลูกหมากโต ปัจจัยเสี่ยงของต่อมลูกหมากโต มีดังนี้ ผู้สูงอายุ ภาวะต่อมลูกหมากโตมักพบได้ในผู้ชายที่มีตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจเกิดขึ้นกับผู้ชายที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ได้เช่นเดียวกัน พันธุกรรม หากคนในครอบครัวเคยมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก ก็อาจมีแนวโน้มที่ส่งผลให้เป็นต่อมลูกหมากโตได้ โรคเรื้อรัง […]