home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ประโยชน์ของฟักทอง ที่รู้แล้วจะทำให้คุณอยากกินฟักทองให้เยอะขึ้น!

ประโยชน์ของฟักทอง ที่รู้แล้วจะทำให้คุณอยากกินฟักทองให้เยอะขึ้น!

ฟักทอง เป็นพืชที่นำมาปรุงได้หลายเมนูทั้งของคาวและของหวาน แถมยังเป็นอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย แคลอรี่ก็ต่ำ เรียกว่าเป็นผลไม้ที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าอยากรู้ว่ากินฟักทองแล้วดีอย่างไร ทำไมต้องรีบไปหาฟักทองมากิน Hello คุณหมอ มี ประโยชน์ของฟักทอง มาฝากแล้ว

ประโยชน์ของฟักทอง

1. ฟักทองทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

ฟักทองมีวิตามินเอสูง ซึ่งดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน โดยงานวิจัยชี้ว่า วิตามินเอสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น และช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อ ในทางกลับกัน ผู้ที่ขาดวิตามินเออาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงได้

นอกจากวิตามินเอแล้ว ฟักทองยังมีวิตามินซีที่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันเช่นกัน โดยฟักทอง 1 ถ้วย (245 กรัม) มีวิตามินซี 19% ของปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ซึ่งงานวิจัยชี้ว่า วิตามินซีสามารถช่วยเพิ่มการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงทำให้แผลหายไวขึ้นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ฟักทองยังมีวิตามินอี ธาตุเหล็ก และโฟเลต ที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานระบบภูมิคุ้มกันด้วยเช่นกัน

2. ฟักทองทำให้สายตาดีขึ้น

งานวิจัยชี้ว่า การขาดวิตามินเอเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของภาวะสูญเสียการมองเห็น รวมถึงวิตามินซีและวิตามินอี ก็มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยป้องกันเซลล์ดวงตาไม่ให้เกิดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งวิตามินทั้งหมดนี้ล้วนพบได้ในฟักทอง นอกจากนี้ ฟักทองยังอุดมไปด้วยลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคต้อและโรคจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ (Age-related macular degeneration)

3. ฟักทองดีต่อการลดน้ำหนัก

ฟักทอง 1 ถ้วย (245 กรัม) ให้พลังงานเพียง 50 กิโลแคลอรี และมีน้ำประมาณ 94% ฟักทองจึงจัดเป็นอาหารที่เหมาะกับการลดน้ำหนัก เนื่องจากคุณสามารถกินฟักทองได้ในปริมาณที่มากกว่าคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น เช่น ข้าว มันฝรั่ง โดยได้รับปริมาณแคลอรีน้อยกว่า นอกจากนี้ ฟักทองยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่จะช่วยให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการลดน้ำหนัก

4. ฟักทองอาจช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้

ฟักทองอุดมด้วยแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่สามารถช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ จากการวิเคราะห์งานวิจัย 13 ชิ้นพบว่า ผู้ที่กินอัลฟาแคโรทีน และเบต้าแคโรทีนมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารลดลง

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่พบว่า ผู้ที่กินแคโรทีนอยด์มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งเต้านม น้อยกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ยืนยันว่า ความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งที่ลดลงนี้ เป็นเพราะแคโรทีนอยด์เพียงอย่างเดียว หรือเพราะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น นิสัยการใช้ชีวิตของผู้ที่กินอาหารที่อุดมไปด้วยแคโรทีนอยด์

5. ฟักทองทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง

ฟักทองมีโพแทสเซียม วิตามินซี และไฟเบอร์สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ล้วนดีต่อสุขภาพหัวใจทั้งสิ้น โดยงานวิจัยชี้ว่า ผู้ที่กินโพแทสเซียมมาก จะมีความดันโลหิตลดลง และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ ในฟักทองยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันไขมันแอลดีแอล (LDL cholesterol) หรือไขมันเลว ซึ่งส่งผลให้ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ

6. ฟักทองทำให้สุขภาพผิวดีขึ้น

ฟักทองอุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อผิว เช่น แคโรทีนอยด์อย่างเบต้า-แคโรทีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นครีมกันแดดตามธรรมชาติได้ เนื่องจากแคโรทีนอยด์สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ผิวเสียหายจากแสงยูวีที่เป็นอันตราย อีกทั้งฟักทองยังมีวิตามินซีสูง ซึ่งจำเป็นต่อผิว เนื่องจากร่างกายใช้วิตามินซีเพื่อสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่จะทำให้ผิวแข็งแรงและสุขภาพดี นอกจากนี้สารอาหารอย่างลูทีน (Lutein) ซีแซนทิน (Zeaxanthin) และวิตามินอีในฟักทอง ก็ยังช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีและทำให้สุขภาพผิวแข็งแรงด้วย

ข้อควรระวัง

  • การกินฟักทองมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาที่คล้ายกับการกินยาขับปัสสาวะ ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้ที่กินยาบางชนิด เช่น ยาลิเทียม โดยการขับปัสสาวะอาจทำให้ความสามารถในการขจัดลิเทียมของร่างกายลดลง อาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้
  • อาการแพ้ฟักทอง เป็นอาการที่พบได้ไม่บ่อย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่แพ้ฟักทองอาจมีอาการจะเกิดขึ้นหลังจากกินฟักทอง ได้แก่ คันบริเวณตา จาม หนังตาบวม และแน่นหน้าอก

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

6 Surprising Health Benefits of Pumpkin. https://www.webmd.com/food-recipes/features/6-surprising-health-benefits-of-pumpkin#1. Accessed on October 2, 2018.

9 Health and Nutrition Benefits of Pumpkin. https://www.healthline.com/nutrition/pumpkin. Accessed on October 2, 2018.

Pumpkin Nutrition Facts. https://www.verywellfit.com/pumpkin-nutrition-facts-calories-carbs-and-health-benefits-4165492. Accessed on October 2, 2018.

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย Sopista Kongchon แก้ไขล่าสุด 02/02/2021
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x