home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณกำลังมีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

มะขาม รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยว ที่มาพร้อมประโยชน์สุขภาพที่น่าสนใจ

มะขาม รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยว ที่มาพร้อมประโยชน์สุขภาพที่น่าสนใจ

มะขาม เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกา สามารถเติบโตได้ในเขตร้อน ประเทศไทยเองก็มีการปลูกมะขามเช่นกันโดยเฉพาะในจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ถือเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดเลยทีเดียว มะขามนอกจากจะรับประทานเปล่า ๆ ได้แล้ว ยังสามารถใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะทำซอสมะขามหรือใช้เป็นเครื่องปรุงในแกงต่าง ๆ นอกจากรสชาติที่ดีแล้ว มะขามยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนไปรู้จักกับประโยชน์ของมะขามกันค่ะ

สารอาหารที่ซ่อนอยู่ใน มะขาม

มะขามประมาณ 120 กรัมประกอบไปด้วยสารอาหาร ดังนี้

แมกนีเซียม (Magnesium) 28% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

โพแทสเซียม (Potassium) 22% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

ธาตุเหล็ก 19% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

แคลเซียม (Calcium) 9% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

ฟอสฟอรัส (Phosphorus) 14% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

วิตามินบี 1 34% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

วิตามินบี 2 11% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

วิตามินบี 3 12% ของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

นอกจากปริมาณสารอาหารด้านบนแล้ว มะขามยังมีไฟเบอร์ และสารโพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารประกอบจากพืชที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ หลายตัวทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกายอีกด้วย

ประโยชน์สุขภาพ มะขาม ของดีเมืองเพชรบูรณ์

ช่วยต่อต้านการอักเสบ

มะขามมีสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยควบคุมการอักเสบในร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระสามารถป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งบางชนิดได้

บรรเทาอาการปวด

การรับประทานเนื้อมะขามเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ แต่ก็มีหลักฐานแสดงว่าสารสกัดจากเมล็ดมะขามสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้

สารต้านอนุมูลอิสระอาจช่วยปรับปรุงสุขภาพหัวใจ

มะขามประกอบด้วยโพลีฟีนอล เช่น ฟลาโวนอยด์ซึ่งมีส่วนช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลได้ จากการศึกษาหนึ่งในหนูแฮมสเตอร์ที่มีคอเลสเตอรอลสูงพบว่าสารสกัดจากมะขามช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระในมะขามยังสามารถช่วยลดความเสียหายจากการเกิดออกซิเดชั่นต่อคอเลสเตอรอล LDL ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของโรคหัวใจได้อีกด้วย

มะขามใช้ทำอะไรได้บ้าง

มะขามนั้นมีประโยชน์มากมาย สามารถใช้ได้ทั้งปรุงอาหาร เพื่อสุขภาพ หรือใช้เพื่อประโยชน์อื่น ๆ อย่างการขัดผิว พอกหน้า หรือจะใช้สำหรับการขัดภาชนะเพื่อให้เงางามก็ได้เช่นกัน

ใช้ปรุงอาหาร

เนื้อมะขามนั้นนิยมนำมาปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการเคี่ยวเพื่อทำซอส หรือคั้นเอาน้ำมาปรุงเพิ่มรสเปรี้ยวในแกง เช่น แกงส้ม ก็เพิ่มความอร่อยให้กับเมนูได้มากทีเดียว นอกจากเนื้อมะขามที่นิยมนำมาปรุงอาหารแล้ว ใบอ่อนของมะขามก็ยังสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในเมนู ต้มไก่ใบมะขามอ่อนได้เช่นกัน

ใช้เป็นยา

มะขามถูกใช้เป็นยาในการแพทย์แผนโบราญมายาวนาน ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแบบของเครื่องดื่ม น้ำมะขาม เพื่อใช้รักษาอาการท้องร่วง ท้องผูก ไข้ และแผลในกระเพาะอาหาร แต่จากการวิจัยในสมัยใหม่นี้ มะขามมีสารประกอบจากพืชที่เรียกว่า สารโพลีฟีนอล ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ มะเร็งและโรคเบาหวาน

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Source

What Is Tamarind? A Tropical Fruit With Health Benefits

https://www.healthline.com/nutrition/tamarind

Tamarind Nutrition Facts and Health Benefits

https://www.verywellfit.com/benefits-of-tamarind-1087442

TAMARIND

https://www.webmd.com/vitamins/ai/ingredientmono-819/tamarind


บทความที่ี่เกี่ยวข้อง


รูปของผู้เขียน
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
แก้ไขล่าสุด 30/10/2020
x